รู้สึกตัว ผ่อนคลาย เฉย ๆ สบาย ๆ **กรุณา .อย่า.ได้บริจาคเงินให้ blog ผม ทาง e-wallet ครับ** **ผมขอสงวนสิทธิการเป็นเจ้าบ้านของ blog ลบข้อเขียนใดๆ ก็ได้ใน blog นี้ตามที่ผมเห็นสมควร**
Group Blog
 
<<
กันยายน 2557
 
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
5 กันยายน 2557
 
All Blogs
 

พ้นทุกข์ด้วยสมาธิ ไม่ทุกข์ด้วยปัญญาญาณ

พุทธศาสนา เป็นศาสนาแห่งการปฏิบัติเพื่อการพ้นไปจากทุกข์

ในการพ้นทุกข์นั้น จะมีอยู่ด้วยกัน 2 ระดับ คือ

1..การพ้นทุกข์ด้วยสมาธิ

ท่านเคยถูกใครจับกดน้ำไหม ท่านจมอยู่ในน้ำ หายใจไม่ได้ ท่านอีดอัดมาก
จนแทบจะทนไม่ได้อยู่แล้ว จู่ ๆ คนทีจับท่านก็ยกท่านให้โผล่มาเหนือน้ำทันที
วินาทีแรกทีท่านหายใจได้ ท่านจะรู้สีกถีงความไม่ทุกข์ทันที เพราะความทุกข์ทีมีอยู่ในวินาทีทีแล้ว ได้หายไปอย่างฉับพลัน

การพ้นทุกข์ด้วยสมาธิ จะมีอาการคล้ายๆ แบบนี้

เมื่อจิตเป็นทุกข์ จิตถูกโมหะเข้าครอบงำก่อน แล้วกิเลสตัวอื่นก็จะเข้ามาผสมโรง
คนทีเป็นทุกข์ จิตจะตกอยู่ภายใต้อำนาจของกิเลสจนดิ้นไม่หลุด
อาการคล้ายๆ กับตอนถูกจับกดน้ำ

ด้วยอำนาจของสัมมาสติ สัมมาสมาธิ จิตทีตกอยู่ภายใต้อำนาจของกิเลส สามารถสลัดกิเลสทีครอบงำจิตให้หลุดออกไปเป็นอิสระ เมื่อจิตหลุดออกจากการครอบงำ จิตจะพบกับอาการแห่งการไม่ทุกข์อย่างฉับพลัน เหมือนการได้หายใจทันทีหลังจากโดนจับกดน้ำมา

นักภาวนาจะพบกับความแตกต่างอย่างสุดขั้วของ 2 สิ่งอย่างฉับพลัน คือ
ทุกข์ และ การหลุดออกจากทุกข์
ความแตกต่างนี้ จะทำใ้ห้นักภาวนาเข้าใจอย่างเข้าไปในจิตใจว่า
ทุกข์คืออย่างนี้ การหลุดออกจากทุกข์คืออย่างนี้
และเป็นเหตุแห่งการสร้างปัญญาให้เห็นโทษของกิเลส และ เห็นคุณของสมาธิ

ยังมีการหลุดออกจากทุกข์อีกแบบหนี่ง คือ การหลุดออกทีไม่ฉับพลัน
เช่น คนทีกำลังอกหัก เขาอกหักจะเป็นจะตาย ช่วงทีทุกข์หนัก จิตไม่หลุดออกจากทุกข์
แต่พอเวลาผ่านไปนานเข้า ทุกข์เพราะอกหักจะค่อยๆ คลายตัวออกอย่างช้า ๆ
แล้วเขาก็จะลืมการอกหักไปชั่วคราว
การหลุดจากทุกข์แบบนี้ ไม่ฉับพลัน ไม่ก่อให้เกิดปัญญา
อีกไม่นาน คนทีอกหักและหายไปชั่วคราว ก็พร้อมจะกลับมอกหักใหม่อีกรอบ
วนเวียนอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ไม่จบสิ้น

