ภัยแห่งสังสารวัฏนั้น น่ากลัวยิ่งกว่าภัยอื่นใด - อัสติสะ
Group Blog
 
All blogs
 

๑๒๐-บ่อตัณหา(ตอนที่ ๑)



ชายนักเดินทาง เขามุ่งหน้าเดินทางอีกครั้งหนึ่ง เพื่อไปยังจุดหมาย คือดินแดนอันสงบ นิรันดร์ หลายต่อหลายครั้งที่เขาเหนื่อยและต้องการกำลังใจ แต่คนที่ให้กำลังใจ และเข้าใจเขามากที่สุด ก็คือตัวของเขาเอง

วันนี้เขาเดินทางมาถึงยังสถานที่แห่งหนึ่ง สภาพแวดล้อมนั้นดูคุ้นตาเขาเป็นอย่างมาก แต่จำไม่ได้ว่าเคยมายังสถานที่แห่งนี้เมื่อใด

เสียงประกาศเชิญชวนให้เขาหยุดพักเหนื่อยดังขึ้นมา ชายนักเดินทางพยายามมองหาต้นตอของเสียงนั้น
“คุณเป็นใคร…” ชายนักเดินทางถามขึ้นมาอย่างลอย ๆ
“ข้าพเจ้าเป็นผู้ดูแลสถานที่แห่งนี้” เสียงตอบกลับมา
“ทำไมผมจึงมองไม่เห็นคุณ” ชายนักเดินทางถาม
“ก็เพราะว่าตอนนี้ข้าพเจ้าพเจ้าเป็นบุคคลล่องหนได้ ดังนั้นจึงไม่มีใครสามารถมองเห็นตัวของข้าพเจ้า” ชายนักเดินทางได้ยินอย่างนั้นถึงกับงงงวย กับเรื่องพิศดารเกินความเข้าใจ บุคคลล่องหนหรือ… เขาไม่เคยได้ยินด้ฟังเรื่อ่งประเภทนี้มาก่อนเลย
“อย่าแปลกใจเลย สถานที่แห่งนี้เป็นที่ที่วิเศษที่สุด เราปรารถนาสิ่งใด ก็เพียงแค่นึก แล้วไปสัมผัสกับน้ำในบ่อตัณหา เพียงเท่านี้ความปรารถนาของเราก็จะสำเร็จผล ที่ผ่านมาข้าพเจ้าอยากเป็นบุคคลล่องหน จึงนึกแล้วลงแช่น้ำในบ่อตัณหา จากนั้นก็ไม่มีใครสามารถมองเห็นตัวข้าพเจ้าได้อีกเลย” ชายล่องหนอธิบาย

ชายนักเดินทางเริ่มคิดตาม เขาเชื่อว่าสถานที่นี้เป็นสถานที่วิเศษจริงๆ แค่เพียงนึกแล้วลงไปแช่หรือสัมผัสกับน้ำในบ่อ ความปรารถนาของเราก็จะสำเร็จผล
ยอดเยี่ยมไปเลย…

“แล้วท่านปรารถนาสิ่งใด” ชายล่องหนถาม
“ผมเป็นนักเดินทาง กำลังจะเดินทางไปยังดินแดนที่มีชื่อว่า นิพพาน ดังนั้นสิ่งที่ผมปรารถนาคือ นิพาน”
“นิพพานหรือ…ข้าพเจ้าไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยในชีวิต มันเป็นอย่างไร ลองอธิบายให้ข้าพเจ้าฟังที” ชายล่องหนถาม
“นิพพานเป็นสถานที่ร่มเย็น สงบ เป็นดินแดนที่ปราศจากความทุกข์และการเวียนว่ายตายเกิดทั้งหลาย ผมรู้เพียงเท่านี้”
“แหม…เรื่องเท่านี้เอง งั้นท่านก็มาถูกที่แล้ว จากที่ท่านพูดมา ที่แห่งนี้แหละคือ นิพพาน” เสียงของชายล่องหนฟังดูก้องกังวาลอย่างน่ากลัว
“เพราะอะไรกัน” ชายนักเดินทางถาม
“ก็สถานที่แ่ห่งนี้มีแต่ความสุข สงบ ไม่มีความทุกข์ ปรารถนาสิ่งใด บ่อตัณหาก็ช่วยได้เสมอ อยากจะได้อะไรก็ไปนึกเอาที่บ่อตัณหา สะดวกสบายอย่างนี้จะไม่ให้เรียกว่า นิพพานได้อย่างไร”
‘นั่นสินะ…ถ้าอย่างที่ว่ามา ที่แห่งนี้น่าจะสงบ ปลอดภัยดี คงเป็นนิพพานกระมัง’ ชายนักเดินทางคิด

