ภัยแห่งสังสารวัฏนั้น น่ากลัวยิ่งกว่าภัยอื่นใด - อัสติสะ
Group Blog
 
All blogs
 

๔๓๐ - บ่วงรัก (ตอนที่ ๒ จบ)


ต่อจากตอนที่ ๑



"พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งความดีงาม หลายเดือนที่ผ่านมานี้ ฉันเองได้อ่านพุทธประวัติอย่างละเอียด ทำให้ฉันเข้าใจพระพุทธเจ้าและความรักของพระพุทธเจ้าในอีกแง่มุมหนึ่ง ซึ่งเป็นความรักที่ละเอียด ยั่งยืนกว่าความรักที่ปุถุชนทั่วไปเข้าใจ ในครั้งที่พระองค์ยังเป็นเจ้าชายสิทธัตถะและทรงหนีออกจากพระราชวัง เพื่อออกบวชค้นหาสัจธรรมแท้จริงของชีวิต ในเวลานั้นมีความคลุมเครือฉงนสงสัยในใจของบรรดาพระญาติและบุคคลที่ได้รับข่าว โดยเฉพาะพระนางพิมพาผู้เป็นชายา ซึ่งเป็นผู้ให้กำเนิดพระราชโอรสได้เพียงคืนเดียว เหล่าพระญาตินั้นคิดว่าพระองค์นั้นทรงทอดทิ้งและหนีเอาตัวรอดเพียงพระองค์เดียว

หากแต่ในกาลเวลาต่อมา หลังจากพระองค์ทรงตรัสรู้เป็นอนุตรอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าเรียบร้อยแล้ว พระองค์ก็เสด็จกลับมาโปรดบรรดาเหล่าพระญาติให้รู้แจ้งในสัจธรรม และพากันหนีภัยจากวัฏฏะสงสารไปได้เป็นอันมาก โดยเฉพาะพระนางพิมพาและพระราชบิดาก็ได้บรรลุธรรมขั้นสูงสุดในเวลาต่อมา ด้วยเหตุนี้เอง ฉันจึงเข้าใจว่าความรักแท้จริงนั้นเป็นอย่างไร ความรักที่ไม่ประกอบด้วย ตัณหา ราคะ และเยื่อแห่งกามนั้นเป็นความรักที่บริสุทธิ์โดยแท้ และความรักที่ทั้งสองคนพากันก้าวข้ามฝั่งมหานทีแห่งการเวียนว่ายตายเกิด ยิ่งเป็นสิ่งที่ดีที่สุด" พูดจบ หญิงสาวก็รู้สึกอึ้งไปอีก แม้หล่อนจะเคยศึกษาพุทธศาสนามาบ้าง แต่ในหัวของเธอก็ยังเต็มไปด้วยความสงสัยมากมาย เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอเชื่อเสมอว่า พุทธประวัติ ก็ไม่ต่างอะไรกับนิทานที่คนเติมแต่งกันมาในภายหลัง แม้จะมีเค้าโครงความจริงอยู่บ้าง แต่สังคมวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ ก็มีอิทธิพลทำให้เธอไม่ปักใจเชื่อใด ๆ หากยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยตาหรือมีหลักฐานที่ชัดเจนจริง ๆ

"เวียนว่ายตายเกิดอะไรกัน มันเป็นแค่เรื่องราวของความเชื่อที่คนโบราณสอนต่อ ๆ กันมา เพื่อไม่ให้คนหลงไปทำความชั่วต่างหาก เธอมีหลักฐานอะไรที่บอกว่าพุทธศาสนาสอนเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดมีจริง ๆ " หญิงสาวย้อนถาม ซึ่งเป็นประเด็นที่ชายหนุ่มน่าอึดอัดใจมากที่สุดในการตอบคำถาม เพราะคำถามประเภทนี้ แม้แต่พระอรหันต์ก็ยังยากที่จะหาคำพูดมาอธิบายคำตอบให้ปุถุชนเข้าใจได้โดยง่าย

"ฉันไม่มีหลักฐานอย่างที่เธอพูดมาหรอก เพียงแต่เราสามารถหาหลักฐานเทียบเคียงได้ เช่น หากว่าการเวียนว่ายตายเกิดไม่มีจริง ชาติหน้า ชาติก่อนไม่มีจริง คนทุกคนที่เกิดมาบนโลกนี้ ก็ต้องมีความเสมอภาคกัน ต้องไม่มีคนพิการ ไม่มีคนจนกว่า รวยกว่า ไม่มีคนที่หล่อกว่า สวยกว่า รวมทัศนคติ ความคิด ความเห็น สติ ปัญญา ความฉลาด ก็ควรจะเท่าเทียมกันทุกคน แต่เธอก็เห็นแล้วว่ามันไม่ใช่อย่างนั้น คนทุกคนที่เกิดมาบนโลกนี้ ล้วนแต่มีความแตกต่าง แม้แต่ฝาแฝดคลอดออกมาพร้อม ๆ กัน ก็ยังมีข้อแตกต่าง แล้วเธอคิดว่าอะไรเล่าเป็นเหตุของความแตกต่างนี้กัน" ชายหนุ่มย้อนถามดูบ้าง หญิงสาวรู้สึกอึกอักใจอีกครั้ง เพราะหล่อนไม่คิดว่าจะถูกตั้งคำถามกลับ

