ภัยแห่งสังสารวัฏนั้น น่ากลัวยิ่งกว่าภัยอื่นใด - อัสติสะ
Group Blog
 
All blogs
 

๒๓๐-ภูเขาไฟใต้น้ำแข็ง



หากย้อนอดีตกลับไปเกือบ ๆ ยี่สิบปีก่อน ได้มีพระภิกษุในอดีตรูปหนึ่ง ซึ่งเป็นที่น่าสนใจของข้าพเจ้า และต้องไม่มีใครในสมัยนั้นที่ไม่รู้จักพระนักเทศน์รูปนี้แน่ ท่านโด่งดังมากพอสมควร มีชีวิตที่เกี่ยวข้องกับธรรม มีอุดมการณ์และแนวทางตามพุทธองค์ มีการเทศนาธรรมที่ชักชวนให้เกิดศรัทธากับพุทธบริษัทมากมายระดับหนึ่ง จนมีผู้กล่าวไว้ว่า หลวงพ่อพุทธทาสจากไป ท่านผู้เองที่มีความสามารถพอที่จะมาแทนที่ได้ จากการอ่านชีวประวัติในชีวิตช่วงแรกวัยรุ่นของท่าน นับได้ว่าท่านเป็นคนที่มีสติปัญญาดีมากคนหนึ่ง มีบารมีธรรมที่สั่งสมมาพอควร มีความอาจหาญ สละกายใจ วาจา ใจ ชอบท่องเที่ยวไปท่ามกลางป่าเขาโดยลำพัง ท่านออกบวชเป็นฤๅษีปลีกตัวเองไปบำเพ็ญบารมีอยู่บนเกาะในตอนแรก ก่อนจะเข้ามาอุปสมบทในพุทธศาสนา และท่านขนานนามตัวเอง มีความหมายเป็นนัยว่า "ห่างไกลถึงที่สุด ไกลจากความผูกพัน ผูกติด" นั่นเองก็กลายมาเป็นชื่อที่เรารู้จักกันดีในสมัยนั้น

ข้าพเจ้าอ่านประวัติของท่านอย่างรวดเร็วไม่ได้เน้นรายละเอียดมากนัก มีคำพูดอยู่เล็กน้อย ซึ่งได้อ่านแล้วก็สะกิดใจได้ไม่น้อยเช่นกัน เช่น ภายได้ผิวหนังของคน ลึกลงไป สอง สาม เซ็นติเมตร นั้นจะมีอะไรต่างกัน คือตอนนั้นอ่านแล้วจำได้อย่างนี้ (พยายามเปิดหาหนังสืออ้างอิง แต่จำหน้าไม่ได้)

รู้แต่ว่าพอข้าพเจ้าอ่านถึงหน้านั้นก็อุทานในใจว่า

“เอ่อ...ก็จริง”

เนื้อหนังของมนุษย์นั้น เมื่อลอกออกมาแล้วจะหาเอาความสวยความงามได้จากที่ไหนกัน เนื้อ เขา หนังของสัตว์นั้นมันยังพอหาประโยชน์ แต่มนุษย์นั้นหากร่างขาดวิญญาณครองก็หาประโยชน์ไม่ได้ ไม่มีใครเอา

แต่อนิจจา...แม้คำสอนทานจะกินใจพุทธบริษัทมากมาย ขนาดโด่งดังไปทั่วโลก แต่ตราบใดที่ยังไม่อาจครองสติได้ตลอด ก็ไม่อาจพ้นไปจากอำนาจพญามารได้เลย

ปี ๒๕๓๘ จึงเป็นการสิ้นสุดคำตัดสินคดีพระรูปนั้น ในข้อหา เสพเมถุนกับสีกา เป็นเหตุต้องปาราชิก ขาดจากความเป็นพระ ซึ่งมีหลักฐาน พยานบุคคลที่สามารถชี้ได้ว่า พระรูปนี้กระทำผิดตามข้อกล่าวหาจริง

ช่วงนั้นคงเป็นข่าวที่สะเทือนวงการพุทธศาสนาบ้านเราพอสมควร

แต่นี่แหละ ธรรมของพระพุทธเจ้า ผู้ปฏิบัติจริงเท่านั้น ที่จะเห็นจริง ละและปล่อยวางได้จริง ธรรมมนุษย์ที่เข้าอยู่ในข่ายของการปฏิบัติธรรมนั้น ย่อมถูกทดสอบด้วยเหล่ามารทั้งหลายทั้งปวง มีบุคคลจำนวนน้อยนิดเท่านั้น ที่จะสามารถรอดพ้นบ่วงแห่งมารนี้ไปได้

