ภัยแห่งสังสารวัฏนั้น น่ากลัวยิ่งกว่าภัยอื่นใด - อัสติสะ
Group Blog
 
All blogs
 

๔๗๐ - เงาของตัวตน




"เราทั้งหลายต่างยึดถือว่าตัวเราเป็นของเรา นั่นเป็นของเรา นี่เป็นของเรา" เคยได้ยินได้ฟังหรือแม้กระทั่งได้อ่านประโยคตามแนว ๆ นี้มามาก โดยเฉพาะเวลาที่ฟังพระเทศน์โดยหลวงพ่อพุทธทาสท่านสรุปได้ว่าสิ่งนั่นเป็น "ตัวกู ของกู" อย่างที่เรา ๆ ท่าน ๆ ที่เคยได้อ่านได้ฟังธรรมะมา

คำว่า "ตัวกู ของกู" เป็นคำชัด ๆ ที่ใช้ได้กับคนไทย เพราะทำให้เรามองให้ภาพของอัตตาชัดเจนขึ้น จากที่เคยเห็นลาง ๆ หรือไม่เคยรับรู้สิ่งที่เรียกว่าตัวตนนี้เลย

การยึดถือตัวตนว่าเป็นของตน เป็นความเห็นผิดอย่างหนึ่ง ความเห็นผิดในความหมายนี้ คือ การมีมุมมองและทัศนะคติต่อธรรมะที่เป็นสัจจะความจริงผิดเพี้ยนไป เช่น เห็นสิ่งที่ว่าไม่เที่ยงเป็นเที่ยง เป็นต้น

ตัวตนที่เราเข้าใจ ก็อาจจะเป็นร่างกายหรือรูปร่างของเราเอง อย่างนี้ทำให้สังเกตง่ายขึ้น แต่สิ่งที่เป็นตัวตนที่อยู่ลึก ๆ เป็นกระบวนการที่ซ่อนอยู่ภายใน ทำงานอยู่เบื้องหลังม่าน ก็คือ จิตของเรา จิตที่มีสภาพรับรู้อารมณ์ความปรุงแต่ง ซึ่งเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจนเราไม่อาจระลึกได้ทัน เมื่อระลึกไม่ทันก็เข้าใจว่า สิ่งที่จิตรับรู้เป็นของเที่ยงและสร้างเป็นตัวตนให้เรายึดติดขึ้นมา

ครั้นตัวตนหรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เรายึดถือ ถูกธรรมชาติหรือสิ่งปรุงแต่งแปรไปอย่างอื่น ทำให้มันมีอันต้องเปลี่ยนแปลงไป คือ มันไม่คงรูป คล้าย ๆ กับ เครื่องปั้นดินเผา เวลาถูกแช่น้ำนาน ๆ ก็ย่อมสลายกลายเป็นดินดังเดิม สิ่งที่เรียกว่าเครื่องปั้นก็ไม่มีอีกต่อไป เป็นต้น

ชีวิตของเราก็ไม่ต่างกับเครื่องปั้นดินเผาตามที่ยกตัวอย่างมา วันหนึ่งเมื่อรูปนี้ถูกกระทบจากปัจจัยภายนอก เช่น ความป่วย อุบัติเหตุ ความชรา เราจำเป็นต้องเปลี่ยนรูปร่าง เข้าสู่กระบวนการย่อยสลายตามธรรมชาติ

เมื่อสิ่งที่อยู่หน้าม่านคือรูปกายของเรา ไม่อาจจะประคองจิตให้อาศัยอยู่ได้ จิตนี้ก็ย่อมเคลื่อนไปสร้างรูปใหม่ ไม่ว่าจะเป็นรูปกายหยาบหรือละเอียดก็ตาม นั่นเป็นธรรมชาติของจิตที่ต้องมีรูปเพื่อรองรับการปรุงแต่ง คราวนี้สิ่งที่เป็นตัวแปรให้เกิดรูปกายใหม่นั้น ก็อยู่ที่อำนาจของจิตว่ามีคุณลักษณะอย่างไร ยกตัวอย่าง จิ๊กซอรูปทิวเขาก่อนพระอาทิตย์กำลังขึ้น บนสุดคือเส้นขอบฟ้าขึ้นไป ย่อมมีแสงสว่างไล่ระดับกัน ในส่วนตีนเขาก็ย่อมมีความมืดมนอยู่ หากจิตนี้มีคุณลักษณะเป็นส่วนที่ต้องต่อที่ตีนเขา คือเป็นส่วนที่มืดอยู่ มันจะนำไปต่อกับส่วนที่เป็นเส้นขอบฟ้าได้อย่างไร จิตเราสั่งสมคุณลักษณะอะไรมาในอดีต อนาคตต่อไปมันก็เป็นอย่างนั้น