"ฉันจะรู้ได้อย่างไรกัน ฉันไม่ได้เป็นผู้วิเศษนะ คนเราเกิดมาแล้วก็แล้วกัน จากเด็กเล็กก็เติบโตเป็นผู้ใหญ่ ความคิดความเห็นก็มีส่วนมาจากสิ่งแวดล้อมและการเลี้ยงดู มันไม่เห็นแปลกที่คนเราจะมีความแตกต่างกัน อีกอย่างรูปร่างหน้าตา ก็เกิดจากการคัดพันธุ์ที่ดีที่สุดของพ่อกับแม่ ไม่แปลกอะไรที่จะมีความแตกต่างกันอีก ฉันว่าประเด็นนี้มันไม่เกี่ยวข้องอะไรกับคำถามของฉัน นอกเสียจากว่าเธอเลี่ยงที่จะไม่ตอบคำถามของฉัน เพราะไม่มีคำตอบก็เท่านั้น..."

"เดี๋ยวสิ เพราะสิ่งที่ทำให้คนเรามีความแตกต่างกันทั้งผิวพรรณ วรรณะ และทรัพย์สิน สมบัติ ก็คือกรรม หรือการกระทำที่ส่งผลต่อ ๆ กันมาในครั้งอดีตชาติ และจะส่งผลสืบต่อไปในอนาคตชาติ หากเราไม่สามารถหยุดวงจรแห่งการเวียนว่ายตายเกิดนี้ได้" ชายหนุ่มอธิบายต่อ แต่ดูจากสายตาของหญิงสาวแล้ว เธอไม่อยากยอมแพ้ง่าย ๆ

"นับวันเธอยิ่งเหมือนพระเข้าทุกที ตอนนี้ฉันไม่แปลกใจเลยว่าทำไม เธอจึงขอเลิกกับฉัน" หญิงสาวเริ่มใจอ่อนลง

"ฉันก็แค่อยากให้เธอเข้าใจฉัน และมองพุทธศาสนาในมุมที่ถูกต้อง " ชายหนุ่มพูด

หลังจากนั้น ทั้งคู่ก็คุยทำความเข้าใจกันต่ออีกมากมายหลายประเด็น เกี่ยวกับความเชื่อ ความศรัทธา และมุมมองของตัวเองที่มีต่อศาสนา แม้ว่าหลาย ๆ ข้อคิดเห็นจะฟังดูขัดแย้งกันพอสมควร แต่นั่นก็เป็นข้อเท็จจริงของความรู้สึกที่เรามีต่อศาสนานี้อย่างไร

บางครั้งเราอาจจะไม่ได้คำตอบที่ถูกใจทุกอย่าง และเชื่อว่า การคิดทบทวนหาเหตุหาผล อาจจะเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้เราเกิดความรู้สึก และมีมุมมองของพุทธศาสนาที่ดีขึ้น (ก็เป็นไปได้)...

ป.ล.
เรื่องราวตัวละครที่เขียนเป็นเพียงสมมติขึ้นมา โดยดำเนินเรื่องสะท้อนแง่มุมความคิด ความเห็น และความต้องการที่ขัดแย้งกันของคนสองคน ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้มันก็มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นกับใครก็ได้ในสังคมนี้

Thank you pretty image from ' https://encrypted-tbn1.gstatic.com '





 

Create Date : 06 มีนาคม 2556    
Last Update : 7 มีนาคม 2556 9:12:59 น.
Counter : 434 Pageviews.  

๔๒๙ - บ่วงรัก (ตอนที่ ๑)




แววตาของหญิงสาวจ้องมองใบหน้าของแฟนหนุ่มอย่างค่อนแคะ ในใจของเธอนั้นต้องการคำตอบที่มีเหตุผลเพียงพอสำหรับการขอแยกทางกัน ในเรื่องของความรัก

"ฉันไม่เข้าใจเธอจริง ๆ อะไรทำให้เธอเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ " หญิงสาวถามอย่างตัดพ้อ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกหวั่นไหว เขามองแฟนสาวด้วยอาการสงบ ประหนึ่งว่าเข้าใจความคิดของอีกฝ่ายเป็นอย่างดี

"ฉันขอโทษเธออีกครั้ง หรือจะให้พูดอีกกี่ร้อยครั้งก็ได้ ที่ต้องขอแยกทางกับเธอก็เพราะฉันต้องการแสวงหาความจริงของชีวิต เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้า แต่เธออย่าเพิ่งโทษศาสนาหรือพระพุทธเจ้าเลย หากจะโทษ ก็โทษฉันคนเดียว" ชายหนุ่มพูด