แม้คำสอนของอดีตพระรูปนั้น จะกินใจถูกต้องตามพุทธพจน์ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าท่านจะวางได้ละได้เสมอไป มีผู้สอนธรรมมากมาย ที่ไม่อาจจะทำได้อย่างที่ตัวเองพูดไว้(รวมทั้งตัวข้าพเจ้าเองด้วยหรือเปล่าก็ไม่รู้) แต่นั่นเรามิได้ถือ มิได้ดูถูกผู้สอนนั้น เพราะผลแห่งธรรมย่อมเกิดกับผู้ปฏิบัติเอง ไม่เกี่ยวกับผู้สอนเลย แม้ผู้สอนขาดศีลธรรม แต่หากคำพูดนั้นเป็นคำพูดของ พระพุทธเจ้าหรือ พระสาวกในอดีต เราก็ควรตั้งใจฟังสักหน่อย...

ปัญญานั้นเองที่จะเป็นตัวกลั่นกรอง สิ่งที่ดีงามออกจากสิ่งที่เป็นมลทินได้

และเรื่องของพระรูปนี้ไม่ต่างอะไรกับ ภูเขาไฟใต้น้ำแข็ง แม้ภายนอกดูสงบเสงี่ยม ร่มเย็น แต่ภายในนั้นกลับร้อนรุ่มไปด้วยกิเลส ตัณหา ราคะ ซึ่งรอเวลาที่ภูเขาไปลูกนั้นระเบิด นำแข็งที่เย็นชื่นก็สามารถกลายเป็นน้ำร้อนได้อย่างไม่ยากเย็นเลย...ครับ


-จบ-

ปล. หลายท่านที่มีอายุสักหน่อย คงเดากันออกนะครับว่าอดีตพระนั้นชื่ออะไร และนอกจากคำสอนของครูบาอาจารย์ที่ท่านปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบแล้ว ข้าพเจ้าเองก็ยังต้องศึกษาประวัติของพระที่เดินทางผิดด้วย ไม่ได้อ่านเพื่อต้องการซ้ำเติมครับ แต่อยากเรียนรู้ไว้ เผื่ออนาคตเราจะไม่ต้องเดินซ้ำรอยเก่า ๆ ที่ท่าน ๆ เหล่านั้นทิ้งไว้เป็นมรดกนั่นเอง...ครับ

ขอขอบคุณรูปภาพงาม ๆ จาก //board.palungjit.com มากมายครับ




 

Create Date : 04 เมษายน 2553    
Last Update : 4 เมษายน 2553 21:27:32 น.
Counter : 498 Pageviews.  

๒๒๙-อาหารของลูกนก




มีแม่นกตัวหนึ่ง อาศัยทำรังและหาอาหารเลี้ยงลูกนกตัวน้อย ๆ ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากถิ่นอาศัยของมนุษย์นัก เธอหาเลี้ยงลูกนกในรังเพียงลำพัง เนื่องจากสัญชาติญาณของพ่อนกตัวนั้น ไม่มีสำหรับการเลี้ยงลูกหรือดูแลครอบครัว

แม่นกหาอาหารที่มนุษย์ทิ้งไว้ จากถังขยะบ้าง ตามพื้นที่มนุษย์ทิ้งเศษอาหารบ้าง อาหารเหล่านั้นมีมากมายสุดแต่กำลังของแม่นกจะนำติดตัวกลับมายังรัง เพื่อเลี้ยงลูกนกตัวน้อย ๆ

แม้อาหารมีมากมายแต่แม่นกก็ใช่ว่าจะเลือกหาอาหารได้เองทุกอย่างไป บางครั้งเธอเจออาหารแปลก ๆ ที่พวกมนุษย์ทิ้งไว้ มันเหนียว ๆ คล้ายกับแมลงชนิดหนึ่ง เธอคาดว่าสิ่งนี้คงกินได้ เธอจึงนำกับมายังรักเพื่อป้อนลูกน้อย โดยที่เธอเองก็ไม่ลืมที่จะทดสอบโดยการกินเสียก่อน เพื่อรู้ว่าสิ่งนี้กินได้ เธอก็นำกลับมาป้อนให้ลูกนก