เขาสอดสายตามองไปยังทิศเบื้องหน้า พบผู้คนมากมายกำลังล้อมอยู่รอบ ๆ บ่อตัณหา ชาายนักเดินทางจึงเดินเข้าไปสังเกตุการณ์ใกล้ ๆ

ชายคนหนึ่งกำลังหลับตาทำสมาธิอยู่ จากนั้นใช้มิ้วมือไปสัมผัสกับน้ำในบ่อตัณหา ชั่วพริบตาเดียวก็ปรากฏเสื้อผ้าเนื้อดี วางอยู่ข้าง ๆ ดูจากสีหน้าแล้ว เขารู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก
ชายอีกคนทำสมาธิเช่นกัน จากนั้นก็ใช้มือไปสัมผัสน้ำในบ่อ รูปร่างหน้าตาของชายคนนั้นก็เปลียนไป กลายเป็นคนหน้าตา ผิวพรรณ และรูปร่างดีอย่างไม่น่าเชื่อ
ชายคนต่อมาเขาทำสมาธิอยู่นาน จากนั้นก็ใช้มือสัมผัสกับน้ำในบ่อตัณหา สักครู่หนึ่งก็ปรากฏมีผู้หญิง รูปร่างสวยงามอยู่เบื้องหน้าของเขา

ยิ่งเห็นความหัศจรรย์ของน้ำในบ่อตัณหามากเท่าไหร่ ชายนักเดินทางก็มีความรู้สึกอยากได้ อยากมีมากขึ้นเท่านั้น ช่วงนั้นเองที่ทำให้เขาลืมจุดหมายปลายทาง ลืมนิพพานไปสิ้น และปรารถนาสิ่งที่บ่อตัณหาเสกสรรค์ให้ ความต้องการของเขาเพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณ จนไม่รู้ว่าจะนึกถึงสิ่งใดก่อน
แต่มีสิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก ๆ และเขาต้องการมากที่สุดในเวลานี้ เขาจึงตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้บ่อตัณหา

อ่านต่อตอนที่ ๒





 

Create Date : 15 มกราคม 2552    
Last Update : 15 มกราคม 2552 8:08:28 น.
Counter : 326 Pageviews.  

๑๑๙-ร่มวิเศษ…



เคยได้รับร่มจากพระธุดงค์ชาวเกาหลีมาคันหนึ่ง พอดีข้าพเจ้าพบท่านขณะนั่งรถไฟฟ้ามาด้วยกัน และกำลังจะไปต่อรถที่สถานีขนส่งหมอชิต ท่านก็มาทักทายข้าพเจ้า
ชวนคุย ถามว่าจะไปที่ไหน ก็คุยได้สักพัก ข้าพเจ้าก็เลยอาสาไปซื้อตั๋ว ส่งขึ้นรถถึงสถานีหมอชิต ท่านก็มอบร่มคันหนึ่งเก่า ๆ ให้เป็นการตอบแทน ปัจจุบันนี้ก็ยังอยู่ แต่มันได้หักและขาดจนใช้การไม่ได้แล้ว

สิ่งที่น่าแปลกใจมากอย่างหนึ่งก็คือ ท่านเดินเข้ามาทักและชวนสนทนาด้วย ทั้งที่ข้าพเจ้าหันหลังให้ และคิดว่าอยู่ห่างกันพอสมควร เรื่องนี้อาจจะดูเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับนักปฏิบัตินั้นจะแตกต่างออกไป บางเรื่องบางคนเราจะสามารถสัมผัสในระดับจิตได้อย่างแปลกประหลาด

ย้อนกลับไปจากเหตุการณ์นั้นประมาณ ๗ เดือน ข้าพเจ้าเดินทางไปเที่ยวยังสถานที่ท่องเที่ยวเชิงป่าเขาแห่งหนึ่ง และปรารถนาจะเข้าไปยังวัดที่มีชื่อเสียงในสายของหลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน ซึ่งไม่รู้ว่าอยู่ตำบลแห่งหนใด รู้เพียงคร่าว ๆ ว่าอยู่ในเขตอำเภอเดียวกันนี้เอง ก็เป็นความตรึกนึกและวิตกว่าอยากจะไป แต่ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน

