ภัยแห่งสังสารวัฏนั้น น่ากลัวยิ่งกว่าภัยอื่นใด - อัสติสะ
Group Blog
 
All blogs
 

๑๖๐-ตกข่าว



ช่วงนี้ไม่ค่อยได้ติดตามข่าวสารบ้านเมืองสักเท่าไหร่ เพราะเกิดอาการเบื่อหน่ายอย่างรุนแรง เรื่องราวต้นสายปลายเหตุคงไม่ต้องพูดถึงกันให้มากเรื่อง การปิดทีวีไปเลยตลอดทั้งสัปดาห์ คงเป็นเรื่องลำบากใจสำหรับมนุษย์ข่าวสาร และละคร ความบันเทิงทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่ได้หมายเอาว่าทีวี ข่าวสารไม่มีสาระ หากแต่การที่เราเสพวัตถุ ข่าวสารมากเกินไป มันเป็นสิ่งที่เกินความจำเป็นเกินความพอดีของชีวิต สิ่งเหล่านี้เมื่อเสพมากขึ้น ก็พัฒนาเป็นความยึดติด เป็นสิ่งที่ผูกพันเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของมนุษย์อย่างแยกไม่ออก

มันอันตรายมากมั้ย ถ้าหากเราจะเสพข่าวสารทุก ๆ วัน แน่นอนว่ามันเป็นผลดีอยู่แล้ว สำหรับชาวโลก ยิ่งเรามีข่าวสารอยู่ในมือ ก็ยิ่งทำให้เราได้เปรียบคนทั่วไปอีกก้าวหนึ่ง

แต่มันเป็นอัตรายต่อผู้ปรารถนา มรรค ผล นิพพาน เสียโดยมากกว่า ธรรมดาผู้ที่ไม่ได้ฝึกปฏิบัติธรรมก็จะไม่ล่วงรู้อารมณ์กรรมฐาน และไม่ได้ฝึกการกำหนดฝึกสติระลึกรู้ ก็ย่อมยินดีพาใจพาเพลินไปกับสิ่งที่ปรุงแต่งจิตทั้งหลาย

หากแต่พระโยคาวจรผู้ปรารถนานิพพาน อยากดูทีวีก็อยาก อยากเสพข่าวสารที่ไร้ประโยชน์ ก็อยาก อยากได้ทั้งนิพพานในชาตินี้ก็อยาก...จะเอาทั้งสองอย่างหรือหลาย ๆ อย่างพร้อม ๆ กัน ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้เลย

ผู้ปรารถนานิพพานในชาตินี้ ก็จำเป็นต้องละ ต้องทิ้งมูลเหตุอันเป็นปัจจัยที่ขัดที่ขวางต่อมรรค ผล นิพพานให้ได้ ยิ่งได้เร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี เพราะอย่าลืมว่าพุทธศาสนาเสื่อมลงทุก ๆ วัน ไม่ต่างอะไรก็เสาบ้านที่กำลังผุกร่อน เนื่องด้วยพญาปลวกทั้งหลายกำลังกัดกินอยู่ หากเรายังมัวแต่ใช้ชีวิตประมาทอยู่ก็ย่อมถึงคราววิบัติไปเสียแล้วล่ะคราวนี้

มาดูอีกมุมมองหนึ่ง ในขณะที่พระโยคาวจรกลุ่มหนึ่งกำลังตกข่าวทางโลก แต่มีผู้ที่กำลังตื่นข่าวทางธรรมอยู่ ซึ่งหัวข้อพาดข่าวที่ว่าติดปากกันมายาวนานร่วมสองพันกว่า ๆ ดังนี้

“พระพุทธเจ้าอุบัติแล้วขึ้นในโลก พระธรรมเกิดขึ้นแล้วในโลก พระสงฆ์ผู้ปฏิบัติชอบเกิดขึ้นแล้วในโลก”

นี่เป็นข่าวใหญ่ ข่าวสำคัญที่สุดในภัทรกัปป์นี้เลยก็ว่าได้ แต่ทว่าในปัจจุบันนี้เรากับหันหลังให้ข่าวสำคัญเช่นนี้