"ด้วยเหตุผลเพียงเท่านี้หรือ เธอจะไปหาความจริงอะไรของเอ นี่มันยุคไหน สมัยไหนแล้ว คนที่คิดอย่างเธอ มันก็มีเพียงคนโบราณบางกลุ่ม ที่ค้นหาอะไรก็ไม่รู้ เธอก็รู้ไม่ใช่หรือ ว่าโลกทุกวันนี้มันเปลี่ยนไปมากแล้ว ทำไมเรายังคิดจะเดินถอยหลังลงคลองไปเพื่ออะไร" แฟนสาวพูดด้วยถ้อยคำที่รุนแรง ทำให้ชายหนุ่มถึงกับถอนหายใจเบา ๆ ยิ่งนานวันที่เขาเริ่มสนใจเกี่ยวกับศาสนา เขาและเธอก็เริ่มห่างกันไปเรื่อย ๆ ตอนนี้มันอาจจะเป็นรอยแยกของความคิด ที่ยากจะทำการสานต่อกันได้เหมือนเช่นเดิม

พุทธศาสนาสอนหลักความจริงของชีวิต แต่ก็มีน้อยคนที่จะสามารถเข้าใจหลักความจริงของชีวิตอย่างลึกซึ้ง และใช้ประโยชน์จากความจริงที่ได้รับ หญิงสาวเข้าใจเพียงว่าศาสนาเป็นเพียงความเชื่อ เธอคิดว่า คนเราไม่จำเป็นต้องมีศาสนาก็ได้ ซึ่งหากจะคิดเช่นนั้นบนฐานของความจริงอีกประเภทหนึ่ง เราก็สามารถรับรู้ได้ว่าสิ่งที่หญิงสาวพูดไม่ได้ไกลจากความจริงนัก นก หนู งูเห่า หรือสัตว์ต่าง ๆ มันไม่มีศาสนา ไม่ต้องเข้าวัด ทำบุญ มันก็ยังสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้

หากแต่มนุษย์นี้ต่างออกไป มนุษย์เราเป็นสัตว์สังคมที่พัฒนาข้ามพ้นจากเดรัจฉานมาแล้ว เรามีการรับรู้ทางอารมณ์ที่ละเอียดอ่อนกว่า มีความสลับซับซ้อนทางโครงสร้างทางกายภาพและจิตวิญญาณ และต้องการแสวงหาคำตอบจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติรอบตัวตลอดเวลา ส่วนหนึ่งก็เพื่อความอยู่รอด อีกส่วนหนึ่งก็เพื่อความอยากรู้อยากเห็น มนุษย์เราจึงรู้จักคิด มีการนำความรู้จากอดีตมาใช้ปรับปรุงปัจจุบัน และอนาคต

"ฉันไม่อยากเอาอนาคตของเธอมาพิงไว้ที่ฉัน หากเธอมีคนอื่นที่ดีกว่า และสามารถปกป้องดูแลเธอได้ ฉันอยากให้เธอเลือกคน ๆ นั้น " คำพูดของชายหนุ่ม รุนแรงเพียงพอที่จะทำให้อีกฝ่ายถึงกับร้องไห้สะอื้นออกมา

"ตลอดเวลาห้าปีที่ผ่านมา ทำไมเธอไม่บอกกับฉันก่อน ทำไมต้องเป็นวันนี้ วันที่ฉันรักเธอหมดใจไปแล้ว " หญิงสาวพูดด้วยเสียงสั่นเครือ จนทำให้ฝ่ายชายแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เช่นกัน

ความรักนั้นเป็นทุกข์ เป็นเหมือนบ่วงที่คล้องคอสัตว์ให้จมลงนทีแห่งการเวียนว่ายตายเกิดอย่างยาวนาน ยิ่งความรักที่เต็มไปด้วยแรงตัณหาและความปรารถนา ก็ยิ่งมีแรงยึดเหนี่ยวให้สัตว์จมกับความทุกข์โศกอย่างทรมาน ยากจะหลุดพ้น

ชีวิตนี้แสนสั้น มีสัตว์มากมายที่เอาชีวิตอันแสนสั้นนี้ วิ่งวุ่นตามหาความรัก แต่จะมีสัตว์สักกี่ตนกันที่สามารถประสบกับความรักที่แท้จริงและยั่งยืน จนสามารถใช้ประโยชน์จากความได้อย่างถูกต้อง เพื่อไม่ให้ตัวเองต้องติดอยู่กับบ่วงบาศนั้นอีก


แม้ว่าแววตาของชายหนุ่มจะรับรู้ถึงความรัก ความปรารถนาของฝ่ายหญิงเป็นอย่างดี แต่อะไรก็ตามที่เขาจำเป็นต้องเลือก มันจะต้องมีคนเสียใจเช่นนี้เสมอ

อ่านต่อตอนที่ ๒

Thank you very good image from '//2.bp.blogspot.com/'





 

Create Date : 05 มีนาคม 2556    
Last Update : 7 มีนาคม 2556 9:07:56 น.
Counter : 640 Pageviews.  