ในสถานที่ท่องเที่ยวนั้นมีคนเยอะมาก ข้าพเจ้าตอนนั้นรู้สึกเบื่อ ๆ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็เลยเลี่ยงหนีจากฝูงชนที่มาเที่ยวกันอย่างมาก(ช่วงเทศกาลวันหยุด) ไปหาหลบมุมต้นไม้เงียบ ๆ สักพัก ก็บังเอิญไปพบพระธุดงค์สองรูป ส่งสัญญาณเรียกให้ข้าพเจ้าไปพบ และก็ถามที่ไปที่มาของกันและกันอยู่นานพอสมควร ในระหว่างนั้นท่านก็ได้บอกที่อยู่ของวัดที่ข้าพเจ้าต้องการจะไปขึ้นมาลอย ๆ โดยที่ข้าพเจ้าไม่ได้ถามท่านสักคำ จึงเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจอยู่ไม่น้อย

อีกเรื่องหนึ่งข้าพเจ้ามีความคิดว่าอยากจะถวายวัตถุ สิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นต่อพระธุดงค์บ้าง เพราะอนาคตภายหน้าหากเราได้ความเดือดร้อน จะได้ไม่ต้องรับความลำบากมากนัก ก็เป็นแค่ความนึกขึ้นมาเพียงชั่วครู่ ในวันรุ่งขึ้นข้าพเจ้าจำเป็นต้องขับรถเดินทางเข้ากรุงเทพ ฯ ช่วงที่ผ่านอำเภอแห่งหนึ่ง ก็บังเอิญมีพระธุดงค์ ๔ รูปท่าทางเหนื่อย ล้าจากการเดินทางโบกรถของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าตัดสินใจจอดรับอย่างไม่ลังเล

ด้วยความเห็นใจท่านเหล่านั้น เพราะอากาศในช่วงบ่ายสามโมงนี้ก็ร้อนมาก ๆ การเดินเท้าเปล่าบนถนนลาดยาง ตามไหล่ทาง ก็คิดดูว่ามันจะสาหัสแค่ไหน ก่อนส่งท่านยังที่สมควร ข้าพเจ้าแวะซื้อผ้าเต้นเล็ก ๆ สำหรับใช้กางกันน้ำค้างถวาย และถวายหนังสือสวดมนต์และปัจจัยอีกเล็กน้อย

ข้าพเจ้าเล่าเรื่องนี้ให้กับเพื่อนคนหนึ่งฟัง ก็เป็นไปตามที่คิดไว้ คือเขารู้สึกว่าข้าพเจ้านั้นถูกหลอกเข้าแล้ว พระนั้นอาจจะเป็นพระปลอมก็ได้ เดี๋ยวนี้มีให้เห็นเต็มบ้านเต็มเมือง อีกอย่างการขับรถไปคนเดียว แล้วไปรับใครสุ่มสี่สุมห้าก็อาจจะเป็นอันตรายก็ได้ เพราะพวกมิจฉาชีพเดี๋ยวนี้มาในเล่ห์มุมหลากหลาย

ซึ่งมันอาจจะถูกของเขา เพราะสังคมทุกวันนี้เปลี่ยนไปมาก เราไม่ควรที่จะเชื่อใจใครได้เลย แต่ในมุมของข้าพเจ้านั้น เรื่องนี้ไม่ใช่ไม่คิด แต่คิดดีแล้วและตัดสินใจว่า ศรัทธาความเชื่อมั่นในพุทธศาสนา เราทำบุญครั้งนี้ไม่ได้ปรารถนาความร่ำรวย มีศักดิ์มีศรี ใหญ่โตคับบ้านคับเมือง แต่ปรารถนาอยากจะช่วยให้พระได้พ้นจากความทุกข์ยากบ้างนิดหน่อย หากบุคคลเหล่านั้นกลายเป็นโจร มาแย่งชิงปล้นทรัพย์ของข้าพเจ้าไป ก็ได้ย้อนถามตัวเองว่า


‘แล้วศรัทธาต่อพระรัตนตรัยจะหมดไปไหม’
‘ไม่หมด…’ เหตุผลคือ ความดีงามของพระรัตนตรัยก็ยังมีอยู่ จะอาศัยแค่คน ๔ – ๕ สวมจีวรพระ มาทำร้ายเรานั้น การมาทำศรัทธาของเราพังเพียงแค่เหตุผลเท่านี้ จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
‘หากเราโดนจับไปจะทำอย่างไร’
‘ก็เรียกขอชีวิตก่อน…’เพราะข้าพเจ้าเองก็รักชีวิต
‘ถ้าเขาไม่ให้ และต้องการฆ่าเราจะทำอย่างไร’
‘ก็ขอพูดเรื่องกฏแห่งกรรมให้เขาฟังสัก ๒ – ๓ นาที’
‘ถ้าเขาไม่ฟังแล้วจะทำอย่างไร’
‘สวดมนต์ ทำใจให้สงบ’
‘ถ้าทำร้ายเราจนถึงแก่ชีวิต เราจะทำอย่างไร’
‘ก็อโหสิกรรมให้’ เพราะอดีตชาติที่ผ่านมาเราคงได้ทำกรรมไว้มาก ชาตินี้จึงมารับเคราะห์ ซึ่งก็สมเหตุสมผล แต่หากเราไม่เคยทำกรรมชั่ว หรือทำร้ายใครมาก่อน ถึงอย่างไรก็ไม่มีใครมาทำอันตรายแก่เราได้ แม้จะทำให้เจ็บให้คันเขาก็ทำไม่ได้

