ภัยแห่งสังสารวัฏนั้น น่ากลัวยิ่งกว่าภัยอื่นใด - อัสติสะ
Group Blog
 
All blogs
 

๔๒๐ - หาความหมายในความตาย




ช่วงนี้ระลึกถึงความตายบ่อย ๆ แทบจะเกิดขึ้นทุกวัน วันหนึ่งก็หลาย ๆ ครั้ง สำหรับความรู้สึกนั้น ข้าพเจ้าไม่ได้กลัวต่อความตาย เพราะเข้าใจดีว่าสิ่งนี้ เป็นเรื่องธรรมดาที่สัตว์ทุกตัวตนต้องประสบพบเจอกัน แต่ทว่าความรู้สึกของคนเรานั้น มันก็เป็นอนิจจัง ซึ่งมีปัจจัยเรื่องของเวลามาเกี่ยวข้อง ไม่แน่ว่า เมื่อถึงฉากสุดท้ายของชีวิตข้าพเจ้าจริง ๆ ตัวเองจะยังสามารถทรงอารมณ์ได้อย่างที่คุยไว้หรือเปล่า

ความตายเป็นเรื่องน่ากลัวสำหรับสัตว์ทั้งหลายที่ไม่รู้จักที่ไปที่มาของชีวิต และลังเลใจในความมีอยู่ของชาติภพ ความไม่เข้าใจในธรรมชาติของจิตเบื้องลึก และกระบวนการสืบต่อชาติภพ เมื่อไม่รู้ไม่เข้าใจ เราก็จะเกิดความกลัวในความตาย บางทีมนุษย์เราไม่ได้กลัวความตายมากไปกว่าความเสียดายในสิ่งที่เราสร้างมาในชีวิต ความกังวลต่อตัวเอง ทรัพย์สิน ลูกหลาน คนที่เรารัก และอื่น ๆ อีกมากมาย สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่พื้นฐานที่ทำให้เรากลัวความตาย และไม่อยากอำลาอัตภาพของชีวิตที่มีที่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบัน

สำหรับบางชีวิตที่เห็นความตายเป็นทางออกสำหรับการแก้ปัญหาที่รุมเล้า หรือเมื่อคราวชีวิตต้องผิดหวังในขั้นรุนแรง จนจิตใจไม่สามารถหาทางออกของความคับข้องใจนั้นได้ การฆ่าตัวตายหนีปัญหาจึงเป็นทางออกสำหรับบางคน ซึ่งเห็นเป็นข่าวอยู่บ่อย ๆ

การฆ่าตัวตายนั้น เป็นอัตวิบากที่รุนแรง ไม่ต่างอะไรกับการฆ่าผู้อื่น แม้ชีวิตนี้จะเป็นของเรา แต่การทำลายชีวิตก็เป็นการทำลายสิ่งที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมาด้วยความตั้งใจ ผลลัพธ์นั้น แม้ว่าจะสามารถหนีปัญหาในปัจจุบันได้ แต่ก็ไปสร้างปัญหาให้กับตัวเองในภพชาติต่อไป เหมือนกับคนที่กำลังแก้กอด้ายที่กำลังพันรุงรัง เมื่อถึงระยะเวลาหนึ่ง รู้ว่าตัวเองไม่สามารถแก้ไขด้ายกอนั้นได้ ก็ดึงด้ายนั้นให้ขาดสะบั้นเป็นส่วน ๆ เสีย จะได้ไม่ต้องแก้ให้ยุ่งยาก เส้นด้ายก็เปรียบเหมือนการมีชีวิตที่ต่อเนื่องที่ยาวนานรุ่งโรจน์ การทำให้มันขาด ก็ไม่ต่างอะไรกับการตัดความรุ่งเรื่องของชีวิต แน่นอนว่าชีวิตมันอาจจะยุ่งบ้าง ด้ายแห่งชีวิตมันก็พันกันบ้าง ตึงบ้าง หย่อนบ้าง มันก็เป็นเรื่องธรรมดา

ชีวิตนี้เกิดมาพร้อมด้วยปัญหา ที่ต้องให้เราแก้ไข ไม่มีใครเกิดมาแล้วไม่พบปัญหาในชีวิต แม้แต่คนที่จนที่สุด หรือรวยที่สุด ก็ไม่พ้นจากปัญหาหรือความทุกข์ไปได้ การมีชีวิตอยู่เพื่อเป็นนายต่อปัญหา ไม่ได้มีชีวิตเพื่อเป็นทาสต่อปัญหา แล้วก็ปล่อยชีวิตให้ตกต่ำไปโดยที่ไม่ได้อะไรเลย สำหรับการได้เกิดมาเป็นมนุษย์ในชาตินี้

โดยส่วนตัวข้าพเจ้าสมัยเป็นวัยรุ่น ก็เคยมีความคิดฆ่าตัวตายเหมือนกัน มันเข้ามาแว้บหนึ่ง ในสมัยที่เราไม่ได้สมหวังกับความรัก มาคิดได้ตอนนี้ นึกย้อนกลับไปแล้ว โทษตัวเองว่าตัวเรานี่โง่แท้ มันโง่มากที่คิดอย่างนั้น แต่โชคดีที่ตอนนั้นทำได้แค่คิด ยังไม่ลงมือทำจริง ๆ ไม่งั้นคงไม่ได้มานั่งเขียนเรื่องราวธรรมะจนถึงทุกวันนี้ ความรู้สึกนั้น มันเลยทำให้เราเข้าใจว่า คนที่เขาอยากฆ่าตัวตายเขาคิดอย่างไร คนอื่นมากมายที่บอกว่าการฆ่าตัวตายไม่ดี แต่ตัวเองก็ยังไม่สามารถเข้าใจอารมณ์ของคนที่เขาอยากตายได้ เพราะไม่เคยผ่านความรู้สึกแบบนั้นมาก่อน

