ภัยแห่งสังสารวัฏนั้น น่ากลัวยิ่งกว่าภัยอื่นใด - อัสติสะ
Group Blog
 
All blogs
 

๒๙๐ - การเผชิญหน้า (ตอนที่ ๑)




ชายนักเดินทางยังคงเดินไปเรื่อย ๆ โดยที่เขาเองก็ยังไม่รู้ว่าจะถึงจุดหมายปลายทางเมื่อไหร่ ทุกครั้งที่เขาเร่งการเดินทางก็ยิ่งทำให้ดูเหมือนยิ่งเหนื่อยล้ามากขึ้น เขาตัดสินใจหยุดพักอีกครั้งที่ต้นไม้ใหญ่แห่งหนึ่ง ด้วยความร่มรื่นของเงาไม้นั้นทำให้เขาอยากนอนหลับ ณ ที่แห่งนี้ไปนาน ๆ แต่ในขณะที่เขากำลังจะเอนตัวลงนอน ก็พลันมองไปเห็นนกป่าสองตัว เกาะเคียงคู่สนทนากันตามประสานก น่าประหลาดใจที่ถ้อยเสียงของนกสองตัวนั้นพูดกัน มันมีสำเนียงเสียงของภาษามนุษย์ปนอยู่ด้วย ชายนักเดินทางพยายามตั้งใจฟังนกสองตัวนั้นสนทนากัน

“นี่เธอ ดูมนุษย์หน้าตาซื่อ ๆ รูปร่างโทรม ๆ อยู่ใต้ตนไม้ที่เราเกาะนี่ซิ” นกตัวเมียซึ่งมีขนาดของลำตัวเล็กกว่าพูดขึ้น
“ทำไมเหรอ มนุษย์ผู้นี้มีอะไรที่ประหลาดนัก เขาอาจจะเดินทางมาอย่างเหนื่อยล้าก็เป็นไปได้ ” นกตัวผู้พูด
“แหม เธอนี่ก็...ชายป่าแทบนี้ เป็นป่าดิบ นอกจากสัตว์ป่าอย่างพวกเราแล้ว ก็ไม่มีมนุษย์ที่ไหนจะผ่าน หรืออาศัยอยู่ได้นะ ฉันว่าเขาแปลกมากที่สามารถผ่านมาถึงที่นี่ได้ ”

“อืม นั่นสิเนอะ ที่แห่งนี้เป็นที่ที่มนุษย์ไม่ควรจะอยู่ได้นาน เรามาพนันกันไหมว่าชายคนนี้ จะพักอยู่พ้นคืนนี้ไปหรือเปล่า ” นกตัวผู้ท้าพนัน

“ฉันว่าไม่พ้นคืนพรุ่งนี้ เป็นแน่...” นกตัวเมียพูด
“ฉันว่าเขาไม่น่านจะผ่านคืนนี้ไปได้ด้วยซ้ำ...คริก ๆ ๆ ” นกตัวผู้มั่นใจ แล้วนกทั้งสองตัวก็พากันหัวเราะคิกคัก ตามสำเนียงภาษานก แล้วก็บินจากไป

ชายนักเดินทางรู้สึกหวิวใจอย่างบอกไม่ถูก เมื่อได้ยินเสียงของนกสนทนากัน นี่มันอะไรกัน ในป่าดิบลึกขนาดนี้ ย่อมมีเรื่องราวประหลาดเกิดขึ้นได้เสมอ นกสองตัวนั้น รู้ภาษามนุษย์หรือเขาเหนื่อยเพลียมากเกินไป จนฟังอะไรเพี้ยนไปหมด หากทว่านกสองตัวนั้นพูดเป็นความจริง สถานที่แห่งนี้คงไม่เป็นที่ที่ปลอดภัยนัก เคยได้ยินมาว่าคนที่กำลังใกล้ตาย หรือมีภัยมักมีลางบอกเหตุ หรือ สามารถมองเห็นหรือได้ยินในสิ่งที่มนุษย์คนอื่นสัมผัสไม่ได้

แต่ในช่วงเวลาที่ผ่านมานั้นเขาได้ผ่านเรื่องราว เฉียดตายมาอย่างมากมาย อีกทั้งก็เคยตายแล้วฟื้นมาแล้วด้วย ดังนั้นความตายอีกครั้งเบื้องหน้าจึงดูไม่ค่อยน่ากลัวสำหรับเขาเท่าไหร่

แสงอาทิตย์พลันลับหายไปจากท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว ความมืดคลืบคลานเข้ามาปกคลุมผืนป่าแทน มีเสียงของสัตว์กลางคืนร้องดังแว่วเป็นระยะฟังดูแล้วน่าขนลุกเป็นอย่างยิ่ง อากาศรอบ ๆ เริ่มร้อนและอบอ้าวมาก แม้เพียงสายลมเพียงน้อยนิด ก็ไม่มีพัดมาให้สัมผัสกาย