อีกอย่างหนึ่งหากเรามีความมั่นคงในศรัทธา ศีล สมาธิ สิ่งเหล่านี้เองจะเป็นร่มวิเศษที่จะคอยคุ้มครอง ป้องกันภัยต่อเราตลอดเวลา ไม่จำเป็นต้องพกพาอาวุธ หรือเรียนคาถา อาคม มนต์ดำไว้ป้องกันตัวแต่อย่างใด หากใครคิดประทุษร้ายต่อเรา ร่มวิเศษนี้จะคอยกางกั้นไม่ให้เราได้รับอันตราย แต่เจ้าของร่มนั้นต้องมั่นคงถึงพร้อมด้วยศรัทธา ศีล สมาธิ จริง ๆ แล้วเท่านั้นเอง




 

Create Date : 13 มกราคม 2552    
Last Update : 13 มกราคม 2552 8:22:50 น.
Counter : 214 Pageviews.  

๑๑๘-อีกมุมหนึ่งของความรัก



ไม่น่าเชื่อว่าทุกวันนี้ จะมีนิยามของความรักเกิดขึ้นอย่างมากมาย ทุกนาที ทุกวินาที มีเพลงจำนวนนับหมื่น นับแสนเพลงที่พรรณนาเรื่องความรัก วนเวียนไปมาอย่างไม่มีวันจบสิ้น แต่นิยามความรักของคนที่เริ่มรัก และคนที่ผ่านมันมาแล้ว จะเหมือนหรือแตกต่างกันนั้น ก็ขึ้นอยู่กับคน ๆ นั้นจะมีทัศนะคติและมุมมองต่อความรักอย่างไร

ตัวอย่างเช่น ถ้าเราเปรียบความรักเป็นดวงจันทร์วันเพ็ญ ชายคนหนึ่งอาจจะมองเห็นรูปกระต่ายในดวงจันทร์ หญิงคู่รักก็อาจจะมองเห็นเป็นรูปตั๊กแตนตำข้าว แต่ความรักก็มีหนึ่งเดียว เหมือนกับดวงจันทร์ที่มีดวงเดียวไม่มีเปลี่ยนแปลงไปอย่างอื่น

ชีวิตมนุษย์ที่เกิดมาจึงมีความรัก หรืออย่างน้อยก็เกิดมาจากเหตุของความรัก ไม่มีใครหนีหรือปฏิเสธความจริงข้อนี้ได้พ้น

แรงปรารถนาจากอดีตชาติ ในสังสารวัฏนี้ น้อยคนจะรู้ได้ว่าว่าเราผ่านอะไรมาบ้าง ดี ชั่ว บาป บุญ ที่เคยทำมาในอดีต มากบ้างน้อยบ้าง ทุกอย่างที่ผ่านมาก็เป็นเหตุให้เกิดเหตุการณ์ในปัจจุบัน และเหตุการณ์ในปัจจุบัน ก็จะเป็นมูลเหตุให้เกิดเหตุการณ์คล้ายกันนี้ในอนาคต สิ่งนี้ท่านเรียกว่า กฏแห่งกรรม หลายต่อหลายท่านได้ยินกฏแห่งกรรมแล้ว มักจะมีความคิดไปในทางที่ไม่ดี เช่น เวลาประสบเคราะห์ภัยสักที ก็นึกถึงกฏแห่งกรรม แต่เวลามีสุข เราก็จะลืมกฏแห่งกรรมกัน ทำให้เรามองกฏแห่งกรรม ผลของกรรมในเฉพาะตอนที่มีภัย มีความทุกข์เท่านั้น