สามวันต่อมา ลูกนกของเธอต้องตายไปทีละตัวอย่างไม่ทราบสาเหตุ จนสุดท้ายไม่มีลูกนกเหลืออยู่เลย เธอเศร้าใจมากที่สุด แม้อยากจะร้องไห้ แต่นกอย่างเธอมีน้ำตาไม่เยอะเหมือนอย่างเช่นพวกมนุษย์

เธอเฝ้ามองและกอดศพลูกน้อย จนกระทั่งร่างของลูกเน่าและแห้งไปตามธรรมชาติ และในที่สุด เมื่อเธอหักห้ามใจได้ เธอก็ต้องย้ายรังไปที่อื่น เนื่องจากรังนั้นต้องถูกยึดโดยประชากรของมด เจ้าหน้าที่ย่อยสลายซากตามธรรมชาติ

ในเวลาต่อมาเธอก็ต้องล้มป่วยลง เธอไม่มีเรี่ยวแรงแม้จะบินไปต่อ ได้แต่อาศัยกิ่งไม้เก่า ๆ ข้าง ๆ โขดหินก้อนหนึ่งเป็นที่พักอาศัยชั่วคราว เธอทราบว่าลมหายใจเริ่มเกิดอาการติดขัด เหมือนมีอะไรบางอย่างติดอยู่ที่หลอดลม ไม่ช้าเธอก็หยุดหายใจ

ร่างอันไร้วิญญาณของแม่นก ไม่อาจจะเหนี่ยวรั้งกับกิ่งไม้นั้นได้อีกต่อไป ซึ่งได้ตกลงมาตายยังใต้โขดหินนั้นเอง

….

ทุกวันนี้ ธรรมชาตินั้นได้เปลี่ยนไปอย่างมาก มีสัตว์มากมายต้องอพยพจากป่าเข้ามาอยู่ในเมือง และกินเศษอาหารที่มนุษย์เหลือทิ้งไว้ โดยไม่สามารถแยกแยะได้ว่า อะไรคือสิ่งที่กินได้หรือไม่ได้ เพราะวัสดุเหลือทิ้งของมนุษย์ถูกสร้างมาหลากหลาย เกินกว่าที่วิวัฒนาการของสัตว์ จะพัฒนาสัญชาตญาณให้สามารถแยกแยะออกได้...

ซึ่งไม่ต่างอะไรกับอาหารคือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่มนุษย์เราได้รับจับต้องกันอยู่ทุกวัน หากเสพโดยขาดสติ ไม่ประกอบด้วยปัญญาพิจารณาให้รู้ว่า

"สิ่งใดหนอเป็นคุณ สิ่งใดหนอเป็นโทษ"

เราก็จะมีชีวิตไม่ต่างอะไรกับครอบครัวแม่นก ที่ข้าพเจ้าเล่าบรรยายมาทั้งหมดนั่นล่ะ...(ครับ)




ขอขอบคุณรูปภาพงาม ๆ จาก //www.oknation.net มากมายครับ




 

Create Date : 02 เมษายน 2553    
Last Update : 2 เมษายน 2553 22:12:00 น.
Counter : 272 Pageviews.  

๒๒๘-สิ่งที่เกินความจำเป็น(ข่าวสาร)



ทุกวันนี้เราได้รับข่าวสารมากมายในโลกที่ไร้พรมแดนในปัจจุบัน ซึ่งแตกต่างจากสมัยโบราณอย่างมากมาย หากย้อนเวลากลับไปสักประมาณเจ็ดร้อยปี ก็คงไม่มีใครเชื่อว่า มนุษย์จากอีกทวีปหนึ่งจะสามารถติดต่อสื่อสารกันได้อย่างรวดเร็ว ผ่านอุปกรณ์ไร้สาย เช่น โทรศัพท์มือถือที่เราใช้งานอยู่ในปัจจุบัน หรือว่ามนุษย์ธรรมดาจะสามารถบินข้ามฟ้า ข้ามมหาสมุทร หรือแม้กระทั่งเดินทางออกไปนอกโลก หรือไปดวงจันทร์ ถ้าเอาเรื่องนี้ไปพูดให้คนสมัยนั้นฟังคงไม่มีใครเชื่อแน่ ๆ