เสียงของสัตว์กลางคืนร้องโหยหวน กรีดร้องอย่างบ้าคลั่งดั่งใกล้เข้ามา ในเวลานี้เขาไม่อาจจะจินตนาการได้ว่าเสียงนั้นเป็นของสัตว์ประเภทใดกันแน่ อาจจะเป็นเสียงของสัตว์ที่กำลังถูกล่าก็เป็นไปได้

ชายนักเดินทางซึ่งเตรียมรับกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันอยู่แล้ว เขาเรียนรู้ว่าบนต้นไม้นั้น เป็นที่ที่ปลอดภัยระดับหนึ่ง เขาจึงปีนขึ้นมาสังเกตุการณ์ตั่งแต่ตะวันเริ่มลับขอบฟ้า ไม่นานนักเจ้าของเสียงกรีดร้องก็ค่อย ๆ เงียบลง พร้อม ๆ กับบรรยากาศที่เงียบอีกครั้ง

ชายนักเดินทางมองหา ต้นเหตุของเสียงอย่างจดจ่อ เมฆก้อนดำที่บดบังดวงจันทร์ค่อย ๆ เคลื่อนออกไป ทำให้แสงจันทร์ทอแสงออกมาให้เห็นผืนป่าในช่วงกลางคืนได้บ้าง ในขณะนั้นเองชายนักเดินทางก็พลันสังเกตุเห็นดวงไฟสีแดงสองดวง กำลังเคลื่อนไหวไปมาไม่ห่างจากต้นไม้ที่เขาอาศัยอยู่นัก มันคล้ายกับดวงตาของสัตว์ที่กระหายเลือด เขาไม่เคยเห็นดวงตาของสัตว์ที่น่ากลัวขนาดนี้มาก่อน ต้นไม้รอบ ๆ ดวงตานั้นไหวเอน ชี้ให้เห็นขนาดของสัตว์ตัวนั้นว่ามีกำลังมากเพียงใด

แสงจันทร์สะท้อนผิวหนังของสัตว์ประหลาดตัวนั้นเป็นมันวาว ชี้ให้เห็นว่าผิวหนังของมันประกอบไปด้วยเกร็ดของสัตว์เลื้อยคลาน มีลำตัวเป็นงูขนาดใหญ่เท่ากับต้นตาลขนาดสองต้นรวมกัน ความยาวนั้นไม่น่าต่ำกว่าหนึ่งร้อยเมตร ชายนักเดินทางเห็นดังนั้นถึงกับขนพองสยองเกล้า ตั่งแต่เกิดมาก็ไม่เคยเห็นงูที่มีขนาดลำตัวใหญ่ขนาดนี้มาก่อน ลมหายใจของเขาแทบจะหยุดการเคลื่อนไหวทันที เมื่อรู้ว่ามันกำลังเคลื่อนที่เข้ามาใกล้ต้นไม้ที่เขาปีนอยู่



หัวของเจ้าสัตว์เลื้อยคลานนั้นมีขนาดใหญ่กว่าลำตัวเพียงเล็กน้อย ในท้องบวมเป่ง บกบอกถึงอาหารที่มันเพิ่งกินเข้าไปเมื่อไม่นานมานี้เอง ดวงตาที่แดงก่ำนั้น มันมีอำนาจมากพอที่จะสะกดสัตว์ทั้งหลาย ให้หยุดเคลื่อนไหวเมื่อต้องประเชิญหน้ากับมันโดยตรง

"ท่าทางเจ้าสัตว์นี้คงกินอาหารไม่เลือกแน่" ชายนักเดินทางคิด เขาไม่มีสิทธิ์ที่จะเคลื่อนไหวใด ๆ เพราะหากประสาทการรับรู้ของสัตว์นั่น กระทบการเคลื่อนไหวของเขาเมื่อไหร่ มีหวังต้องลงไปอยู่ในท้องของมันแน่ ๆ

ชายนักเดินทางหวนนึกคำพูดของอาจารย์ถึงอันตรายในป่าใหญ่ สัตว์นักล่ามักมีสัญชาติญาณในการหาเหยื่อสูง ยิ่งสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ อาจจะได้กลิ่น และรับรู้ความเคลื่อนไหวของเหยื่อแม้อยู่ห่างไกลหลายกิโลเมตรได้ หากเป็นอย่างนั้นเจ้างูยักษ์ตัวนี้ มันคงรับรู้การมาของเขาแล้วเป็นแน่

อ่านต่อตอนที่ ๒ ครับ




 

Create Date : 01 มีนาคม 2554    
Last Update : 1 มีนาคม 2554 8:59:26 น.
Counter : 1107 Pageviews.  