ในมุมมองหนึ่งของความรัก เป็นมุมมองที่ย้อนกลับไปตามแรงปรารถนาในอดีต ซึ่งเราจะไม่สามารถรู้ต้นสายปลายเหตุแห่งที่ไปที่มาของความรู้สึกแบบนี้ได้เลย เช่น เราเกิดรักใครสักคนอย่างไม่มีเหตุผล แต่มันไม่ใช่ความรักแบบชั่วคราว แต่เป็นความรู้สึกผูกพันมาอย่างยาวนาน และนิสัยใจคอก็เข้ากัน ถูกใจกันเป็นอย่างดี อย่างนีเป็นรักที่เคยเกิด และปรารถนามาแล้วในอดีต หากทั้งคู่เกิดร่วมสัจจอธิษฐานต่อกันด้วยมาแล้ว ยากแสนยากที่จะหลุดหายจากกันได้

ในทางตรงกันข้าม หากเราจองเวรกับใครสักคน เราเองก็จะไม่อาจหนีเขาไปได้เหมือนกัน จนกว่าจะอโหสิต่อกัน หรือใครสักคนก้าวสู่นิพพานเท่านั้น กรรมเวรการจองล้างจองผลาญจึงยุติเลิกรากันไป

ยอมรับว่าตั่งแต่ กระโดดเข้ามาศึกษาปรัชญา สมาธิ และหลักธรรมตามหลักพุทธศาสนาในครั้งนี้ มุมของความรักก็เปลี่ยนไปอย่างมาก แต่ก่อนอาจจะมองเห็นในดวงจันทร์เป็นกระต่าย เป็นรูปคนตักน้ำ เป็นตั๊กแตน เป็นหญิงชรา เป็นนั่นเป็นนี่แล้วแต่จะจินตนาการ แต่พุทธศาสนาได้สอนให้มองอย่างเข้าใจ และมองดวงจันทร์(ความรัก)ตามความเป็นจริง ว่าที่แท้มันก็เป็นเพียงแค่หลุมและบ่อ ที่เกิดจากการสร้างสรรค์ของอุกกาบาตเท่านั้นเอง




 

Create Date : 09 มกราคม 2552    
Last Update : 9 มกราคม 2552 17:22:52 น.
Counter : 272 Pageviews.  

๑๑๗-ดอกหญ้ากับเกร็ดน้ำแข็ง



ต้นหญ้าต้นเล็ก ๆ มันงอกขึ้นมา และเจริญเติบโตอยู่ในชายป่าริมทาง ที่คนใช้สัญจรไปมา ทุกวันมันได้สังเกตุเห็นคนเดินไปมามากมาย แต่ไม่มีใครสนใจมันเลยแม้แต่น้อย
เหตุเพราะมันเป็นต้นหญ้า แม้บางครั้งมันจะออกดอกที่สวยที่สุด เท่าที่มันจะทำได้ แต่ก็ไม่มีใครสนใจมันเลย
แมลงตัวเล็ก ๆ บินวนไปมารอบ ๆ ต้นหญ้า บางครั้งมันรู้สึกรำคาญ แต่แมลงพวกนี้ก็มีประโยชน์มากกว่า เพราะมันเป็นตัวช่วยให้ต้นหญ้าได้ขยายพันธุ์รวดเร็วขึ้น โดยไม่ต้องรอกระแสลมเพียงอย่างเดียว
มีคนมากมายเริ่มเดินมาเหยียบย่ำต้นหญ้า มันรู้สึกเจ็บปวดจากการถูกเหยียบย่ำ บางครั้งก็มีสัตว์กินพืชจำพวก วัว ม้า มาเล็มแทะ ใบของต้นหญ้าทำให้มันต้องแตกใบอ่อนอยู่เสมอ ๆ

เกร็ดน้ำแข็งก็ไม่ต่างอะไรกับต้นหญ้านัก มันอาศัยอยู่ภายในตู้เย็น ผู้คนใช้ประโยชน์จากความเย็นของมัน แม้ว่ามันจะรู้สึกภูมิใจบ้างแต่มันก็อยากให้ใครบางคนเหลียวแลมันมากกว่านี้ และไม่อยากจะอาศัยอยู่ภายในห้องแคบ ๆ ในตู้เย็นอีกต่อไป

ในช่วงฤดูหนาวของปีหนึ่ง ต้นหญ้าและเกร็ดน้ำแข็งมีโอกาสได้พบกัน มันต่างเล่าความทุกข์ความไม่สบายใจของกันและกันฟังอย่างไม่มีปิดบัง ในช่วงเช้ามืดวันนั้น ทั้งสองได้อยู่ด้วยกันอย่างใกล้ชิด
มีผู้คนเริ่มเห็นความผิดปกติของต้นหญ้าและเกร็ดน้ำแข็ง ต่างพากันชื่นชมและยินดีที่ทั้งคู่ได้พบกัน สร้างความสงสัยให้กับเกร็ดน้ำแข็งและต้นหญ้าเป็นอย่างมาก