ซึ่งในทางกลับกัน (คิดกันแบบยุติธรรมหน่อยนะครับ) หากมนุษย์ยุคก่อนจะสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ หายตัวได้ สามารถเนรมิตวัตถุได้ตามใจปรารถนา อย่างเช่น ผู้มีฤทธิ์ หรือ พระอรหันต์ในสมัยก่อน คนในยุคนั้น ก็คงคิดว่าคนในอนาคตข้างหน้าต้องไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้เป็นแน่

เป็นข้อสมมติฐานเล็ก ๆ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว ข้าพเจ้าเชื่อว่าอิทธิฤทธิ์ และการเวียนว่ายตายเกิด นั้นมีอยู่จริง หากไม่มีจริง ศาสนาพุทธนั้นก็ต้องหมุนกลับ จะมีคำสอนหลาย ๆ บทที่คัดค้านกันไม่ลงตัว แต่ที่คำสอนสามารถยืนยงอยู่ได้นั้นเพราะแต่ละบท แต่ละพุทธพจน์ของพระพุทธเจ้าสอดคล้องเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่มีธรรมบทใดที่ขัดหรือค้านกัน หากมีธรรมหมวดใดค้านกันนั่นสันนิษฐานได้ว่า เราเองยังไม่มีความเข้าใจในหลักธรรมอย่างกระจ่างชัด หรือไม่ธรรมนั้นก็ไม่ได้ออกมาจากปากของพระอรหันต์เป็นแน่

ทีนี้มาถึงเรื่องการสื่อสารของมนุษย์บ้าง มนุษย์เรารู้จักการสื่อสารกันมาตั่งแต่เราจำความได้ นั่นเพราะเราต่างมีสัญชาติญาณของสัตว์สังคม มีการรวมกลุ่มกันเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันในการมีชีวิตรอด เช่น การพึ่งพากันในการหาอาหารเพื่อดำรงชีวิต การจับคู่เพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ การรวมกันเพราะต้องการความปลอดภัยจากศรัตรู หรือแม้กระทั่งป้องกันภัยจากธรรมชาติ เป็นต้น

แต่นับตั่งแต่มนุษย์มีการสื่อสารมากขึ้น คุยกันสะดวกมากขึ้น แต่ความเข้าใจระหว่างกันกับน้อยลง เรามีเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากมาย ที่สามารถติดต่อกันได้ในเวลาอันรวดเร็วตลอดเวลา แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เราสามารถสื่อสารตกลง ให้ความร่วมมือกัน หรือเข้าใจกันได้ง่ายขึ้นไม่ หากแต่ยิ่งเทคโนโลยีทันสมัยมากเท่าไหร่ มนุษย์กับมีความเข้าใจซึ่งกันและกันน้อยลง มีความขัดแย้งกันมากขึ้น นั่นเพราะเราต่างไม่ได้คัดกรองข่าวสารในการเสพ ไม่ได้ใช้สติพิจารณา กรั่นกรองหาความจำเป็นของข่าวสารนั้น ๆ

ตัวอย่างเช่น พวกคุณเคยตั้งคำถามประเภทนี้กันบ้างไหม ทุก ๆ ครั้งที่คุณเปิดทีวี วิทยุ หรือฟังเพลง นั่นใช่สิ่งที่คุณต้องการหรือจำเป็นต้องรับรู้แค่ไหน บางคนไม่รู้หรอก เพราะเขาทำมาให้ดูก็ดูหากแต่ขาดการพิจารณา เสพข่าวสารบรรเทิงมากมาย จนเกิดเป็นความติดยึดที่เหนียวแน่น สุดท้ายเราก็ตกอยู่ภายใต้อำนาจของสื่อ และ เหยื่อของโฆษณาสินค้า

คุณลองพิจารณาดูสินค้าบางตัวเช่น ผงซักฟอก ครีมทาผิว น้ำยาล้างห้องน้ำ ฯ ที่โฆษณาเกิดเหตุเช่น ใช้ฝาเดียวก็ขาวเหมือนใหม่ หรือ ล้างฝาเดียวสะอาดทั้งห้อง หรือ ใช้แล้วเห็นผลในเจ็ดวัน ฯ สิ่งเหล่านี้ที่โฆษณามาทุกคนต่างทราบดีว่า มันเกินจริง หรือหากจะจริงก็มีเงื่อนไขมากมายกว่านั้น แต่สื่อพวกนี้ก็ไม่ได้ถูกควบคุมตรวจอย่างจริงจัง



ขอขอบคุณรูปภาพงาม ๆ จาก //www.bangkokbiznews.com มากมายครับ




 

Create Date : 29 มีนาคม 2553    
Last Update : 29 มีนาคม 2553 8:19:44 น.
Counter : 305 Pageviews.  