๔๒๘ - ปัญหาจากรากเหง้า




มนุษย์เราเป็นสัตว์ประเสริฐ มีสติปัญญา แต่ปัญหาของพวกเราที่พบ คือ เราจะใช้สติปัญญาที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ให้มาได้อย่างถูกต้องและอย่างไร จึงจะดีที่สุด เพื่อไม่ให้สติปัญญานั้น ๆ ย้อนกลับมาทำลายตัวเราเอง ดังเช่นการพัฒนาของวิทยาการในโลกปัจจุบัน ซึ่งกำลังประสบปัญหาบางอย่าง ยกตัวอย่างเช่น มนุษย์เราคิดค้นเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อช่วยให้การดำเนินชีวิตของเราดีขึ้น ปลอดภัยขึ้น แต่ผลลัพธ์บางอย่าง มันก็ทำให้เกิดการนำเทคโนโลยีนั้นมาทำลายล้างมนุษย์และสิ่งแวดล้อมด้วยเช่นเดียวกัน และปลายทางสิ่งเหล่านั้นมันก็มีผลย้อนกลับมาทำงานมนุษย์ด้วยกันเอง เพราะมนุษย์เราเป็นชิ้นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ที่สามารถส่งผลกระทบไปกลับหากันได้ การแก้ไขปัญหาของมนุษย์อย่างหนึ่ง ก็มักไปสร้างปัญหาอีกอย่างตามมา แล้วเราก็แก้ไขกันตามเรื่อย ๆ เป็นลูกโซ่ต่อเนื่องอย่างไม่มีวันจบสิ้น

บางทีการแก้ไขปัญหาที่แท้จริง อาจจะต้องมาย้อนมองกลับไปยังจุดเริ่มต้นของปัญหา ดังคำของพระอัสสชิ กล่าวกับพระสารีบุตร ก่อนที่พระสารีบุตร จะบรรลุพระโสดาบันว่า

"ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตทรงแสดงเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น และความดับแห่งธรรมเหล่านั้น "

หมายถึงเมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้น พระพุทธเจ้าทรงตรัสชี้เหตุของการเกิดสิ่งนั้น และการแก้ไขปัญหาอย่างถาวรในสิ่ง ๆ นั้น ไม่ใช่การสร้างอีกสิ่งหนึ่งเพื่อแก้ไขอีกสิ่งหนึ่ง นั่นไม่ใช่หลักการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องและแก้ไขได้อย่างเด็ดขาด ยกตัวอย่าง เช่น มีต้นไม้ต้นนึ่ง มันมีกิ่งก้านเลื้อยเข้ามาในบริเวณบ้านของเรา เราก็เอาเลื่อยเอามีดไปตัดกิ่งไม้นั่นเสีย พอเวลาผ่านไป ตรงรอยต่อนั้น มันก็แตกกิ่งไม้เล็ก ๆ ขึ้นมาอีก สาม สี่ กิ่ง และพอกันเลื้อยเข้ามาบ้านของเราอีก การแก้ไขปัญหาได้อย่างถาวรนั้นจะทำไม่ได้ หากเราไม่ได้ทำลายต้นไม้นั้นทิ้งเสีย

หลักการนี้เอง พุทธศาสนาจึงสอนให้เราสืบค้นเรื่องราวจากเหตุ แล้วก็เข้าไปแก้ไขที่เหตุของมัน รากเหง้าของปัญหาอยู่ที่ต้นไม้ เนื่องจากมันอยู่ใกล้บ้านเราเกินไป เราต้องโค่นทำลายต้นไม้นั่นเสีย ซึ่งข้อนี้เด็กประถมก็คิดกันได้ หากแต่พุทธศาสนายังสอนให้คิดลึกซึ้งมากกว่านั้น คือการที่เราจะทำลายต้นไม้ได้อย่างเด็ดขาด เราต้องขุดราก ถอนโคนต้นไม้นั้นขึ้นมา ขุดขึ้นมาได้ยังไม่พอ ต้องนำไปตากแดดให้แห้งสนิท แล้วก็นำไปเผาไฟ เผาไฟเสร็จก็ยังไม่พอ ต้องเอาเถ้านั้นไปลอยทิ้งในแม่น้ำเสีย อย่างนี้เป็นการดับเชื้อแห่งการเกิดและปัญหาที่เด็ดขาดที่สุด

เมื่อสักสิบกว่าปีที่ผ่าน ในสมัยที่ปู่ของข้าพเจ้ายังมีชีวิตอยู่ วันหนึ่งปู่เดินไปเห็นต้นฝรั่งสูงเท่าเอว งอกขึ้นมาข้างบ้าน ปู่บอกให้ข้าพเจ้าไปเอาจอบมาขุดทิ้งเสีย ข้าพเจ้างงกับคำสั่งปู่มาก เพราะท่านชอบและรักต้นไม้มาก แต่ทำไมถึงให้เอาจอบมาขุดต้นฝรั่งทิ้ง ข้าพเจ้าบอกออกไปว่า

