ภัยแห่งสังสารวัฏนั้น น่ากลัวยิ่งกว่าภัยอื่นใด - อัสติสะ
Group Blog
 
All blogs
 

๔๑๐ - ความสุขปนเปื้อนกับความทุกข์ที่ซ้อนทับ





ยังมีชายหนุ่มคนหนึ่ง เดินคอตก ออกเดินทางไปทุกที่ เพื่อตามหาสิ่งที่เป็นแก่นสารสำคัญของชีวิต หลังจากต้องผิดหวังจากความรักขั้นรุนแรงที่สุดในชีวิต ถึงขั้นอยากฆ่าตัวตาย แต่โชคชะตาก็นำพาเขาให้มาพำนักอยู่ที่วัดแห่งหนึ่ง ซึ่งที่นี่เอง เป็นที่มาแห่งการถามตอบปัญหาคาใจของเขา

“ทำไมคนเราถึงต้องอกหักด้วยครับ หลวงพ่อ” ชายหนุ่มตั้งคำถามขึ้น เมื่อได้จังหวะที่หลวงพ่อปล่อยโอกาสให้ตั้งคำถามบางอย่าง

“โยมอกหักมา...หรือ” หลวงพ่อวัดป่า ถามย้อนสั้น ๆ

“ครับ...ผมอกหัก ผมจึงตัดสินใจออกเดินทางท่องเที่ยวไปเรื่อย ๆ หวังว่าจะได้ลืมเรื่องราวในอดีต จนมาขอพักที่วัดนี้ครับ” ชายหนุ่มยอมรับและอธิบายที่ไปที่มาคร่าว ๆ

“ที่เราอกหักหรือผิดหวัง นั่นเพราะตัวเราเองได้สร้างความหวังให้กับตัวเอง และเข้าใจว่า ชีวิตทุกสิ่งทุกอย่าง มันจะต้องเป็นไปตามที่เราออกแบบหรือคาดหวังไว้ ทั้งที่ความจริงแล้ว สิ่งที่เราคาดหวังไว้ตั่งแต่ต้น มันอาจจะไม่เป็นอย่างนั้นก็ได้ เมื่อเราคาดหวังกับบางสิ่งบางอย่างมากเกินไป จนกระทั่งไม่เหลือพื้นที่สำหรับความผิดหวัง เราจึงต้องเศร้าใจกับมัน ผลสุดท้ายเราจึงต้องเสียน้ำตา...” หลวงพ่ออธิบาย ทำให้ชายหนุ่มถึงกับอึ้งไปนิดหน่อย ก็คงจริงอย่างที่หลวงพ่อท่านพูดมา ที่ผ่านมาเขามุ่งมั่นและเอาจริงเอาจังกับความรักมากเกินไป จนในหัวใจของเขาไม่มีที่ว่างมากพอสำหรับความผิดหวังใด ๆ ที่มันจะเกิดขึ้นมาในอนาคต

“แล้วผมจะต้องทำอย่างไรครับ” ชายหนุ่มพูดขอคำแนะนำ เพื่อหาทางออกให้ตัวเอง

“มองธรรมชาติทุกอย่างตามความเป็นจริง...ซิโยม ตอนที่ชีวิตของเราเกิดขึ้นมา คนที่เรารักตอนนี้ เขาเกิดมาพร้อมกับเราหรือเปล่า และวันหนึ่งข้างหน้าหากเราต้องตายไปก่อน คน ๆ นั้นจะยอมตายไปกับเราหรือเปล่า เราจะเสียเวลาเศร้าใจไปทำไมกับคนที่อยู่ภายนอกกายของเรา ความสุขและความรัก อันเกิดจากกามารมณ์ มันเป็นของชั่วคราว เป็นสิ่งที่หลอกล่อให้สัตว์ทั้งหลายต้องแก่งแย่ง เข่นฆ่ากันให้ได้มาซึ่งการครอบครอง แต่เอาเข้าจริงแล้ว เรากลับไม่ได้ครอบครองอะไรโดยแท้จริงทั้งสิ้น มันเป็นเพียงมายาของโลก ที่หลอกให้สัตว์ทั้งหลายติดกับดัก และไม่สามารถนำพาตนเองให้หลุดพ้นจากกรงของมายานั้น ๆ ได้ สุดท้ายเราก็ติดอยู่กับปมบ่วงแห่งมายานี้อย่างดิ้นไม่หลุด”

“ฟังดูง่าย แต่ทำยากนะครับ หลวงพ่อ ผมห้ามไม่ให้ตัวเองไม่ต้องเสียใจไม่ได้ ถึงแม้จะเข้าใจที่หลวงพ่อพูด แต่ทำไมผมจึงทำใจไม่ได้ครับ” ชายหนุ่มบ่น

“ความเข้าใจที่โยมเข้าใจนั้น มันเป็นความเข้าใจแบบหนึ่ง ที่เรียกว่า จินตามยปัญญา คือความเข้าใจในถ้อยอรรถธรรม โดยการตรึกนึกใคร่ครวญ ยังไม่ได้เกิดญาณคือ ปัญญาที่แท้จริง อันจะเป็นผลมาจากการเจริญภาวนามยปัญญา ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยเวลา และการฝึกปฏิบัติ สมมติว่าโยมกำลังสร้างบ้านหลังใหญ่หลังหนึ่ง จนจวนใกล้จะเสร็จแล้ว โยมเกิดไม่พอใจแบบบ้าน ต้องการรื้อทุบทิ้ง เพื่อสร้างใหม่ ถามว่าความปรารถนาของโยมนั้น มันจะเสร็จได้ภายในวันเดียวหรือไม่ ”

