รู้สึกตัว ผ่อนคลาย เฉย ๆ สบาย ๆ **กรุณา .อย่า.ได้บริจาคเงินให้ blog ผม ทาง e-wallet ครับ** **ผมขอสงวนสิทธิการเป็นเจ้าบ้านของ blog ลบข้อเขียนใดๆ ก็ได้ใน blog นี้ตามที่ผมเห็นสมควร**
Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2557
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
2 สิงหาคม 2557
 
All Blogs
 

รู้ หรือว่า เห็น ในวิปัสสนา

ในตำราพระไตรปิฏก จะเขียนไว้ว่า .รู้.
สำหรับครูบาอาจารย์ บ้างก็พูดว่า รู้ บ้างก็พูดว่า เห็น
แล้วอย่างไรจีงจะถูกระหว่าง รู้ และ เห็น

ถ้าตอบสั้น ๆ ก็คือถูกทั้งคู่ แต่จะให้เป็น รู้ หรือว่า ให้เป็น เห็น ขึ้นอยู่กับสภาวะของผู้ภาวนาครับ

1..ก่อนทีจะไปถีงเรื่อง รู้ หรือว่า เห็น สมควรทำความเข้าใจในขบวนการของวิปัสสนาก่อนครับว่า ขบวนการวิปัสสนาเกิดได้อย่างไร เพราะมีมากเหลือเกินทีพูดว่า ให้พิจารณาธรรมนั้นคือวิปัสสนา ซี่งคำพูดแบบนี้ มันกำกวมมาก และ คนส่วนมากทีเข้าใจภาษาไทยแล้ว ถ้าพูดว่า พิจารณา คือ การนำสิ่งใดสิ่งหนี่งขึ้นมาดู ขึ้นมาคิดหาเหตุผล แยกแยะรายละเอียด

ถ้าทำอย่างที่เข้าใจในภาษาไทย นั้นไม่ใช่วิปัสสนาครับ แต่เป็นเพียงจินตมยปัญญา การคิดเอาเอง ไม่ใช่การรู้แจ้งเห็นจริงของวิปัสสนา มีภาษาล้อกันว่า ถ้าทำแบบนี้ คือการทำ วิปัสนานึก

ขบวนของวิปัสสนานั้น จะเกิดเมื่อจิตไม่มีความคิด จิตตั้งมั่นอยู่ในฐาน แล้วจิตไปเห็นสภาวะธรรมทีเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ นี่คือ วิปัสสนา

ถ้าถามว่า แล้วสภาวะธรรมทีจิตไปเห็นเป็นอะไรในสติปัฏฐาน 4 ระหว่าง กาย เวทนา จิต ธรรม
คำตอบก็คือ สภาวะธรรมทีเกิดนั้นบังคับไม่ได้ว่าจะให้จิตเห็นอะไร สิ่งใดทีจิตเห็นเองด้วยธรรมชาติจะบังคับไม่ได้เลย ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นในกาย เวทนา จิต ธรรม แล้วจิตไปเห็นได้เอง ใช้ได้ทั้งหมดครับ

2..เมื่อเข้าใจสภาวะของวิปัสสนาแล้ว ต่อไป ก็คือ การรู้ และ การเห็น

เมื่อนักภาวนาฝีกฝนการเจริญอริยมรรคมีองค์ 8 ไปพอสมควร จิตจะตั้งมั่นแล้วเกิดขบวนการของวิปัสสนาได้

ใหม่ๆ นั้น จิตยังไม่ชำนาญ จะเป็นการ *เห็น* เพราะ *มีจิต*ที่ไป *จ้องเห็น* สภาวะธรรมทีเกิดนั้น ซ๊่งเมื่อเกิดการเห็น จะเป็นเหมือนว่า จิตเป็นผู้เห็น สภาวะธรรม นั้น

แต่ถ้านักภาวนาชำนาญมากขึ้น ตัณหาทีหุ้มห่อจิตเบาบางลงไปมาก วิปัสสนานั้นจะเกิดเป็นการ *รู้ * สภาวะธรรม ไม่ใช่การเห็น เพราะจิตมีความชำนาญ จิตไม่มีการจ้องสภาวะธรรมอีก จึงเป็นการ รู้ ขึ้น