พุทธศาสนาสอนพวกเราให้รู้จักตัวเอง รู้จักความตายและความเกิดไปพร้อม ๆ กัน พอรู้แล้ว มันก็ทำตัวถูก วางใจได้ ไม่งมงายหลงผิด ไม่มีใครชักชวนเราไปในทางผิดศีลผิดธรรมได้อีก มันมีภูมิคุ้มกันในชีวิต เพราะเราไม่ประมาทในความตาย ไม่ได้คิดว่าความตายเป็นเรื่องสนุก

เมื่อถึงวันหนึ่งที่ความตายมาเยือนเรา เราก็ยิ้มรับกับมันอย่างคนที่เข้าใจชีวิต ความตายนั้น จึงมีความหมายเช่นเดียวกับการได้พบปะกับเพื่อนสนิทคนหนึ่ง ที่รอคอยเราอยู่ทุกภพทุกชาติ...เสมอไป

ขอบคุณรูปภาพงาม ๆ จาก //g1.s1sf.com มากมายครับ




 

Create Date : 10 กุมภาพันธ์ 2556    
Last Update : 10 กุมภาพันธ์ 2556 15:48:51 น.
Counter : 857 Pageviews.  

๔๑๙ - ลิ้นชักแห่งแรงปรารถนา(ตอนที่ ๒ จบ)

ต่อจากตอนที่ ๑



"ดินแดนเก็บความปรารถนา อย่างนั้นหรือ " ตั้งแต่เริ่มต้นการเดินทางมา เขาก็พบเรื่องราวอัศจรรย์มากมาย แต่ก็ไม่เคยได้ยิน ชื่อดินแดนนี้มาก่อน
เหมือนผู้คุมกฎจะทราบความคิดของชายนักเดินทาง เขาจึงตอบกลับไปว่า

"เจ้าไม่ต้องแปลกใจหรอก ยังมีดินแดนอีกมากมายที่เจ้ายังไปไม่ถึง และยังไม่รู้จัก"

"ท่านช่วยอธิบายให้ผมฟังหน่อยครับ ว่าทำไมต้องมีการเก็บความปรารถนาด้วย แล้วความปรารถนาของสัตว์ต่าง ๆ มากมาย ทำไมจึงมารวมกันอยู่ที่แห่งนี้" ชายนักเดินทางถาม

"เป็นคำถามที่ดี เอาล่ะข้าจะอธิบายให้ฟัง ในฐานะที่เจ้าเป็นแขกคนพิเศษของข้า..." ผู้คุมกฎพูด

"จิตของสัตว์ทั้งหลายที่เวียนเกิดเวียนตายอยู่ในสังสารวัฏนี้ แม้อำนาจความเป็นไปจะถูกกำหนดด้วยกฎแห่งการกระทำ หรือพูดให้ง่ายก็คือกฎแห่งกรรม กรรมนี่เองจะเป็นตัวจำแนกชั้นของภพภูมิ ที่สัตว์จะต้องไปเกิด นอกจากนั้นกรรมยังจำแนกอัตภาพของชีวิตเมื่อได้ถือกำเนิดไปแล้วด้วย เมื่อชีวิตกำเนิดขึ้นในภพหนึ่ง ๆ ก็บังเกิดแห่งความพร้อมทางการสืบต่อทางอายตนะมาด้วย เพื่อให้ชีวิตดำเนินไปตามกลไกของภพที่อาศัยอยู่ เช่น เกิดในชั้นของเทวดาก็จะมีรูปกายละเอียด อายตนะก็ละเอียดตามรูป หรือเกิดในภพมนุษย์ เดรัจฉานก็มีกายหยาบ เป็นต้น เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างพร้อม สัตว์ทั้งหลายก็จะมีการเสพอารมณ์ ไม่ว่าจะสุข ทุกข์ ความชอบใจ ไม่ชอบใจ อารมณ์ทั้งหลายนี้มันจะหมุนวน เกี่ยวข้องกันอยู่ภายในจิต ซึ่งเป็นมโนธรรม เป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ ให้คนอื่นรับรู้ก็ยาก หากไม่มีการแสดงออกทางกาย ในส่วนความอยากที่เป็นมโนธรรมนี้แหละ มันถูกกลั่นกรองเป็นแรงปรารถนา แรงปรารถนาของจิตแต่ละดวง จะถูกเชื่อมโยงกับผลึกแก้วชิ้นเล็ก ๆ ที่อยู่หน้าลิ้นชัก ทุกครั้งที่ลิ้นชักของสัตว์ตนใดมีผลึกแก้วติดสว่าง แสดงว่าสัตว์ตนนั้นกำลังมีแรงปรารถนาบางอย่าง เมื่อข้าเปิดไปดูก็จะทราบว่า เขาปรารถนาอะไร แต่ข้าไม่มีสิทธิ์เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับแรงปรารถนานั้น อีกอย่างลิ้นชักนี้มันยังทำหน้าที่เก็บแรงปรารถนาของจิตผู้เป็นเจ้าของไว้ด้วย" ผู้คุมกฎอธิบาย