ถ้าเป็นหนังสือพิมพ์คงเหลือเพียงพาดหัวเล็ก ๆ ที่คนไม่ค่อยสนใจกันแล้ว คนไม่ตื่นเต้นกันแล้ว แต่สำหรับพระโยคาวจรผู้ปรารถนานิพพานในชาตินี้นั้นจะรู้สึกต่างกันออกไป ทั้งหัวจิตหัวของเขาต่างก็สรรเสริญยินดีที่พระพุทธศาสนาบังเกิดขึ้นในโลก

แล้วท่านทั้งหลายกำลังทำอะไรกันอยู่
หรือว่ากำลังอ่านข่าวซุบซิบดารา
เสาะหาด่านักการเมือง
หาเรื่องทะเลาะกับตำรวจ
หาเลขงวดเด็ดเดือนต่อไป ฯ

หรือเสพไปเรื่อย ๆ แล้วมันจะจบสิ้นเมื่อไหร่กัน จะเอาจนกระทั่งวันที่เรานอนอยู่ในโลงเลยอย่างนั้นหรือ

อย่าช้านักนะท่านทั้งหลาย อีกไม่นานเสาหลักอันที่พุทธศาสนายืนมั่นอยู่นี้ มันกำลังผุกร่อนลงทุกที หรือไม่ร่างกายอันเป็นที่ประชุมของธาตุทั้ง ๔ ของเราจะแตกดับไปเมื่อไหร่ก็ไม่มีใครทราบได้ ซึ่งหากพ้นยุคนี้ไปแล้ว ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่าท่านทั้งหลาย จะตกข่าวเรื่องพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นแล้วในโลกนี้ ไปอีกนานแสนนานเลยทีเดียว




 

Create Date : 25 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 25 พฤษภาคม 2552 18:47:56 น.
Counter : 251 Pageviews.  

๑๕๙-ทางสายตรง



ในบรรดาเส้นทางทั้งหลายบนโลกมนุษย์ มีลักษณะที่เชื่อมต่อกันไปมาได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ในถิ่นแคว้นใดที่มีมนุษย์อยู่อาศัย ย่อมมีหนทางที่จะทำให้มนุษย์นั้นเดินทางไปมาหาสู่ และอุดหนุนช่วยเหลือกันจนได้ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง
ในทางนั้นก็มีอันตรายอยู่คู่ควบคู่กันไปด้วย เช่นเดียวกับเส้นทางที่แม่น้ำไหลผ่าน ได้สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้ฉันใด ในยามถึงฤดูฝนก็เป็นทางผ่านก็กระแสน้ำที่ไหลเชี่ยว ยังความวิบัติมาให้คนที่อยู่ตามชายฝั่งฉันนั้น

เส้นทางที่มนุษย์สร้างขึ้น วันหนึ่งก็เป็นเส้นทางที่นำข้าศึกศรัตรูให้เข้ามาโจมตีเมืองได้เสียโดยง่าย นี่เป็นทั้งคุณและโทษที่อยู่ควบคู่กันมาทุกยุคทุกสมัย ไม่มีคราวใดเลยที่เจริญรุ่งเรืองได้ฝ่ายเดียว โดยไม่มีความฉิบหายวิบัติเกิดขึ้น

ถ้าหากข้าพเจ้าไม่เข้าข้างพวกเดียวกันเองมากนัก ข้าพเจ้าเชื่อคนที่มาเกิดในยุคสมัยกึ่งพุทธกาลนี้ มีทั้งเทวดาและอสูรปนกันอย่างละครึ่ง มันเป็นเส้นทางสายตรงที่ชักนำให้เหล่าพรรคพวกของเทวดาและอสูรมาพบเจอกัน ในสยามประเทศแห่งนี้ ในบรรดาเทวดาทั้งหลายที่ลงมาหาใช่เทวดาที่มีสัมมาทิฏฐิเสียโดยมาก แต่เป็นเทวดาที่ศรัทธาในพุทธศาสนามาอยู่บ้าง ในขณะเดียวกับอสูรก็เช่นเดียวกัน พวกเขาเองก็ส่วนหนึ่งก็มีศรัทธาในพุทธศาสนา หากแต่กาลเวลานี้ เป็นกฎแห่งกรรมที่เราทั้งหลายต้องเผชิญร่วมกัน เมื่อเหล่าสมุนแห่งเทวดาและอสูร ต้องป้อมหักล้างฆ่าฟันกันเอง อย่างไม่ลืมหูลืมตา มันจึงเป็นศึกสงครามที่รบราฆ่ากันมาตั้งแต่ครั้งอดีตชาติ