ตัวตนแท้จริงของเราจึงเป็นธรรมชาติแห่งการปรุงแต่งที่สืบทอดกันมาอย่างไม่ขาดสาย เพราะความไม่เข้าใจในข้อนี้ เราจึงมีความยึดถือนั่นเรา นั่นเป็นของเรา เป็นกระบวนการสร้างภพสร้างชาติอย่างไม่จบสิ้น

....

เงาของตัวตนจึงยังคงมีอยู่สืบไป



Thank you image from '//activerain.trulia.com/image_store/uploads/3/1/8/3/7/ar123864955273813.jpg'





 

Create Date : 27 กันยายน 2557    
Last Update : 27 กันยายน 2557 5:59:45 น.
Counter : 477 Pageviews.  

๔๖๙ - ก้อนหินก้อนนั้น...



หากเปรียบชีวิตของก้อนหินก้อนหนึ่งกับชีวิตของมนุษย์ธรรมดา ๆ อย่างพวกเรา ๆ ท่าน ๆ ก้อนหินก้อนนั้นคงมีอายุยืนยาวกว่าพวกเรามากมาย กว่าที่พวกมันจะย่อยสลายไปตามธรรมชาติ

ก้อนหินก้อนนั้นเกิดมาด้วยความธรรมดา มันไม่ได้มีวิถีการดำรงอย่างอย่างซับซ้อน มันเกิดมาเพื่ออยู่กับธรรมชาติและก็ปรับตัวเขากับความเย็น ร้อน ความกดดัน ได้เป็นอย่างดี เหตุนี้มันจึงมีชีวิตที่ยืนยาวและแข็งแกร่ง

ก้อนหินก้อนนั้นมันมีประโยชน์มากกว่ามนุษย์ที่เป็นคนพาลบางจำพวก มันเป็นที่พักพิงให้กับสัตว์ที่ไม่มีที่อยู่ คอยเป็นเงายามแสงแดดแผดเผาและเป็นร่มกันฝนยามฤดูที่มีพายุลมแรง แต่มนุษย์บางจำพวกทำอย่างนั้นไม่ได้

ลองนึกถึงมุมมองที่ใหญ่กว่านั้นดูก็ได้ หากโลกนี้ไม่มีก้อนหิน โลกทั้งใบนี้มันจะสามารถตั้งอยู่ได้อย่างไร สัตว์ต่าง ๆ จะดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างไร เชื่อแล้วใช่ไหมว่า...ก้อนหินมันมีประโยชน์

ก้อนหินไม่เคยฆ่ามนุษย์และสัตว์ แต่มนุษย์และสัตว์ใช้ก้อนหินฆ่ากันเอง เพื่อผลประโยชน์ หารู้ไม่ว่าก้อนหินก้อนนั้น มันเต็มใจหรือเปล่า เพราะการฆ่าทำลายมันก็คือการใช้สิ่งที่แข็งแรงกว่าให้สิ่งที่อ่อนแอกว่าย่อยยับหรือสูญสิ้นไป แม้ก้อนหินมันจะแข็งแรง แต่ธรรมชาติของก้อน มันไม่ทำอย่างนี้ ก้อนหินบางก้อนที่ใกล้จะหมดอายุ และกำลังย่อยสลายกลายเป็นดิน มันก็ยังมีประโยชน์ช่วยอุ้มชูให้ต้นไม้ต้นหนึ่งได้เติบโตกลายเป็นที่อยู่และอาหารให้กับสัตว์ทั้งหลาย

เชื่อใช่ไหมว่า ก้อนหินก้อนนั้น แม้ว่าถึงคราวย่อยสลายมันก็ยังคุณประโยชน์ให้กับโลกมากมาย แต่มนุษย์บางพวกไม่เป็นเช่นนั้น