“ก็ยากอยู่ครับ”

"ฉันใดก็ฉันนั้นแหละโยม บ้านที่อาตมาสมมติ มันก็เปรียบเหมือนตัณหา กามารมณ์ที่โยมสร้างขึ้นและผูกมันไว้ การรื้อถอนนั้น ย่อมต้องการเวลา ธรรมชาติของจิตนั้น มันมีการปรุงแต่งอยู่เสมอ และเสวยอารมณ์ทั้งดีและไม่ดี โดยเฉพาะอารมณ์ที่ดีที่สุดและแย่ที่สุด จะถูกดึงเก็บไว้ในซอกลึกแห่งความทรงจำ คราวใดที่อารมณ์นั้นหวนขึ้นมา มันก็กลับมาคุกรุ่นกับมาลุกโชติช่วงเผาจิตเผาใจของเราอีกครั้ง ทำให้เราเกิดความทุกข์ร้อน ทั้งที่ต้นตอของเชื้อไฟนั้น มันได้ดับหายไปนานแล้ว แต่จิตของเรามันชอบที่จะรักษาอารมณ์นั้นไว้อยู่ นี่เป็นเหตุที่ทำให้เราไม่อาจจะลืมเรื่องราวที่สร้างความทุกข์ให้กับเราได้” หลวงพ่ออธิบายต่อ

"หมายความว่า ผมควรดับถ่านก้อนนั้น ใช่ไหมครับ...” ชายหนุ่มถามประหนึ่งคนที่เริ่มเข้าใจชีวิตมากขึ้น

"ใช่แล้วโยม ไฟต้นเหตุมันดับไปแล้ว เหลือเพียงเถ้าถ่านร้อน ๆ คือ อารมณ์ที่ติดค้างอยู่ โยมก็ควรดับถ่านนั้นเสียด้วย อย่าไปเติมเชื้อไฟให้มันลุกติดมาอีกเลย” หลวงพ่อตอบ ทำให้ชายหนุ่มครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนที่หลวงพ่อจะพูดต่อ ว่า

"ความรู้สึกนึกคิด ความปรุงแต่ง แท้จริงมันไม่มีตัวตนอย่างแท้จริง ธรรมชาติของมันก็มีเพียงการเกิดขึ้นมา การตั้งอยู่และดับไป ธรรมชาติของสิ่งที่เป็นทั้งนามธรรมและรูปธรรม หรือที่เรียกว่า ขันธ์ ๕ ก็มีสภาพเป็นอย่างนี้ โยมพอเข้าใจหรือเปล่า”

"แต่หลวงพ่อครับ การรู้สึกถึงความมีอยู่ของตัวตน มันก็ทำให้เรามีความสุขไม่ใช่หรือครับ” ชายหนุ่มย้อนถาม

"แม้ว่าบางครั้ง มันจะเป็นอย่างนั้น แต่โยมรู้ไหมว่า ความที่โยมกล่าวมานั้น มันก็เป็นเพียงความสุขปนเปื้อน เป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากนามรูปที่ถูกปรุงแต่ง โดยเป็นการซ้อนทับความทุกข์ไว้เบื้องล่างของความสุข” หลวงพ่อตอบ

"คือ ผมไม่เข้าใจ คำว่าความสุขที่ซ้อนทับอยู่กับความทุกข์ หลวงพ่อช่วยอธิบายต่อทีครับ”

"ก็อย่างเช่น โยมโหมทำงานหนักตลอดทั้งปี เพื่อหวังเงินโบนัสหรือการลาพักร้อนยาวในช่วงวันหยุด หรือคนที่พยายามทำทุกอย่าง ไขว่คว้าหาทุกอย่าง เพียงเพื่อให้ตัวเองมีความสุขในช่วงเวลาเพียงสั้น ๆ ” หลวงพ่อพยายามยกตัวอย่างขยายความ

"แล้วความสุขที่ไม่มีการซ้อนทับล่ะครับ หลวงพ่อ” ชายหนุ่มถามอีก

"ก็เป็นการเข้าถึงความสุขที่ได้จากการปล่อยวางจากขันธ์และความยึดมั่นถือมั่นทั้งหลาย”

"ผมพอจะเข้าใจที่หลวงพ่ออธิบายมาแล้วครับ ต่อไปนี้ ผมจะพยายามฝึกปฏิบัติธรรมให้มากขึ้น เพื่อค้นหาความสุขที่ไม่มีการปนเปื้อนหรือซ้อนทับจากความทุกข์อีก” ชายหนุ่มรับปาก

"ดีแล้วโยม...” หลวงพ่อพูดเป็นประโยคสุดท้าย ก่อนที่ทั้งสองจะแยกทางกันไปตามวิถีทางของตนเอง