๒๒๗-ความไม่สมดุล



หนึ่งปีกว่าแล้ว ที่ข้าพเจ้าห่างไกลจากสมาธิ แม้จะทำเสมอแต่ก็น้อยเหลือเกินที่จะได้ผล อย่างที่เกิดขึ้นมาในอดีต มีคำถามเสมอ ๆ ว่าเราเป็นอะไรไป สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงเราไปอย่างนั้นหรือ ทำไมเราจึงหย่อนยานในการปฏิบัติ...ข้าพเจ้าถามตอบ
ถามตอบตัวเองและคิดทบทวนไปมาอยู่เสมอ
บางครั้งก็โทษงานบ้าง เวลาบ้าง...แต่นั่นไม่ใช่สาเหตุสำคัญแน่ ๆ
แล้วอะไรกันที่ทำให้การปฏิบัติอย่างเราถดถอยลง

"ความไม่สมดุล...?”

พระศาสดาตรัสกล่าวแก่ปัญจัควัคคีย์ไว้แล้วว่า ทางที่เป็นสายเอก ทางดำเนินแห่งการหลุดพ้น คือ ทางสายกลาง ได้แก่ ความไม่เอนเอียงไปในทางทรมาณร่างกาย(อัตตกิลมถานุโยค) และ ทางดำเนินที่ไม่บำรุงกามคุณมากเกินไป(กามสุขัลลิกานุโยค) ทุกอย่างอยู่ในความพอดี ทางดำเนินนั้น เรียกว่า มรรคมีองค์แปด


ทางดำเนินมรรคมีองค์แปดนี้ ตั้งต้นกันที่สัมมาทิฏฐิเป็นลำดับแรก ธรรมดาผู้ที่สนใจหรือออกปฏิบัติธรรมนั้น ย่อมมีสัมมาทิฏฐิเป็นฐาน ส่วนใหญ่ปฏิบัติกันในตอนแรก จะไม่ค่อยเข้าใจว่ามรรคแปดนี้ดำเนินกันอย่างไร ข้าพเจ้าเองก็ไม่ค่อยเข้าใจ ปฏิบัติตอนแรกก็กระโดดขึ้นมานั่งสมาธิกันเดี๋ยวนั้นเลย ไม่มีทฤษฎี ไม่มีใครมาเกิ่นนำก่อน เรานั่งสมาธิก็ตั้งใจให้เกิดความสงบอย่างเดียว

แต่พอมาปฏิบัติธรรม และศีกษาในภายหลังจึงทราบว่า การดำเนินตามทางมรรคแปดประการนั้น เป็นหนทางที่จะนำเราเข้าไปสู่ขอบเขตแห่งอริยมรรคได้อย่างแท้จริง ต้องมีองค์ประกอบ ซึ่งมีหัวข้อใหญ่ดังนี้

สัมมาทิฏฐิ(ความเห็นชอบ)
สัมมาสังกัปปะ(ความดำริชอบ)
สัมมาวาจา(การพูดจาชอบ)
สัมมากัมมันตะ(การทำการงานชอบ)
สัมมาอาชีวะ(การเลี้ยงชีวิตชอบ)
สัมมาวายามะ(ความพากเพียรชอบ)
สัมมาสติ(ความระลึกชอบ)
สัมมาสมาธิ (ความตั้งใจมั่นชอบ)


