รู้สึกตัว ผ่อนคลาย เฉย ๆ สบาย ๆ **กรุณา .อย่า.ได้บริจาคเงินให้ blog ผม ทาง e-wallet ครับ** **ผมขอสงวนสิทธิการเป็นเจ้าบ้านของ blog ลบข้อเขียนใดๆ ก็ได้ใน blog นี้ตามที่ผมเห็นสมควร**
Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2559
 
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
3 สิงหาคม 2559
 
All Blogs
 

ความแตกต่างระหว่างการปล่อยวาง และ การละเลย


ในการปฏิบัติเพื่อการพ้นทุกข์นั้น จุดหมายปลายทางก็คือ การทีจิตผู้รู้ปล่อยวางในสภาวะธรรมทุกอย่าง เมื่อจิตผู้รู้ปล่อยวางแล้ว จิตผู้รู้ก็เป็นอิสระจากสิ่งทั้งปวง

ทีนี้ ในการภาวนา นักภาวนามักไม่เข้าใจกับคำว่าปล่อยวาง โดยเข้าใจว่า ไม่ต้องไปสนใจ ไม่ต้องไปรู้อะไรเลย เมื่อไม่สนใจ ไม่รู้ ก็คือการปล่อยวาง ตรงนี้เป็นการเข้าใจทีคลาดเคลื่อน

การไม่รู้อะไรเลย นีคือ ตัวจิตผู้รู้ มีโมหะครอบงำอยู่ เมื่อจิตผุ้รู้มีโมหะครอบงำ การรับรู้สิ่งต่างๆ ก็เป็นไปไม่ได้

การไม่สนใจ นีคือ การละเลย ไม่ใช่การปล่อยวาง เป็นเพิกเฉยในสิ่งทีควรทำ แต่กลับไม่ทำสะอย่างนั้น ในประวัติหลวงพ่อชา มีอยู่เรื่องหนี่ง ทีเข้ากับเรื่องนี้ได้ดี ก็คือ หลวงพ่อชาไปเห็นกุฏิหลังหนี่ง หลังคารั่วไม่ซ่อมแซมให้ดี เจ้าของกุฏิตอบหลวงพ่อชาว่า เขาปล่อยวางแล้วจีงไม่ซ่อมหลังคาทีเสียหายนั้น

ในการปฏิบัติเพื่อการพ้นทุกข์นั้น มีระดับการปล่อยวางอยู่ 3 อย่างด้วยกัน

1.. การปล่อยวางในโลกภายนอก ตรงนี้หมายความว่าอย่างไร
ตรงนี้ ก็คือ การทีจิตไม่ไหลออกไปยังโลกภายนอก ยกตัวอย่างเช่น
ชายหนุ่มเห็นหญิงสาวสวยเดินผ่านมา เขามองเห็นแล้วละ แต่จิตของเขาไม่ไหลออก
ไปยังหญิงคนนั้น นีคือ จิตไม่ไหลออกไปยังสิ่งทีเห็น


2...การปล่อยวางในอาการของขันธ์ 5
อาการของขันธ์ 5 คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

การ **ไม่ปล่อยวาง** คือ จิตผู้รู้ไหลไปเกาะติดกับอาการในขันธ์ 5

การปล่อยวาง คือ จิตผู้รู้จะเห็นอาการของขันธ์ 5 อยู่ **ห่าง**ออกมา


3..การปล่อยวางในอาการของตัวจิต
จิตนั้นมี 2 ส่วน คือ ส่วนทีเป็น จิตพลังงาน และ ส่วนทีเป็น จิตผู้รู้

เมื่อนักภาวนารู้จักและปล่อยวางในข้อ 1 และ 2 ได้แล้ว นักภาวนาฝีกฝนต่อไป นักภาวนาทีได้รู้เห็น การทำงานของจิตพลังงาน และ จิตผู้รู้ ได้อยู่เนือง ๆ ก็จะเข้าใจในธรรมได้เองว่า อันว่า ทุกข์นั้นเกิดจากการทำงานของจิตพลังงานและจิตผู้รู้ นั่นเอง

ถ้านักภาวนาไม่อาจปล่อยวางการทำงานของจิตพลังงานและจิตผู้รู้ได้
ก็ยังมีการยีดติดอยู่

ถ้านักภาวนาสามารถปล่อยวางได้ ก็จะเกิดการหลุดพ้นทีเกิดจากการปล่อยวาง
ซี่งหลวงพ่อเทียน เรียกสภาวะแบบนี้ว่า เชือกขาด