พอดีเวลานี้มาเจอกัน โดยที่ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ เข่นฆ่ากันเองอย่างไม่มีเหตุไม่มีผล นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่มาว่าทำไมเมืองไทยเป็นเมืองพุทธจึงไม่สงบเสียที มันคงเป็นกฎแห่งกรรมครั้งใหญ่หลวงที่ทำร่วมกันมาครั้งอดีตชาติ หากแต่กฎแห่งกรรมนี้ก็ยากที่จะเปลี่ยนแปลงไปได้ จึงต้องปล่อยให้มันเป็นไปตามนั้นไปก่อน

เพราะหากเรามองขึ้นไปบนสวรรค์ชั้นต่ำ ๆ ตามตำราท่านว่า เทวดาก็ยังมีศึกสงคราม มีการต่อสู้แก่งแย่งเช่นเดียวกับมนุษย์อยู่บ่อย ๆ ใครที่คิดว่าขึ้นสวรรค์แล้วสบายนั้นก็คงต้องคิดดูใหม่

นี่ละเป็นความขัดแย้ง ชิงผลประโยชน์ชิงดีชิงเด่น มันมีมาอยู่แล้วคู่กับโลก อยู่ทุกยุคทุกสมัย มันก็เป็นอย่างนั้นเอง

มาถึงทางสายตรงที่สวนต่อเส้นทางความขัดแย้งทั้งหลาย มันเป็นเส้นทางแห่งมรรค ผล นิพพาน เป็นเส้นทางเดียวที่เราจะหยุดความขัดแย้งทางใจ และระหว่างเหล่าสัตว์ด้วยกันได้

หากแต่ที่เขียนนี้มันคงไกลจากความรู้สึกนึกคิดของคนทั่วไปเสียโดยมาก

ทางสายตรงเหล่านั้นยังมีอยู่จริงหรือ

แล้วทางเส้นนั้นมันอยู่ที่ไหน และจุดเริ่มต้นอยู่ที่ใดกันแน่

หากคุณมีคำถามเหล่านี้อยู่ในใจก็นับได้ว่ามาถูกทางแล้ว เพราะหากคุณไม่มีความสงสัยในเรื่องนี้ ก็คงไม่ต้องพูดกันให้ยาวนัก

ทางเส้นนี้ก็ยังมีอยู่ ปัจจุบันนี้ก็ยังมีอยู่
ทางเส้นนี้นั้นมีอยู่รอบตัวเรา
จุดเริ่มต้นอยู่ที่ลมหายใจเข้า-ออก นั่นล่ะ

ทุกอย่างฟังดูเหมือนง่ายมาก เพราะองค์ประกอบในการสร้างทางสายตรงนี้ มันมีอยู่ครบในตัวของเราแต่ละบุคคล เพียงแต่เราจะหยิบมาใช้กันหรือเปล่าเท่านั้นเองครับ

*วันนี้จบลงด้วยทางสายตรงคือการปฏิบัติธรรม ในแนวทางของสติปัฏฐาน ๔ มีการแนะนำโดยใช้สติ ระลึก รู้ลมหายใจ เข้า-ออก อยู่ตลอดเวลา นี่เป็นทางสายเองทางสายตรงที่ใช้ได้ผลจริง ๆ




 

Create Date : 22 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 22 พฤษภาคม 2552 8:18:35 น.
Counter : 328 Pageviews.  