ในทางปฏิบัติมรรค ๘ ประการจะต้องมีความสมดุลซึ่งกันและกัน หรือที่เราเข้าใจกันว่า เป็น ศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งเป็นการจัดกลุ่มของมรรค ๘ อีกทีหนึ่ง ในกรณีที่การปฏิบัติเนิ่นช้านานนั้น ยังมีเหตุมีปัจจัยอีกหลายประการ หนึ่งในนั้นการสั่งสมอบรมบารมียังไม่แก่กล้าตามหัวข้อ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ แปลง่าย ๆ ต้องมีการสำรวมในอินทรีย์ ทางกาย วาจา ใจ ไม่ถูกอกุศลครอบงำโดยง่าย(อินทรีย์ ๕) มีความเพียร(สัมมัปปธาน ๔) มีธรรมแห่งความสำเร็จ(อิทธิบาท ๔) ไม่หวั่นไหวในอกุศล(พละ ๕) มีธรรมอันเป็นองค์แห่งความตรัสรู้ (โพชฌงค์ ๗) มีฐานที่มั่นของสติ (สติปัฏฐาน ๔) และ หนทางปฏิบัติแห่งความดับทุกข์ (มรรค ๘)เป็นต้น

หากทุกอย่างพร้อมแล้ว การก้าวย่างเข้าสู่อริยมรรคมีองค์แปด จึงเป็นทางดำเนินที่ผู้ปฏิบัติจะสามารถทราบได้เอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการดำเนินเข้าสู่ทางมรรค ผล จะมีเหตุ มีจุดทดสอบกำลังใจอย่างมาก ไม่ใช่นักปฏิบัติเมื่อปฏิบัติแล้ว จะสามารถฝ่าฟันจนเข้าถึงอริยมรรคได้เหมือนกันทุกคน เพราะแต่ละคนนั้นต่างอบรม ศีล ปัญญา สมาธิ มาในอดีตชาตินั้นไม่เท่ากัน

เหตุหนึ่งที่ทำให้การปฏิบัติไม่ก้าวหน้า แม้ขาทั้งสองข้างก้าวหยั่งลงสู่ทางดำเนินแห่งความดับทุกข์แล้ว ข้อสำคัญข้อหนึ่งคือ ความไม่สมดุลกับระหว่างมรรค ๘ ในแต่ละข้อ หรือ แปลให้ง่ายขึ้นคือ ความไม่สมดุลกันของ ศีล สมาธิ ปัญญา

บุคคลผู้มีปัญญามาก แต่มักจะอ่อนแอการปฏิบัติในหัวข้อ ศีล สมาธิ เพราะเข้าใจว่า ปัญญาอย่างเดียวเท่านั้นจะสามารถนำไปสู่ทางหลุดพ้นได้ ในที่นี้ไม่ใช่ว่าบุคคลนั้น ๆ จะไม่ปฏิบัติในหัวข้อ ศีล สมาธิ เพราะหากละเลยไปเสียแล้ว แสดงว่าปัญญานั้นยังไม่ใช่ปัญญาที่ถูกต้อง เป็นปัญญาเทียม

บุคคลผู้เคร่งศีล ปฏิบัติข้อศีลอย่างเคร่งครัด จนขาดความเป็นธรรมชาติ และฝืนต่อการดำเนินชีวิตตามปกติ (สีลัพพัตตปรามาส) ย่อมไม่อาจจะสร้างปัญญาให้เกิดขึ้นอย่างบริบูรณ์ แต่กำลังของอำนาจศีลนี้เป็นเพียงฐาน ๆ หนึ่งของกำลังหนึ่งในสมาธิ และ สมาธิจะต่อยอดไปหาปัญญา แต่จะเกิดขึ้นได้นั้น ต้องใช้เวลาเนิ่นนาน ซึ่งบางครั้งหากแก้ไขไม่ได้ต้องปฏิบัติกันต่อเนื่องข้ามภพ ข้ามชาติไปเลยทีเดียว

บุคคลผู้ติดข้องในสมาธิ คือ การฝึกสมาธิเพียงอย่างเดียวไม่ได้ฝึกการเจริญปัญญา(หรือฝึกบ้างก็น้อยกว่า) หรือ ปฏิบัติในข้อศีลแต่ก็มีกำลังใจในการฝึกน้อยกว่าการปฏิบัติสมาธิ เช่นนี้เห็นปรากฎได้โดยมาก ได้แก่ผู้ที่ติดกับความสงบของสมาธิ การติดข้องในนิมิต ติดข้องในรูปฌาน อรูปฌาน ผู้ฝึกสมาธิที่เน้นความสงบมาก ๆ โดยไม่มีผู้แก้ไขให้ ย่อมอ่อนแอทางด้านปัญญา หากบ่อยไว้เนิ่นนานจะติดข้องอยู่ในสมาธิอย่างนั้น จะแก้ไขโดยยาก ยิ่งผู้ปฏิบัติที่ไม่มีได้ถือ ศีล ควบคู่กันไป แล้ว สมาธินั้นย่อมมีอานิสงส์น้อย มีความเสื่อมถอยได้โดยง่าย