๒๘๙ - ชิ้นส่วนของความทุกข์



ธรรมดาชีวิตของมนุษย์นั้น ย่อมมีความททุกข์เป็นส่วนประกอบทั้งสิ้น เรามีความทุกข์ติดตัวมาตั่งแต่ตอนที่เราเกิด แม้แต่ในช่วงสุดท้ายของชีวิต เราเอวก็ยังทิ้งให้คนรอบข้าง มีความทุกข์จากการพลัดพรากสูญเสียด้วยเช่นกัน นับได้ว่าเป็นการสืบต่อความทุกข์ตามธรรมชาติ

มนุษย์เรามักมองความทุกข์ของตัวเองนั้นใหญ่หลวงกว่าความทุกข์ของผู้อื่นเสมอ ซึ่งนั่นเป็รากเง้าของสิ่งที่เรียกว่าความเห็นแก่ตัว และสิ่งที่ทำให้มนุษย์เรามีความเห็นแก่ตัวนั่น ก็เพราะสิ่งที่เรียกว่าอัตตา ตัวตน หมายถึงมีความเห็นถึงการมีอยู่ การเป็นอยู่ และการเข้าไปยึดถือในสิ่งที่เป็นของสมมติ ความไม่เข้าใจในธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลง ไม่เข้าใจในธรรมชาติของความไม่เที่ยง เมื่อไม่เข้าใจก็วางใจไม่ได้ มีความหลงผิด ยิ่งปุถุชนคนธรรมดาที่ยึดมั่นในความรู้ความเข้าใจของตนเอง ว่าถูกต้องแล้วไซร้ นั่นแหละคือคนที่มีความเห็นที่ผิด

หากเรามองดูองค์ประกอบของความทุกข์ เป็นดั่งชิ้นส่วนที่หมุนสืบเนื่องกัน เป็นเหมือนฟันเฟืองในเครื่องจักร เราก็จะพบว่าการสืบต่อกันเป็นทอด ๆ ของชิ้นส่วนดั่งกล่าวนั้น สามารถให้กำลังในการขับเคลื่อนของเครื่องจักร และให้พลังงานอื่น ๆ ได้ หากพลังงานที่เครื่องจักรทำได้เปรียบดังความทุกข์ ชิ้นส่วนต่าง ๆ ของฟันเฟืองก็ไม่ต่างอะไรกับกระบวนการในปฏิจสมุปบาท ซึ่งเป็นกระบวนการส่งต่อความทุกข์แบบสืบทอดต่อ ๆ กัน เริ่มจาก อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรามรณะโสกปริเทวทุกขโทมนัสอุปายาส ซึ่งก็คือความทุกข์ในเบื้องปลายนั่นเอง

ในทางตรงกันข้ามหากชิ้นส่วนหนึ่งส่วนใดเกิดเสีย หรือเกิดการติดขัด การบวนการก็ไม่สามารถที่จะเกิดขึ้นได้จนจบ ซึ่งเป็นส่วนให้ความทุกข์ของเราในอนาคตเบาบางลงได้ หากเราสามารถจับสายของปฏิจสมุปบาท ซึ่งมีตัวอวิชชาเป็นตัวเริ่มต้นของพลังงานได้ และสามารถดับอวิชชาได้ก็จะเรียกว่าเป็นการดับได้อย่างแท้จริง ในทางพระพุทธศาสนา คนที่สามารถทำได้ก็มีเพียงพระอรหันต์เท่านั้น (อเสขบุคคล) บุคคลนอกนั้นทำได้เพียงการเรียนรู้เพื่อที่จะดับ การดับตัวอวิชชาเสียได้ นับได้ว่าเป็นการดับที่แท้จริงอย่างที่กล่าวมานั้น แต่การเข้าไปทำลายสายของปฏิจสมุปบาทตัวอื่น ก็มีผลให้ทุกข์ในอนาคตดับได้เช่นกัน หากแต่ยังเป็นการดับที่ไม่ถาวร การเกิดยังคงมีได้อยู่ทุกขณะจิต เช่น เราอาจจะมองเห็น เวทนา ตัณหาได้ในบางครั้ง และสามารถดับการสร้างภพ(ที่ตั้งของอารมณ์) ชาติ(การเกิดของอารมณ์) ได้ทันท่วงที แต่ไม่ได้เป็นหลักประกันได้ว่า เวทนา ตัณหา นั้นจะไม่มีทางเกิดอีก