- จบ -

ในตอนนี้ เราได้รู้จักคำ ๒ คำ ที่น่าสนใจ คือ พื้นที่ว่างสำหรับความผิดหวังและความสุขปนเปื้อน สำหรับพื้นที่ว่างจากความผิดหวัง หมายถึง การกระทำการงานสิ่งใดก็ดี ต้องเผื่อใจไว้สำหรับความล้มเหลวบ้าง อย่าคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกต้องเป็นไปตามีที่เราคิดไว้เสมอไป

ความสุขปนเปื้อนคือ ความสุขแบบโลกีย์ที่มีความทุกข์เข้ามามีส่วนหนึ่งของการได้มาซึ่งความสุขนั้น ๆ ไม่ว่าความทุกข์นั้น เราจะสร้างขึ้นมาเอง แล้วรับผลเอง หรือมีผลให้คนรอบข้างเราต้องรับเคราะห์กรรมก็ตามที


ขอขอบคุณ รูปภาพงาม ๆ จาก //gimp-tutorials.netมากมาย ครับ

สารบัญ







 

Create Date : 28 พฤศจิกายน 2555    
Last Update : 28 พฤศจิกายน 2555 21:00:53 น.
Counter : 666 Pageviews.  

๔๐๙ - เหตุผลของความผิดหวัง



ความคาดหวังหวังกับความผิดหวังมันเป็นสิ่งที่อยู่คู่กันมานาน มันเกิดมาพร้อมกับมนุษย์ในยุคที่กำลังออกจากถ้ำเพื่อค้นหาอาหารและชีวิตรอดในโลกภายนอก ความคาดหวังเริ่มแรกของมนุษย์น่าจะมาจากความต้องการในการมีชีวิตรอด มีความปลอดภัย ซึ่งจะว่าไปแล้วมันน่าจะเป็นความต้องการขั้นพื้นฐานที่สุดของสิ่งมีชีวิตไม่ว่าจะระดับไหนก็ตาม

ต่อมาเมื่อมนุษย์ได้รับอาหารและความปลอดภัยของชีวิตระดับหนึ่ง ความต้องการอย่างอื่นก็มักจะตามมา เช่น การต้องการคู่ครอง การต้องการมีชีวิตที่ยืนยาว ฯ และในอีกหลายแสนปีต่อมา ความต้องการของเราก็ซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ พอ ๆ กับประชากรของมนุษย์ก็เพิ่มขึ้นราวกับเชื้อราบนชิ้นขนมปัง ที่เริ่มแรกมีเพียงสปอร์ของราในอากาศตกใส่และขยายลุกลามไปเรื่อย ๆ เพราะเนื้อขนมปังมีสารอาหารที่จำเป็นในการดำรงชีพของรา



ส่วนความคาดหวังน่าจะเป็นความความต้องการและความไม่ต้องการประเภทหนึ่ง ซึ่งเราได้ลงทุนลงแรงไปกับสิ่งนั้น ๆ พอสมควร และต้องการเห็นผลลัพธ์จากการลงทุนนั้น ๆ เช่น พ่อ แม่ มีความคาดหวังว่าลูกจะเรียนจบมหาวิทยาลัย เพราะลงทุนไปกับการเลี้ยงดูและค่าใช้จ่ายไปมากมาย หรือ เราอาจจะคาดหวังว่าจะได้แต่งงานกับแฟนที่เราคบอยู่ เหตุเพราะใช้เวลาลงทุนในการคบหาดูใจกันนานหลายปี เป็นต้น

แต่อนิจจาธรรมชาติของโลกนั้น มีเหตุผลบางอย่างที่ไม่อาจจะสร้างความคาดหวัง และให้ความต้องการเราได้ทุกอย่าง เพราะความจำกัดทางธรรมชาติ ซึ่งเป็นผลมาจากตัวเราเองและสิ่งแวดล้อมภายนอก ความคาดหวังของเราบางครั้งจึงไม่อาจจะสัมฤทธิ์ผลได้อย่างใจเราต้องการ เมื่อไม่ได้ผลตามที่เราต้องการ เราก็รู้สึกเสียใจหากที่คาดหวังนั้น เราตั้งเป้าความสำเร็จไว้สูง บางคนอาจจะถึงกับเสียใจจนฆ่าตัวตายเลยก็มี เพราะไม่ได้เข้าใจธรรมชาติพื้นฐานของความคาดหวังและผิดหวัง ซึ่งมันเป็นของคู่กัน

เคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า “สิ่งที่ทำให้เราไม่ต้องผิดหวังเลย มีอย่างเดียว คือ จงอย่าคาดหวัง” ซึ่งมันอาจจะจริงในแง่มุมหนึ่ง แต่ธรรมดาชีวิตของเรานี้ ตลอดเวลาเราที่เรารู้สึกตัวย่อมมีความคาดหวังอยู่เสมอ ๆ การไม่คาดหวังอะไรเลย ชีวิตคงหดหู่รันทดอย่างบอกไม่ถูก

