ภัยแห่งสังสารวัฏนั้น น่ากลัวยิ่งกว่าภัยอื่นใด - อัสติสะ
Group Blog
 
All blogs
 

๓๗๐ - ชะตากรรม...กวาง




ชายนักเดินทางยังคงเดินทางไปเรื่อย ๆ อุปสรรคข้างหน้าแม้จะยังมองไม่เห็น แต่ในอดีตของการเดินทางที่ผ่านมา มันช่วยหล่อหลอมให้เขามีความเข้มแข็งมากขึ้นเรื่อย ๆ ถึงแม้อุปสรรคข้างจะยังคงมีอยู่แต่บัดนี้ กำลังใจของเขากล้าแข็งขึ้นมาก

การเดินทางย่อมพบเจอเรื่องพิสดาร เกินจินตนาการของมนุษย์อยู่บ่อยคราว แต่ทว่าสิ่งเหล่านี้ก็เป็นสิ่งมีอยู่จริงตามธรรมชาติ เขาก็มองเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติธรรมดาไปแล้ว ไม่มีสิ่งใดจะต้องไขว่คว้าอยากรู้เห็นอีก มีเพียงสิ่งเดียวคือจุดหมายปลายทางแห่งการไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกครา

เขาลำพันกับตัวเองอยู่บ่อยคราวในระหว่างการเดินทาง คิดว่าตัวเองนั้นเกิดมานับว่าโชคดีมากมายที่ได้มีโอกาสพบพระสัจธรรม จนเป็นเหตุทำให้ต้องเดินทางครั้งนี้ ต่างกับสัตว์โลกทั้งหลายอีกมากมายที่ยังลุ่มหลงวกวนอยู่ในวังเวียนแห่งสังสารวัฏ บางครั้งเขาเองก็ไม่อาจจะตัดใจกับชีวิต และมีความรู้สึกเวทนาต่อความลุ่มหลงในกิเลสตัณหาของคนเหล่านั้นได้ แต่ก็ต้องทำใจ ดั่งเช่นคำสอนของพระพุทธองค์ที่ทรงตรัสไว้แต่เนิ่นนานว่า

“สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงมีกรรมเป็นของตน”

การจะให้ใครสักคนต้องรับหนี้กรรมแทนย่อมไม่สามารถที่จะทำได้ มีเพียงการช่วยเหลือแนะนำ ส่วนใครจะได้สักเท่าไหร่ก็ขึ้นอยู่กับสติ ปัญญาของคน ๆ นั้น

วันนี้เขารู้สึกอิ่มใจมากกับการเดินทาง แสงแดดอ่อน ๆ ในตอนเช้ารุ่ง ปลุกกระแสแห่งความคิดของเขาอย่างมากมาย เบื้องหน้าของเขาเป็นชายทุ่งโล่งกว้าง มีต้นไม้หย่อมเล็ก ๆ ขึ้นเรียงรายสุดลูกตา มีสัตว์กินหญ้าจำพวกกวาง เก้ง ออกเล็มหญ้าอยู่เป็นฝูงประปราย ที่แห่งนี้ช่างสงบเสียแท้จริง แม้จะห่างไกลจากป่าดิบ แม้ว่าอากาศตอนกลางวันจะร้อนเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ไม่ขาดน้ำและอาหาร

เขาเดินไปเรื่อย ๆ จนเข้าใกล้กับฝูงกวางฝูงหนึ่ง ซึ่งมีประมาณ ๒๐ ตัว ฝูงกวางพวกนี้ มองเห็นชายนักเดินทางเดินมาแต่ไกล แต่พวกมันก็เพียงแต่หยุดเล็มหญ้าและเงยหน้ามอง แขกผู้มาเยือนแปลกหน้ารายนี้

“เอ ท่านหัวหน้า ๆ นั่นมนุษย์ใช่ไหม...” กวางหนุ่มถามหัวหน้าฝูง

“ใช่แล้ว นั่นมนุษย์ พวกเราไม่ได้พบเห็นมนุษย์มานานนัก แล้วชายผู้นี้มาทำอะไรในชายป่าของพวกเรากัน พวกเจ้าระวังตัวไว้ด้วยนะ หากมีอะไรไม่ชอบมาพากล ก็รีบหนีไปยังที่หลบภัยทันที ” กวางอาวุโส ซึ่งเป็นหัวหน้าเตือน กวางทุกตัวเริ่มมีอาการตื่นตระหนก แต่ยังไม่มีกวางตัวใดก้าวเท้าวิ่งหนี

“เอ...ดูท่าทางมนุษย์ผู้นี้ไม่มีพิษภัยใด ๆ อาวุธก็ไม่มี เหมือนกับเป็นผู้เดินทางธรรมดา...” กวางอีกตัวพูด