หากท่านเคยได้ดูภาพยนต์ The Matrix ในภาคสุดท้าย ก็จะเห็นหุ่นยนต์ปลาหมึกจำนวนมากมายมหาศาล ซึ่งฆ่าเท่าไหร่ก็ฆ่าไม่หมด สุดท้ายพระเอกจึงต้องเดินทางไปยังศูนย์กลางของการสร้างพลังงาน เพื่อเข้าไปเจรจาศึก กว่าที่พระเอกจะเข้าไปถึงใจกลางเมืองของเครื่องจักรได้ ต้องฝ่าฟันบุกเข้าไปอย่างยากลำบาก ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีมาก เพราะการที่เราจะเข้าไปรู้ตัวอวิชชาได้นั้น ก็ยากลำบากพอ ๆ กัน บางครั้งก็มีกับดักหลอกลวงให้เราหลงทางได้ คิดว่าตัวอวิชชาดับแล้ว หากแต่ดับจริงนั้นเพียงการระงับไว้ซึ่ง ตัณหา เมื่อถูกกระตุ้นแรง ๆ การกระเพื่อมแห่งกิเลสก็เกิดขึ้นมาอีก โลกนี้จึงประกอบไปด้วนความเห็นผิด และกับดักของความทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น

ขอขอบคุณ รูปภาพงาม ๆ จาก //mechanicrobotic.files.wordpress.comมากมาย ครับ




 

Create Date : 21 กุมภาพันธ์ 2554    
Last Update : 21 กุมภาพันธ์ 2554 8:56:47 น.
Counter : 543 Pageviews.  

๒๘๘ - ความมืดในความสว่าง




แสงสว่างในตอนเช้าปลุกให้ข้าพเจ้าลุกขึ้นจากที่นอนเหมือนทุก ๆ วัน หลังจากลืมตาจากที่นอน ก็มักจะควานหานาฬิกาเพื่อตรวจดูเวลา เหมือนกับว่าหากยังเช้าอยู่ก็อยากจะนอนต่ออีกสัก สิบนาที ซึ่งเป็นเรื่องปกติประจำวัน จะมีวันไหนบ้างนะ ที่ลุกขึ้นโดยที่ไม่งัวเงียกับที่นอน (สงสัยจะโดนถีนมิทธะเข้าสิงอย่างแรง)

ธรรมดาของโลกก็มีช่วงเช้า กลางวัน ตอนเย็นและกลางคืน วนเวียนอยู่อย่างนี้เรื่อยไป ไม่ว่าเราจะเกิดหรือไม่ สิ่งเหล่านี้ก็ยังมีอยู่ เป็นอยู่อย่างนั้น นี่คงเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่สุด ในขณะที่เราอยู่ในโลกที่สว่างในตอนกลางวัน จะมีสักกี่คนที่มองเห็นความมืดมิดในตอนกลางวัน เช่น คนที่ตาบอด หรือผู้พิการทางสายตา หรือ คนที่ไม่อาจจะขึ้นมาอยู่ในที่ที่สว่างได้ทั้งที่อยู่ในตอนกลางวัน คนตาบอดนั้นนับว่าน่าสงสารมาก ข้าพเจ้ามักจะรู้สึกไม่ค่อยสบายใจเมื่อเห็นคนตาบอดเดินผ่าน ล่าสุดเห็นชายตาบอดคนหนึ่งยืนตากแดดรอรถเมล์อยู่ ข้าพเจ้าจึงพูดให้เขาขยับมายืนในร่ม แต่เขาก็บอกว่ากลัวขึ้นรถไม่ทัน ข้าพเจ้าจึงอาสาว่าจะคอยส่งขึ้นรถให้ จนกว่ารถเมล์คันที่รอนั้นจะมา เขาจึงค่อยคลายกังวล และเดินมาพักอยู่ในร่ม

หลังจากที่ส่งชายคนนั้นขึ้นรถแล้ว ก็กลับมานั่งคิดว่า เหตุใดในโลกนี้ จึงมีคนแตกต่างกันมากนัก บางคนเกิดมาพิการ ตาบอด หูหนวก บางคนปัญญาอ่อน ฯ ในทางพุทธศาสนาท่านตรัสว่าเป็นเรื่องของกรรม สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของ ๆ ตน กรรมใด ๆ ที่ทำไว้แล้วสัตว์นั้นย่อมเสวยผลแห่งกรรมนั้น ข้าพเจ้าไม่ทราบหรอกว่า ชายคนนั้นเขาทำกรรมอะไรมาในอดีต เพราะชีวิตของแต่ละคนในสังสารวัฏนั้น ต่างทำกรรมดี กรรมชั่วมาด้วยกันทั้งนั้นขึ้นอยู่กับว่ากรรมใดจะส่งก่อนหน้าหลัง

เช่นเดียวกันพุทธศาสนาที่เป็นดังแสงแห่งโลกได้กำเนิดขึ้นมาแล้ว มีสัตว์หลายจำพวกที่สามารถลืมตา แล้วเห็นแสงแห่งธรรม ส่องเป็นทางช่วยเหลือให้พ้นจากทุกข์ สัตว์บางพวกแม้จะพยายามเท่าไหร่ก็เห็นเป็นเพียงแสงราง ๆ พอคลำทางไปได้ แต่มีสัตว์อีกมากมายหลายจำพวก ที่ไม่อาจจะลืมตาเห็นแสงแห่งธรรมนี้ได้เลย โชคร้ายกว่านั้นมีสัตว์จำพวกหนึ่งที่สามารถลืมตาเห็นแสงสว่างได้ แต่กลับไม่ยอมลืม เพราะคิดว่าตัวเองไม่สามารถลืมตาได้ อีกทั้งก็ไม่รู้จักลืมไปทำไม เพราะเคยชินอยู่กับความมืดไปเสียแล้ว

