รู้สึกตัว ผ่อนคลาย เฉย ๆ สบาย ๆ **กรุณา .อย่า.ได้บริจาคเงินให้ blog ผม ทาง e-wallet ครับ** **ผมขอสงวนสิทธิการเป็นเจ้าบ้านของ blog ลบข้อเขียนใดๆ ก็ได้ใน blog นี้ตามที่ผมเห็นสมควร**
Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2559
 
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
2829 
 
2 กุมภาพันธ์ 2559
 
All Blogs
 

ฝีกรู้กาย รู้อย่างไร

มีคำถามเข้ามาทีผมเรื่องการรู้กาย ทำให้ผมมองเห็นความเข้าใจที่คาดเคลื่อนของนักภาวนาได้อย่างหนี่งเกี่ยวกับการรู้กาย

ในพระไตรปิฏก สติปัฏฐานสูตร มีอยู่บรรพหนี่งได้กล่าวว่า
นั่งก็รู้ว่านั่ง เดินก็รู้ว่าเดิน ยืนก็รู้ว่ายืน นอนก็รู้ว่านอน

คนทีอ่านมา ก็มักจะเข้าใจว่า ให้ใช้ตาเนื้อมองร่างกายว่ากำลังทำอะไรอยู่ในอิริยาบทต่างๆ
เช่น ยืน เดิน นั่ง นอน
ถ้านักภาวนาเข้าใจอย่างนี้ ก็เป็นการเข้าใจทีคลาดเคลื่อนไปแล้วครับ
และนักภาวนาจะไม่มีความก้าวหน้าใด ๆ ในการหลุดพ้นไปจากกองทุกข์ได้เลย

แล้วการรู้ว่ากายยืน เดิน นั่ง นอน เป็นอย่างไร
ขอให้อ่านต่อไปก่อน แล้วท่านจะมีคำตอบเมื่ออ่านจบ

ในการรู้กายในสติปัฏฐานนั้น ในขั้นการฝีกฝน ขอให้หัดใช้จิตไปรับรู้ความรู้สีกทีกาย
ขออย่าใช้ตาเนื้อไปดูกาย เพื่อจะไม่ได้ผล

การใช้จิตไปรู้กายทำอย่างไรละ...

ผมจะยกตัวอย่างในแง่การปฏิบัติให้เห็น เพื่อให้ท่านนำไปฝีกฝนได้ต่อไป
ตัวอย่าง...
1...เมื่อท่านนั่งอยู่ ก้นสัมผัสทีนั่ง ท่านรู้สีกได้ถีงการสัมผัสของก้นกับทีนั่ง โดยทีท่านไม่ได้ใช้ตามองดู
2...เมื่อท่านยืนอยู่ ท่านรู้สีกได้ไหม ทีเท้าสัมผัสกับพื้น หรือ เท้ารู้สีกถีงการสัมผัสหรือการบีบรัดของรองเท้า โดยทีท่านไม่ได้ใช้ตามองดู
3...เมื่อท่านนอนอยู่ ท่านรู้สีกได้ไหมว่า ร่างกายส่วนต่าง ๆ สัมผัสกับทีนอน หรือ สัมผัสกับเสื้อผ้าทีใส่อยู่
4...เมื่อท่านเดินอยู่ ท่านรู้สีกได้ไหม ถีงการสั่นไหว ความรู้สีกถีงการขยับตัวของแขนขา โดยทีไม่ได้ใช้ตาไปมองดู
5..เมื่อมีลมพัดมาโดนกาย ท่านรู้สีกได้ไหมว่า มีการสัมผัสของลมกระทบกาย
6..เมื่อท่านกินอาหาร ท่านรู้สีกได้ไหมถีง ปากทีขยับเคี้ยว รู้สีกได้ไหมถีงการสัมผัสของอาหารต่างๆ ในปาก

ทั้ง 6 ข้อ เป็นเพียงตัวอย่าง แต่ในแง่การปฏิบัติ เพียงรู้สีกได้ถีงการสั่นไหว การเคลื่อนการไหว ทีเกิดขึ้นทีกาย ถ้ารู้แบบสยาบ ๆ ไม่ได้เพ่งจ้องไปทีกาย ก็ถือว่าใช้ได้ทั้งสิ้น
อันเป็นการฝีกฝนเพื่อการรู้กาย

เมื่อฝีกฝนไปเรื่อย ๆ จิตจะเริ่มมีพลังมากขึ้น เมื่อจิตมีพลัง ทำให้จิตมีความสามารถทีจะไปรู้กายทีเป็นอาการของ ยืน เดิน นั่ง นอนได้ ซี่งจะเป็นการรู้ได้เอง ไม่ใช่่เป็นการใช้ตาเนื้อไปจ้องมองดู

เมื่อนักภาวนาฝีกฝนการรู้กายอย่างทีผมเขียนไปเรื่อยๆ

คำถามของนักภาวนาอาจมีต่อไปว่า ฝีกอย่างทีผมว่า จะนำพาไปสู่การพ้นทุกข์ได้อย่างไร
คำถามนี้ ผมขอตอบว่า