มนุษย์อ่อนแอเพียงภายนอก แต่เข้มแข็งทางสติ ปัญญา มนุษย์คิดเป็น แต่ก้อนหินคิดไม่เป็น มนุษย์จึงระเบิดทำลายก้อนหินที่แข็งแกร่งและย่อยสลายพวกมันได้ในพริบตา ทั้งที่ตามธรรมชาติต้องอาศัยเวลาเป็นล้าน ๆ ปี

แต่ทว่ามนุษย์เกิดขึ้นมาเร็ว ทำลายกัน แล้วก็จากไปเร็ว แต่ทว่าอีกเช่นเคย ก้อนหินก้อนเล็ก ๆ ก้อนนั้น ก็ยังคงตั้งอยู่ที่เดิม...

Thank you image from '//ak6.picdn.net/shutterstock/videos/3738410/preview/'




 

Create Date : 25 กันยายน 2557    
Last Update : 25 กันยายน 2557 5:55:10 น.
Counter : 419 Pageviews.  

๔๖๘ - The Herdsman and The Lost Bull (จากนิทานอีสป)




หลายเดือนที่ผ่านมาขาดหายจากการเข้าพื้นที่ Blog มานานมาก ๆ เหตุผลก็ไม่มีอะไรมาก ทำงานจนว่าคิดเรื่องที่จะเขียนไม่ออกนั่นเอง บางทีก็มีเรื่องราวมากมายผ่านมา แต่ก็ไม่สามารถที่จะเรียบเรียงออกมาเป็นภาษาเขียนได้อย่างที่เป็นมา คงคล้าย ๆ กับสิ่งทั้งหลายที่มีทั้งความเจริญและความเสื่อมเป็นของคู่กัน

หลายต่อหลายครั้งที่ข้าพเจ้ามักเปรยเรื่องราวเกี่ยวกับเวลา ว่าเวลาเดินช้าบ้างเร็วบ้าง หลาย ๆ คนก็พอเข้าใจได้ว่า บางช่วงเวลาที่มีความสุขนั้น เวลาของเรากลับผ่านไปรวดเร็ว แต่ขณะใดขณะหนึ่งที่เรากำลังประสบความทุกข์เวลาทุกวินาทีนั้นกลับดูเนิ่นนานจนแทบจะหยุดนิ่ง ที่เปรียบเปรยนี้ก็เพราะว่าช่วงนี้รู้สึกว่าเวลาผ่านไปรวดเร็ว นั่นอาจจะอนุมานได้ว่าข้าพเจ้ากำลังมีความสุขก็ได้ แต่เป็นความสุขที่แสนเหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน

การได้ทำงานที่เรารักถึงแม้จะเหน็ดเหนื่อยแต่เราก็มีความสุขกับการทำ แม้ผลตอบแทนอาจจะได้มากบ้างน้อยบ้าง ก็ไม่ได้ใส่ใจกับมันมากนัก อาจจะเป็นเพราะการเข้ามาศึกษาทางพุทธศาสนาทำให้ความโลภในสิ่งต่าง ๆ ลดน้อยลง และมองหาสิ่งที่มีค่ามากกว่า

แม้จะยุ่งกับการงานแต่ส่วนตัวก็ยังพอมีเวลาฟังธรรมะและอ่านหนังสือธรรมะเหมือนเดิม เพราะมีหนังสืออีกมากมายในห้องที่ยังไม่ได้อ่าน ทุก ๆ ครั้งที่ไปร้านหนังสือก็หยิบซื้อมาบ้างเดือนละเล่มหรือสองเดือนเล่ม ไม่ได้เยอะเหมือนแต่ก่อน คัดเอาเฉพาะเล่มที่น่าสนใจอ่านจริง ๆ
อย่างเช่นสัปดาห์ก่อนได้ซื้อหนังสือเล่มหนึ่งมา เป็นหนังสือนิทานอีสป ซึ่งเพื่อนเห็นก็หัวเราะว่า โตป่านนี้แล้วยังอ่านนิทานอีสป จริง ๆ แล้วแต่ละเรื่องของนิทานอีสปมีข้อคิดแอบแฝงอยู่มากมาย และสามารถนำมาปรับใช้กับชีวิตของเราได้อย่างทันยุคสมัย เพราะตัวละครในนิทานอีสป แม้ส่วนใหญ่จะเป็นสัตว์ แต่ก็คือตัวแทนของนิสัยของมนุษย์ที่มี ความโลภ โกรธ มีความลุ่มหลง และมีความเห็นผิด ซึ่งสิ่งเหล่านี้แม้ว่าเวลาผ่านไปนับพันปี แต่นิสัยเหล่านี้ มันก็ยังอยู่กับเราทุกยุคทุกสมัยและจะสืบต่อไปยังอนาคต มีนิทานอีสปอยู่เรื่องหนึ่งซึ่งข้าพเจ้าชอบมากเป็นการส่วนตัว คือ เรื่อง "คนเลี้ยงปศุสัตว์กับวัวที่หายไป" เรื่องโดยย่อมีอยู่ว่า