ทุกวันนี้เราต่างใช้ชีวิตอยู่กับความประมาท สนุกสนานอยู่กับความสุขอันเป็นเครื่องหลอกล่อของวัฏฏะ จมอยู่กับความทุกข์ที่เกิดขึ้นมาจากความไม่รู้ เราอาจจะเข้าวัดทำบุญบ้างก็จริง แต่เคยถามตัวเองบ้างไหมว่า สิ่งที่ได้มากกว่าบุญนั้นมีอีกไหม หรือทำเพียงเพราะทำตามสืบ ๆ กันมา...ไม่อย่างนั้นเราจะกลายเป็นคนมืด ที่อาศัยอยู่ในที่แสงสว่างไปอีกนานแสนนาน



ขอขอบคุณ รูปภาพงาม ๆ จาก //school.obec.go.thมากมาย ครับ




 

Create Date : 14 กุมภาพันธ์ 2554    
Last Update : 14 กุมภาพันธ์ 2554 8:19:26 น.
Counter : 519 Pageviews.  

๒๘๗ - โลกหมุนได้ด้วยกาม



อำนาจทั้งหลายนั้น ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสรรค์หรือทำลาย ก็เป็นไปด้วยการกระตุ้นของความอยากที่เรียกว่าตัณหาด้วยกันทั้งสิ้น ตัณหา หรือ ความทะเยอนอยากนี้ เป็นอนุสัยเบื้องลึกที่อิงอาศัยเกาะกินจิตใจของสัตว์ทั้งหลาย ที่อยู่ในไตรภพ มันไม่เคยห่างจากเราเลยแม้สักวินาทีเดียว แม้ในขณะที่เราหลับตานอน ความทะเยอนอยากนี้มันก็ยังพลักดันจนเราเกิดความฝันขึ้นมา เพราะตัณหานี้มันมีที่มา คือมาจากสิ่งที่เข้ามากระทบ ผ่านทางอายตนะทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น หู ตา จมูก ลิ้น กายสัมผัส เมื่อเข้ามาแล้วก็เกิดการปรุงแต่ง เหมือนเครื่องยนต์ที่สตาร์ทติดเพราะอาศัยประจุไฟฟ้า น้ำมัน อากาศที่เหมาะสม และเพราะความไม่เข้าใจในการปรุงแต่งนั้น กระบวนการเผาไหม้ภายในจึงเกิดขึ้น เมื่อกระบวนการเผาไหม้เกิดขึ้น ก็เกิดเป็นพลังงานความร้อน และต้องหาที่ระบายออก ไม่งั้นมันก็จะรู้สึกว่าตัวเองจะต้องระเบิดตายแน่ ๆ

การปรุงแต่งทั้งหลายแม้จะมีการตอบสนองออกไปทางภายนอกแล้ว แต่ก็มักจะมีการตกค้างอยู่เสมอ เรารับตอบสนองต่อสิ่งที่เข้ากระทบไปแล้ว แต่จิตใจเรายังรับกักเก็บความรู้ต่ออารมณ์นั้น ๆ ไว้อยู่ ทั้งที่อารมณ์นั้นมันดับไปทางกายภาพเรียบร้อยแล้ว แต่มโนภาพนั้นยังอยู่ เช่น ลูกน้องทำงานผิดพลาด เราด่าทอไปโดยไม่ทันรู้ตัว และรู้สึกเสียใจต่อการกระทำนั้นในภายหลัง แม้เรื่องราวจะผ่านไปหลายวัน แต่ความรู้สึกนั้นก็ยังคงอยู่กับเรา เป็นต้น

แม้ในยามที่เราหลับ อาตนะภายนอกไม่อาจจะตอบสนองต่อการพลักดันของสิ่งปรุงแต่งภายในได้ มันก็มีทางออกคือทางใจ นั่นคือความฝันนั่นเอง การหลับเป็นการพักการรับรู้ของอาตนะทางกายภาพชั่วคราว แต่จิตของเราไม่ได้หลับสักนิดเดียว มันยังคงปรุงแต่งและหาทางออกเพื่อเสริมสร้างกิเลสตัณหาเสมอ ๆ ด้วยเหตุผลนี้เอง พระอรหันต์ผู้หมดกิเลส ผู้ทำลายอวิชชาซึ่งเป็นรากเง้าของกิเลสการปรุงแต่งทั้งปวงได้แล้ว ท่านจะไม่มีความฝันอีกต่อไป หากจะมีก็มีนิมิตอันประกอบด้วยสติและสัมปัชชัญญะ ใครที่หลงตัวเองว่าเป็นพระอรหันต์แต่ยังมีความฝันอยู่ ก็แสดงว่าเป็นพระอรหันต์ปลอมเป็นแน่