“อย่าเพิ่งไว้ใจเลยท่าน เราควรรีบหนีก่อนเถิด...” กวางหนุ่มตัวแรกออกความเห็น

“ช้าก่อน ๆ พวกท่านอย่าเพิ่งรีบหนี ข้าพเจ้าเป็นชายนักเดินทางบังเอิญผ่านมาทางนี้ ไม่ได้เป็นผู้ประสงค์ร้ายประการใด เพียงจะแวะมาถามทางเท่านั้น...” ชายนักเดินทางพูด
กวางทุกตัวแปลกใจมากเหตุใดมนุษย์ธรรมดา ๆ จึงสามารถพูดภาษาสัตว์

“นี่ท่านเป็นใครกัน เหตุใดจึงรู้ภาษากวางอย่างพวกเรา...” หัวหน้าฝูงถามอย่างสงสัย

“ข้าพเจ้าก็ไม่ทราบเหมือนกัน เพียงแต่ข้าพเจ้ายืนฟังพวกท่านเจรจากันสักพักหนึ่ง เลยลองพูดตอบโต้ดูบ้าง...” ชายนักเดินทางพูด

“แปลกโดยแท้ มนุษย์รู้ภาษาสัตว์ แล้วท่านต้องการสิ่งใด...” หัวหน้ากวางถามอีก

“ข้าพเจ้าเป็นนักเดินทางและกำลังจะเดินทางไปยังจุดหมายคือดินแดนพระนิพพาน แต่ทุ่งโล่งนี้กว้างใหญ่เหลือเกินข้าพเจ้าเกรงว่าจะหาทางออกไม่ได้...”

“นึกว่าอะไร เจ้ามาทางใดก็ไปเสียทางนั้นเถิด ” กวางหนุ่มตัวแรกแทรกตอบออกมา

“เฮ้ย...เดี๋ยวก่อนเจ้ากวางหนุ่ม เจ้าไม่เห็นรึ ว่าชายผู้นี้กำลังเดือดร้อน...” หัวหน้าฝูงตวาด

“เจ้ามนุษย์ เจ้าว่าจะเดินทางไปที่แห่งใดนะ...” หัวหน้าฝูงถามอีกครั้ง

“ดินแดนนิพพานครับ...”

“ประเสริฐแท้ มนุษย์น้อยคนนักจะมีความคิดอย่างเจ้า เสียดายชาตินี้กำเนิดของข้าเป็นเดรัจฉาน แม้จะได้เป็นหัวหน้าฝูงกวางมาหลายสมัย แต่ก็เป็นเพียงเท่านั้น ไม่อาจหลบพ้นจากเวรภัยแห่งการตามล่าตามล้างจากกรรมเก่าไปได้ ” หัวหน้าฝูงพูดแต่ก็เป็นอันทำให้ลูกฝูงกวางรู้สึกงงกับคำพูดของหัวหน้า

หัวหน้ากวางตัวนี้ไม่ธรรมดาโดยแท้ แม้ได้ยินเพียงนิพพาน ๒ คำ สัญญาเก่าก็กลับคืนทำให้ระลึกถึงอดีตชาติและกรรมเก่าของตนขึ้นมาได้ แสดงว่าคงเป็นผู้มีวาสนาแห่งร่มบรมพุทธมาในกาลก่อน แต่บัดนี้คงกำลังเฉวยชาติชดใช้กรรมอยู่เป็นแน่ หรือไม่ก็เป็นเพราะอำนาจแห่งธรรมจึงทำให้สามารถระลึกอดีตชาติได้

“ท่านสามารถรู้กรรมของตนเองได้ด้วยรึ...” ชายนักเดินทางถามอย่างประหลาดใจ

“รู้ได้ ๆ … แต่ว่าเจ้าอย่ารู้เลย เพราะเป็นกรรมของข้านั้นน่าอดสูนัก วงจรชีวิตของการเวียนเกิดเวียนตายนี้ มีแต่การชดใช้กรรม และก่อกรรมใหม่ และชดใช้กรรมใหม่อีก เป็นวงจรอย่างนี้ไม่รู้จบ ท่านปรารถนาเดินทางไปนิพพานนั้นก็ถูกต้องแล้ว จะได้หยุดวงจรการเวียนเกิดเวียนตายเสียที คราวใดที่ข้ามีโอกาสกลับเป็นมนุษย์ก็ขอเดินทางอย่างเจ้าบ้าง ” หัวหน้ากวางพูดอย่างเศร้าใจในชะตากรรมของตนเอง