คนเลี้ยงปศุสัตว์ได้ทำลูกวัวหายไปจากฝูง เขาสาบานว่าถ้าเจอหัวขโมย เขาจะยอมสังเวยแกะตัวหนึ่งแด่เทพเจ้า หลังจากเดินหาลูกวัวไม่นาน เขาก็พบเห็นสิงโตตัวหนึ่งกำลังกินลูกวัวอยู่ตรงเชิงเขา คนเลี้ยงปศุสัตว์ตื่นตระหนกกับภาพที่เห็น เขาเหลือบตาขึ้นและชูมือขึ้นฟ้าพร้อมกับพูดว่า
"ข้าเพิ่งสาบานว่าจะสังเวยแกะตัวหนึ่งให้กับเทพเจ้า ถ้าข้าได้เจอว่าใครขโมยลูกวัวของข้าไป แต่ตอนนี้ข้าเจอตัวขโมยแล้ว ข้าเต็มใจเพิ่มวัวหนุ่มอีกตัว ขอเพียงให้ข้าสามารถรอดพ้นจากมันไปได้อย่างปลอดภัย"

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า หากเทพเจ้าดลบันดาลสิ่งใดให้กับมนุษย์ตามที่ต้องการ มนุษย์ย่อมจะขอต่อไปอย่างไม่จบสิ้น




 

Create Date : 23 กันยายน 2557    
Last Update : 23 กันยายน 2557 5:37:48 น.
Counter : 380 Pageviews.  

๔๖๗ - ชีวิตที่หมุนเร็วกว่าสติ


ทุกวันนี้ เราอาจจะสามารถคำนวณได้ว่าในช่วงชีวิตคนหนึ่ง ๆ จะสามารถหายใจได้กี่ล้านครั้ง แต่น้อยคนที่จะสามารถล่วงรู้ได้ว่าต่อจากนี้ชีวิตของเราจะเหลือลมหายใจได้อีกสักกี่ครั้งกันแน่

หลาย ๆ ครั้ง ที่เราเผลอสติไปกับโลกมีทั้งความยินดียินร้าย ซึ่งไม่ว่าเรื่องอะไร สิ่งเหล่านั้นมันก็จะผ่านเราไปไม่ช้าก็เร็วเหลือทิ้งไว้เพียงซากแห่งความสุขและความทุกข์ปะปนกัน แต่สำหรับบางคนไม่สามารถแยกแยะออกจากกันได้และหลงใหลได้ปลื้มจมอยู่บนกองทุกข์กองโศก ยากที่จะถีบตัวเองให้หลุดพ้น

สติกับคนในสังคมที่วุ่นวายเช่นในกลางเมืองใหญ่ ที่ชีวิตทุกชีวิตต่างเร่งรีบไม่ต่างอะไรกับหุ่นยนต์ที่ถูกโปรแกรมไว้ เทคโนโลยีการสื่อสาร มือถือ ทำให้เราสามารถติดต่อกันได้ไวมากขึ้นแต่การคิดไตร่ตรองข่าวสารของเรากับเชื่องช้าลง ทำให้หลงเชื่อ และตกเป็นเครื่องมือของวัตถุกระแสนิยมได้ง่าย สติจึงไม่ค่อยได้ถูกใช้งานและถูกกิเลสครอบงำได้ง่าย ยิ่งบ้านเรามีการโฆษณาแข่งขันกันอย่างรุนแรงสังเกตจากป้ายโฆษณาดิจิตอลที่ผุดขึ้นง่ายราวกับดอกเห็ดตามสี่แยกไฟแดง คนจึงกลายเป็นเครื่องมือของลัทธิบริโภคนิยมที่ถูกยัดเยียดสิ่งที่ไม่จำเป็นให้เกิดความรู้สึกว่าความจำเป็นต่อการดำเนินชีวิต