แต่เราน่าจะลองขยายความเพื่อให้อยู่ในกรอบของความพอดีกันดู

เราอาจจะต้องเรียนรู้การตั้งความหวังและความผิดหวังให้ควบคู่กัน เช่น เมื่อเราสมหวังใจไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม ก็ขอให้นึกในใจว่า สิ่งนี้สักวันหนึ่งมันก็คงต้องจากเราไป ไม่ควรจะดีใจจนเกินไปโดยที่ไม่มีสติระลึกรู้ของการได้มาของสิ่งของนั้น และให้เราลองจินตนาการดูว่า หากเราไม่ได้สิ่งนี้ เราจะรู้สึกอย่างไร ซึ่งนั่นเป็นอารมณ์ตรงกันข้ามที่พอจะสอนให้เราได้รู้จักอารมณ์ของทั้งสองฝ่าย ว่าแท้จริงโลกมันต้องมีสิ่งตรงข้ามและของคู่กันเสมอ ไม่เอนเอียงไปด้านใดได้หนึ่งมากเกินไป เมื่อพิจารณาบ่อยเข้า จิตของเราก็จะค่อย ๆ เรียนรู้และยอมรับได้เมื่อเกิดความผิดหวังใด ๆ ในชีวิต และนี่จะเป็นภูมิคุ้มกันทางจิตใจของเราได้เป็นอย่างดี

ความผิดหวังอาจจะไม่มีเหตุผลใดที่อธิบายรองรับได้สมบูรณ์ และคงไม่มีสิ่งใดจะรับประกันได้ว่าเราจะสมหวังหรือผิดหวังไปได้ตลอด การเรียนรู้และการปรับตัวเข้ากับธรรมชาติของความคาดหวัง เพื่อเข้าใจในกระบวนการทำงานของจิตเบื้องลึก น่าจะเป็นหนทางที่เหมาะสมสำหรับการใช้ชีวิตที่มีศิลปะและความสุขที่ยั่งยืนตามอัตภาพ

ขอขอบคุณ รูปภาพงาม ๆ จาก //www.oknation.netมากมาย ครับ


สารบัญ




 

Create Date : 24 พฤศจิกายน 2555    
Last Update : 24 พฤศจิกายน 2555 13:13:56 น.
Counter : 1150 Pageviews.  

๔๐๘ - ความจำเป็นที่ถูกยัดเยียด




บางครั้งบางคราวข้าพเจ้ามักจะเกิดคำถามว่า จริง ๆ แล้ว อะไรกันแน่ที่เรียกว่า “ความจำเป็นในชีวิต” การตั้งคำถามคราวนี้ อาจจะไม่ได้เขียนคำตอบแบบชัดเจนลงไปบนรอยหยักสมอง เพียงแต่อยากให้ตัวเองรู้สึกถึงกระบวนการความคิดบางอย่าง เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการแยกแยะเอาสิ่งที่ไม่ค่อยจำเป็นออกจากชีวิต

ทุกวันนี้เราเห็นโฆษณามากมาย ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ หรือตามป้ายถนนข้างทาง ในเวบไซต์ ในโทรศัพท์มือถือ ในรถโดยสาร โรงภาพยนต์ ในทุก ๆ ที่ เรียกได้ว่าชีวิตของเราทุกวันนี้ได้รับอิทธิพลจากสื่อโฆษณามากพอสมควร บางโฆษณาอาศัยสิ่งที่เรียกว่า จิตวิทยาและสมองเข้าด้วยกัน เช่น คุณอาจจะเคยเห็นโฆษณาบางตัว ใช้หลักการปรากฎภาพสินค้าในเวลาสั้น ๆ ซ้ำ ๆ กัน ในภาพยนต์เรื่องโปรดโดยที่เราอาจจะไม่ทันสังเกต แต่ผลวิจัยกลับพบว่าสมองเรากลับมีความทรงจำภาพเหล่านั้นได้ดี และจะมีผลในการเลือกซื้อสินค้าชิ้นนั้นในเวลาต่อมา ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจ

บางทีสิ่งนี้อาจจะเป็นการยัดเยียดสิ่งที่ไม่จำเป็น ลงบนความอ่อนไหวขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ซึ่งมีความโลภความอยากเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงเป็นสิ่งที่สร้างผลสำเร็จให้กับธุรกิจ และต่อมาก็เรียกรวม ๆ ว่า 'เศรษฐกิจ' เมื่อเศรษฐกิจขนาดเล็ก ๆ รวมตัวกันมาก ๆ ก็กลายเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ระดับชาติขึ้นมา อาจจะเรียกได้ว่า เศรษฐกิจก็คือหน่วยวัดความอยากของมนุษย์ก็คงจะไม่ผิดนัก

กลับมาถามคำถามอีกครั้งว่า คนเราทุกวันนี้ถูกหลอกให้เชื่อให้คิดว่าสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ตามป้ายโฆษณาเหล่านี้ คือสิ่งจำเป็นของชีวิตจริง ๆ ใช่หรือไม่?