ความแตกต่างระหว่างการพ้นทุกข์อย่างฉับพลันและไม่ฉับพลัน คือ ความชัดแจ้ง
ทีต่างกัน ความชัดแจ้งทีชัดกว่าด้วยการหลุดอย่างฉับพลันจะซีมลีกเข้าไปในจิตใจ
ทีสามารถเปลี่ยนนิสัยอะไรบางอย่างได้ แต่การหลุดแบบไม่ฉับพลันจะไม่เข้าไปในจิตใจ และไม่ก่อผลใด ๆ ในการเปลี่ยนแปลงนิสัย

กลไกแห่งการหลุดพ้นจากทุกข์แบบฉับพลันนั้นจะเป็นว่า...
เมื่อโมหะเข้าครองงำจิตได้แล้ว จิตจะตกเป็นทาสของโมหะ เพราะการหลงลืมตัว
แต่ด้วยอำนาจแห่งสัมมาสติ จิตทีตกอยู่เป็นทาสของโมหะ จะสลัดตัวออกจากโมหะได้อย่างฉับพลัน แล้วกำลังของสัมมาสมาธิจะเดินต่อเนื่องจากสัมมาสติทีจบการทำงานลงไป
ให้จิตนั้นตั้งมั่นเป็นอิสระจากโมหะต่อไปได้ แล้วกิเลสจะสลายไปเองเป็นไตรลักษณ์เพราะธรรมชาติของกิเลสจะเป็นเช่นนี้ทีจิตเป็นอิสะออกมาได้
นีคือกลไกการประหารกิเลสด้วยสัมมาสมาธิ

การฝีกตามอริยมรรคมีองค์ 8 ทีถุกทางเท่านั้น กล่าวคือ การฝีกรู้ทุกข์ด้วยการละตัณหา
ทำบ่อยๆ ฝีกมาก ๆ จิตจะไปสร้างกำลังจิตขึ้นอยู่ภายใน และ พร้อมจะนำมาใช้งานในรูปของสัมมาสติ สัมมาสมาธิได้ทันที เมื่อถูกกิเลสเข้าโจมตี

2..การไม่ทุกข์ด้วยปัญญาญาณ

จิตทีผ่านการฝีกฝนมาดีพอควร จะมี ญาณ เกิดขึ้นอย่างหนี่งเรียกว่า ปัญญาญาณ
ปัญญาญาณนี้จะทำให้ จิตเห็นจิต ได้เมื่อจิตเห็นจิตได้เมื่อไร จิตจะพบว่า สภาวะทีแท้ทีเป็นธรรมชาติของจิตคือความว่างเปล่า ตราบใดทีเกิดสภาวะ จิตเห็นจิต ได้อยู่ กิเลสใด ๆ จะเกิดไม่ได้เลย เมื่อกิเลสเกิดไม่ได้ ทุกข์เพราะกิเลสก็เกิดไม่ได้เช่นกัน

ในอริยสัจจ์ 4 ข้อที 3 ทีพระพุทธองค์ได้ทรงสอนว่า นิโรธ คือ ความไม่ทุกข์ นั้นให้ทำให้แจ้ง (แปลว่า ให้เห็นขึ้นมาได้ ) ซี่งก็คือ สภาวะแห่ง จิตเห็นจิต หรือจะเรียกว่า ปัญญาญาณ ก็ได้ หรือ นิโรธ ก็ได้ มันคือสิ่งเดียวกัน

ปัญญาญาณ เป็นผลจากการหลุดพ้นจากทุกข์ด้วยสมาธิก่อน จิตมีปัญญาจากการหลุดพ้นด้วยสมาธิ และ ค่อยๆ สะสมขึ้นมาจนมากเข้า พอถีงระดับหนี่งทีจิตมีปัญญามากพอ จิตมีกำลังปัญญามากพอ ก็จะเกิดปัญญาญาณขึ้นมา

ปัญญาญาณนี้ก็มีหลายระดับขึ้นกับประสบการณ์ทีผ่านทุกข์มาได้ และ ขึ้นอยู่กับระดับของกำลังสัมมาสมาธิอีกด้วย

สัมมาสมาธิทีตั้งมั่นอย่างมั่นคง และ ปัญญาทีผ่านทุกข์มามาก จะทำให้จิตมีประสบการณ์เต็มในปัญญาญาณ