การฝีกการรู้กายอย่างทีผมเขียนไว้ข้างบน เมื่อฝีกบ่อยๆ จะทำให้เกิดการพัฒนา
ของจิตให้มีสัมมาสติ และ สัมมาสมาธิ ทีมีพลังมากขึ้น

เมื่อจิตมีพลังสูงขึ้นของสัมมาสติ สัมมาสมาธิ แล้ว ก็จะมีพลังในการต่อต้านกับกิเลส
และจิตปรุงแต่งได้ แต่ในการพัฒนาการของจิตใ้ห้มีพลังนั้น จะเป็นอาการของค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป ไม่สามารถทำให้จิตมีพลังได้สูงสุดในระยะเวลาอันสั้น ดังนั้น นักภาวนาจึงจะพบว่า เมื่อจิตเริ่มมีพลัง บางครั้ง ก็ชนะกิเลส ชนะการปรุงแต่งได้ บางครั้งก็พ่ายแพ้กิเลส พ่ายแพ้การปรุงแต่ง แต่เมื่อได้ฝีกฝนไปเรื่อยๆ การชนะจะมากขึ้น และ การพ่ายแพ้จะน้อยลงไป ซี่งจะเป็นประสบการณ์ของตนเองในการต่อสู้กับกิเลสต่อไป และ จะเพิ่มปัญญาต่อไปของจิตด้วย

ต่อเมื่อจิตได้สะสมพลังแห่งสัมมาสติ สัมมาสมาธิ และ ปัญญาในการต่อสู้กับกิเลสไปมาก ๆ เข้า จิตจะยิ่งมีพลังทีสูงขึ้นมาก และ เมื่อจิตมีพลังทีสุงขึ้นมากพอ จิตจะพบกับธรรมอีกประเภทหนี่งทีเป็น อสังขตธรรม ทีทำให้จิตมีปัญญากล้า ในการกำจัดกิเลสให้สิ้นไปในทีสุด





 

Create Date : 02 กุมภาพันธ์ 2559
0 comments
Last Update : 2 กุมภาพันธ์ 2559 9:22:11 น.
Counter : 200 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะ VIP Friend
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


Valentine's Month


 
นมสิการ
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 90 คน [?]




หลักปฏิบัติ ...รู้สึกตัว ผ่อนคลาย เฉย ๆ สบาย ๆ

มากกว่า 20 ปีที่ไปหลงทำสมถภาวนาแบบสมาธิแบบฤาษีโดยที่ไม่รู้จักกับคำว่า อะไรคือสัมมาสติ สัมมาสมาธิ ผลที่ได้คือความสงบขณะกำลังนั่งสมาธิจนตัวนิ่งแข็งเป็นก้อนหิน แต่ผลข้างเคียงตามมาก็คือการเป็นคนเจ้าโทสะอย่างรุนแรงขณะเวลาไม่ได้นั่งสมาธิ และ ที่อยู่ในชีวิตประจำวัน....

จนได้พบกัลยณมิตรแดนไกล ที่ได้ชักนำให้มารู้จักวิธีปฏิบัติแบบหลวงพ่อเทียน จนได้พบกับพระอาจารย์ในสายหลวงพ่อเทียน ที่ผมได้เรียนการปฏิบัติจากท่าน จนเข้าใจว่า สัมมาสติ สัมมาสมาธิ คืออะไร แล้วลงมือฝึกฝน การปฏิบัติก็รุดหน้าและได้ลิ้มรสสิ่งบริสุทธิในจิตใจอันเป็นผลจากการปฏิบัติด้วยเวลาเพียง 5 ปี

ธรรมปฏิบัติจากฆราวาสเขียนเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ยากในสังคมไทย ผมรู้ได้จากที่เขียนใน blog ผมได้พบกับการก่อกวนใน blog การเขียนเหน็บแนม กระแหนะกระแหน ตำหนิการการปฏิบัติที่ผมเขียนใน blog ว่าผิดทาง เขียนแบบคาดเดาเอา ไม่รู้จริง ให้ผมหยุดเขียนแนวนี้ได้แล้ว และไปโมทนาสาธุแนะนำการปฏิบัติสมาธิแบบฤาษีให้กับผมอีกว่านี่คือทางที่ถูกต้อง ...

บทความใน blog จึงเกิดขึ้นมา เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ในการภาวนา
แก่ผู้อื่นที่กำลังเดินทางในสายแห่งอริยมรรคนี้

เมื่อท่านได้เข้ามาอ่านข้อเขียนใน blog กรุณาอย่าได้เชื่อผมจนกว่า ท่านได้ทดลองปฏิบัติแล้วและพิสูจน์ด้วยตัวท่านเอง

**กรุณา .อย่า.ได้บริจาคเงินให้ blog ผมทาง e-wallet ครับ **

******
บทความต่าง ๆ ใน blog นี้
ขอสงวนสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
ห้ามนำไปดัดแปลง ลอกเลียน หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

****
Friends' blogs
[Add นมสิการ's blog to your web]
Links
 
MY VIP Friend


 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.