คุณเท่านั้นที่อาจจะหาคำตอบด้วยตัวของคุณเอง สำหรับข้าพเจ้าแล้ว มีความโชคดีอย่างหนึ่ง คือ เกิดมาในยุคที่อาจจะเรียกว่าเป็นเส้นแบ่งเขตของความเจริญกับความวิถีดั้งเดิมในชนบท จำได้ว่าตอนเด็กข้าพเจ้าก็ยังเคยนั่งเกวียนที่มีวัวลากจูงไปไร่ไปนา ใช้ตะเกียงแทนไฟฉาย ซึ่งเป็นความจำสมัยเด็กในช่วงสั้น ๆ จนมาสมัยนี้เป็นเวลาเกือบ ๓๐ ปี ถัดมาได้พัฒนากลายมาเป็นยุคของคูโบต้ากันหมด สิ่งนี้มันจึงเป็นตัวช่วยอย่างดีสำหรับข้าพเจ้าในการหาคำตอบแท้จริงของคำถาม แต่สำหรับคนอื่นก็อาจจะแตกต่างออกกันไป



วิถีชนบทที่ใช้ชีวิตอยู่บนกฎของความจำเป็นพื้นฐานจริง ๆ ถูกเบียดบังและทับถมด้วยความเจริญของเทคโนโลยีสมัยใหม่ เริ่มมีไฟฟ้า ทีวี เครื่องซักผ้า มือถือ และสิ่งของเครื่องใช้อำนวยความสะดวกมากขึ้น คนเราจึงไม่เสียเวลามากมายในชีวิตไปกับการเสาะหาสิ่งของเครื่องใช้ในการดำรงชีวิตเหมือนเช่นในอดีต ทำให้เรามีเวลามากขึ้น โดยเฉพาะความที่มีเวลาว่าง เราจึงคิดและประดิษฐ์สิ่งของที่ทำให้มนุษย์เบิกบานไม่ฟุ้งซ่านกับสิ่งที่เรียกว่า 'ความว่าง' นั่นก็คือ สื่อบันเทิงและเกม การกระตุ้นทางเพศ เทคโนโลยีทางการสื่อสาร การท่องเที่ยว ฯ ด้วยเหตุผลทางธรรมชาติของจิตคือ มันไม่ชอบความว่าง มันจะวิ่งวุ่นไปตามสิ่งปรุงแต่ง เมื่อกิจกรรมความว่างของมนุษย์มีมากขึ้น ก็เป็นช่องทางของการโฆษณาดึงดูดใจให้เลือกใช้สินค้า อุปโภคบริโภค พวกเสื้อผ้าแฟชั่น อาหารที่สวยงามและราคาแพงแสนแพง ซึ่งร้อยละร้อยสิ่งเหล่านั้น ล้วนเป็นสิ่งที่เกินจากความจำเป็นขั้นพื้นฐานของชีวิตทั้งสิ้น

สุดท้ายแล้วคุณอาจจะไม่ต้องเห็นด้วยกับที่ข้าพเจ้าเขียนมาทั้งหมด แต่อยากให้ลองคิดและพิจารณาสิ่งต่าง ๆ รอบ ๆ ตัวเราดูสักหน่อย ว่าแท้จริงแล้วอะไรคือสิ่งที่จำเป็นที่สุด การรู้เห็นบางอย่าง ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะละทิ้งในสิ่งที่เราคุ้นเคยนั้นไปเสียทีเดียว หากแต่ค่อย ๆ ปรับความคิดและมุมมองว่า แท้จริงแล้วโลกของเรานั้น มันมีทั้งส่วนที่เกินความพอดีและส่วนที่ยังขาดแคลน สองสิ่งนี้ยังมีช่องว่างห่างกันมากอยู่ เราต้องเลือกใช้สิ่งของตามความจำเป็น รู้จักแบ่งปันกับคนอื่น และใช้งานทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เพื่อตัวเราเองและลูกหลานเราในอนาคต...



ขอขอบคุณ รูปภาพงาม ๆ จาก //www.chonburiguide.comมากมาย ครับ


สารบัญ





 

Create Date : 21 พฤศจิกายน 2555    
Last Update : 21 พฤศจิกายน 2555 22:14:42 น.
Counter : 784 Pageviews.  

๔๐๗ - ผู้เกาะเกี่ยวกระแส




ชายนักเดินทางยังคงเดินทางไปเรื่อย ๆ จุดหมายปลายทางคือดินแดนนิพพาน ยังคงรออยู่ข้างหน้า เพียงแต่เขาเองไม่สามารถทราบระยะทางและเวลาที่แน่นอนได้ เขารู้เพียงทิศทางที่ต้องเดินไป

สำหรับวันนี้ เขาเองได้เดินมาถึง ณ ดินแดนแห่งหนึ่ง เบื้องหน้าของเขาคือ แม่น้ำขนาดใหญ่ซึ่งเป็นแม่น้ำที่มีความกว้างมาก มากเสียจนทำให้หลงผิดเข้าใจว่านี่อาจจะเป็นทะเลสาป ที่มีน้ำไหลเชี่ยวกรากตลอดเวลา

'หรือว่านี่กำลังเข้าสู่ฤดูฝนหรืออย่างไร' ชายนักเดินทางนึก

เขาไม่มีกำลังเพียงพอสำหรับการว่ายน้ำข้ามไปได้อย่างแน่นอน เพียงแต่ว่ามันจะต้องมีอะไรสักอย่างที่พอจะเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการข้ามฝั่งไปได้ หากตอนนี้เจ้าเมืองบาดาลคือพญานาคที่เคยช่วยชีวิตเขา อาศัยอยู่ตรงนี้ เขาก็อาจจะพอขอร้องให้ช่วยพาข้ามฝั่งได้ แต่มองไปรอบ ๆ ทิศแล้ว ไม่เห็นใครอาศัยอยู่ในบริเวณนี้เลย