เป็นการสรุปย่อ ๆ ครับ เพราะข้าพเจ้าเองก็กำลังปรับสร้างความสมดุลของมรรค ๘ เช่นกัน ยังทำไม่สำเร็จหรอกครับ เหตุที่เราฝึกปฏิบัติไม่ก้าวหน้า ก็เพราะไม่มีความสมดุลอย่างที่กล่าวมา

หากปฏิบัติถูกต้องหัวข้อธรรมทุกข้อใน โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ซึ่งทุกหัวข้อธรรมจะเกื้อหนุนกันอย่างน่าประหลาด ทั้ง ศีล สมาธิ ปัญญา สมถ วิปัสสนา

สิ่งเหล่านี้เปรียบเหมือนตัวขับเฝืองที่ขนาดต่างกัน ให้หมุนไปในทางทิศเดียวกัน เมื่อหมุนเฟืองทุกตัวสำเร็จ ก็จะมีกำลังส่งเราเข้าสู่เขตพระอริยบุคคลชั้นต้น และหมุนไปจนกระทั่งถึงฝั่งพระนิพพานได้ครับ

ขอขอบคุณรูปภาพงาม ๆ จาก //www.oknation.net มากมายครับ




 

Create Date : 26 มีนาคม 2553    
Last Update : 26 มีนาคม 2553 7:38:50 น.
Counter : 363 Pageviews.  

๒๒๖-การรักษาศีลกับภัยพิบัติ...



กระแสความเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศโลก กำลังสะท้อนให้เห็นถึงการกระทำ อย่างไม่เป็นธรรมต่อธรรมชาติของมนุษย์ สังเกตุจาก เริ่มมีแผ่นไหวถี่มากขึ้นและรุนแรงมากขึ้น ฝนตกหนักมากขึ้น มีพายุใต้ฝุ่นที่รุนแรง ภูเขาไฟระเบิด แผ่นดินถล่ม พายุหิมะ เกิดปัญหาภัยแล้ง เกิดคลื่นยักษ์ เกิดขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้ ฯ โดยข่าวสารประเภทนี้มีให้เราได้ยินกันแทบทุกวัน เราได้ยินกันจนเกิดความเคยชิน ฟังดูเป็นเรื่องปกติของโลกไปแล้ว

แต่ที่น่าสนใจมากกว่าคือ ตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้นกับโลกใบนี้กันแน่ ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงกำลังเกิดขึ้นอย่างนั้นหรือ...

มนุษย์เรากำลังถูกท้าทายจากธรรมชาติ ซึ่งมีสาเหตุจากฝีมือของมนุษย์เอง หากย้อนกลับไปสัก ๑๕๐ ปี คนในยุคนั้นคงนึกไม่ถึงแน่ ๆ ว่าโลกมนุษย์จะมีสภาพเป็นอยู่อย่างทุกวันนี้

มีข่าวสารลับ ๆ ว่ามนุษย์กำลังจะถูกกวาดล้าง คนที่ไม่ดีจะตายกันหมดเกือบครึ่งค่อนโลก แต่มนุษย์ที่มีศีลธรรมจะมีชีวิตรอดจากภัยพิบัติ คุณคงเคยได้ยินข่าวประเภทนี้มาบ้าง

แต่ก็นั่นแหละบางครั้งเราต้องแยกแยะเอาความเป็นจริงให้ถูก คนดีมีศีลธรรมก็มีสิทธิ์ตายได้เท่า ๆ กับคนทุศีล หลายสิ่งหลายอย่างมันขึ้นอยู่กับเหตุกับปัจจัยในอดีต และปัจจุบันประกอบกัน ไม่ใช่จะเป็นอย่างนั้นเสมอ ๆ หากว่าเรารักษาศีลเพราะกลัวความตาย กลัวความวิบัติ อยากอยู่บนโลกนี้นาน ๆ หากคุณคิดอย่างนี้ก็เชื่อเถอะว่า คุณจะไม่ได้สิ่งนั้นในชาตินี้