ทำไมผู้คนสนใจเรา…?
เราแค่มาพบกัน มาระบายความรู้สึกกันเท่านั้น

สิ่งที่อยากให้คนสนใจนั้นคือชีวิตประจำวันและประโยชน์ของต้นหญ้า และเกร็ดน้ำแข็งทำในชีวิตประจำวันต่างหาก ไม่ใช่ตอนที่เราทั้งคู่ได้พบเจอกันอย่างนี้

สิ่งเล็กสิ่งน้อยที่เกิดในชีวิตประจำวันของเรา เราเคยพอใจ รู้สึกดีใจ หรือเศร้าใจกันมากมายจนนับครั้งไม่ถ้วน ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดจากความปรุงแต่งของเราทั้งสิ้น ความปรุงแต่งนี้เป็นสาเหตุที่ทำให้เราเกิดความทุกข์ หรือเกิดความยินดี(ซึ่งก็เป็นสภาวะทุกข์ประเภทหนึ่ง)

การปรุงแต่งบางครั้งเกิดจากสิ่งที่ไม่น่าสนใจ สองสิ่งคือ รูป กับ นาม เมื่อแยกกันอยู่ก็ไม่มีใครสนใจ และไม่มีเหตุมีปัจจัยอันใดให้เกิดความพอใจยินดี แต่เมื่อใดที่มันรวมตัวกัน เกิดผัสสะ เกิดการปรุงแต่งเราก็ยินดีเพลิดเพลินไปกับมัน
เหมือนกับต้นหญ้าและเกร็ดน้ำแข็งเมื่อแยกกันอยู่เราก็ไม่สนใจ แต่เมื่อใดที่รวมกัน ก็มีแต่คนพูดถึง อยากจะเข้าไปถ่ายรูป เข้าไปสัมผัส เข้าไปชื่นชมกันอย่างนั้นเอง…


*...
มาจบที่รูปกับนามซะอย่างนั้น...
๑๑๗-คงเป็น Blog สุดท้ายคงปีแล้วครับ อีกนานหลายวันกว่าจะได้มาอัพ Blog อีกครั้ง
ตลอดปีที่ผ่านมาก็ผ่านอุปสรรคมามากมายหลายอย่างบางครั้งก็แทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
แต่ก้ผ่านมาได้ ไม่อยากจะเชื่อตัวเองเหมือนกันว่าสิ้นปีนี้จะได้ blog ร้อยกว่า ๆ
จะเรียกว่า มหัสจรรย์ สำหรับผมก็ว่าได้ จากคนเหลวไหล เตร่ ๆ กลายมาเป็นคนมีสาระ(คิดไปเองหรือเปล่า)
+555

แต่ก็...สวัสดีปีใหม่ครับ






 

Create Date : 30 ธันวาคม 2551    
Last Update : 30 ธันวาคม 2551 8:43:00 น.
Counter : 715 Pageviews.  

๑๑๖-หุบเขาไร้รัก



การเดินของชายนักเดินทางเริ่มขึ้นอีกครั้ง แผลจากการบาดเจ็บจากการเดินทางที่ผ่านเริ่มทุเลา มีอาการดีขึ้นตามลำดับ
เขาได้เผชิญพิษภัยจากความอ่อนแอ ความเป็นคนลังเลมาแล้ว และไม่อยากกลับไปเป็นทุกข์ทรมาณอีก ชายนักเดินทางเริ่มที่จะปฏิเสธเรื่องความรัก และไม่ยินดีที่จะหาเพื่อนร่วมทางอีก เขาเริ่มเป็นคนมีทัศนะที่เปลี่ยนไป เขาเริ่มค้นหาความเป็นปัจเจกบุคคลที่มีอยู่ภายในตัวของเขาเอง
แต่การเดินทางของเขานั้นช่างยาวไกลเหลือเกิน และมีบททดสอบของชีวิตมากมายนัก จนในที่สุดเขาก็เดินมาถึงยังสถานที่หนึ่งมีชื่อว่า ‘หุบเขาไร้รัก’
ซึ่งมีป้ายบอกชื่อหุบเขาอย่างชัดเจน ที่นี่ไม่มีความรัก และไม่มีการดิ้นรนแสวงหาสิ่งที่เรียกว่าคู่ครอง ทุกคนต่างอยู่ต่างใช้ชีวิตแยกขาดจากกัน ไม่มีการพูดคุย หรือไปมาหาสู่กัน
ที่นี่มีแต่ความสงบไม่มีความเดือดร้อนแต่ประการใด