ชายนักเดินทางตัดสินใจเดินเรียบแม่น้ำลงไปทางทิศใต้ เผื่อว่าบางทีเขาอาจจะเจอเรือหรือสะพานที่พออาศัยข้ามฝั่งไปได้

“กำลังมองหาทางข้ามฝั่งหรือพ่อหนุ่ม...” เสียงชายชราร้องทัก ดังมาทางริมฝั่งแม่น้ำ ชายนักเดินทางชำเรืองมองหาบุคคลต้นเสียง ในที่สุดเขาก็พบชายชราผู้นั้น ซึ่งกำลังนั่งตกปลาอยู่ลำพัง เขาเริ่มแปลกใจกับเหตุการณ์ในการเดินทางแต่ละครั้ง ส่วนใหญ่คนแรกที่เขาจะได้พบและสนทนาด้วย มักจะเป็นชายแก่ ๆ อยู่เสมอ ๆ ข้อนี้เขาก็ไม่อาจจะเข้าใจเหตุผลว่าทำไม หรือบางทีเขาอาจจะไม่ค่อยมีโชคได้เจอผู้หญิงหรือคนที่รุ่นราวคราวเดียวกันก็เป็นได้ หรือว่าระหว่างการเดินทาง อายุของเขาก็เพิ่มขึ้นมากเรื่อย ๆ บางทีอาจจะแก่กว่าชายผู้นั้นเสียอีก

“ใช่ครับลุง ผมกำลังต้องการข้ามฝั่งไปยังดินแดนฝั่งโน้น เพื่อเดินทางต่อไปยังนิพพานครับ...” ชายหนุ่มอธิบายเหตุผลคร่าว ๆ

“แย่หน่อยนะ มาผิดเวลา ช่วงนี้เป็นช่วงที่แม่น้ำเชี่ยวกรากมากที่สุดแห่งปี ไม่มีเรือลำใดสามารถข้ามไปได้หรอก...” ชายชราตอบ

“ผมต้องรอนานเท่าไหร่ แม่น้ำจึงจะสงบและมีเรือข้ามฝั่งไปได้”

“ราว ๆ สองอาทิตย์ ไม่เกินนี้” ชายชราตอบอีกครั้ง

สองอาทิตย์เองหรือ สำหรับเวลาในที่นี้ก็ไม่นานมาก ชายนักเดินทางคิดว่าเขาน่าจะเชื่อคำพูดของชายชราผู้นี้ดูสักครั้ง และหาที่พักอยู่แถว ๆ นี้สักระยะหนึ่ง

“ทำไมถึงอยากไปดินแดนนิพพานล่ะ..” ชายชราเอ่ยถามขึ้นอย่างลอย ๆ ซึ่งสามารถสร้างความประหลาดใจให้ชายนักเดินทางไม่น้อย เพราะนานมาก ๆ ที่เขาไม่ได้ยินคำถามประเภทนี้



“มันเป็นเป้าหมายของผมน่ะลุง ผมต้องออกเดินทาง หยุดไม่ได้...” ชายหนุ่มอธิบาย

“เหอะ ๆ กำลังจะเป็นผู้เกาะเกี่ยวกระแสนิพพานซินะ...” ชายชราพูดอย่างเป็นปริศนา ทำให้ชายนักเดินทาง รู้สึกถึงความไม่ธรรมดาของชายผู้นี้

“อะไรคือ กระแสนิพพานหรือลุง คล้าย ๆ ผมเคยได้ยินมา แต่จำไม่ได้...” ชายนักเดินทางถามอย่างคนไร้เดียงสา

“อะไรกัน อุตส่าห์เดินทางมาถึงที่นี่ กลับไม่รู้จักความหมายของการเดินทาง พ่อหนุ่มนี่ใช้ไม่ได้จริง ๆ ” ชายชราตำหนิจนทำให้ชายนักเดินทางรู้สึกหน้าซาอย่างกะทันหัน แต่ก็อย่างนั้นเอง บางทีการที่เราทำตัวเป็นคนเข้าใจโลก เข้าใจทุกสรรพสิ่ง บางทีมันก็อาจจะเป็นสิ่งที่น่าเบื่อก็ได้ แต่การค่อย ๆ เดินทาง แล้วค่อยเก็บเกี่ยวประสบการณ์ลองผิดลองถูกบ้าง ชีวิตจึงจะมีสีสันและได้รับการผจญภัย