คำว่า เชือก นั้นเป็นคำเปรียบเทียบของการยีดติด ทีนักภาวนาต้องเข้าใจว่า เชือกนั้นมีอาการเป็นเช่นไร เมื่อเข้าใจในอาการของเชือกได้แล้ว ก็จะเข้าใจวิธีการตัดเชือกให้ขาดได้เอง เมื่อตัดเชือกขาด ก็จะรู้ได้ว่า เชือกได้ขาดลงแล้ว และรู้ว่า จิตนั้นเป็นอิสระแล้ว

**********
การปล่อยวางนั้น จิตจะต้องรู้ ไม่ใช่ไม่รู้ แต่จิตไม่ยีดติดในสิ่งทีรู้
ถึงไม่ยีดติด ก็ยังรู้ได้อยู่ เพราะจิตผู้รู้นั้นได้อบรมฝีกฝน จนจิตมีประสิทธฺิภาพ
ในการรู้แล้วนั่นเอง ตรงนี้เป็นส่วนทีเป็น สัมมาสมาธิ

ส่วนปัญญานั้น คือ ปัญญาในการรู้เห็นอาการของเชือกทียีดติดสภาวะธรรมอยู่
เมื่อเกิดปัญญา รุ้เห็นเชือกได้แล้ว นักภาวนาจะรู้จักวิธีการตัดเชือกได้เอง

ในพระไตรปิฏกมีเขียนไว้หลายทีว่า เมื่อเบื่อหน่าย ก็สิ้นตัณหา
เมื่อสิ้นตัณหา ก็หลุดพ้น
เมื่อหลุดพ้น ก็รู้ว่าหลุดพ้น

การสิ้นตัณหา ก็คือ สภาวะเชือกขาด





 

Create Date : 03 สิงหาคม 2559
0 comments
Last Update : 3 สิงหาคม 2559 8:05:11 น.
Counter : 541 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะ VIP Friend
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


นมสิการ
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 102 คน [?]




หลักปฏิบัติ ...รู้สึกตัว ผ่อนคลาย เฉย ๆ สบาย ๆ

มากกว่า 20 ปีที่ไปหลงทำสมถภาวนาแบบสมาธิแบบฤาษีโดยที่ไม่รู้จักกับคำว่า อะไรคือสัมมาสติ สัมมาสมาธิ ผลที่ได้คือความสงบขณะกำลังนั่งสมาธิจนตัวนิ่งแข็งเป็นก้อนหิน แต่ผลข้างเคียงตามมาก็คือการเป็นคนเจ้าโทสะอย่างรุนแรงขณะเวลาไม่ได้นั่งสมาธิ และ ที่อยู่ในชีวิตประจำวัน....

จนได้พบกัลยณมิตรแดนไกล ที่ได้ชักนำให้มารู้จักวิธีปฏิบัติแบบหลวงพ่อเทียน จนได้พบกับพระอาจารย์ในสายหลวงพ่อเทียน ที่ผมได้เรียนการปฏิบัติจากท่าน จนเข้าใจว่า สัมมาสติ สัมมาสมาธิ คืออะไร แล้วลงมือฝึกฝน การปฏิบัติก็รุดหน้าและได้ลิ้มรสสิ่งบริสุทธิในจิตใจอันเป็นผลจากการปฏิบัติด้วยเวลาเพียง 5 ปี

ธรรมปฏิบัติจากฆราวาสเขียนเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ยากในสังคมไทย ผมรู้ได้จากที่เขียนใน blog ผมได้พบกับการก่อกวนใน blog การเขียนเหน็บแนม กระแหนะกระแหน ตำหนิการการปฏิบัติที่ผมเขียนใน blog ว่าผิดทาง เขียนแบบคาดเดาเอา ไม่รู้จริง ให้ผมหยุดเขียนแนวนี้ได้แล้ว และไปโมทนาสาธุแนะนำการปฏิบัติสมาธิแบบฤาษีให้กับผมอีกว่านี่คือทางที่ถูกต้อง ...

บทความใน blog จึงเกิดขึ้นมา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ในการภาวนา
แก่ผู้อื่นที่กำลังเดินทางในสายแห่งอริยมรรคนี้

เมื่อท่านได้เข้ามาอ่านข้อเขียนใน blog กรุณาอย่าได้เชื่อผมจนกว่า ท่านได้ทดลองปฏิบัติแล้วและพิสูจน์ด้วยตัวท่านเอง

**กรุณา .อย่า.ได้บริจาคเงินให้ blog ผมทาง e-wallet ครับ **

******
บทความต่าง ๆ ใน blog นี้
ขอสงวนสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
ห้ามนำไปดัดแปลง ลอกเลียน หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

****
Friends' blogs
[Add นมสิการ's blog to your web]
Links
 
MY VIP Friend


 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.