‘หรือว่าเราจะถึงจุดหมายแล้ว…’ ชายนักเดินทางนึก เขาคิดว่ามันน่าจะอยู่ไกลกว่านี้ด้วยซ้ำ
‘แต่ไม่มีป้ายบอกว่า นิพพาน หรือว่ามันจะเป็นชื่อเดียวกัน ก็อาจจะเป็นไปได้’ ชายนักเดินทางนึก

ทันใดนั้นก็มีบุรุษผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้น เหมือนกับรู้ความคิดนึกของนักเดินทาง

“ท่านเป็นใครกัน…”ชายนักเดินทางถาม
“ข้าพเจ้าเป็นผู้ที่อาศัยอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้” บุรุษผู้นั้นตอบ
“ท่านอาศัยอยู่นานแล้วหรือ” ชายนักเดินทางถามอีก
“นานจนข้าพเจ้าจำความไม่ได้เลย”
“ถ้าอย่างนั้นไฟบรรลัยกัลป์ ก็เผาไหม้มาไม่ถึงที่นี่ใช่ไหมครับ” ชายนักเดินทางถาม
“ถูกต้องแล้ว มีผู้คนจำนวนมากมาพักผ่อน หลบภัยอาศัยอยู่ ณ ที่แห่งนี้”
“เหตุใดจึงเรียกว่า หุบเขาไร้รัก”ชายนักเดินทางถามอย่างสงสัย
“เพราะว่าที่นี่ไม่มีรัก ไม่มีโลภ ไม่มีการจับคู่อยู่กินอย่างมนุษย์เผ่าอื่น ที่นี่จึงร่มเย็นไม่ทุกข์ร้อนกับเรื่องกามราคะ พวกเราจึงอยู่กันได้ไม่มีใครเบียดเบียนใคร”
“หุบเขาไร้รักกับนิพพานนี้ เป็นสถานที่เดียวกันหรือไม่ เพราะข้าพเจ้ากำลังเดินไปหาสถานที่ที่มีชื่อว่า นิพพาน” ชายนักเดินทางถาม
“ข้าพเจ้าตอบไม่ได้ แต่หากนิพพานของท่านหมายถึงความสงบร่มเย็น สถานที่แห่งนี้ก็คงไม่ต่างกันนัก”บุรุษผู้นั้นตอบ

ชายนักเดินเกิดความลังเลอีกครั้ง นิพพานที่เขาเดินทางค้นหาจะใช่ที่แห่งนี้หรือเปล่า
สถานที่แห่งนี้คือหุบเขาไร้รัก ฟังดูชื่อก็รู้สึกแปลกแล้วในความรู้สึก
ผู้ที่คิดชื่อนี้ขึ้นมาคงเป็นคนที่รู้จักความรักเป็นอย่างดีพอสมควร หรือไม่ก็เป็นผู้ที่ผิดหวังกับความรัก หรือไม่ก็เป็นผู้ที่เข้าใจเรื่องพิษภัยแห่งความรัก ความโลภเป็นอย่างดี เขาจึงได้ตั้งสถานที่แห่งนี้ขึ้นมา

แต่มันจะพ้นจากภัยพิบัติได้จริง ๆ หรือ
ชายนักเดินทางเพิ่งจะสูญเสียแขนซ้ายไป เหตุเพราะความลุ่มหลงในครั้งก่อน และจากประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้เขาได้รับบทเรียนราคาแพงที่สุดในชีวิต เขาไม่ปักใจชื่ออะไรง่าย ๆ
จนกว่าจะเรียนรู้และมองเห็น สัมผัสด้วยตัวเอง

เขาตัดสินใจที่จะอยู่อาศัยที่หุบเขาไร้รักเพื่อเรียนรู้ชีวิต แต่ก็ลังระแวงต่อไฟบรรลัยกัลป์ที่มันอาจจะเกิดขึ้นมาอีกเมื่อไหร่ก็ได้
เขาเริ่มเห็นความสงบของตนเอง ความสุขที่เกิดจากภายใน ความสุขที่เกิดจากฌาน เป็นตัวหล่อเลี้ยงคนที่นี่ให้มีชีวิตอยู่ ชายนักเดินทางไม่จำเป็นต้องทานอาหาร เขามีความอิ่มอยู่ตลอดเวลา ที่นี่ช่างเป็นสวรรค์ที่สมบูรณ์แบบจริง ๆ