๑๕๘-อะไร ๆ ก็วิทยาศาสตร์



ไหน ๆ ก็มาทำงานและใช้ชีวิตที่อยู่บนแกนของเทคโนโลยีแล้ว แต่ข้าพเจ้าไม่ค่อยได้เขียนเรื่องทำนองนี้เลย ทั้งที่ตัวเองก็เป็นคนถนัดเรื่องนี้อย่างมาก หากแต่ได้เล็งเห็นถึงคุณถึงโทษแล้ว มันมีค่าน้อยกว่าธรรมของพุทธเจ้านั่นเอง ข้าพเจ้าจึงไม่ค่อยใส่ใจที่จะเขียนถึง เรื่องราวของวิทยาศาสตร์นัก

หากแต่วันนี้จึงเป็นอีกหนึ่งมันที่เกิดรู้สึกว่าเพื่อน ๆ สนใจกันมากว่าพุทธศาสตร์วิทยาศาสตร์ มันคนละเรื่องกัน ไม่เกี่ยวกัน หรือว่ามันเป็นศาสตร์ที่อยู่บนพื้นฐานอย่างเดียวกันกันแน่

บางคนว่าใช่
บางคนว่าไม่ใช่
บางคนว่าหลักการคล้ายและใกล้เคียงกัน แต่อยู่กันคนละด้าน เหมือนกับเหรียญบาท

คนที่คิดเอาการโยงใย สาวตัวของพุทธศาสนาไปเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ แสดงว่าได้มองข้ามหลักสำคัญของพระพุทธศานาที่พระพุทธเจ้าสั่งสอนไว้ ในคืนวันเพ็ญมาฆบูชา เป็นโอวาทปาติโมกข์ คือ

๑. สพฺพปาปสฺส อกรณํ ไม่ทำความชั่วทั้งปวง
๒. กุสลสฺสูปสมฺปทา ทำแต่ความดี
๓. สจิตฺตปริโยทปนํ ทำใจของตนให้สะอาดบริสุทธิ์

โอวาทปาติโมกข์เป็นหัวใจของพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าวางไว้ครับ คือทรงสอนในเรื่องการประพฤติในทางที่ดี ไม่ทำชั่ว และทำจิตใจให้บริสุทธิ์ แล้วมันตรงกับหลักของวิทยาศาสตร์ข้อไหนไม่ทราบ

วิทยาศาตร์เป็นศาสตร์ที่ค้นคว้า พิสูจน์ ทดลอง เพื่อไม่ให้คนทำชั่วหรือเปล่า
วิทยาศาตร์เป็นศาสตร์ที่ค้นคว้า พิสูจน์ ทดลอง เพื่อให้คนทำดีหรือเปล่า
วิทยาศาตร์เป็นศาสตร์ที่ค้นคว้า พิสูจน์ ทดลอง เพื่อทำใจของคนให้สะอาดบริสุทธิ์หรือเปล่า

ถ้าใช่ ก็ต้องตอบว่าผลสุดท้ายพุทธ เป็นวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เป็นพุทธ แต่ถ้าผลมันไม่ใช่ก็ขอให้คิดใคร่ควรแล้ว ก็เลิกเอามาเปรียบเทียบเพื่อให้คนไขว้เขว และห่างเหินออกจากพุทธศาสนาสักทีเถอะครับ

ในแง่ที่มันพอจะเกี่ยวข้องกันได้ก็คงเป็นชั้นของการปฏิบัติการมากกว่า คือเป็นชั้นในเรื่องเหตุ ผล และวิธีการแก้ไขเพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบ ซึ่งอาจจะคล้ายกันบ้าง คนก็เข้าใจกันแค่เพียงในประเด็นนี้แล้วก็เอาไปตีความว่า วิทย์ก็คือพุทธ นั่นเอง
ซึ่งความจริงแล้วมันหนังคนละเรื่อง สมมติมีหนังอยู่สองเรื่อง มี สรพงษ์ ชาตรี แสดงเป็นพระเอก ท่าทางบุคคลิกเหมือนกันเพราะเป็นคนคนเดียวกัน แต่บทบาท แง่มุม มันคนละเรื่องเดียวกัน หนังคนละเรื่อง คนละจอ เพียงแต่บังเอิญฉายเวลาเดียวกันก็เท่านั้น

แต่อนิจจาคนเรามันแยกแยะไม่ออก ถูกสังขารมันหรอกเอา แค่เห็นหน้าสรพงษ์เดินออกมา และแต่งตัวเหมือนกัน พร้อมกันทั้งสองจอ ก็เหมาเอาว่าหนังสองจอนี้ คือหนังเรื่องเดียวกัน ทั้งที่ยังไม่ได้ดูให้จบเรื่องเลยคับ