>>> สรุปก็คือ ถ้ามีจิตไปจ้อง จะเป็นการเห็น ถ้าไม่มีการจ้องของจิต จะเป็นการรู้

3...ผมจะยกตัวอย่าง รู้ และ เห็น ซี่งพอจะใช้ได้ แต่ไม่เหมือนทีเดียวนัก

สมมุติว่า ท่านเดินอยู่ในบ้านไม้เก่า ท่านไม่ได้ใส่รองเท้า เผอิญมีตะปู 1 ตัวมันโผล่มาบนไม้ ท่านไม่รู้ ท่านก็เดินไปเหยียบตะปูเข้า วินาทีแรกทีท่านเหยียบตะปู ท่านจะรู้สีกเจ็บแป๊บทันทีอย่างรวดเร็ว นี่คือ **การรู้** ได้เกิดขึ้นแล้ว ท่านไม่ได้มองเท้าด้วยซ้ำไป แต่ท่านรู้ได้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นแล้ว พอการรู้ผ่านไป ท่านก้มลงไปมองทีเท้า นั่นคือ *การเห็น* แต่เป็นการเห็นด้วยตาเนื้อ ซี่งจะต่างจากวิปัสสนาทีว่า การเห็นนั้นต้องเห็นด้วยจิตเท่านั้น

จากตัวอย่างทีให้ไว้ข้างบน ถ้าท่านนักภาวนาทำอสุภกรรมฐาน ใช้ตาเนื้อไปมองซากศพ แล้วคิดพิจารณาว่า มันน่าเกลียด ไม่น่าดู อย่างนี้จะเป็นการเห็นด้วยตาเนื้อและใช้ความคิดเอาเองว่า น่าเกลียด จึงไม่ใช่วิปัสสนาแต่อย่างใด




 

Create Date : 02 สิงหาคม 2557
0 comments
Last Update : 2 สิงหาคม 2557 13:42:42 น.
Counter : 818 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะ VIP Friend
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

นมสิการ
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 46 คน [?]




หลักปฏิบัติ ...รู้สึกตัว ผ่อนคลาย เฉย ๆ สบาย ๆ

มากกว่า 20 ปีที่ไปหลงทำสมถภาวนาแบบสมาธิแบบฤาษีโดยที่ไม่รู้จักกับคำว่า อะไรคือสัมมาสติ สัมมาสมาธิ ผลที่ได้คือความสงบขณะกำลังนั่งสมาธิจนตัวนิ่งแข็งเป็นก้อนหิน แต่ผลข้างเคียงตามมาก็คือการเป็นคนเจ้าโทสะอย่างรุนแรงขณะเวลาไม่ได้นั่งสมาธิ และ ที่อยู่ในชีวิตประจำวัน....

จนได้พบกัลยณมิตรแดนไกล ที่ได้ชักนำให้มารู้จักวิธีปฏิบัติแบบหลวงพ่อเทียน จนได้พบกับพระอาจารย์ในสายหลวงพ่อเทียน ที่ผมได้เรียนการปฏิบัติจากท่าน จนเข้าใจว่า สัมมาสติ สัมมาสมาธิ คืออะไร แล้วลงมือฝึกฝน การปฏิบัติก็รุดหน้าและได้ลิ้มรสสิ่งบริสุทธิในจิตใจอันเป็นผลจากการปฏิบัติด้วยเวลาเพียง 5 ปี

ธรรมปฏิบัติจากฆราวาสเขียนเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ยากในสังคมไทย ผมรู้ได้จากที่เขียนใน blog ผมได้พบกับการก่อกวนใน blog การเขียนเหน็บแนม กระแหนะกระแหน ตำหนิการการปฏิบัติที่ผมเขียนใน blog ว่าผิดทาง เขียนแบบคาดเดาเอา ไม่รู้จริง ให้ผมหยุดเขียนแนวนี้ได้แล้ว และไปโมทนาสาธุแนะนำการปฏิบัติสมาธิแบบฤาษีให้กับผมอีกว่านี่คือทางที่ถูกต้อง ...

บทความใน blog จึงเกิดขึ้นมา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ในการภาวนา
แก่ผู้อื่นที่กำลังเดินทางในสายแห่งอริยมรรคนี้

เมื่อท่านได้เข้ามาอ่านข้อเขียนใน blog กรุณาอย่าได้เชื่อผมจนกว่า ท่านได้ทดลองปฏิบัติแล้วและพิสูจน์ด้วยตัวท่านเอง

**กรุณา .อย่า.ได้บริจาคเงินให้ blog ผมทาง e-wallet ครับ **

******
บทความต่าง ๆ ใน blog นี้
ขอสงวนสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
ห้ามนำไปดัดแปลง ลอกเลียน หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

****
Friends' blogs
[Add นมสิการ's blog to your web]
Links
 
MY VIP Friend


 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.