"แล้วมันมีประโยชน์อะไร ทำไมต้องมีการเก็บรวบรวมแรงปรารถนาด้วย"

"ก็เพื่อเก็บร่องรอยของจิต มันจะเป็นประโยชน์ในการสร้างจักรวาลและการกำเนิดภพใหม่ เมื่อจักรวาลเก่าถึงคราวดับสูญ เพื่อให้จิตนี้ยังเสพกับอารมณ์ที่คุ้นเคยอยู่ และสืบต่อสังสารวัฏอย่างไม่รู้จักจบสิ้น"



"เป็นไปได้หรือนี่ มีสถานที่ประหลาดแบบนี้ด้วย นี่มันเป็นดินแดนเก็บข้อมูลของจิตและจักรวาลเลยเชียวหรือ..." ชายนักเดินทางถึงกับอึ้งเมื่อได้รับรู้ถึงหน้าที่ของดินแดนแห่งนี้
"ดินแดนนี้เป็นความลับ แม้แต่พวกทหารที่จับเจ้ามาก็ไม่รู้รายละเอียดมากนัก และไม่มีใครจะทำลายที่แห่งนี้ได้ เว้นแต่เจ้าของดวงจิตเอง"

"หมายความว่าอย่างไรครับ"

"เจ้าสังเกตดูดวงไฟแห่งแรงปรารถนากระพริบแล้วใช่ไหม เมื่อไฟแห่งแรงปรารถนาดับ นั่นแหละคือ ความไม่มีการสืบต่อชาติ ภพ ไม่มีการเกิด ไม่มีการตาย ลิ้นชักนั้นก็จะถูกทำลาย จิตของสัตว์นั้นจะไม่ต้องประสบทุกข์จากการเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป นั่นคือ นิพพานที่เจ้าตามหายังไงล่ะ"


"จริง ๆ หรือครับ ความดับแห่งแรงปรารถนามีจริง ๆ ด้วย ดังนั้นดินแดนนิพพานก็มีจริง ที่ผ่านมาผมพยายามตามหาร่องรอยของดินแดนนิพพาน แต่ก็ไม่เคยพบวี่แวว คราวนี้ได้มาพบแล้ว ผมดีใจมากเลยครับท่าน" ชายนักเดินทางแสดงความดีใจจนลืมตัว ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา ไม่เคยมีใครบอกร่องรอยของนิพพานและความดับให้ดูเป็นรูปธรรมเท่านี้มาก่อน จึงไม่แปลกอะไรที่เขาจะดีใจมากผิดปกติ

"หนทางของเจ้ายังอีกไกลนัก ต้องฝ่าฟันอุปสรรคและการทดสอบอีกมาก" ผู้คุมกฎแจ้งให้ทราบเป็นนัย

"ท่านทราบแรงปรารถนาของผม..." ชายนักเดินทางพูด

"ข้ารู้ นี่เป็นเหตุผลที่ข้าอนุญาตให้เจ้าเข้ามาที่นี่ น่าเสียดายที่ไม่ใช่เพียงข้าที่รู้ ยังมีพวกมารนั้นด้วย" ผู้คุมกฎเงียบไปสักพักก่อนพูดต่อ

"พวกมาร...หรือเทวดาชั้นสูงจำพวกหนึ่ง เทพเหล่านี้ได้ประโยชน์ส่วนหนึ่งจากแสงสว่างของแรงปรารถนาของสัตว์ทั้งหลาย พวกเทวดาเหล่านี้จะคอยแอบแทรกซึมมาแอบดูแรงปรารถนาของสัตว์ในภพต่าง ๆ และเติมเต็มแรงปรารถนาทางอ้อม เพื่อไม่ให้ดวงไฟแห่งความปรารถนาของสัตว์ดับไปได้โดยง่าย และจะขัดขวางทุกวิถีทางไม่ให้ดวงจิตนั้นดับถึงขั้นนิพพานได้ ด้วยเหตุนี้เอง ที่แห่งนี้จึงมียามรักษาการณ์อย่างแน่นหนา... "

"เป็นเช่นนี้เอง...การเดินทางของผมที่ผ่านมาจึงมีอุปสรรคเยอะแยะมากมาย..." ชายนักเดินทางบ่น

"อุปสรรคนั้นเป็นเครื่องทดสอบตัวเจ้าเอง ว่ามีคุณสมบัติพร้อมหรือเปล่าที่จะนิพพาน มารนั้นมันทำอะไรเจ้าไม่ได้มากนักหรอก นอกจากจิตใจของเจ้าจะหลงติดกับมายาไปเสียเอง ข้าแนะนำเจ้าได้เพียงเท่านี้..." ผู้คุมกฎตัดบท ก่อนที่ชายนักเดินทางจะถูกนำตัวออกจากเมือง และมุ่งหน้าเดินทางต่อ เพื่อให้ถึงจุดหมายปลายทางที่ตั้งไว้ และเพื่อดับไฟแห่งแรงปรารถนา ปิดลิ้นชักแห่งการสืบต่อชาติภพอย่างถาวร