ในกาลต่อมาอีก ๗ วัน หลังจากกวางหัวหน้าฝูงระลึกชาติได้ ก็ไม่อาจจะกินอาหารได้อย่างเช่นเคย และตัดท้อใจในชะตากรรมของตัวเอง และต้องจบชีวิตลงในที่สุด แม้ธาตุขันธุ์ร่างกายจะดับลง แต่วงจรของจิตวิญญาณนั้นยังไม่สิ้นสุดและโหยหาจุดเกิดอีกในภพภูมิอื่นตามแรงอำนาจแห่งกรรมจะบันดาลต่อไป

การชดใช้กรรมของสัตว์เดรัจฉานทั้งหลายล้วนเป็นทุกข์นัก การพ้นอำนาจจากอบายเสียได้คือเป็นสุขโดยสิ้น มนุษย์ทั้งหลายที่เกิดมามีโอกาสทำความดี ก็จงหมั่นสร้างคุณงามความดีเตรียมเสบียงไว้ จงอย่าได้ประมาทในการใช้ชีวิตเลย เช่นกวางผู้เป็นหัวหน้า มารู้สึกตัวตอนสายไป จึงยากจะแก้ไขอดีต เปรียบดั่งมหาเศรษฐีที่ต้องกลายเป็นยาจกในชั่วเวลาประเดี๋ยว เมื่อระลึกได้ว่าตัวเคยเป็นเศรษฐีก็คร่ำครวญร้องหา ไม่เป็นอันกินนอน สุดท้ายก็ต้องจบชีวิตลง...

ขอขอบคุณ รูปภาพงาม ๆ จาก //www.new-forest-national-park.comมากมาย ครับ

สารบัญ




 

Create Date : 14 มิถุนายน 2555    
Last Update : 14 มิถุนายน 2555 21:53:31 น.
Counter : 507 Pageviews.  

๓๖๙ - แผลบนมือ




      เมื่ออาทิตย์ได้มีโอกาสฟังธรรมของหลวงตามหาบัวผ่านคลื่นวิทยุ เสียงธรรมเพื่อประชาชน มีช่วงหนึ่งท่านเทศน์ว่า คนมีกิเลสกับคนที่ละกิเลสแตกต่างกันอย่างไร ท่านอุปมาว่า คนที่มีกิเลสก็เปรียบเหมือนกับคนที่มีแผลในมือ พอถูกยาพิษ (คือกิเลส) ยาพิษนั้นก็แทรกซึมเข้าไปได้โดยง่าย และทำร้ายร่างกายเจ้าของเอง แต่คนที่ละกิเลสแล้ว หรือ อยู่ในระหว่างประพฤติปฏิบัติเพื่อละซึ่งกิเลส ก็เหมือนกับคนที่ไม่มีแผลบนมือ ต่อให้พิษนั้นร้ายแรง แค่ไหนก็ไม่สามารถซึมเข้ามาทำร้ายร่างกายของเจ้าของได้ คือหลวงตาท่านเทศน์ไว้ค่อนข้างยาว ข้าพเจ้าก็จับใจความได้เฉพาะด้านบนที่เขียนไว้ ซึ่งนับว่าเป็นคำสอนที่ทำให้ข้าพเจ้าฉุกคิดขึ้นมาได้ และจำไว้ว่าจะนำมาสาธยายกันต่อ

      คนปกติธรรมดานั้น เมื่อเกิดรู้ว่าตัวเองเจ็บปวดหรือเกิดบาดแผลเข้าที่หนใด ย่อมรู้ชัดในความเจ็บปวดของตัวเองนั้น ๆ แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถหาสาเหตุของการเจ็บป่วยนั้นได้ ยิ่งหากอาการของโรคเกิดขึ้นมาจากภายในร่างกาย เช่น เบาหวาน มะเร็ง เนื้องอก ฯ โรคเหล่านี้รู้เองได้ยาก ต้องได้รับการตรวจจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ต่างจากโรคที่เกิดจากแมลง หรือ สัตว์มีพิษ ซึ่งก็พอสัณนิษฐานเองได้

     ความทุกข์ก็เช่นกัน ความทุกข์ของเรานั้นเป็นดังโรค ๆ หนึ่ง เป็นโรคชนิดที่เรื้อรัง และลุกลามไปได้ไม่รู้จักจบสิ้น ชาติหนึ่ง ๆ ที่เกิดมาก็แสดงอาการอย่างหนึ่ง อีกชาติหนึ่งก็แสดงอาการอีกอย่างหนึ่ง หรือหลาย ๆ อาการพร้อม ๆ กัน คนที่ไม่เข้าใจในทุกข์ว่าเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ก็จะเศร้าใจ ทุกข์ใจ เมื่อถึงวาระแห่งทุกข์นั้นมาเยือน