การมีสติดูจะเป็นสิ่งเดียวที่จะช่วยให้เรากลับมาสู่สังคมปกติ การดิ้นรนน้อยลง ไม่ได้หมายความว่า ความเป็นอยู่ของเราจะแย่ลงตาม มันอยู่ที่เราจะคิดแยกแยะให้ออกเพราะโลกทุกวันนี้มันเปลี่ยนไปเร็ว เร็วกว่าที่เราจะปรับตัวได้ทันทีวีทุกวันนี้ก็เพิ่มช่องเพิ่มเนื้อหามากขึ้นแต่รายการที่เป็นประโยชน์และให้ความรู้กับเราจริงมีน้อยเต็มทีส่วนใหญ่ก็เป็นเกมโชว์ ร้องเพลง จำพวกบันเทิง ท่องเที่ยวหรือไม่ก็ละครที่ชักชวนให้คนผิดศีลธรรมทั้งเรื่องแล้วมาให้ข้อคิดตอนท้ายเรื่องเพียง ๒ - ๓ นาที ขนาดว่าข้าพเจ้าพยามฝึกสติก็ยังพลั้งเผลอไปมากมายในแต่ละวันแล้วคนที่ไม่ได้ฝึกฝนตามแนวที่พุทธศาสนาสอนเหล่า เขาจะเป็นอย่างไร

แต่เขาจะเป็นอย่างไรก็จะไปว่าเขาไม่ได้เช่นกัน เพราะเท่าที่มองดูคนรอบ ๆ กาย ก็ไม่เห็นมีใครบอกกล่าวว่ามีความทุกข์ก็ยังกินนอน ท่องเที่ยว เมามาย สนุกหรรษา คุยเรื่องสัพเพเหระได้ทั้งวัน ให้ข้าพเจ้าไปทำอย่างนั้นทำไมเรามันจึงรู้สึกทุกข์ รู้สึกทรมาน อยากหนีเสียไกล

เพราะการมองเห็นสิ่งๆ เดียวกัน แต่สติจะทำให้เรามองเห็นอีกด้านที่ซ่อนอยู่ของ ๆ สิ่งนั้น...




 

Create Date : 05 พฤษภาคม 2557    
Last Update : 5 พฤษภาคม 2557 11:08:29 น.
Counter : 582 Pageviews.  

๔๖๖ - กลับมาหนองป่าพง

สัปดาห์ก่อนมีโอกาสแวะไปวัดหนองป่าพงซึ่งเป็นครั้งที่ ๒ ในรอบเกือบ ๗ ปี แต่บรรยากาศของวัดก็ยังคงเหมือนเดิม วัดหนองป่าพงถือได้ว่าเป็นวัดต้นแบบแห่งการปฏิบัติภาวนาและมีข้อวัตรปฏิบัติที่เข้มงวดจนมีสาขามากมายทั่วประเทศ ไปจนถึงต่างประเทศ ด้วยการนำของครูบาอาจารย์หลวงพ่อชา ถึงแม้วันนี้หลวงพ่อจะไม่อยู่แล้วแต่ท่านได้วางรากฐานของหลักปฏิบัติของวัดไว้และสืบทอดมาจนถึงยุคปัจจุบัน

ข้าพเจ้าเคยอ่านหนังสือของวัดหนองป่าพงประมาณ๓ เล่ม รวมทั้งประวัติของหลวงพ่อชา ซึ่งก็ด้วยเหตุนี้เองทำให้รู้สึกสะท้อนใจอย่างบอกไม่ถูก มันมีความรู้สึกว่าตัวเองเกิดช้าเกินไปไม่ทันครูบาอาจารย์ ทุกวันนี้ก็หาคนที่สามารถสอนธรรมได้อย่างลึกซึ้งเท่าหลวงพ่อชาได้ยากมากสังเกตได้จากคำสอนที่ติดอยู่ตามต้นไม้แต่ละคำสอนล้วนทำให้เราได้คิดได้พิจารณาทั้งสิ้น