-จบ-

ลิ้นชักแห่งแรงปรารถนา เป็นเพียงสิ่งที่เขียนขึ้นมาเพื่อใช้อธิบายภาพของกิเลสของสัตว์ทั้งหลาย มีรัก โลภ โกรธ หลง ฯ เพื่อเป็นสิ่งระลึกว่า อารมณ์ความรู้สึกนั้น ๆ ไม่ว่าดีชั่ว มันจะยังค้างอยู่ในลิ้นชักของจิตเราเสมอ และเป็นรอยทางสืบต่ออารมณ์แบบเดิมอีก เมื่อถึงการกำเนิดใหม่ และการกำเนิดใหม่ก็ยังแบ่งออกเป็น ๒ นัยคือ การตาย เกิด ที่เราเห็นกันเป็นรูปธรรม อีกอย่างหนึ่งคือการเกิดดับของอารมณ์หนึ่ง สืบต่อไปอีกยังอารมณ์หนึ่ง ในขณะที่เรายังหายใจอยู่นั่นเอง

ขอบคุณรูปภาพจาก //taobabe.files.wordpress.com และ //vincentloy.files.wordpress.com มากมายครับ




 

Create Date : 15 มกราคม 2556    
Last Update : 15 มกราคม 2556 13:47:08 น.
Counter : 978 Pageviews.  

๔๑๘ - ลิ้นชักแห่งแรงปรารถนา(ตอนที่ ๑)



แสงไฟที่กระพริบอยู่เบื้องหน้าของชายนักเดินทาง ส่องสว่างระยิบระยับราวกับหิ่งห้อยนับล้าน ๆ ดวงมาอยู่รวมกัน สายตาของเขาเบิกโพลงแสดงถึงความอัศจรรย์ใจกับภาพที่ปรากฏเบื้องหน้า มันเป็นเมืองที่อยู่ท่ามกลางหุบเขา มีตึกสูงเรียงรายกันอย่างเป็นระเบียบ แต่ละตึกสูงมีชั้นเป็นจำนวนมาก มากจนเขาเองก็ไม่อาจจะคาดคะเนได้ ในแต่ละชั้นของตึกประกอบไปด้วยดวงไฟดวงเล็ก ๆ ที่กระพริบต่อกันอย่างไร้ระเบียบ สร้างความปวดหัวให้กับใครก็ตามที่พยายามจ้องดูมัน และเมื่อแสงไฟกระพริบดวงเล็ก ๆ มาอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก ก็บังเกิดแสงสว่างให้กับเมือง ๆ นี้ มีชีวิตชีวาราวกับว่า ณ ที่แห่งนี้ไม่เคยหลับใหลแต่อย่างใด

แม้ว่าชายนักเดินทางเองจะอยู่ห่างเมืองนี้ไกลนับสิบกิโลเมตร แต่ก็สามารถมองเห็นความเคลื่อนไหวของเมืองได้อย่างราวกับได้ไปอยู่ชิดใกล้ เขามองเห็นแสงสว่างในทุก ๆ ที่ แต่ทว่าไม่ปรากฏมีบุคคลอาศัยอยู่เลย นอกจากบุคคลร่างโตจำนวนมากนอกกำแพง หรือว่าแสงสว่างนั่น จะทำให้มนุษย์ธรรมดา ๆ ไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ ซึ่งความคิดของเขาก็ใกล้เคียงความถูกต้องมากขึ้น เมื่อเดินทางเข้าใกล้ประตูเมืองทุกขณะ

มียามรักษาการณ์ร่างยักษ์ยืนคุมกำแพงทางเข้าอยู่ ร่างกายของมันสูงเหนือต้นไม้ที่อยู่บริเวณรอบ ๆ อาจจะสูงกว่าต้นไม้ที่อยู่ในป่าที่เขาเดินผ่านมาเสียด้วยซ้ำ

ชายนักเดินทางรู้สึกลังเลเพราะไม่แน่ใจถึงภัยอันตรายอันใดที่รออยู่ข้างหน้า เขาเองอยากจะเดินถอยหลังและเลี่ยงไปอีกทางหนึ่ง แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นเป็นตัวการสำคัญ ที่ทำให้เขาต้องเดินเข้าไปในประตูเมือง เพื่อตามหาที่มาของแสงสว่างนั่น

“มีมนุษย์อยู่ตรงนั้น…” เสียงยักษ์ทหารยามตาดีร้องดังออกมา เมื่อมันมองเห็นร่างของชายนักเดินทางแต่ไกล พร้อมกับกระทืบเท้าเป็นการให้สัญญาณอันตรายกับพรรคพวกของตน ไม่ช้าทหารยักษ์นับสิบตนก็กรูกันเข้ามาล้อมจับชายนักเดินทางเอาไว้ โดยที่เขาเองก็ไม่ทันได้ตั้งตัว

“มนุษย์น้อย…เจ้าเป็นใครกัน มาที่นี่ด้วยธุระอันใด” ยักษ์ตัวแรกตะโกนถาม ซึ่งแม้ว่าจะไม่ต้องตะโกน เขาเพียงได้ยินเสียงยักษ์ตนนั้นพูดเบา ๆ แก้วหูก็แทบสั่นสะท้านอยู่แล้ว


“ผม…ผมเป็นนักเดินทางครับ กำลังเดินทางไปยังดินแดนนิพพาน บังเอิญผ่านมาทางนี้ ไม่มีเจตนาบุกรุกที่หวงห้ามหรอกครับ…” ชายนักเดินทางสารภาพ แม้คำตอบตอนท้ายจะดูขัดกับความตั้งใจแรกก็ตาม