"ชอบต้นฝรั่งต้นนี้ มันโตขึ้นจะได้กินลูก "

ปู่ของข้าพเจ้าบอกว่า "ไม่ได้ ปล่อยให้มันโตเดี๋ยวจะตัดยาก มันมาโตใกล้บ้าน"

ตอนนั้นก็ไม่เข้าใจ แต่จำใจขุดฝรั่งต้นนั้นทิ้ง หลายปีต่อมาจึงเข้าใจเจตนาตอนนั้นของปู่

เป็นตัวอย่างเล็ก ๆ ของปัญหา ที่พวกเราจะต้องพบเจอ คือ เราอาจจะรักต้นไม้ข้างบ้านต้นนั้น แม้มันจะสร้างความรำคาญให้เรา เราจึงไม่กล้าพอที่จะหักโค่นต้นไม้ต้นนั้นเสีย และบ้านในที่นี้ก็เปรียบเหมือน ขันธ์ ๕ ของเรา มีรูปกับนามหรือกายกับจิต ต้นไม้เป็นอนุสัยกิเลสที่เข้ามาแวะเวียนก่อกวนอยู่บ่อย ๆ มันสร้างความสุขความทุกข์ให้กับเรา เพราะความรักในตัณหา มนุษย์เราจึงมีปัญหากันอยู่ตราบจนทุกวันนี้ และจะเป็นไปต่อเนื่องอีกในอนาคต จนกว่าเราจะสามารถเข้าใจธรรมชาติแห่งการเกิดและทำลายมันได้อย่างถาวร

Thank you image from "//activerain.com"




 

Create Date : 01 มีนาคม 2556    
Last Update : 1 มีนาคม 2556 11:33:46 น.
Counter : 514 Pageviews.  

๔๒๗ - ธรรมอันเป็นสิ่งเดียวกัน



เคยเห็นน้ำตาที่อาบรินจากสองตานั้นของบุคคลที่สูญเสียคนอันเป็นที่รักไป อย่างไม่มีวันกลับ ช่างสะท้อนใจกับผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก หากชีวิตเราเลือกได้ เราคงไม่ต้องการจากคนที่เรารักไปชั่วกาล กลไกลของเวลามักล้อเล่นกับความรู้สึกของมนุษย์อยู่เสมอ เวลาทำให้คนสองคนมีโอกาสพบกัน และเวลาก็เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เราจากกันไกล มีสักกี่คน ที่เมื่อถึงคราวสูญเสียคนที่รัก แล้วจะสามารถอดกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมาได้

แม้คนที่อ้างว่าเข้าใจสัจธรรมอย่างข้าพเจ้า ก็ยังไม่อาจกลั้นน้ำตา เมื่อลองนึกดูว่าวันหนึ่งเราสูญเสียคนที่เรารักในครอบครัว หลาย ๆ ครั้งพยายามซ้อมรับกับความตาย และการจากลา โดยการใช้จินตนาการก่อน แค่จินตนาการก็รู้สึกหดหู่มากมายถึงเพียงนี้ หากเวลานั้นมาถึงจริง เราจะเป็นอย่างไร

บางทีสิ่งที่เราหมั่นปฏิบัติธรรมมาตลอด ๖ ปี มันอาจจะยังไม่พอ บ่อยครั้งที่รู้สึกว่าที่ทำมันน้อยไปด้วยซ้ำ สัจธรรมที่แท้จริง มันรู้สึกอยู่ใกล้ แต่ทำไมเวลาจะเข้าไปสัมผัส สิ่งนั้นกับดูไกลออกห่าง จนเหนื่อยในการตามหา

"เราไม่ได้ฝึกปฏิบัติธรรม เพื่อไม่ให้เสียน้ำตา ในตอนที่คนที่เรารักจากไป" เสียงในหูมักจะย้ำเตือนโสตภายในเสมอ

แล้วเหตุใด คนที่ปฏิบัติธรรมประจำถึงยังไม่หมดกิเลสเสียที ยังต้องร้องไห้ เสียใจ ยังมีกามราคะ มีอารมณ์โกรธ กระทบกระทั่งทางอารมณ์อยู่ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่น่าเบื่อหน่ายสุด ๆ มันเข้ามากระทบทั่งอยู่เป็นประจำ และพรากความสงบออกไปจากจิตใจ จนหลายครั้งรู้สึกหงุดหงิดกับความเสื่อมของจิตใจตัวเอง