จิตของเรานั้นวิ่งวุ่นตามสิ่งที่ถูกปรุงแต่งอยู่ตลอดเวลา มันไม่เคยได้หยุดพัก ยิ่งติดตามยิ่งเหนื่อยมาก เหตุเพราะกำลังของสมาธิไม่เข้มแข็ง ไม่สามารถดึงจิตให้อยู่ในองค์สมาธิได้ ดังนั้นจึงต้องฝึกสมาธิ ประโยชน์ของสมาธินั้นยังสามารถควบคุมจิตให้วิ่งอยู่ในกรอบของกุศล(แม้ว่าจะเป็นเรื่องยากมาก แต่เราไม่สามารถควบคุมจิตให้หยุดนิ่งได้ ตราบเท่าที่ยังเป็นปุถุชนอยู่ ) การฝึกให้จิตวิ่งวนอยู่ในกรอบ เท่ากับเราไม่ต้องเหนื่อยมากนัก ในการใช้ปัญญาตามพิจารณาจิตว่ามันเกิดดับรวดเร็วเพียงใด แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำได้ แม้แต่ข้าพเจ้าเองก็กำลังฝึกปฏิบัติอยู่

สิ่งที่ปรุงแต่งนั้นส่วนใหญ่ที่เราต่างประสบกันคือ เรื่องของกาม หรือ ความยินดีในสิ่งที่เข้ามากระทบ แน่นอนว่าเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้ได้ และยิ่งยากมากในสังคมปัจจุบัน แต่ว่าเราสามารถที่จะระงับทำให้มันอาศัยอยู่ในกรอบของศีลธรรมได้ ซึ่งก็เพื่อประโยชน์ของตัวเราเองและคนในสังคมนั่นเอง

ขอขอบคุณ รูปภาพจาก //wiwatta.org ปล เห็นรูปนี้แล้วชอบครับ รู้สึกสงบดี แม้จะไม่เกี่ยวกับเนื้อหาก็ตาม ผมเอามาจากเวบ สำนักปฏิบัติธรรมวิวัฏฏะ สนใจลองคลิ๊กทีท่ link ดูครับ




 

Create Date : 04 กุมภาพันธ์ 2554    
Last Update : 4 กุมภาพันธ์ 2554 8:28:52 น.
Counter : 299 Pageviews.  

๒๘๖ - อาลัยหลวงตามหาบัว



เช้านี้เป็นวันหยุด วันอาทิตย์ ข้าพเจ้าตื่นสายกว่าทุกวัน เนื่องจากเมื่อคืนคงทำงานหนักมากเกินไป และดูหนังรอบดึก ข้าพเจ้าได้รับข่าวการละสังขารของหลวงตามหาบัวในตอนสายของวันนี้ หลังจากอ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ฉบับเมื่อวาน ว่าอาการของหลวงตาไม่ค่อยสู้ดีนัก ต้องตรวจสอบอาการทุก ๆ ชั่วโมง ไม่นานนักหลังจากวางหนังสือพิมพ์]' ก็เข้ามาอ่านข้อมูลผ่าน Facebook ว่าหลวงท่านละสังขารแล้วเมื่อเช้ามืดของวันนี้ แม้จะเตรียมใจกับข่าวดังกล่าวมาบ้างแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกใจหายอยู่บ้าง เพราะทราบดีว่าไม่วันใดวันหนึ่งท่านก็ต้องจากเราไปอยู่ดี

โดยส่วนตัวแล้วข้าพเจ้านับว่าพอมีวาสนาดีอยู่บ้าง ที่เคยได้พบหลวงตาเมื่อประมาณ ๒ ปีก่อน ตอนนี้หลวงตาท่านดูร่างกายยังแข็งแรงอยู่ แม้ว่าการเดินทางจะต้องอาศัยรถกอล์ฟอยู่บ้าง ในคราวนั้นข้าพเจ้ามีโอกาสได้ไปจังหวัดอุดรธานี เป็นครั้งแรกของชีวิต
และก็ตั้งใจว่าจะไปกราบพระอาจารย์ให้ได้สักครั้ง แต่ก็ทราบมาว่าการได้พบหลวงตานั้นยากมาก ๆ เพราะหากพ้นจากช่วงทำบุญเช้าไปแล้วก็คงไม่ได้พบเป็นแน่ ซึ่งข้าพเจ้าก็พอทราบดี
แต่ก็ได้อธิษฐานไปตลอดทางว่า