“ที่นี่ไม่มีนิพพง นิพพานอะไรทั้งนั้น เจ้ารีบไปซะ ไม่งั้นร่างของเจ้าจะต้องถูกฉีกเป็นชิ้น ๆ แน่” ยักษ์ตนที่สองขู่ แต่ดูท่าทางพวกมันจะเอาจริง ทำให้ชายนักเดินทางรู้สึกตัวสั่นไปทั้งตัว เพราะเจ้ายักษ์ตนสองไม่พูดอย่างเดียว มันเอาหมัดอันใหญ่โตฟาดลงบนต้นไม้ต้นใหญ่ใกล้ ๆ ทำให้ต้นไม้นั่นหักโค่น ราวกับมนุษย์เราถอนหญ้าทิ้งก็ไม่ปราน

“เดี๋ยวก่อน ๆ สหาย เมื่อร้อยปีก่อน นายท่านเราสั่งว่าหากเจอคนที่พูดถึงดินแดนนิพพานให้แจ้งนายก่อน อย่าเพิ่งด่วนทำอะไร ข้าคิดว่ามนุษย์นี้ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา เรารีบแจ้งต่อเจ้านายกันก่อนเถอะ…” ยักษ์ตนแรกที่เป็นผู้เห็นชายนักเดินทางก่อนใครพูดเตือนสติ

“ท่านคิดมากไปหรือเปล่า คำสั่งของนายท่านผ่านมาร้อยกว่าปีแล้ว ข้าว่านายท่านคงลืมไปแล้ว อย่าเสียเวลาเลย ข้าว่าไล่เจ้ามนุษย์นี่ไปเสียดีกว่า ไม่งั้นเราจะโดนต่อว่าแน่ ๆ ” เจ้ายักษ์ตนที่สองยืนกรานไม่เห็นด้วย แต่เนื่องจากชุมนุมยักษ์นั้นมีอยู่หลายตน และยักษ์เสียงส่วนใหญ่ก็ระลึกคำสั่งของนายได้ จึงมีมติแจ้งเรื่องต่อเจ้านายผู้เป็นหัวหน้าใหญ่เสียก่อน

‘ธรรมดายักษ์นั้นมีนิสัยดุร้าย เกรี้ยวกราดง่าย มีอารมณ์ฉุนเฉียว การที่ใครก็ตามทำให้บรรดายักษ์รู้จักเหตุผลและเชื่อฟังคำสั่ง แสดงว่าต้องเป็นคนที่มีฤทธิ์มากเป็นแน่’ ชายนักเดินทางคิด ซึ่งความคิดของเขาก็ไม่ได้ไกลความจริงนัก เพราะไม่นานหลังจากได้รับแจ้งจากลูกสมุนนายทวารยักษ์ ก็มีคำสั่งให้นำตัวชายนักเดินทางเข้าพบนายผู้เป็นคุมกฎของดินแดนนี้ และเป็นผู้ที่มีอำนาจในการชี้เป็นชี้ตายต่อทุก ๆ ชีวิตในดินแดนนี้เลยทีเดียว

ชายนักเดินทางถูกนำตัวมายังห้องโถงที่กว้างขวางมาก ๆ มีเพดานสูงลิบตาจนมองแทบไม่เห็นเพดานอาคาร ในระหว่างที่เขาถูกนำตัวมา ทุก ๆ ที่เขาเดินผ่านจะมีแสงสว่างเล็ก ๆ คล้ายหลอดไฟกระพริบ ๆ อยู่โดยตลอด เขาสังเกตเห็นตึกสูงลิบหลายพันชั้น ปริมาณของตึกก็มหาศาลจนแทบบรรยายไม่ถูก

“นี่มันที่ไหนกันแน่…” ชายนักเดินทางร้องอุทานเบา ๆ และแล้วก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น

“สวัสดี…พ่อหนุ่มน้อย นักเดินทาง…” เสียงชายวัยกลางคนดังก้องรอบทิศ แม้น้ำเสียงนั้นฟังดูธรรมดา แต่แฝงด้วยอำนาจและพลังบางอย่าง จนทำให้ต้องขนลุกชัน

“ท่านเป็นใคร…” ชายนักเดินทางร้องถาม แม้ว่าจะยังไม่เห็นร่างของเจ้าของเสียง แต่ไม่นานนัก ร่างของบุรุษผู้หนึ่งก็ปรากฏขึ้น รูปร่างของชายผู้นั้นใหญ่โตมากกว่าบรรดายักษ์เฝ้าประตูนับสิบเท่า รอบ ๆ กายของบุรุษผู้นั้นมีควันจาง ๆ ลอยฟุ้งอยู่ตลอดเวลา ทำให้อนุมานเสื้อผ้าการแต่งกายลำบาก แต่ดูแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับชุดของกษัตริย์โบราณ ที่เขาเคยได้ยินมาจากคำบอกเล่าของคนรุ่นก่อน

“เราเป็นผู้คุมกฎที่นี่ เรารอพบคนเช่นเจ้ามานานนับร้อยปีแล้ว” ด้วยคำพูดนั้นทำให้ชายนักเดินทางรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย แต่ก็มีคำถามอื่นที่ต้องการคำตอบมากกว่า

“แล้วที่แห่งนี้คือที่ไหนกันครับ”

“ที่นี่ก็คือ ดินแดนเก็บความปรารถนาของสัตว์ในจักรวาลนี้…ไงล่ะ ฮึ ๆ ๆ ...” ชายผู้คุมกฎตอบ พร้อมกับเสียงหัวเราะในลำคอ ที่ก้องไปรอบทิศ

-จบตอนที่ ๑-

ขอบคุณรูปภาพจาก //www.dhammathai.org/articles/data/imagefiles/654.jpg มากมายครับ




 

Create Date : 13 มกราคม 2556    
Last Update : 13 มกราคม 2556 22:37:18 น.
Counter : 391 Pageviews.  