อย่างน้อยในความไม่สงบ ก็มีเรื่องดีอยู่บ้าง ข้าพเจ้ามักจะนึกถึงความตายเสมอ โดยเฉพาะความตายของตัวเอง การระลึกถึงความตาย ไม่ได้หมายความว่าอยากตาย แต่นึกถึงธรรมชาติสุดท้ายของรูปขันธ์ ในอัตภาพความเป็นมนุษย์ในชาตินี้ มันน่าแปลกที่เราระลึกไปแล้วกับมีความสุขมากความทุกข์ ไม่เหมือนสมัยก่อนที่ระลึกถึงความตายของตัวเอง แทบจะกระวนวายใจทุกที แต่เดี๋ยวนี้กับไม่เป็นอย่างนั้น เรียกว่าเลยได้ทุกเวลา แต่นั่นไม่ได้เป็นการทำตัวประมาท ล้อเล่นกับความตายหรือใช้ชีวิตบ้าบิ่นแต่อย่างใด

ตลอดเวลาเกือบ ๖ ปีที่ผ่านมา หลังจากวันนั้น พระพุทธเจ้าและธรรมะก็เข้ามาอยู่ในใจเสมอ ทุก ๆ วัน ทุก ๆ ชั่วโมง เรียกว่าทุก ๆ นาทีเลยก็ได้ ก่อนนอน ตื่นนอน เป็นอย่างนี้ทุกวันไม่เคยขาด ไม่ต้องระลึกก็มาเอง ไม่ต้องสวดมนต์ ไม่ต้องนั่งสมาธิ ก็มาเอง ธรรมะอะไรที่ไม่เคยรู้ ไม่เคยได้ยินมาก่อน มาจากไหนก็ไม่ทราบ แต่ก่อนเราไม่ได้เป็นอย่างนี้ อ่านหนังสือธรรมะหลับอย่างเดียว แต่เดียวนี้ไม่ได้ อ่านหนังสืออย่างอื่นไม่ได้ ไม่อิ่มใจเท่ากับอ่านธรรมะของพระพุทธเจ้า เพราะเป็นการอ่านเรื่องจริง แต่ก็ไม่ได้บอกใคร นอกจากการเขียนเป็นบันทึก(ที่ไม่ได้เขียนก็มีมาก แต่จะฟุ้งไปเสียมาก)




ที่ผ่านมาการที่คนใกล้ตัวรับทราบความคิดของเรา ก็พลอยจะทำให้เขาเป็นกังวล เวลาคุยกับเราก็จะเกร็ง ๆ ข้าพเจ้ามักจะชอบทำเสแสร้ง คุย ๆ ไร้สาระไป หรือไม่ก็ชอบเปลี่ยนเรื่องอื่นที่คนชอบ แต่กระนั้นคนที่อยู่รอบ ๆ ข้างก็มักจะมองเราว่าเป็นคนธรรมะ ธรรมโม บอกตรง ๆ ว่าข้าพเจ้าไม่ชอบคำ ๆ นี้เลยจริง ๆ มันดูเป็นคนเรียบร้อยเกินไป ขัดกับความเป็นจริง ถ้าเรียกว่าเป็น ลูกศิษย์พระพุทธเจ้า เป็นลูกของพระพุทธเจ้า อย่างนี้จะชอบมากกว่า

นี่เป็นฤทธิ์ของธรรมะ ที่สามารถเปลี่ยนคน ๆ หนึ่งให้มีชีวิตและแนวคิดเปลี่ยนไปได้ เพื่อนสนิทของข้าพเจ้าคนหนึ่งเคย บอกแบบหยาบ ๆ ว่า "ข้าพเจ้าเปลี่ยนจากหลังตีนเป็นหน้ามือ" ได้ยินเช่นนั้นแล้ว ก็ไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดี แต่คิดเข้าข้างตัวเองว่าเขาคงชม แสดงว่าอดีตของข้าพเจ้าในสายตาเพื่อนคนนั้นคงแย่เอาเรื่องอยู่

บันทึกบทนี้จึงเป็นบทที่พิเศษ ที่ทำให้เข้ารู้สึกนึกย้อนกลับไปดูตัวเองอีกครั้ง ทั้งความรู้สึกต่อความตาย ความรู้สึกที่มีต่อศาสนา ต่อพระพุทธเจ้า มันเป็นความรู้สึกที่เกินบรรยายจริง ๆ เพราะคุณของพระพุทธเจ้านั้นเหลือล้นเหลือประมาณเกินที่จะบรรยายได้หมด ความอัศจรรย์ในธรรมของพระพุทธเจ้านั้น ไม่อาจจะนำมาเขียนบรรยาย ให้เห็นภาพได้ เป็นเรื่องปัจจัตตัง คือรู้ได้ตัวเอง นอกจากคน ๆ นั้นจะศึกษาและปฏิบัติด้วยตนเอง หากปฏิบัติถูกต้อง ก็จะสามารถสัมผัสได้ รับรู้ได้ในธรรมอันเป็นสิ่งเดียวกัน