ดังเช่นที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า เรื่องที่พระองค์ทรงรู้เห็นนั้นมีประมาณใบไม้ทั้งต้น แต่เรื่องที่เป็นสาระ เป็นสิ่งจำเป็น ที่ทรงนำมาสอนนั้นมีเพียง “ใบไม้ในกำมือ”

คนเรามีมือเพียงสองมือเล็ก ๆ จะไปเที่ยวเด็ดใบไม้ให้หมดทั้งต้นทั้งป่าดูก่อน ก็ตามใจเถอะครับ




ป.ล.
สมัยหนึ่ง พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ ณ ป่าไม้ประดู่ลาย เขตเมืองโกสัมพี ครั้งนั้น พระพุทธองค์ทรงใช้ฝ่าพระหัตถ์ถือเอาใบประดู่ลาย แล้วทรงตรัสถามพระภิกษุทั้งหลายว่า ใบประดู่ลายในฝ่าพระหัตถ์กับที่อยู่บนต้น อย่างไหนมีมากกว่ากัน พระภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลว่า ใบประดู่ลายที่อยู่บนต้นนั้นมีมากกว่า

พระพุทธองค์ทรงตรัสอธิบายว่า ธรรมที่พระพุทธองค์ทรงหยั่งทราบด้วยพระปัญญาอันยิ่งนั้น มีมากกว่าธรรมที่พระองค์ทรงประกาศ เปรียบดังใบประดู่ลายที่อยู่บนต้นนั้น มีมากกว่าในฝ่าพระหัตถ์ แล้วพระพุทธองค์ทรงแสดงเหตุผลว่า เพราะเหตุใดจึงไม่ทรงแสดงธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ซึ่งเปรียบดังใบประดู่ลายบนต้นนั่นก็เพราะธรรมเหล่านั้น ไม่ประกอบไปด้วยประโยชน์ ไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย ความคลายกำหนัด ความดับทุกข์ ความสงบ ระงับ ความรู้ยิ่ง การตรัสรู้ และพระนิพพาน





 

Create Date : 20 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 20 พฤษภาคม 2552 8:05:38 น.
Counter : 181 Pageviews.  

๑๕๗-หาที่วางไม่เจอ



คนที่มีจริตไปในทางปัญญาและเป็นนักศึกษาทางวิทยาศาสตร์ก็จะเอนเอียงไปทางที่ว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่มีหลักอยู่บนวิทยาศาสตร์

นักปรัชญาก็จะมีมุมมองมีความเอนเอียงไปที่ตนเองศึกษามา และให้ทัศนะตามความคิดของกลุ่มคนของตนเองว่า พุทธศาสนา เป็นปรัชญา

มีแง่มุมมีทัศนะคติอีกมากมายที่พยายามดึงเอาพุทธศานาไปเกี่ยวไปโยงใย เพื่อสนับสนุนแง่คิด และทัศนะของตน

และแล้วพุทธศาสนาจริง ๆ คือ อะไรกันแน่ ?

ถ้าในบ้านคุณมีหนังสืออยู่เยอะแยะมากมาย แต่ไม่มีหนังสือเกี่ยวกับพุทธศาสนาเลยสักเล่มเดียว วันหนึ่งคุณได้หนังสือเกี่ยวกับพุทธศาสนาเล่มหนึ่งมา เมื่อคุณอ่านจบคุณจะเก็บหนังสือนี้ไว้รวมอยู่กับชั้นของหนังสือประเภทอะไร

เป็นหัวข้อที่คุณต้องเอาเก็บไปคิดเป็นการบ้านนะครับ...