๔๑๗ - เศษเสี้ยวของความทรงจำ




ช่วงปีใหม่ได้มีโอกาสกลับมายังบ้านเกิดอีกครั้ง ซึ่งก็เหมือนกับทุก ๆ ปีที่ผ่านมา เพียงแต่ปีนี้มีโอกาสอยู่บ้านนานสักหน่อย จึงมีเวลาในการทบทวนความทรงจำตอนเด็ก ๆ

เชื่อว่าทุก ๆ คนต่างก็มีความทรงจำในวัยเยาว์กันทุกคน ไม่ว่าเรื่องนั้นจะดีร้ายอย่างไรก็ตาม สำหรับความทรงจำบางเรื่องราวนั้น มันได้อาศัยอยู่กับเราจนวันตาย แต่สำหรับเรื่องราวส่วนใหญ่จะไม่ใช่อย่างนั้น มันน่าแปลกใจเกี่ยวกับกลไกลแห่งการเก็บความทรงจำของเรา ที่สามารถบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ไว้อย่างอัศจรรย์ สิ่งนี้เอง มีผลทำให้เรามีการวิวัฒนาการ สำหรับในแง่ของวิทยาศาสตร์ได้อธิบายว่า สมองของเรามีส่วนสำคัญในการเก็บข้อมูลความทรงจำ และเป็นหน่วยประมวลหลักที่คอยควบคุมการทำงานของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นส่วนอัตโนมัติหรือในส่วนที่เราสามารถบังคับได้ ในแง่ของพุทธศาสนา ได้อธิบายเกี่ยวกับความทรงจำว่าเป็นหนึ่งหน่วยของขันธ์ ๕ มี รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ (ความทรงจำนี้ก็คือ สัญญา ) ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของสิ่งมีชีวิตในภพ ภูมิ หรือมิติต่าง ๆ จะต้องมีองค์ประกอบพื้นฐานเหมือนกัน เพียงแต่แตกต่างกันตามอรรถภาพของรูป ตามภพนั้น ๆ ซึ่งเกิดจากผลของการกระทำ คือ กรรม ของสัตว์นั่นเอง

สำหรับสมองก็เป็นเพียงส่วนประกอบรูปในแง่ของขันธ์ ๕ ซึ่งจะกล่าวมาเป็นสัญญาหนึ่งที่ถูกแปรรูปให้เหมาะกับสภาพของรูปขันธ์ในภพภูมินั้น เพื่อรับใช้กระบวนการของจิต ให้สามารถตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้เป็นระบบ

ย้อนกลับมาดูเรื่องราวสมัยเด็ก วันนั้นข้าพเจ้ามีโอกาสกลับไปยังสถานที่ที่คุ้นเคยในช่วงที่เรากำลังเติบโต ลองย้อนกลับมามองตัวเองตอนเด็ก ว่าเราจะสามารถจดจำเรื่องราวอะไรเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้ได้บ้าง

ภาพเด็กน้อยที่ร้องไห้งอแง กำลังนั่งเรือข้ามแม่น้ำ เพื่อไปยังกระท่อมแห่งหนึ่ง ซึ่งพ่อกับแม่ใช้นอนพักสำหรับฤดูกาลทำนา เมื่อประมาณ ๓๐ ปีก่อน ซึ่งวันนี้ข้าพเจ้าได้มายืนอยู่ตรงนั้น ไม่มีกระท่อมริมแม่น้ำแห่งนั้นอีกต่อไป แม่น้ำที่เคยมีสันดอนก็เปลี่ยนสภาพเป็นร่องน้ำลึก จนทบทวนความทรงจำในอดีตลำบาก ข้าพเจ้าพยายามมองหาร่องรอยเป็นเสาไม้เก่า ซึ่งเมื่อ ๑๐ปีก่อนยังพอเหลือให้เห็น แต่บัดนี้ไม่มีแล้ว ที่แห่งนั้นกลายเป็นป่า มีต้นไม้ใหญ่และเถาวัลย์ปกคลุมอยู่ประปราย

กาลเวลามันคงกำลังทำหน้าที่ของมัน ธรรมชาติก็ทำหน้าเปลี่ยนแปลงสภาพอย่างสมบูรณ์ สถานที่แห่งหนึ่งก็ทำหน้าบรรจุความจำน้อย ๆ เอาไว้ และจะคอยฟื้นคืนเมื่อเรากลับมาที่แห่งนั้นอีก ให้เราคิดถึงและทบทวนในที่ที่เราจากมาในครั้งนั้น

นั่นเป็นเศษเสี้ยวความทรงจำเล็ก ๆ ของข้าพเจ้า อาจจะเป็นความทรงจำที่สามารถสืบไปได้ไกลที่สุด ณ เวลานี้ แต่มันเป็นความทรงจำที่มีค่ามาก สำหรับคนที่กำลังค้นหาและสืบเสาะที่ไปที่มาของชีวิต