       เมื่อเกิดความทุกข์มาแล้ว แต่เราไม่ยอมรักษา และปล่อยให้แผลแห่งความทุกข์นั้นเรื้อรัง ก็มักจะถูกโจมตีจากโรคภัยข้างนอกได้ง่าย แผลเรื้อรังย่อมถูกติดเชื้อได้ง่าย เชื้อนั้นเองมีอยู่ทุกที่ เหมือนกับกิเลสมันก็มีอยู่ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นบนสวรรค์วิมาร บนโลกมนุษย์ บนนรก หรือภพภูมิไหน ๆ กิเลสมันตามเราได้ตลอด เพราะมันอาศัยหัวจิตหัวใจของเราอยู่นี้ พอไปเจอภพภูมิอื่น มันก็หาทางแสดงออก หรือไม่ก็หาทางนำเอาพรรคพวกของมันเข้ามาอยู่อาศัยเป็นเพื่อนกันอีก เชื้อโรคกับกิเลสมันจึงมีคุณสมบัติไม่ต่างกันมาก คือมันคอยจะกัดกินร่างกายของเรานี้ให้ย่อยยับไป หากเราไม่รู้จักวิธีการยับยั้งเชื้อโรคโดยเร็วไว โดยทั่วไปแล้วหากร่างกายเกิดแผล เราก็รีบสมานแผลโดยเร็ว ใส่ยาป้องกันการติดเชื้อ ในทางธรรมหากจิตใจเราถูกกิเลสเข้าครอบงำ ก็ต้องหาวิธีป้องกันจิตใจเรา ไม่ให้ตกเป็นทาสของกิเลส และหาวิถีทางไม่ให้กิเลสเข้ามาครอบงำจิตใจเราได้นาน ต้องรีบสลัดออกเสียโดยไว เป็นต้น

      การสลัดออกจากกิเลสนี้ อาจจะเขียนอ่านกันโดยง่าย ๆ แต่ในทางปฏิบัตินั้นยากแสนยาก (แม้แต่ข้าพเจ้าเอง) เพราะอะไรจึงเป็นเช่นนั้น ก็เพราะความไม่รู้ บางครั้งกิเลสนั้นมันชอบแฝงตัวมากับสิ่งที่สวยงาม และมองอย่างไร ๆ ก็มองไม่เห็นโทษ เห็นแต่ความสุข เราจึงเข้าไปเสพข้องยินดี เหมือนกับเปิดประตูให้ข้าศึกเข้ามาตีเมือง เปิดแผลที่ปิดแล้วให้เชื้อโรคหรือยาพิษ โดยที่ไม่ได้คำนึงว่า ความสุขที่ตัวคาดหวังไว้นั่น ในคราวหน้าจะก่อความทุกข์ให้อย่างมหันต์ ซึ่งกว่าจะรู้ตัวก็ต้องเสียน้ำตา เพราะเหตุแห่งความพลัดพราก เกิดความโทมนัสแล้วเสียนั่น จึงจะรู้ซึ้งถึงโทษแห่งความทุกข์

      มนุษย์และสัตว์ทั้งหลายโดยทั่วไปก็เป็นเช่นนี้ เพราะเหตุแห่งขาดการใช้ตาที่สองในการพิจารณานั่น คือ ตาแห่งปัญญา ซึ่งต้องได้รับการฝึกฝนทางวิปัสสนา และการศึกษาเล่าเรียนคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถึงจะสามารถเปิดตาแห่งปัญญาในที่นี้ได้ เมื่อตาแห่งปัญญาเปิดขึ้น เราก็จะมองเห็นแผลในใจของเรา ซึ่งเป็นช่องว่างให้กิเลสเข้ามาครอบงำได้ และเมื่อรู้ว่าจิตเราเป็นแผลแล้วคราวนี้ เราก็ย่อมเสาะแสวงหาทางในการปิดแผล ที่ใดแห่งใดที่เป็นที่ชุกชุมของเชื้อโรคเราก็จะไม่ไปแล้วที่แห่งนั้น (เช่น สถานที่อโคจร) ที่ใดแห่งใดที่เป็นที่รักษาแผลแห่งจิตนี้ เราก็ย่อมเดินทางแสวงหาที่แห่งนั้น (เช่นวัดวาอาราม ที่มีครูบาอาจารย์ให้คำแนะนำสิ่งที่ถูกต้องกับเราได้) เหมือนคนป่วยที่รู้ว่าตัวเองป่วยแล้ว ก็วิ่งไปหาหมอ ไปหาทางรักษา เมื่อหมอบอกอย่างไร ห้ามอย่างไร ก็เชื่อก็ปฏิบัติโดยสนิทใจ เพราะตัวเจ้าของเองนั้นมองเห็นแล้วว่าตัวเองนั้นป่วยอยู่จริง เป็นต้น