ปล. ขอยกคำหลวงปู่เทสก์ มาจากเว็บพลังจิต เพื่อขยายความตอนท้ายครับ

"จิตนี้เมื่อเราฝึกหัดอบรมเต็มที่ ด้วยการเอาสติเข้าไปควบคุมให้อยู่ในพุทโธเป็นอันเดียวแล้ว จะไม่ส่งส่ายไปในที่ต่างๆ แล้วจะรวมเข้ามาเป็นหนึ่ง และคำบริกรรมนั้นก็จะหายไปโดยไม่รู้ตัว จะมีความสงบเยือกเย็นเป็นสุขหาอะไรเสมอเหมือนไม่ได้

ผู้ไม่เคยได้ประสบ เมื่อประสบเข้าแล้วจะบรรยายอย่างไรก็ไม่ถูก เพราะความสงบสุขชนิดนี้ ซึ่งไม่มีคนใดในโลกนี้ได้ประสบมาก่อน ถึงเคยได้ประสบมาแล้วก็มิใช่อย่างเดียวกัน

ฉะนั้น จึงบรรยายไม่ถูก แต่อธิบายให้ตัวเองฟังได้ ถ้าจะอธิบายให้คนอื่นฟัง ก็จะต้องใช้อุปมาอุปมัยเปรียบเทียบจึงจะเข้าใจได้ ของพรรค์นี้มันเป็น ปัจจัตตัง ความรู้เฉพาะตน"

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี วัดหินหมากเป้ง หนองคาย


ที่มา //board.palungjit.com/f10/ปัจจัตตัง-ความรู้เฉพาะตน-88790.html

ขอบคุณรูปภาพจาก //2.bp.blogspot.com และ //media-cache-ec4.pinterest.com





 

Create Date : 27 กุมภาพันธ์ 2556    
Last Update : 27 กุมภาพันธ์ 2556 22:32:13 น.
Counter : 316 Pageviews.  

๔๒๖ - ดินแดนแห่งแสงสี (ตอนที่ ๒ จบ)


ต่อจากตอนที่ ๑



หลังจากที่ชายนักเดินทางแยกทางกับกลุ่มวัยรุ่นได้ไม่นาน เขาก็ได้เดินลึกเข้ามาในใจกลางเมือง เพื่อหวังว่าจะสามารถแลกเสบียงอาหารและออกเดินทางต่อ ด้วยการแต่งตัวและลักษณะรูปร่างที่แปลกไปจากคนท้องถิ่น ทำให้เขาเป็นที่สังเกตต่อคนทั่วไป แต่ก็ไม่มีใครกล้าเข้ามาทักทายเขาอีกเลย จนกระทั่ง มีเจ้าหน้าที่ของทางการเดินเข้ามาหา

"สวัสดีครับลุง ลุงเป็นใครมาจากไหน และเข้ามาในเมืองนี้ได้อย่างไร..." เจ้าหน้าที่คนนั้นป้อนคำถามเป็นชุด

"สวัสดีครับ ผมเป็นชายนักเดินทาง กำลังเดินทางไปดินแดนนิพพาน พอดีผ่านมาทางนี้ต้องการแลกเสบียงอาหารสักหน่อย " ชายนักเดินทางตอบ

"แล้วลุงมาจากเมืองไหน" เจ้าหน้าที่ถามย้ำ

"เมืองอันไกลโพ้น ผมก็จำชื่อไม่ได้แล้ว เพราะมันนานมาก จำได้แต่เพียงว่า ที่นั่นไม่ปลอดภัย มักจะถูกโจมตีด้วยไฟบรรลัยกัลป์" ชายนักเดินทางตอบ สร้างความงวยงงให้กับเจ้าหน้าที่ทางการผู้นั้น และยิ่งเป็นการตอกย้ำความเชื่อของเขาที่ว่า ชายนักเดินทางผู้นี้ คือ คนสติไม่ดีและหลงทางมา

"ตลกน่าลุง ไฟบรรลัยกัลป์อะไร ยังกับนิทานหลอกเด็ก..." เจ้าหน้าที่พูด

"ผมไม่ได้หลอกนะ จะเล่าให้ฟังก็ได้ ดินแดนแต่ละดินแดนในจักรวาลนี้ มีมากมายหลายแห่ง นอกจากนี้ แต่ละดินแดน ยังถูกแบ่งอาณาเขตออกเป็นภพ ภูมิ ตามนิสัยของสัตว์ที่อาศัยอยู่ และแต่ละดินแดนก็ไม่สามารถเดินทางเข้าหากันสะดวก เพราะถูกปิดบังด้วยอำนาจแห่งภพ ดินแดนบางแห่งร่มรื่นปลอดภัย แต่บางแห่งก็อันตราย มีสุข ทุกข์จากภัยธรรมชาติแตกต่างกัน แต่ทุกดินแดนจะมีกาลเวลาแห่งการทำลายร้างเสมอ ไม่ว่าดินแดนนั้นจะอยู่ส่วนไหนของจักรวาล การทำลายล้างนั้น เกิดด้วยอำนาจของไฟเรียกว่าไฟบรรลัยกัลป์ บางแห่งเกิดด้วยอำนาจของลม น้ำ ตามลำดับ แขนผมเสียไปก็ด้วยเหตุของไฟบรรลัยกัลป์คราวนั้น ภาพนั้นยังติดตาติดใจไม่หาย ผมจึงต้องเร่งออกเดินทางเพื่อไปดินแดนที่พ้นจากภัยอย่างถาวร" ชายนักเดินทางเล่าเหตุการณ์ที่มาอย่างคร่าว ๆ