“เอาเถอะ ลุงจะอธิบายให้ฟัง เส้นทางนี้ เป็นทางผ่านไปดินแดนนิพพานจริงอย่างที่พ่อหนุ่มเข้าใจ ผู้เกาะเกี่ยวนิพพานก็คือ ผู้ที่จะต้องไปถึงดินแดนนิพพานในวันใดวันหนึ่งข้างหน้าอย่างแน่นอน ในเวลาอันแสนสั้นเสียด้วยเมื่อเทียบกับกาลเวลาของคนอื่นในสังสารวัฏ ถึงต่อให้คนที่เกาะเกียวกระแสนิพพานได้แล้ว เขาจะต้องตายไปก่อนที่การเดินทางจะสำเร็จ เมื่อจุติและเกิดยังภพชาติใหม่ ความทรงจำเดิม ๆ ก็จะฟื้นคืนอย่างรวดเร็วและเดินทางต่อตามรอยทางเดิม จนกว่าจะถึงนิพพานที่แท้จริง คือสภาวะการพ้นไปจากการเวียนว่ายตายเกิด มัจจุมารนั้นทำอันตรายให้กับผู้เกาะเกี่ยวนิพพานได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น รวมทั้งเหล่ามารอื่น ๆ ก็จะไม่อาจจะเข้าไปแทรกถึงแก่นใจของคนผู้นั้นได้อีกต่อไป นี่เรียกว่าเป็นผู้เกาะเกี่ยวกระแสนิพพาน พูดให้ฟังแบบคร่าว ๆ นะพ่อหนุ่ม ส่วนที่ลึกซึ้งมากกว่านี้ สักวันข้างหน้าเธอก็จะรู้ได้เอง...” ชายชราอธิบายเหมือนกับว่าเดินทางผ่านมาแล้วด้วยตัวของเขาเอง ทำให้ชายนักเดินทางถึงกับทึ่งไม่น้อย นี่อาจจะเป็นคำอธิบายบางอย่าง ว่าทำไมตลอดการเดินทางของเขา เมื่อประสบกับเหตุการณ์คับขันจากการกลั่นแกล้งของเสนามาร จะต้องมีคนคอยช่วยเหลือเขาอยู่เสมอ เพราะธรรมดามารย่อมเข้าถึงจิตแก่นแท้ของผู้เดินทางได้ยาก การขัดขวางการเดินทางของผู้เกาะเกี่ยวกระแสก็ยากแสนยากเช่นกัน แต่กระนั้นมารทั้งหลายก็ไม่ลดละ มันพยายามหาช่องทางเสมอ

ชายนักเดินทางสนทนากับชายชราผู้นั้น อยู่อีกนานหลายวัน ทำให้เขาเรียนรู้คุณค่าแห่งการเดินทางขึ้นอีกมากมาย และมีกำลังใจในการเดินทางเพิ่มมากขึ้น

หลังจากที่กระแสน้ำในแม่น้ำลดความเชี่ยวกรากลง เขาก็โดยสารเรือลำหนึ่งข้ามแม่น้ำไปยังเมืองที่อยู่ข้างหน้า เพื่อขอเสบียงอาหารตุนไว้สำหรับการเดินทางครั้งต่อไป



ขอขอบคุณ รูปภาพงาม ๆ จาก //www.thairath.co.thมากมาย ครับ

สารบัญ




 

Create Date : 18 พฤศจิกายน 2555    
Last Update : 18 พฤศจิกายน 2555 14:23:53 น.
Counter : 1176 Pageviews.  

๔๐๖ - ล้านคำถาม หนึ่งแสนความเชื่อ หนึ่งความจริง





เคยมีคนถามข้าพเจ้าว่า เชื่อเรื่องเวียนว่ายตายเกิดหรือไม่ ข้าพเจ้านิ่งไปสักพักหนึ่ง เพราะต้องการดูอารมณ์และสีหน้าของผู้ถามก่อนว่า จะอยากได้คำตอบแบบลึกซึ้งเพียงไหน

วันนั้นข้าพเจ้าเลี่ยงตอบประเด็นสำคัญ โดยไม่ได้ชี้ชัด ๆ ว่าตัวเองมีความเชื่อหรือไม่ หรือความเชื่อแท้จริงของตัวเองเป็นอย่างไร

สำหรับคนบางกลุ่มบางพวก แม้จะได้รับคำตอบที่เป็นความจริง แต่แววตาของเขาก็ยังไม่อาจจะตัดความลังเลสงสัยไปได้ หรือจะสามารถก่อให้เกิดปัญญาความคิดชนิดฉับพลัน การทิ้งประโยคบางประโยคเพื่อให้เขาได้นำไปคิดต่อดูเหมือนจะเป็นประโยชน์และเหมาะสมมากกว่า บางทีเขาอาจจะได้รับคำตอบของเขาเองในอนาตข้างหน้าก็อาจจะเป็นไปได้

คำถามเกี่ยวกับการเวียนว่ายตายเกิด ข้าพเจ้าจำได้ว่าได้ยินบ่อยพอสมควร ซึ่งนี่อาจจะเป็นหนึ่งในความสงสัยของชาวพุทธยุคใหม่อย่างเรา แต่หากเรามาพิจารณาเกี่ยวกับคำสอนทางพุทธศาสนา ที่เน้นให้ตัวเราเกิดความเชื่อ ความศรัทธาในธรรมชาติแห่งความจริง แต่การที่ใครสักคนจะสามารถเดินเข้าไปค้นพบกับความจริงในขั้นนั้น ต้องอาศัยระยะเวลาและความเพียรในการสั่งสมและปฏิบัติตามหลักของศีลธรรมความดีที่พระพุทธเจ้าสอน หรือบางยุคบางสมัยที่ไม่มีพระพุทธเจ้าอุบัติ ก็ต้องปฏิบัติตามหลักแห่งความดีที่ยุคนั้น ๆ เชื่อถือกัน โดยไม่ขัดกับการปฏิบัติแบบมิจฉาทิฐิและต้องอยู่ในเส้นทางตามแนวพุทธ ซึ่งเราอาจจะต้องปฏิบัติกันแบบข้ามภพข้ามชาติ ข้ามกัปข้ามกัลป์กันเลยทีเดียว ดังนั้นหากเรามีความเชื่อในการแสวงหาความจริงประเภทนี้ การเวียนว่ายตายเกิดจึงดูเป็นเพียงฉาก ๆ หนึ่งที่เราใช้เก็บไอเท็มแห่งความดีเท่านั้น