การเรียนรู้อดีตจากความทรงจำ ก็เพื่อบทเรียนสอนตัวเองเพื่อให้ระลึกถึงที่ไปที่มาของตัวเรา ให้รู้ว่าช่วงเวลาหนึ่ง เราเคยผูกพันกับสถานที่กับคนที่เลี้ยงดูเรามา กับวิถีชีวิตดั้งเดิมในครั้งอดีต และความทรงจำนี้อาจจะเป็นความทรงจำที่อบอุ่นที่สุด ที่พอจะหาได้ ท่ามกลางกระแสโลกภายนอกที่แสนจะวุ่นวาย ณ เวลานี้

ขอบคุณรูปภาพจาก //img.online-station.net มากมายครับ




 

Create Date : 08 มกราคม 2556    
Last Update : 8 มกราคม 2556 22:03:38 น.
Counter : 689 Pageviews.  

๔๑๖ - พุทธะกับชีวิตวันนี้



เขียนเรื่องราวเกี่ยวศาสนามากมายหลายบท บางครั้งข้าพเจ้าก็หมั่นถามตัวเองอยู่เสมอว่า เราเข้าใจแง่มุมของศาสนาถูกต้องแล้วหรือไม่ บางทีสิ่งที่เราเข้าใจมันอาจจะตรงกับหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่งหรือคำพูดของใครคนใดคนหนึ่ง แล้วเราก็ทึกทักเอาเองว่าเราเข้าใจ แต่อยากจะบอกจริง ๆ ว่าตัวเองไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับศาสนาชนิดที่ทะลุปรุโปร่ง เพียงแต่เข้าใจในแง่มุมหนึ่งเกี่ยวกับคำสอนบางบท และหลักการสำคัญที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ และดำเนินตามสิ่งนั้น หมั่นปฏิบัติตามและสุดท้ายก็เกิดผลบางอย่างที่ทำให้ชีวิต

แนวคิดความเห็นของข้าพเจ้าเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมคนที่อ่านหนังสือทางศาสนาไม่ค่อยได้ อ่านได้ก็เคลิ้มหลับอยู่หลายคราว กลับกลายมาเป็นคนที่สนในหนังสือทางพุทธศาสนาและอ่านอย่างสนุกเข้าใจในหมวดธรรมแต่ละหมวด ควบคู่กับการหมั่นฟังธรรม ซึ่งเป็นตัวเสริมทำให้สามารถเข้าใจแง่มุมของศาสนาได้ดียิ่งขึ้น การเขียนหนังสือหรือบทความ ซึ่งสมัยก่อนยอมรับว่าไม่ได้เรื่องเลยทีเดียว ยิ่งการได้มาเขียนเรื่องราวธรรมะแบบสด ๆ ไม่มีการดัดแปลงแก้ไข ก็ยิ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้(แต่ก็เป็นไปแล้ว) บางครั้งก็ย้ำตัวเองว่าเราไม่ได้เป็นนักเขียนหรือปรารถนาการเขียนหนังสืออะไร เพราะไม่ใช่แนวทางที่ถนัด แต่ที่ทำได้สิ่งหนึ่งคงเป็นเพราะเรามีความรัก ในทางพุทธศาสนาเรียกว่า ฉันทะ คือ ความพอใจ มีความรักที่จะกระทำการงานใด ๆ เมื่อเรามีความรักในการงานใด ๆ เราก็จะมีความตั้งใจ ใส่ใจ และทำสิ่งนั้นออกมาเป็นอย่างดี ไม่มีได้ทำลวก ๆ หรือสุกเอาเผากิน

จากที่เราศึกษาพุทธศาสนามานานกว่า ๖ ปี ก็เกิดคำถามว่าเราได้อะไรบ้าง ซึ่งแน่นอนไม่รวมงานเขียน คำตอบที่ได้คือ การได้มุมมองชีวิตที่รอบคอบมากขึ้น จากปกติ เราอาจจะมองวงจรชีวิต ๆ หนึ่ง แค่เรียนจบ ทำงาน แต่งงาน มีลูก มีสิ่งของ เครื่องใช้อำนวยความสะดวกมากมาย แต่พุทธศาสนาให้เรามองวงจรชีวิตที่กว้างกว่านั้น เรียนรู้ว่าชีวิตมันน่าจะมีอะไรมากกว่านั้น ชีวิตไม่ได้เกิดครั้งเดียวหรือตายครั้งเดียว มีการสนองและกระทำกรรมและมีผลของการกระทำ ชีวิตที่เป็นเราอยู่นี้เป็นเพียงฉาก ๆ หนึ่งที่จิตเข้ามายึดครอง และเสวยต่อผลกรรมในอดีตและสร้างกรรมอีกในอนาคต เมื่อครั้งที่ร่างกายต้องคืนสู่ธรรมชาติจิตนี้ก็ยังมีตัณหา ย่อมหาที่เกิดใหม่ และเริ่มวงจรของชีวิตในภพภูมิใหม่ ตามแรงอำนาจของกรรม ซึ่งก็คือการกระทำของตนเองในอดีตที่ผ่านมา