"อยากพบหลวงตาสักครั้ง ถ้าจะให้ตัวเราเองขอเข้าไปพบโดยตรง เจ้าหน้าที่คงไม่ยอมเป็นแน่ ถ้ายังไงก็ขอให้หลวงตามารอรับด้วยเถิดครับ" ในมโนภาพตอนนั้นมีภาพของหลวงตาท่านนั่งรออยู่บนศาลา

ข้าพเจ้าพยายามหาทางเข้าวัดป่าบ้านตาดอยู่นาน และก็หลงทางไปบ้างซึ่งก็เป็นเรื่องปกติส่วนตัว กว่าจะมาถึงวัดก็ราว ๆ 11 โมงเช้า ซึ่งก็ยังไม่มั่นใจว่าจะได้พบหลวงตาท่านหรือเปล่า ข้าพเจ้าจอดรถที่ลานจอด มองเห็นศาลาหน้าวัดหลังใหญ่ ซึ่งคาดว่าเป็นศาลาที่ชาวบ้านมาทำบุณในตอนเช้า และใช้สำหรับแสดงธรรมเป็นแน่ แต่ผู้คนในบริเวณนั้นมีอยู่ประปราย ซึ่งอาจจะเป็นธรรมดาของช่วงสายในวันหยุด

ข้าพเจ้าสังเกตุว่าบริเวณหน้าวัดเงียบมาก ไม่มีเสียงพูดของกลุ่มคนเลยแม้แต่น้อย จึงค่อย ๆ เดินไปนั่งอยู่ใต้ร่มศาลาหน้าวัด มีกลุ่มคนประมาณสามสิบคนนั่งอยู่บริเวณรอบ ๆ สายตาของผู้คนจ้องมองไปที่พระภิกษุชรารูปหนึ่ง ซึ่งกำลังเดินออกมาจากประตูวัด พร้อมกับคนคุ้มกันประมาณ สาม สี่คน พระภิกษุรูปนั้นคือ หลวงตามหาบัวนั่นเอง แม้ท่านจะดูรูปร่างเล็ก ผิวพรรณขาว แต่ข้าพเจ้าจับได้ถึงความผ่องใสอย่างน่าอัศจรรย์ มันเป็นความรู้สึกที่ยากในการอธิบาย ท่านไม่เหมือนกับภิกษุที่ข้าพเจ้าเคยพบมา ความรู้สึกบอกว่าท่านนั่นเอง ท่านเป็นธรรมราชา เป็นผู้บริสุทธิ์อย่างแท้จริง รู้สึกตัวข้าพเจ้าเองมีวาสนาที่ชาตินี้มีโอกาสได้พบเห็นท่าน แม้จะไม่ได้สนทนาก็ไม่เป็นไร หลวงตาท่านออกเดินดูบอร์ดซึ่งติดไว้หน้ากำแพงวัด ซึ่งแสดงเกี่ยวกับ ผ้าป่าช่วยชาติ ที่ท่านได้ทำมาตลอดในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ข้าพเจ้าอยากคลานเข้าไปกราบท่านใกล้ ๆ สักครั้ง แต่ก็เกรงว่าจะถูกกันจากผู้คุ้มกันแน่นอน เพราะหลวงตาท่านเป็นที่รักของคนโดยมาก แต่ก็ต้องมีผู้ไม่ประสงค์ดีอยู่บ้างเช่นกัน การมี รปภ คุ้มกันดูจะสมเหตุและเหมาะสม ดังนั้นการกราบนมัสการท่าน อยู่ห่าง ๆ น่าจะดีกว่า ถึงแม้ว่าจะน่าเสียดายมากก็ตามที



"การได้เห็นพระอาจารย์อยู่ตรงหน้าก็นับว่ามีบุญมากแล้ว ซึ่งแค่นี้ก็พอแล้ว" ข้าพเจ้าคิดเช่นนั้น หลวงตาท่านเดินตรวจดูผลงานอยู่ประมาณ สิบห้านาที แล้วก็กลับเข้าวัดไป ตอนนั้นข้าพเจ้ารู้สึกประทับใจมาก ไม่นึกว่าแค่คำอธิษฐานจากคนธรรมดาคนหนึ่งท่านจะสามารถรับรู้ และเมตตาต่อเรา ยอมแบกสังขารที่ชรามากแล้วออกมาพบเรา ข้าพเจ้าขับรถกลับออกมาจากวัด บังเอิญพบแม่ขาวคนหนึ่งขอติดรถออกไปหน้าปากซอย ซึ่งห่างจากตัววัดประมาณสิบกิโลเมตรด้วย ข้าพเจ้าก็ไม่ขัดข้องเพราะยังไงก็ต้องผ่านเส้นทางนั้นอยู่แล้ว แม่ขาวแม้จะดูท่าทางธรรมดา อายุไม่น่าเกินห้าสิบปี เล่าเรื่องชีวิตของแก ให้ข้าพเจ้าฟังโดยที่ข้าพเจ้าเองไม่ได้เอ่ยปากถามแม้แต่นิดเดียว แม่ขาวบอกว่าท่านมาปฏิบัติธรรมที่วัดป่าบ้านตาดมาเกือบสิบปีแล้ว ไป ๆ มา ๆ ระหว่างวัดที่หนองวัวซอที่ท่านอยู่ประจำ และวัดป่าบ้าตาด และเล่าเรื่องเกี่ยวกับหลวงตามหาบัว ที่ข้าพเจ้าไม่เคยรู้อีกหลายเรื่อง แล้วท่านก็เปรยออกมาว่า
“วันนี้หลวงตาท่านแปลก ปกติถ้าท่านเข้าวัดไปแล้วจะไม่ออกมาข้างนอกอีก ” แม่ขาวเปรยอยู่สองรอบ จนข้าพเจ้าแปลกใจ