วันแรก...
คุณเอาหนังสือเล่มนั้นไปรวมกับไสยศาสตร์มนต์ดำ
แต่เมื่ออายุมากขึ้น แล้วนำมาอ่านใหม่
คุณเอาหนังสือเล่มนั้นไปรวมกับตำราใบ้หวย
แต่เมื่ออายุมากขึ้น แล้วนำมาอ่านใหม่
คุณเอาหนังสือเล่มนั้นไปรวมกับตำราการเสี่ยงโชคชะตา
แต่เมื่ออายุมากขึ้น แล้วนำมาอ่านใหม่
คุณเอาหนังสือเล่มนั้นไปรวมกับหนังสืออ่านนอกเวลา
แต่เมื่ออายุมากขึ้น แล้วนำมาอ่านใหม่
คุณเอาหนังสือเล่มนั้นไปรวมกับหนังสือวิทยาศาสตร์
แต่เมื่ออายุมากขึ้น แล้วนำมาอ่านใหม่
คุณเอาหนังสือเล่มนั้นไปรวมกับหนังสือจิตวิทยา
แต่เมื่ออายุมากขึ้น แล้วนำมาอ่านใหม่
คุณเอาหนังสือเล่มนั้นไปรวมกับหนังสือปรัชญาชีวิต
.
.
.
แต่เมื่ออายุมากขึ้น แล้วนำมาอ่านใหม่
คุณเอาหนังสือเล่มนั้นไปรวมกับหนังสือโบราณคดี
แต่เมื่ออายุมากขึ้น แล้วนำมาอ่านใหม่
คุณเอาหนังสือเล่มนั้นไปรวมกับหนังสือภาษาศาสตร์
แต่เมื่ออายุมากขึ้น แล้วนำมาอ่านใหม่
คุณเอาหนังสือเล่มนั้นไปรวมกับหนังสือประวัติศาสตร์อินเดีย
แต่เมื่ออายุมากขึ้น แล้วนำมาอ่านใหม่
คุณเอาหนังสือเล่มนั้นไปรวมกับหนังสือประวัติบุคคลที่มีชื่อเสียง
แต่เมื่ออายุมากขึ้น แล้วนำมาอ่านใหม่
คุณเอาหนังสือเล่มนั้นไปรวมกับหนังสือคำคมโดนใจ
แต่เมื่ออายุมากขึ้น แล้วนำมาอ่านใหม่
คุณเอาหนังสือเล่มนั้นไปรวมกับหนังสือต๋วยตูน ภาค พิเศษ
แต่เมื่ออายุมากขึ้น แล้วนำมาอ่านใหม่

และเผลอ...

เอาหนังสือเล่มนั้นไปรวมกับหนังสือไสยศาสตร์มนต์ดำ (อีกครั้ง)

>
>
>


วันหนึ่งคุณคงจะพิจารณาได้ว่า หนังสือพุทธศาสนาเล่มนั้น
ถ้ายิ่งอ่านมากโดยไม่ปฏิบัติ มันก็จะวนเวียนอยู่ในห้องหนังสือนั้นอย่างไม่มีวันจบสิ้น
จึงขอให้วางหนังสือเล่มนั้นลงที่มุมห้อง แล้วปฏิบัติตามหลักที่พุทธศาสนาวางไว้

ในที่สุดคุณจะพบที่วางหนังสือแห่งใหม่...
มันคือชั้นวางหนังสือที่อยู่ในใจของเรานั่นเองครับ





 

Create Date : 18 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 18 พฤษภาคม 2552 7:52:46 น.
Counter : 246 Pageviews.  

๑๕๖-คืนพระจันทร์เต็มดวง



ดวงจันทร์เป็นดาวบริวารของโลก ที่มีคนรู้จักมากที่สุด แต่มีน้อยคนที่จะรู้จักแง่มุมของดวงจันทร์จริง ๆ ความเชื่อเรื่องเทพเจ้า และอิทธิพลของดวงจันทร์ มีมานานแสนนาน ตั่งแต่มนุษย์เริ่มมีการสร้างอารยธรรมขึ้นมา บางทีอาจจะเกิดอาจจะเกิดขึ้นมาก่อนนั้นก็เป็นไปได้

ดวงจันทร์หมุนรอบตัวเอง ไปพร้อมกับโคจรรอบโลก ใช้เวลา ๒๘ วันครึ่ง ด้วยสาเหตุนี้เราจึงไม่มีโอกาศเห็นอีกด้านหนึ่งของดวงจันทร์เลย เท่าที่ทราบมา เรามองสามารถมองเห็นพื้นผิวดวงจันทร์ได้เพียงร้อยละ ๖๐ เท่านั้น