Smiley บทนี้ได้รับทัศนคติธรรมจากครูบาอาจารย์ที่ท่านละสังขารไปแล้ว ข้าพเจ้าเองก็เป็นคนความจำน้อย ไม่สามารถนำมาเขียนเรียบเรียงอย่างถูกต้องได้หมดครบถ้วน เพียงนำข้อธรรมมาคิดและเสริมเป็นนัยสอนตัวเอง และมีโอกาสนำมาเขียนเป็นบันทึกให้ผู้อื่นได้รับรู้ หากจะมีข้อผิดพลาดบ้างประการใด ข้าพเจ้าก็ขออโหสิกรรมไว้ล่วงหน้า...ครับ



ขอขอบคุณ รูปภาพงาม ๆ จาก //img.webmd.comมากมาย ครับ

สารบัญ




 

Create Date : 10 มิถุนายน 2555    
Last Update : 10 มิถุนายน 2555 16:59:28 น.
Counter : 667 Pageviews.  

๓๖๘ - ทะเลกาม




โลกหมุนไปได้ด้วยเหตุของกาม คือความใคร่ ความอยากในการตอบสนองทางอารมณ์ เมื่อมีสิ่งมากระทบกระเทือนทางอายตนะ ก็เกิดความปรุงแต่ง ความปรุงจนเกิดความชอบใจ พอใจ ติดใจในสิ่งนั้น ๆ และทะเยอนอยากไขว่ขว้าหามาอีก

คราวนี้พอคนไขว่ขว้าหาสิ่งที่ตอบสนองทางอารมณ์กันมาก มันก็กลายเป็นความบ้ากาม บ้าต่อสิ่งตอบสนอง เย้ายวน ลำพังเพียงคนเดียวก็พอประมาณ แต่หากเป็นคนทั้งประเทศหรือมากกว่าค่อนโลก โลกทั้งใบก็ไม่ต่างอะไรกับทะเลกาม คือโลกนี้เป็นที่ตอบสนองต่อกามตัณหาทั้งหลาย พอเสพแล้วไม่พอก็ต้องแสวงหาสิ่งที่วิเศษ พิสดารมากขึ้นไปอีก จักรวาลทั้งจักรวาลก็ไม่พอเพียงรองรับกับตัณหาของบุคคลผู้มักมากเพียงคนเดียว เพราะมนุษย์มีความอยากมากขึ้นเรื่อย ๆ และไม่คิดที่จะลดละความอยาก (สงสัยสิ่งนี้มันอาจจะทำให้ จีดีพี ของประเทศลดลง รัฐบาลจึงไม่อยากส่งเสริมกันให้ลดละความอยากกัน)

ลำพังข้าพเจ้าผู้เขียนเอง ก็ใช่ว่าจะละความอยากไปได้เสียหมด เพียงแต่ควบคุมให้อยู่ในวงจำกัด เพราะความอยากได้อยากมีนั้นก็อันตรายนัก หากเราไม่ควบคุม คอยกำราบมันบ้าง มันเองนี่แหละจะพาให้เราตกไปอยู่ช่วงเวลาแห่งความหายนะในอนาคตก็เป็นไปได้

ในโลกนี้มีคนสองประเภทที่น่ายกย่องและน่าจะเป็นคนที่มีความสุขมากที่สุด ประเภทแรกคือคนที่สามารถละความอยากได้อย่างเด็ดขาด ประเภทที่สองคือคนที่สามารถอยู่กับความอยากได้อย่างชาญฉลาด คนสองประเภทนี้เป็นคนประเภทที่หากได้ยากยิ่ง

สำหรับประเภทแรก ต้องบอกว่าคงเป็นพระอริยเจ้าชั้นสูงไปแล้ว ซึ่งอาจจะไกลเกินกว่าคนธรรมดาจะจินตนาการได้ หากแต่เรามากล่าวถึงคนประเภทที่สองกัน คือคนที่สามารถอยู่กับความโลภ กิเลส และสิ่งปรุงแต่งได้อย่างชาญฉลาด เป็นบุคคลที่รู้จักการทำมาหากินอย่างสุจริต ไม่ก่อพิษภัยใด ๆ ให้กับตัวเองและคนอื่น เป็นคนตั้งมั่นในศีลธรรม ไม่กระทำการชั่วใด ๆ หาทรัพย์ได้มาก็รู้จักแบ่งปันต่อตนเอง ต่อผู้อื่น ต่อครอบครัว ต่อสังคม และศาสนา เป็นผู้ไม่ประมาทในการทำความดี ต้องมีความเข้าใจในชีวิต แม้ทรัพย์ที่หามาได้ ถึงคราวต้องหายไปก็ไม่เศร้าโศก หรืออย่างน้อยก็เกิดความเสียใจได้ไม่นาน เป็นต้น อย่างนี้แหละจึงจะเรียกว่าคนที่อยู่กับกิเลสอย่างมีความสุข คือ สุขทั้งในปัจจุบัน แม้ตายไปแล้วก็จะเกิดในภพ ภูมิ ที่ดี เป็นความสุขชั้นที่สอง