“อ้าว แม่ขาวปกติ ท่านไม่ออกมาหรือ ผมนึกว่าท่านออกมาดูงานเป็นปกติ” ข้าพเจ้าถาม

“ไม่หรอก นาน ๆ ร้อยปีทีหน จะเห็นสักที” ข้าพเจ้าคิดว่าแม่ขาวคงพูดจาเปรียบเทียบเอาให้ดูเกินจริง แต่ดูสีหน้าแววตาของแก ข้าพเจ้าคิดว่าแกประหลาดใจไม่น้อยทีเดียว

ข้าพเจ้าไม่มีความคิดเห็นมากมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ที่เขียนเพียงเพื่ออยากแสดงประสบการณ์ และความประทับใจที่มีต่อท่านพระมหาบัว ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องดูเล็กน้อยสำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับคนที่มีศรัทธาอย่างข้าพเจ้าแล้ว มันเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก เพราะในกาลข้างหน้า อีกไม่นานก็จะไม่มีพระอรหันต์ให้ชมให้กราบอีกต่อไปแล้ว จะเหลือไว้เพียงความดี และรูปปั้น ซึ่งไม่นานก็คงเสื่อมสลายไปไม่ต่างอะไรกับสังขารร่างกายของคนเรา



คนทั้งหลายนั้นต่างประมาทในการทำความดี บางครั้งการที่จะรู้สำนึกต่อความผิดชอบชั่วดี ก็กาลเวลาล่วงเลยไปนานแล้ว อายุขัยของมนุษย์ในกาลนี้ก็แสนนั้นนัก กว่าที่เราจะเรียนรู้และคลายออกจากบ่วงแห่งกาม สู่ความบริสุทธิ์ขั้นสูงสุดนั้นจึงเป็นเรื่องที่ยาก แต่ข้าพเจ้าเชื่อว่าพระอาจารย์หลวงตามหาบัว ท่านสามารถทำได้แล้ว เป็นบทพิสูจน์หนึ่งให้เห็นว่า ธรรมของพระพุทธเจ้านั้นเป็นอกาลิโก ซึ่งเป็นธรรมที่ไม่ขึ้นอยู่กับการเวลาและสมัย สมกับคำที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ก่อนปรินิพพานว่า

“ตราบใดที่ยังมีผู้ปฏิบัติตามมรรคมีองค์แปดประการอยู่ โลกก็จะไม่ว่างจากพระอรหันต์”


สุดท้ายนี้ขอน้อมจิตส่งหลวงตามหาบัวเข้าสู่ภูมิแห่งนิพพานไปก่อน ข้าพเจ้าเองหากชาตินี้มีบุญญาบารมีมากเพียงพอ ก็จะขอตามไปในภายหลัง...ครับ




 

Create Date : 30 มกราคม 2554    
Last Update : 30 มกราคม 2554 14:49:24 น.
Counter : 273 Pageviews.  

1  2  

BlogGang Popular Award#13


 
อัสติสะ
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




ทุกข์ใดจะทุกข์เท่า การเกิด
ดับทุกข์สิ่งประเสริฐ แน่แท้
ทางสู่นิพพานเลิศ เที่ยงแท้ แน่นา
คือมรรคมีองค์แก้ ดับสิ้นทุกข์ทน






Google



เมื่อมองทุกอย่างว่าเริ่มต้นจาก...จิต เมื่อเราเปลี่ยนมุมมองของคนใหม่ว่า มีจุดเริ่มต้นจากดวงจิต เราจะสามารถหาทางยับยั้งแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกวิธี คือยับยั้งแก้ไขกันที่จิต เมื่อจิตเราบริสุทธิ์ มีความสงบ ความสุขก็จะตามมาหาทันที มันจึงไม่ใช่ความสุขที่ถูกปรุงแต่งแบบโลก ๆ แต่เป็นความสุข ที่ปราศจากความดิ้นรนค้นหา เป็นความสงบเยือกเย็นหาประมาณมิได้จริง ๆ
New Comments
Friends' blogs
[Add อัสติสะ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.