ดวงจันทร์ได้สร้างปรากฎการณ์น้ำขึ้นน้ำลง สร้างสภาวะให้เกิดการเคลื่อนไหวของ ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ ธาตุดิน ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ตั่งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

เคยดูสารคดีเกี่ยวกับดวงจันทร์ นักวิทยาศาสตร์วิเคราะห์ว่า การกำเนิดขึ้นของดวงจันทร์ เป็นการสร้างองค์ประกอบให้ดาวเคราะห์ดวงนี้มีสิ่งมีชีวิตขึ้นมา ตอนแรกฟังดูแล้วไม่น่าจะเกี่ยวกัน แต่เขาได้อธิบายหลักการอย่างมีเหตุผล ก็ทำให้เชื่อว่า ดวงจันทร์มีอิทธิพลต่อสิ่งมีชีวิตบนโลกอย่างมากมาย

วิวัฒนาการของชีวิต อาจจะดำเนินไปอย่างเชื่องช้า หากขาดการกระตุ้นจากสภาวะน้ำขึ้นน้ำลง ไม่ต่างอะไรกับการที่จะเคี่ยวน้ำเชื่อมให้ได้เป็นน้ำเชื่อมที่หวานอร่อย ก็ต้องหมั่นคนอยู่ตลอดเวลา ไม่อย่างนั้นน้ำตาลก็จะจับตัวกันเป็นก้อน

นี่เองเป็นอิทธิพลของดวงจันทร์ที่มีต่อสิ่งมีชิวิตบนโลก

และเคยสงสัยกันบ้างไหมว่าทำไม พระพุทธเจ้า ประสูติ ตรัสรู้ และ ปรินิพพานในวันพระจันทร์เต็มดวง หรือที่เราเรียกกันติดปากว่าคืนวันเพ็ญเสมอ นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
คงจะมีสาเหตุบางประการ ที่เป็นความลับของธรรมชาติอีกอย่างหนึ่งเช่นกัน ซึ่งข้าพเจ้าเองก็จนด้วยปัญญาที่จะคิดค้นหาคำตอบ หรือข้อสัณนิษฐานมาให้รับรู้กันได้

แต่มีสิ่งหนึ่งที่เป็นพุทธานุภาพของพระพุทธเจ้านั่นคือ การอบรมสั่งสอนสัตว์โลกให้พบสัจธรรม ความจริงของชีวิต ชี้ให้บรรดาเหล่าสัตว์มองเห็นความเป็นไปของกงล้อแห่งวัฏฏะสงสาร ชี้ให้เห็นสิ่งที่เป็นบุญ บาป กุศล อกุศล รวมความถึงมงคลชีวิตทั้ง ๓๘ ประการสิ่งเหล่านี้ไม่ต่างอะไร ดวงจันทร์ในวันเพ็ญ ที่ชี้ทาง ส่องทางให้คนที่หลงทางในที่มืด ให้พอเห็นเส้นทางของชีวิต ได้อย่างน่าอัศจรรย์ครับ




 

Create Date : 14 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 14 พฤษภาคม 2552 8:57:26 น.
Counter : 290 Pageviews.  

1  2  

BlogGang Popular Award#13


 
อัสติสะ
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




ทุกข์ใดจะทุกข์เท่า การเกิด
ดับทุกข์สิ่งประเสริฐ แน่แท้
ทางสู่นิพพานเลิศ เที่ยงแท้ แน่นา
คือมรรคมีองค์แก้ ดับสิ้นทุกข์ทน






Google



เมื่อมองทุกอย่างว่าเริ่มต้นจาก...จิต เมื่อเราเปลี่ยนมุมมองของคนใหม่ว่า มีจุดเริ่มต้นจากดวงจิต เราจะสามารถหาทางยับยั้งแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกวิธี คือยับยั้งแก้ไขกันที่จิต เมื่อจิตเราบริสุทธิ์ มีความสงบ ความสุขก็จะตามมาหาทันที มันจึงไม่ใช่ความสุขที่ถูกปรุงแต่งแบบโลก ๆ แต่เป็นความสุข ที่ปราศจากความดิ้นรนค้นหา เป็นความสงบเยือกเย็นหาประมาณมิได้จริง ๆ
New Comments
Friends' blogs
[Add อัสติสะ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.