คนที่หุบเขาไร้รักช่างน่าประทับใจยิ่ง ไม่มีใครอยากเดินทางไปไหน มีแต่คนมาอาศัยอยู่เรื่อย ๆ

แต่อนิจจาความไม่เที่ยงแท้มันก็เกิดขึ้นจนได้ ในที่นี้แม้ไฟบรรลัยกัลป์ไหม้มาไม่ถึง แต่ว่าไฟแห่งกิเลส ราคะ มันยังคุกรุ่นอยู่ในสันดานจิตของทุกรูปทุกนาม

ชายนักเดินทางเผลอสติ นึกถึงคนรักขึ้นมา ยิ่งนานวันเขายิ่งคิดถึงเธอมากขึ้น และอยากจะพาเธอมาอยู่ ณ สถานที่อันเป็นที่สงบแห่งนี้ แต่ก็เพียงแค่คิดถึงทั้งที่รู้ว่าในความเป็นจริงมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เพราะชายนักเดินทางไม่รู้เลยว่าเธออาศัย หรือไปจุติยังภพ ภูมิใด

เสียงประกาศชื่อของชายนักเดินทางดังขึ้น
เขาตกใจว่า คนในสถานที่แห่งนี้รู้จักชื่อของเขาได้อย่างไร เพราะตั่งแต่มาอยู่ที่นี่นอกจากบุรุษคนแรกที่สนทนาด้วยก็ไม่ได้พูดได้คุยกับใครอีกเลย

ไม่นานนักภาพของบุรษคนนั้นก็ปรากฏต่อหน้าเขาอีกครั้ง ประหนึ่งรู้ทันความคิดของเขาอีก
“ข้าพเจ้าเสียใจที่จะต้องบอกว่า ท่านไม่สามารถอาศัยอยู่ในหุบเขาไร้รักได้อีกแล้ว” บุรุษผู้นั้นพูด
“ทำไมกัน ข้าพเจ้าทำผิดอะไร” ชายนักเดินทางท้วง
“ความตรึกนึกในกามารมณ์เกิดขึ้นกับท่านแล้ว ความคิดที่ต้องแสวงหาคู่ได้เกิดขึ้นกับท่านแล้ว

ดังนั้นท่านจึงไม่เหมาะกับสถานที่แห่งนี้ ขอให้ท่านจงเดินทางไปต่อเถิด ก่อนที่ร่างของท่านจะสลายไปยังสถานที่ที่ข้าพเจ้าก็ไม่สามารถบอกได้…” บุรุษผู้นั้นอธิบาย

ชายนักเดินจึงยอมรับโดยจำนน สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่พิเศษจริง ๆ เขาไม่เหมาะมกับที่แห่งนี้ และเขายังต้องเดินทางต่อไปยังที่สานที่ที่เรียกว่านิพพาน เขาคิดว่าเมื่อไปถึงแล้วจะไม่มีการขับไล่ อย่างเช่นหุบเขาไร้รักแห่งนี้

อย่างน้อยเขาก็รู้ว่าหุบเขาไร้รักกับนิพพานเป็นคนละสถานที่กัน ชายนักเดินทางจึงมุ่งหน้าเดินทางต่อไป แม้ใจจริงจะอาลัยและคิดถึงความสงบของหุบเขาไร้รักมากมายเพียงใดก็ตาม
-จบ-




 

Create Date : 26 ธันวาคม 2551    
Last Update : 26 ธันวาคม 2551 7:57:37 น.
Counter : 580 Pageviews.  

1  2  

BlogGang Popular Award#13


 
อัสติสะ
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




ทุกข์ใดจะทุกข์เท่า การเกิด
ดับทุกข์สิ่งประเสริฐ แน่แท้
ทางสู่นิพพานเลิศ เที่ยงแท้ แน่นา
คือมรรคมีองค์แก้ ดับสิ้นทุกข์ทน






Google



เมื่อมองทุกอย่างว่าเริ่มต้นจาก...จิต เมื่อเราเปลี่ยนมุมมองของคนใหม่ว่า มีจุดเริ่มต้นจากดวงจิต เราจะสามารถหาทางยับยั้งแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกวิธี คือยับยั้งแก้ไขกันที่จิต เมื่อจิตเราบริสุทธิ์ มีความสงบ ความสุขก็จะตามมาหาทันที มันจึงไม่ใช่ความสุขที่ถูกปรุงแต่งแบบโลก ๆ แต่เป็นความสุข ที่ปราศจากความดิ้นรนค้นหา เป็นความสงบเยือกเย็นหาประมาณมิได้จริง ๆ
New Comments
Friends' blogs
[Add อัสติสะ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.