ชีวิตของคนเรามีคำถามมากมาย คนที่ไม่มีคำถาม อาจจะเป็นคนที่รู้คำตอบของชีวิตแล้วเท่านั้น แต่กว่าที่เขาคนนั้นจะรู้คำตอบเขาก็ต้องมีคำถามไม่มากก็น้อย สิ่งสำคัญของมนุษย์เราอาจจะไม่ใช่การรู้จักตั้งคำถามของชีวิต แต่มันอาจจะเป็นการรู้แนวทางในการแสวงหาคำตอบของแต่ละคน

คนที่ตั้งคำถามมากมาย สำหรับคำถามเหล่านั้นเมื่อลองแสวงหาจุดร่วมบางอย่าง เราจะพบต้นตอของคำถามเหล่านั้น ในที่สุดมันอาจจะเหลือคำถามที่เป็นคำถามหลักจริงเพียงคำถามเดียว เมื่อเหลือคำถามเพียงคำถามเดียวก็ทำให้ง่ายในการที่จะแสวงหาคำตอบหนึ่งเดียว ซึ่งเป็นคำตอบที่สามารถอธิบายล้านคำถามยิบย่อยได้ ซึ่งชีวิตจริง ๆ ของเรา อาจจะต้องการคำตอบอย่างนั้น และพร้อมจะดำเนินชีวิตไปตามคำตอบที่เราได้รับ

ในหลาย ๆ คำถามที่เราตั้งขึ้นมา หากเรายังไม่สามารถหาคำตอบที่แท้จริงได้ สิ่งหนึ่งที่ผุดขึ้นมาในหัวสมองเรา นั่นคือ ความเชื่อ ความเชื่อนี้หากคนที่มีปัญญา อาจจะใช้ความเชื่อนั้นตั้งเป็นสมมติฐานในเบื้องต้นก่อนและพิสูจน์ไปตามความเชื่อนั้น โดยใช้กลไกแห่งความมีเหตุมีผล เมื่อคำตอบของสมมติฐานเกิดความขัดแย้งกัน ก็ย้อนกลับมาสำรวจความเชื่อของตัวเราเองอีกครั้ง แล้วก็ลองใหม่

นี่จึงเป็น คำถาม ความเชื่อ ความจริง ซึ่งมีความเกี่ยวข้องโยงกันอยู่อย่างนี้ เพียงแต่แนวของการแสวงหาของแต่ละคน คำถามของแต่ละคน มุมมองการใช้ชีวิต มันมีความแตกต่างกัน บางคนอาจจะเกิดมาโดยที่ไม่ต้องการหาคำตอบใด ๆ ให้กับชีวิต ขอแค่เพียงชีวิตนี้ดำรงอยู่ก็วิเศษมากแล้ว คุณอาจจะคิดอย่างนั้นก็ไม่ผิด แต่บางครั้ง ในคราวใดที่เราต้องเผชิญหน้ากับความทุกข์ เราก็จะมีคำถามผุดขึ้นมาจนได้ เช่น ทำไมเรื่องนี้จึงเกิดกับเรา ทำไมต้องทำอย่างนี้ หรือทำไมไม่คิดอย่างนี้ตั่งแต่ทีแรก คำถามจำพวกนี้จะเกิดขึ้นกับเราทุกภพทุกชาติ หากเรายังไม่รู้จักแสวงหาต้นตอแห่งคำถามและหาคำตอบหนึ่งเดียวที่แท้จริงนั้น ๆ


ขอขอบคุณ รูปภาพงาม ๆ จาก //www.hostsearch.co.thมากมาย ครับ

สารบัญ




 

Create Date : 14 พฤศจิกายน 2555    
Last Update : 14 พฤศจิกายน 2555 23:59:59 น.
Counter : 568 Pageviews.  

1  2  

Valentine's Month


 
อัสติสะ
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




ทุกข์ใดจะทุกข์เท่า การเกิด
ดับทุกข์สิ่งประเสริฐ แน่แท้
ทางสู่นิพพานเลิศ เที่ยงแท้ แน่นา
คือมรรคมีองค์แก้ ดับสิ้นทุกข์ทน






Google



เมื่อมองทุกอย่างว่าเริ่มต้นจาก...จิต เมื่อเราเปลี่ยนมุมมองของคนใหม่ว่า มีจุดเริ่มต้นจากดวงจิต เราจะสามารถหาทางยับยั้งแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกวิธี คือยับยั้งแก้ไขกันที่จิต เมื่อจิตเราบริสุทธิ์ มีความสงบ ความสุขก็จะตามมาหาทันที มันจึงไม่ใช่ความสุขที่ถูกปรุงแต่งแบบโลก ๆ แต่เป็นความสุข ที่ปราศจากความดิ้นรนค้นหา เป็นความสงบเยือกเย็นหาประมาณมิได้จริง ๆ
New Comments
Friends' blogs
[Add อัสติสะ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.