นั่งอยู่ในวัดก็นั่งพิจารณาว่า โลกทุกวันนี้หมุนเร็ว ความเจริญทางวัตถุลุกลามแทรกซึมไปทุก ๆที่ในชนบทห่างไกล แม้กระทั่งในวัด ก็สามารถเห็นสิ่งที่อำนวยความสะดวกสบาย

ครั้งหนึ่งเคยเห็นรูปครูบาอาจารย์เก่าๆ เดินตามทางเก่า ๆ มีเกวียนที่ลากด้วยวัว มีคณะญาติโยมเดินตาม ก็นั่งมองดูอยู่นานจนรู้สึกน้ำตามันจะไหลหากเป็นไปได้ก็อยากเกิดในสมัยนั้น ในสมัยที่ไม่ต้องมีความเจริญทางวัตถุมากมายไม่ต้องดิ้นรนอะไรมากมาย ดำเนินชีวิตในรูปแบบแห่งวิถีแห่งความเรียบง่าย(ที่สุด)

ย้อนกลับมาดูบรรยากาศที่วัดหนองป่าพงสิ่งที่ข้าพเจ้าชอบมากก็คือ คำสอนที่ติดอยู่ตามต้นไม้ ส่วนใหญ่จะเป็นคำสอนของหลวงพ่อชาแต่ก็มีของพระอาจารย์คนอื่น ๆ บ้าง อ่านไปก็มีความรู้สึกว่าได้เหมือนได้ฟังหลวงพ่อเทศน์จริงๆ (ซึ่งต้องใช้จินตนาการพอสมควร)

ข้าพเจ้าเองก็ไม่ทราบว่าบรรยากาศของวัดหนองป่าพงจะเป็นอย่างนี้ไปอีกนานแค่ไหน รวมทั้งวัดป่าอื่น ๆ ด้วย ความเจริญกำลังคืบคลานเข้ามาในวัดอย่างน้อยก็ไฟฟ้า โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์และอื่น ๆแม้สิ่งนี้จะปฏิเสธไม่ได้ว่ามีประโยชน์ แต่มันก็มีโทษติดตามมาเช่นกันอยู่ที่การใช้งาน

ก่อนกลับออกจากวัดก็ได้หนังสือหนามาเล่มหนึ่งซึ่งช่วงหลังมานี้ไม่ค่อยได้ซื้อหนังสือธรรมะ เนื่องจากแทบไม่มีเวลาได้อ่านได้ศึกษาเพราะชีวิตส่วนใหญ่ก็หมกมุ่นอยู่กับงานนั่นเอง

ตอนท้ายสุดข้าพเจ้าอาจจะไม่ค่อยมาจังหวัดอุบลราชธานีบ่อยนัก แต่ทุกครั้งที่มาก็จะนึกถึงวัดหนองป่าพงเสมอแม้ไม่มีโอกาสได้แวะ เพราะเป็นวัดของครูบาอาจารย์หลวงพ่อชา ที่ข้าพเจ้านับถือและคำสอนของท่าน ก็เป็นต้นแบบของความคิดc]tการดำเนินชีวิตของข้าพเจ้าในปัจจุบัน...




 

Create Date : 06 เมษายน 2557    
Last Update : 6 เมษายน 2557 23:48:03 น.
Counter : 424 Pageviews.  

1  2  

Valentine's Month


 
อัสติสะ
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




ทุกข์ใดจะทุกข์เท่า การเกิด
ดับทุกข์สิ่งประเสริฐ แน่แท้
ทางสู่นิพพานเลิศ เที่ยงแท้ แน่นา
คือมรรคมีองค์แก้ ดับสิ้นทุกข์ทน






Google



เมื่อมองทุกอย่างว่าเริ่มต้นจาก...จิต เมื่อเราเปลี่ยนมุมมองของคนใหม่ว่า มีจุดเริ่มต้นจากดวงจิต เราจะสามารถหาทางยับยั้งแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกวิธี คือยับยั้งแก้ไขกันที่จิต เมื่อจิตเราบริสุทธิ์ มีความสงบ ความสุขก็จะตามมาหาทันที มันจึงไม่ใช่ความสุขที่ถูกปรุงแต่งแบบโลก ๆ แต่เป็นความสุข ที่ปราศจากความดิ้นรนค้นหา เป็นความสงบเยือกเย็นหาประมาณมิได้จริง ๆ
New Comments
Friends' blogs
[Add อัสติสะ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.