การได้รับมุมมองใหม่ ๆ นี้นับเป็นการกระเทาะเมล็ดเปลือกแห่งความรู้ ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงแนวคิดของข้าพเจ้าอย่างสิ้นเชิง จากเดิมคิดว่าชีวิตคงต้องดำเนินไปตามแนวทางของมัน คือแต่งงานมีครอบครัวหรือหาทางต่อสายพันธุ์ตามสัญชาตญาณของสัตว์โลก แต่ข้าพเจ้ากลับต้องการหยุดวงจรแห่งการเวียนว่ายตายเกิด หยุดวงจรแห่งความทุกข์ยากจากการเกิด บอกตามตรงว่ามันค้านต่อสิ่งแวดล้อมและความรู้สึกลึก ๆ ซึ่งสัญชาตญาณมันบอกว่าไม่เอา ไม่ทำอย่างนั้น มันตีกันระหว่างกิเลสกับปัญญา ผลัดกันแพ้และชนะอยู่นานหลายปี ซึ่งปัจจุบันก็ยังเป็นอยู่ ยังไม่แน่ว่าฝ่ายไหนจะชนะ

กลับมามองย้อนดูความหมายของพุทธศาสนา ความหมายหรือแก่นที่แท้จริง ก็คือ เรื่องการพ้นทุกข์ ซึ่งก่อนที่จะสามารถเข้าถึงหรือเข้าใจสภาพการพ้นทุกข์ก็ต้องมีสัมมาทิฐิก่อนคือ เชื่อว่าทุกข์นั้นมีอยู่จริง รู้ที่มาของความทุกข์ และสภาพแห่งความดับทุกข์นั้นมีอยู่จริงและปฏิบัติตามแนวทางแห่งความดับทุกข์ ซึ่งก็โดยรวมก็คือ ความรู้เรื่องอริยสัจ ๔ นั่นเอง แก่นแท้จริงก็มีเพียงเท่านี้ เหตุที่ต้องมีหมวดธรรมอื่น ๆ ก็เพราะจริตนิสัยของคนนั้นต่างกัน พระพุทธเจ้าจึงต้องตรัสสอนและแยกแยะหมวดธรรมไว้อย่างมากมาย

คราวนี้ประเด็นหลักใหญ่ หากคนเราท่องจำแค่อริยสัจ ๔ แล้วบรรลุธรรม ทุกสิ่งทุกอย่างก็คงง่าย หากแต่มันกลับไม่ใช่อย่างนั้น เพราะการที่ใครจะสามารถบรรลุธรรมหรือเข้าใจแก่นแท้ของศาสนาได้อย่างลึกซึ้ง ก็ต้องสั่งสมบารมีมาอย่างยาวนาน และติดต่อกันเป็นเวลานานหลายต่อหลายชาติภพ เหมือนคนจะจบปริญญาเอกตามหลักสูตรได้ ก็ต้องเรียน อนุบาล ประถม มัธยม ปริญญาตรี โทร เอก ตามลำดับจะข้ามขั้นไม่ได้ ยกตัวอย่างอีก เช่น หากเราเอาสมการทางคณิตศาสตร์ของเด็กปริญญาตรี ไปให้เด็กประถมท่องจำ เด็กก็อาจจะท่องจำได้ แต่ไม่สามารถเข้าใจหรือประยุกต์แก้ไขโจทย์ปัญหาตามมาตรฐานของเด็กปริญญาตรีได้ ฉันใดก็ฉันนั้น ธรรมะของพระพุทธเจ้าก็เหมือนกัน เหมาะกับคนที่สนใจและมีบารมีธรรมมาพอสมควรจึงจะสามารถเข้าใจได้

หากคุณเป็นเด็กประถมที่ต้องการแก้ไขสมการคณิตศาสตร์ของเด็กปริญญาตรี ก็ต้องหมั่นขยันเรียน จนสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้ ก็จะมีโอกาสเรียนรู้และเข้าใจประยุกต์ใช้สมการนั้นได้เช่นกัน เรื่องของบารมีธรรมจึงมีลักษณะคล้าย ๆ กัน

ขอขอบคุณรูปภาพงาม ๆ จาก //variety.teenee.com/foodforbrain/img4/94772.jpg มากมาย ครับ




 

Create Date : 05 มกราคม 2556    
Last Update : 5 มกราคม 2556 20:41:03 น.
Counter : 552 Pageviews.  

1  2  

อัสติสะ
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




ทุกข์ใดจะทุกข์เท่า การเกิด
ดับทุกข์สิ่งประเสริฐ แน่แท้
ทางสู่นิพพานเลิศ เที่ยงแท้ แน่นา
คือมรรคมีองค์แก้ ดับสิ้นทุกข์ทน






Google



เมื่อมองทุกอย่างว่าเริ่มต้นจาก...จิต เมื่อเราเปลี่ยนมุมมองของคนใหม่ว่า มีจุดเริ่มต้นจากดวงจิต เราจะสามารถหาทางยับยั้งแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกวิธี คือยับยั้งแก้ไขกันที่จิต เมื่อจิตเราบริสุทธิ์ มีความสงบ ความสุขก็จะตามมาหาทันที มันจึงไม่ใช่ความสุขที่ถูกปรุงแต่งแบบโลก ๆ แต่เป็นความสุข ที่ปราศจากความดิ้นรนค้นหา เป็นความสงบเยือกเย็นหาประมาณมิได้จริง ๆ
New Comments
Friends' blogs
[Add อัสติสะ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.