แต่คนในสมัยปัจจุบันคงยากที่จะสามารถทำได้หมด(ไม่ได้ดูถูกกันนะ) เพราะมันเป็นเรื่องยากมาก ๆ และบางครั้งก็ค้านกับความรู้สึกกับคนทั่วไป คุณคงเคยเห็นคนที่รวยมาก ๆ ทุกข์ใจบ้างใช่ไหม บางคนต้องมีความทุกข์ ขึ้นศาล ฟ้องร้องอยู่บ่อยครา เพราะการกระทำธุรกิจที่ขัดต่อความถูกต้องและกฎหมายบ้านเมือง หรือคนที่ประกอบธุรกิจที่รวยมาก ๆ ก็ต้องทุกข์ใจเกี่ยวกับธุรกิจของตัวเองจะถูกคู่แข่งแซงหน้า จึงต้องขยายกิจการ หรือ หากลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ ทำโฆษณาเพื่อดึงดูดความสนใจต่าง ๆ นา ๆ สร้างสรรค์กิเลสให้เราอย่างไม่จบสิ้นและไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

ข้าพเจ้าเคยอดสงสัยไม่ได้ว่า ทุกวันนี้คนเมืองมักจะผูกความสุขของตัวเองกับ รายการหนังที่เข้าโรงมาใหม่ ร้านอาหารที่ดูดี รสชาดถูกใจ หรือ เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับที่แสนฟุ่มเฟือย การขับรถท่องเที่ยว หรือใช้โทรศัพท์มือถือที่ทันสมัย(ซึ่งไม่รู้ว่าจะก้มหน้าก้มตาเล่นในที่สาธารณะโดยไม่สนใจว่าจะเดินตกท่อ หรือ จะโดนเบียดจนตกรถไฟฟ้ากันไปถึงไหน)

สิ่งทั้งหลายทั้งที่กล่าวมามันจึงเป็นดั่งทะเลกาม เป็นคลื่นของกาม คือกระแสแห่งความรสนิยมทันสมัย มีชีวิตที่ดูดี สะดวกสบายแต่ขาดอิสระภาพทางจิตวิญญาณ ซึ่งในที่นี้หมายถึง เราไม่สามารถเลือกความสุขของเราเองได้ ต้องรอการปรุงแต่งจากสิ่งภายนอกอย่างเดียว...นั่นเอง



ขอขอบคุณ รูปภาพงาม ๆ จาก //www.dmc.tvมากมาย ครับ


สารบัญ




 

Create Date : 01 มิถุนายน 2555    
Last Update : 1 มิถุนายน 2555 23:19:42 น.
Counter : 506 Pageviews.  

๓๖๗ - ปิดตัณหา




สิ่งที่น่าแปลกใจอยู่อย่างหนึ่ง หากในโลกนี้ไม่ต้องมีผู้หญิง ไม่ต้องมีผู้ชาย และไม่มีความร่ำรวย ความยากจน ชีวิตคงเป็นไปด้วยความสงบสักครึ่งของที่เป็นอยู่ในปัจจุบันกระมัง แต่จะว่าไปแล้วต้นตอแห่งความวุ่นวายนั้นมันมากจากตัณหาคือ กิเลสเบื้องลึกของมนุษย์ ต่อให้โลกทั้งใบมีแต่คนที่มีแต่ความร่ำรวยหรือความยากจนเสมอกัน หรือมีแต่หญิงล้วนชายล้วน ชื่อว่าตัณหามันก็สามารถหาทางออกได้อยู่ดี

คงคล้ายกับชื่อของมันเอง ตรงไหนตัน มันก็เที่ยวหาทางออกอย่างนั้น อุปมาเปรียบเหมือนแท้งค์น้ำรั่วซึมมากมายหลายรู คนไม่รู้เอามือไปอุดไปปิดไว้ไม่ให้มันซึมออก เมื่อปิดรู้นี้มันก็โผล่รูนั้น จะต้องใช้มือกี่มือถึงจะสามารถอุดน้ำได้หมด

ทุกวันนี้เกือบทุกคนรู้จักทุกข์ และรู้จักแสวงหาทางเพื่อบรรเทาทุกข์ หรือจะเรียกว่าความสุขชั่วลม แต่น้อยคนที่จะรู้จักแสวงหาที่มาของทุกข์และสุข และรู้ว่าทุกข์และสุขที่ยั่งยืนนั้นเป็นเช่นไร จะว่าไปต่อให้หลายคนที่รู้ ก็คงมีน้อยคนที่จะไม่กล้าเสี่ยงแลกกับสิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบัน นั่นเป็นความอาลัย อาวรณ์ ในภพ ชาติ นั่นเอง สัตว์ทั้งหลายจึงเวียนว่ายตายเกิดอย่างไม่รู้จบ