****************************
นี่คือ ขบวนการดับทุกข์ในพุทธศาสนา ทีสอดคล้องเป็นอย่างดีกับอริยสัจจ์ 4 ทีพระพุทธองค์ทรงสอนไว้ว่า
ทุกข์ ให้รู้
สมุทัย คือ ตัณหา ให้ละเสีย
นิโรธ คือ ความไม่ทุกข์ ทำให้แจ้ง
มรรค คือ วิธีปฏิบัติ ทำให้มาก ๆ ทำให้บ่อยๆ
กุญจแห่งการไม่ทุกข์ด้วยทีอริยสัจจ์ 4 นี่เอง
พีงศีกษา ทำความเข้าใจในกระจ่างแจ้ง
เมื่อกระจ่างแจ้งได้ในอริยสัจจ์ 4
จักเข้าใจในอริยสัจจ์ 4 แล้วเข้าใจกลไกแห่งความไม่ทุกข์ได้ในทีสุด




 

Create Date : 05 กันยายน 2557
0 comments
Last Update : 5 กันยายน 2557 14:22:22 น.
Counter : 613 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะ VIP Friend
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

นมสิการ
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 50 คน [?]




หลักปฏิบัติ ...รู้สึกตัว ผ่อนคลาย เฉย ๆ สบาย ๆ

มากกว่า 20 ปีที่ไปหลงทำสมถภาวนาแบบสมาธิแบบฤาษีโดยที่ไม่รู้จักกับคำว่า อะไรคือสัมมาสติ สัมมาสมาธิ ผลที่ได้คือความสงบขณะกำลังนั่งสมาธิจนตัวนิ่งแข็งเป็นก้อนหิน แต่ผลข้างเคียงตามมาก็คือการเป็นคนเจ้าโทสะอย่างรุนแรงขณะเวลาไม่ได้นั่งสมาธิ และ ที่อยู่ในชีวิตประจำวัน....

จนได้พบกัลยณมิตรแดนไกล ที่ได้ชักนำให้มารู้จักวิธีปฏิบัติแบบหลวงพ่อเทียน จนได้พบกับพระอาจารย์ในสายหลวงพ่อเทียน ที่ผมได้เรียนการปฏิบัติจากท่าน จนเข้าใจว่า สัมมาสติ สัมมาสมาธิ คืออะไร แล้วลงมือฝึกฝน การปฏิบัติก็รุดหน้าและได้ลิ้มรสสิ่งบริสุทธิในจิตใจอันเป็นผลจากการปฏิบัติด้วยเวลาเพียง 5 ปี

ธรรมปฏิบัติจากฆราวาสเขียนเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ยากในสังคมไทย ผมรู้ได้จากที่เขียนใน blog ผมได้พบกับการก่อกวนใน blog การเขียนเหน็บแนม กระแหนะกระแหน ตำหนิการการปฏิบัติที่ผมเขียนใน blog ว่าผิดทาง เขียนแบบคาดเดาเอา ไม่รู้จริง ให้ผมหยุดเขียนแนวนี้ได้แล้ว และไปโมทนาสาธุแนะนำการปฏิบัติสมาธิแบบฤาษีให้กับผมอีกว่านี่คือทางที่ถูกต้อง ...

บทความใน blog จึงเกิดขึ้นมา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ในการภาวนา
แก่ผู้อื่นที่กำลังเดินทางในสายแห่งอริยมรรคนี้

เมื่อท่านได้เข้ามาอ่านข้อเขียนใน blog กรุณาอย่าได้เชื่อผมจนกว่า ท่านได้ทดลองปฏิบัติแล้วและพิสูจน์ด้วยตัวท่านเอง

**กรุณา .อย่า.ได้บริจาคเงินให้ blog ผมทาง e-wallet ครับ **

******
บทความต่าง ๆ ใน blog นี้
ขอสงวนสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
ห้ามนำไปดัดแปลง ลอกเลียน หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

****
Friends' blogs
[Add นมสิการ's blog to your web]
Links
 
MY VIP Friend


 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.