เพราะความวิบัติความตายทุกคนย่อมพบประสบเจอด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีใครเลยที่เคยเกิดมาแล้วไม่เคยนอนทิ้งร่างไว้บนโลก

เหตุผลของการรักษาศีล คือ การสร้างปัจจัยในอนาคตให้ถึงพร้อม แล้วเราจะสามารถเลือกภพเลือกชาติได้ ไม่ต้องลงมาเกิดในยุคที่ยากเข็ญหรือห่างไกลจากพุทธศาสนา เช่นนี้เป็นเหตุผลที่เราควรจะรักษาศีลกัน อีกอย่างหนึ่ง การรักษาศีลยังเป็นการสร้างความร่มเย็น ให้กับชีวิตในปัจจุบันได้อีก ไม่ใช่เพื่อให้รอดพ้นจากภัยพิบัติ หรือความตายที่กำลังจะเกิดขึ้นในปัจจุบัน

แต่ธรรมดาของชีวิตคนนั้น เมื่อไม่เกิดผลร้ายขึ้นกับตัวเจ้าของเอง ก็จะไม่นึกถึงที่จะประกอบกุศล สั่งสมบุญกัน สังเกตุว่าคนที่ใกล้ตายแล้วมีความกังวล มีความทรมาณ ญาติต้องนำพระสงฆ์องค์เจ้ามาสวด มาทำให้ใจเย็น มาทำให้นึกถึงบุญกุศลก่อนตาย
หรือ บางคนประสบเคราะห์เกิดอุบัติเหตุที เมื่อนึกหาสาเหตุไม่ได้ ก็เข้าวัดถวายสังฆทานสักครั้งหนึ่ง แล้วเมื่อเหตุการณ์ผ่านไป ก็ลืมบุญลืมกุศลอีก กลับมาทำอีกครั้ง ก็เมื่อมีเกิดเหตุการณ์เคราะห์ร้ายขึ้นมาอีก เป็นต้น

นั่นเพราะเขาไม่ได้นึกถึงที่จะทำกุศลในตอนที่ยังแข็งแรงอยู่ ต่างประมาทในชีวิต กระทำผิดศีล ๕ อยู่เสมอ ๆ ต่างจากคนที่ปฏิบัติธรรมเสมอ ๆ การมีชีวิตอยู่ ก็อยู่อย่างสงบ แม้ถึงคราวต้องตายก็ตายอย่างสงบ ไม่ได้สนใจว่าตัวเองจะตายอย่างไร ที่ไหน เมื่อไหร่ แต่คิดเสมอว่าความตายนั้นอยู่ใกล้เราทุกวินาที

เพราะอย่างนี้เอง เราทั้งหลายจึงต้องเร่งสะสมบุญกุศลกันไว้เถิด เพราะอนาคตข้างหน้า เรานั้นจะพึงหาเอาความแน่นอนได้จากที่ไหนกัน...

ขอขอบคุณรูปภาพงาม ๆ จาก //www.arzulgrana.com มากมายครับ




 

Create Date : 23 มีนาคม 2553    
Last Update : 23 มีนาคม 2553 7:43:43 น.
Counter : 253 Pageviews.  

1  2  

อัสติสะ
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




ทุกข์ใดจะทุกข์เท่า การเกิด
ดับทุกข์สิ่งประเสริฐ แน่แท้
ทางสู่นิพพานเลิศ เที่ยงแท้ แน่นา
คือมรรคมีองค์แก้ ดับสิ้นทุกข์ทน






Google



เมื่อมองทุกอย่างว่าเริ่มต้นจาก...จิต เมื่อเราเปลี่ยนมุมมองของคนใหม่ว่า มีจุดเริ่มต้นจากดวงจิต เราจะสามารถหาทางยับยั้งแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกวิธี คือยับยั้งแก้ไขกันที่จิต เมื่อจิตเราบริสุทธิ์ มีความสงบ ความสุขก็จะตามมาหาทันที มันจึงไม่ใช่ความสุขที่ถูกปรุงแต่งแบบโลก ๆ แต่เป็นความสุข ที่ปราศจากความดิ้นรนค้นหา เป็นความสงบเยือกเย็นหาประมาณมิได้จริง ๆ
New Comments
Friends' blogs
[Add อัสติสะ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.