ข้าพเจ้ามักจะสรรเสริญธรรมของพระพุทธเจ้าอยู่เสมอ ๆ เพราะธรรมของพระพุทธเจ้าเปรียบดั่งแสงสว่างในทางมืด เป็นดั่งเข็มทิศชี้ทางแก่คนหลงทาง คือมันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ เราทุกคนเปรียบเหมือนคนหลงทางที่พยายามหาทางออก แล้วโชคดีที่วันหนึ่งก็มีแนะนำทางออกให้ คุณลองนึกดูว่าจะวิเศษแค่ไหน

อีกนัยหนึ่งเราทุกคนในวันนี้เปรียบเหมือนเดินวนอยู่ในเขาวงกต แล้ววันหนึ่งก็ได้ผู้รู้ชี้ทางออกให้ ลองจินตนาการดูว่า สิ่งนี้จะวิเศษแค่ไหน ข้อนี้สำหรับผู้ที่สัมผัสกับธรรมอันลุ่มลึกของพระพุทธเจ้าแล้วจะสามารถรู้ได้อย่างดี เพราะสิ่งที่ข้าพเจ้าเขียนอธิบายมาเป็นร้อยตอนก็ยังน้อยนิดเหลือเกิน ที่จะสามารถพรรณนาคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ได้หมด

ขอขอบคุณ รูปภาพงาม ๆ จาก //www.fastplumbingaustin.comมากมาย ครับ

สารบัญ




 

Create Date : 23 พฤษภาคม 2555    
Last Update : 23 พฤษภาคม 2555 21:49:08 น.
Counter : 424 Pageviews.  

๓๖๖ - โดมิโน่แห่งความทุกข์



ชีวิตของเราดำเนินไปทุกวัน เราต่างหยิบยื่นความทุกข์และความสุข มาให้ทั้งตัวเองและผู้อื่นเสมอ ไม่เคยมีใครอยู่คนเดียวในโลกใบนี้ได้จริง ๆ อย่างน้อยคนที่ติดเกาะร้างคนเดียวก็ยังมีมดและแมลงเป็นเพื่อน

วันนี้คุณอาจจะมีเพื่อนเยอะ มีคนคอยให้คำปรึกษา ปรอบโยนยามทุกข์ร้อน ให้กำลังใจเมื่อทำผิดพลาด แต่คุณเคยสังเกตุไหมว่ามีเพื่อนคนหนึ่งอยู่กับคุณเสมอ มันตามเราไปได้ทุกที่ทุกเวลา นั่นคือความคิดปรุงแต่งของเราเอง

เพื่อนคนนี้มันสามารถแปลงร่างได้อย่างหลากหลาย ตามแต่ใจเราจะชอบ บางครั้งเราก็ไม่ชอบ มันก็ยังสร้างสรรค์ปั้นแต่งเรื่องราวมาหลอกหลอนตัวเรา ทำให้เราเจ็บปวดและทรมาณ อยู่ภายใต้การแสดงของเพื่อนคนนี้

ยามใดที่เราเคลิบเคลิ้มไปกับการแสดงของเพื่อนคนนี้ เราก็จะควบคุมบังคับบัญชาตัวเองไม่ได้ ต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจของมัน เหมือนถูกสะกดจิต ไม่มีเครื่องมือ ยุทธปราการ อันทันสมัยเพียงใดจะเข่นฆ่าเพื่อนคนนี้ไปได้

ปัญหาตอนนี้มันจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า เราควรจะฆ่าเพื่อนคนนี้หรือไม่ แต่มันอยู่ที่ว่าคุณรู้จักเพื่อนนักสะกดจิตของคุณคนนี้แล้วหรือยังต่างหาก ถ้าคุณรู้แล้วและยินดีที่จะผูกมิตรกับเพื่อนคนนี้ไปตลอดกาล ก็คงห้ามคุณไม่ได้ แต่หากคุณดูไม่ออก มองไม่เห็นว่ากำลังถูกหลอก ก็คงหมดปัญญาที่จะอธิบายกันให้เข้าใจกันต่อไปอีก

เรามาดูกันว่าในฉากหนึ่ง ๆ ที่เพื่อนของคุณสร้างสรรค์ออกมาปรุงแต่างจิตของเรานั้นมันมีอะไรลึกลงไปอีก มีตัวอย่างง่าย ๆ