"ฟังดูแฟนตาซีจัง แต่ขอบอกก่อนนะลุง ไฟอะไรที่ลุงว่านี่ มันไม่มีทางทำลายที่นี่ได้หรอก เพราะดินแดนแห่งนี้ปลอดภัย รัฐบาลเขามีเทคโนโลยีเตือนภัยแบบทันสมัยสุด ๆ ไม่ว่าจะแผ่นดินไหว น้ำท่วม ไฟไหม้ เราก็จะสามารถติดตามข่าว แล้วก็หนีทันอยู่ดี " เจ้าหน้าที่คนนั้นอธิบายความสุดยอดของเมืองนี้ให้ฟัง

ชายนักเดินทางได้ฟังก็รู้สึกประหลาดใจ ที่มีเครื่องมือประเภทนี้ด้วย แต่เขาไม่ได้อธิบายให้ฟังว่าไฟบรรลัยกัลป์นั้นเกิดขึ้นมาได้อย่างไร เพราะเขาเองก็ไม่ได้รู้อะไรลึกซึ้งมากนัก แต่สาเหตุหนึ่งนั้นมันก็มาจากอำนาจของกิเลสราคะตัณหาในตัวสัตว์ เมื่อสัตว์มีกิเลสมากเกินกว่าภพหนึ่ง ๆ ไม่สามารถรองรับได้ การเปลี่ยนแปลงก็ย่อมเกิดขึ้น เป็นการเปลี่ยนถ่ายไปสู่ภพใหม่ที่เหมาะสมกว่า ไฟบรรลัยกัลป์จึงเป็นดุลทางธรรมชาติอย่างหนึ่ง ที่สามารถเปลี่ยนดินแดนศิวิไลซ์ให้กลายเป็นขุมนรกได้ในเวลาพริบตา

"ตกลงจะเอายังไงลุง หากลุงอยากได้อาหาร เดี๋ยวผมจะหาให้หรืออยากได้ที่พักก่อน" เจ้าหน้าที่แสดงความมีน้ำใจให้เห็นเป็นครั้งแรก

"ผมขอแค่อาหารก็พอ แล้วผมจะเดินทางต่อเลย เพราะอยู่นานไม่ได้รู้สึกร้อน ๆ ชอบกล" ชายนักเดินทางพูด

"ได้ ๆ ...งั้นตามผมมา"

หลักจากได้อาหารเพียงพอสำหรับการเดินทาง เขาก็ออกเดินทางต่อทันที โดยทิ้งเมืองแห่งแสงสีไว้เบื้องหลัง โดยการสังหรณ์ใจประหลาด เกี่ยวกับความร้อนที่เขาสัมผัสได้ มันเป็นความร้อนที่ทรมาน ร้อนทั้งกายร้อนทั้งใจ เช่นเดียวกับไฟบรรลัยกัลป์ที่เขาเล่าให้เจ้าหน้าที่คนนั้นฟัง

หรือว่ากำลังใกล้จะถึงกาลอวสานของเมืองนี้เสียแล้ว...

- จบ -

Thank you image from //cfs7.blog.daum.net




 

Create Date : 25 กุมภาพันธ์ 2556    
Last Update : 25 กุมภาพันธ์ 2556 20:15:55 น.
Counter : 466 Pageviews.  

1  2  

BlogGang Popular Award#13


 
อัสติสะ
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




ทุกข์ใดจะทุกข์เท่า การเกิด
ดับทุกข์สิ่งประเสริฐ แน่แท้
ทางสู่นิพพานเลิศ เที่ยงแท้ แน่นา
คือมรรคมีองค์แก้ ดับสิ้นทุกข์ทน






Google



เมื่อมองทุกอย่างว่าเริ่มต้นจาก...จิต เมื่อเราเปลี่ยนมุมมองของคนใหม่ว่า มีจุดเริ่มต้นจากดวงจิต เราจะสามารถหาทางยับยั้งแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกวิธี คือยับยั้งแก้ไขกันที่จิต เมื่อจิตเราบริสุทธิ์ มีความสงบ ความสุขก็จะตามมาหาทันที มันจึงไม่ใช่ความสุขที่ถูกปรุงแต่งแบบโลก ๆ แต่เป็นความสุข ที่ปราศจากความดิ้นรนค้นหา เป็นความสงบเยือกเย็นหาประมาณมิได้จริง ๆ
New Comments
Friends' blogs
[Add อัสติสะ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.