คุณลองจิตนาการภาพยนต์ที่คุณชื่นชอบมากที่สุด เอาตอนที่ประทับใจสัก ๕ วินาทีก็ได้ แล้วหลุดเพียงเท่านั้นก่อน ในชีวิตจริงการสร้างภาพยนต์ให้เราดูสุก ๕ วินาทีนั้น เกิดจากภาพนิ่งนับจำนวนหลาย ๑๐ ภาพนำมาเรียงต่อเนื่องกันด้วยความเร็วคงที่ค่าหนึ่ง ที่มากพอที่จะทำให้เราชมโดยไม่เกิดความรู้สึกกระตุก หรือออกมาเป็นแบบ slow motion

สิ่งที่ทางพุทธเรียกเป็นการสืบต่อหรือสันตติ คือจิตที่รับรู้อารมณืจะมีการสืบต่อ การเกิด การดับไปเรื่อย ๆ อย่างไม่มีวันสิ้นสุด คล้าย ๆ กับกระแสไฟฟ้า ถึงแม้ว่าร่างกายของเราจะตายหรือดับสิ้นไป แต่กระแสของจิตเรานั้นยังคงดำเนินอยู่ และพยายามสร้าง ภพ ชาติ ของกายขันธ์ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ตามแต่อำนาจของแรงกรรมที่จะผลักดันให้อยู่ในสสถานะใด

ภาพยนต์ที่เราเคยเห็นและนึกได้ภายใน ๕ วินาที เป็นตัวอย่างของการเกิด ดับ อย่างหนึ่ง เพียงแต่มันเกิดขึ้นรวดเร็วมากจนเรามองเห็นเป็นภาพเคลื่อนไหวนิ่มนวล เมื่อมองไม่เห็นว่าภาพเคลื่อนไหวทั้งหลายล้วนแต่เป็นภาพนิ่ง เราก็ถูกสามัญสำนึกพื้นฐานหลอกเอาทำให้เรามองว่าเป็นภาพเคลื่อนไหว ปรุงแต่งทางอารมณ์ ความชอบ ความชังตามมา

แต่หลังจากวันที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ ท่านมองเห็นได้อย่างชัดเจน เห็นถึงกระแสแห่งความปรุงแต่งจิต กระแสแห่งการเกิดของรูป นาม อารมณ์สัมผัสชอบใจทั้งหลาย เรียกว่าเป็นกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท


อวิชชา → สังขาร → วิญญาณ → นามรูป → สฬายตนะ → ผัสสะ → เวทนา → ตัณหา → อุปาทาน → ภพ → ชาติ → ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัส อุปายาส

สัตว์ทั้งหลายไม่ได้มีสติ ระลึกรู้เท่าทัน จึงไม่อาจทราบได้ว่า ความสุข ความทุกข์ ที่เราเผชิญ เคลิบเคลิ้มยินดี และผลักไสนี้มีองค์ประกอบที่มาจากการสืบทอดอย่างไร

สิ่งเหล่านี้เปรียบเหมือนโดมิโน่แห่งการเกิดขึ้นของกิเลส ซึ่งล้มทับต่อกัน ด้วยความเร็วสูงเกินกว่าที่เราจะสามารถรู้ได้ทัน แต่หากผู้ใดระลึกได้ทัน ชักเอาโดมิโน่ตัวใดตัวหนึ่งออกก่อน เราก็จะไม่ต้องประสบทุกข์จากกระแสแห่งความปรุงแต่งอีกเลย...

Thank you for good image from //3.bp.blogspot.com

สารบัญ




 

Create Date : 16 พฤษภาคม 2555    
Last Update : 16 พฤษภาคม 2555 22:55:09 น.
Counter : 849 Pageviews.  

1  2  

อัสติสะ
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




ทุกข์ใดจะทุกข์เท่า การเกิด
ดับทุกข์สิ่งประเสริฐ แน่แท้
ทางสู่นิพพานเลิศ เที่ยงแท้ แน่นา
คือมรรคมีองค์แก้ ดับสิ้นทุกข์ทน






Google



เมื่อมองทุกอย่างว่าเริ่มต้นจาก...จิต เมื่อเราเปลี่ยนมุมมองของคนใหม่ว่า มีจุดเริ่มต้นจากดวงจิต เราจะสามารถหาทางยับยั้งแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกวิธี คือยับยั้งแก้ไขกันที่จิต เมื่อจิตเราบริสุทธิ์ มีความสงบ ความสุขก็จะตามมาหาทันที มันจึงไม่ใช่ความสุขที่ถูกปรุงแต่งแบบโลก ๆ แต่เป็นความสุข ที่ปราศจากความดิ้นรนค้นหา เป็นความสงบเยือกเย็นหาประมาณมิได้จริง ๆ
New Comments
Friends' blogs
[Add อัสติสะ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.