เขียนถึงพี่ไวท์-ศักดิ์สิริ มีสมสืบ- -และมือสีขาวคู่นั้น



มือนั้นสีขาว
ศักดิ์สิริ มีสมสืบ กวีนิพนธ์
ชุมสาย มีสมสืบ ภาพประกอบ

ตื่นเช้า ต้มกาแฟ กดรีโมทคอนโทรล ด้วยความเคยชินที่จะรับฟังข่าวสารจากรายการเรื่องเล่าข่าวยอดฮิต แต่วันนี้กรี๊ดสลบอยู่หน้าจอ รายการทุ่งแสงตะวัน มีพี่ชายจิตใจอ่อนโยน อุ้มลูกชายอยู่หน้าจอทีวี (แล้วก็ได้เห็นเด็กชายผาเมฆ ศักดิสิริจูเนียร์ เสียที ) วันนี้รายการทุ่งแสงตะวันไปเยี่ยมบ้านกวีซีไรท์ ถึงบ้านริมแม่น้ำยม ได้เห็นครอบครัวพี่ไวท์ผ่านจอทีวี พี่ไวท์มีความเปลี่ยนแปลงน้อยมาก ยังคงมีรอยยิ้มแบบที่หาไม่ได้จากคนเมือง แต่ที่วิเศษมากคือ ได้เห็นลูกชายพี่ไวท์ - ผาเมฆ -- และภรรยาจำได้ว่าพี่ไวท์เคยเรียกเธอว่า หมาน้อย - น่ารักจริงๆ

นานเท่าไรแล้วหนอ ที่เคยได้ไปนอนดูดาวที่บ้านริมแม่น้ำยมแห่งนั้น เพื่อนผู้พี่คนนึงชักชวนกันไปเยี่ยมพี่ไวท์และทำให้เราประจักษ์ถึง คนเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ คนนี้ นอกเหนือจากการประจักษ์ในงาน "มือนั้นสีขาว" มาก่อนหน้านั้นแล้ว

มือนั้นสีขาวได้รับการตีพิมพ์ครั้งล่าสุดเมื่อเดือนตุลาคม 2547 (พิมพ์ครั้งที่ 4) โดยสำนักพิมพ์ยามเช้า (สำนักพิมพ์นี้มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองที่น่าสนใจมาก พิมพ์หนังสือเล่มเล็กๆ ซึ่งอาจจะจมหายไปในแผงหนังสือได้เมื่อเทียบกับหนังสือเล่มใหญ่ๆ สีสันแสบตาทั้งหลาย หนังสือที่เคยตีพิมพ์มาแล้วของสำนักพิมพ์นี้มี เกาะที่ไม่มีใครรูจัก บ้านบนถนนมะม่วง และมือนั้นสีขาว ทุกเล่มล้วนมีรูปเล่มเล็กกะทัดรัด และสีสันอ่อนโยนเท่าเทียมกัน )

มือนั้นสีขาวเป็นกวีนิพนธ์ที่มีฉันทลักษณ์อิสระ เท่ไหมล่ะ คนเขียนเขาสร้างฉันทลักษณ์ของเขาเอง เวลาอ่านบทกวีของเขาจะไม่มีร่องรอยของความไพเราะเท่าไรนัก อันที่จริงความไพเราะน่าจะไม่ใช่ข้อเด่นของกวีนิพนธ์เล่มนี้ แต่จะมีอารมณ์ของความใสซื่อ และบางแว่บทำให้คิดถึบทกวีไฮกุโบราณของญี่ปุ่นขึ้นมารางๆ แต่ช้าก่อน ความใสซื่อเหล่านั้นไม่ได้นำพาผู้อ่านกลับไปสู่ความเป็นเด็กแต่อย่างใด แต่กลับนำพาขึ้นไปสู่การใคร่ครวญถึงปรัชญาและอุดมคติการใช้ชีวิตที่ลึกซึ้ง นี่กระมังเสน่ห์อันจัดจ้านของกวีนิพนธ์เล่มนี้

(ต้องบอกไหมว่า กวีนิพนธ์เล่มนี้เคยได้รับรางวัลซีไรท์ -รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน ประจำปี 2534 )

สิ่งที่ทำให้กวีนิพนธ์เล่มนี้เท่ ยิ่งขึ้นไปอีกคือแม่ของพี่ไวท์เป็นคนวาดภาพประกอบ( -ชุมสาย มีสมสืบ ผู้ไม่เคยร่ำเรียนศิลปะที่ใดมาก่อน แถมยังเคยเปิดการแสดงงานศิลปะมาแล้ว หนังสือของชุมสาย มีสมสืบเล่มล่าสุด ดึกแล้วคุณขา ได้รับรางวัลชมเชยจากงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 33 ครั้งล่าสุดที่กำลังจัดขึ้น ณ ศูนย์สิริกติ์ ) ลูกชายเขียน แม่วาดภาพประกอบ เท่เหลือร้าย อีกสักพักเราคงได้อ่านหนังสือที่พี่ไวท์ ศักดิ์สิริ เขียน มีเด็กชายผาเมฆ เขียนภาพประกอบแน่นอน ฉันเชื่ออย่างนั้น

ขอบคุณรายการทุ่งแสงตะวัน ที่ทำให้ยามเช้าวันนี้เป็นเช้าที่รื่นรมย์ จริงๆ







 

Create Date : 26 มีนาคม 2548   
Last Update : 31 สิงหาคม 2557 16:15:32 น.   
Counter : 4773 Pageviews.  

อยากกู่ร้องบอกรักให้ก้องโลก - - เสียงตะโกนที่แหบโหย- - -



อยากู่ร้องบอกรักให้ก้องโลก
เคียวอิจิ คาตายามะ เขียน
ฤทัยวรรณ เกษสกุล แปล

อ่านหนังสือเล่มนี้มาได้พักใหญ่แล้วค่ะ เห็นว่าหนังกำลังจะฉายบ้านเราพรุ่งนี้ (24 มีนาคม) เลยเอามาพูดถึง อีกอย่างรู้สึกว่ารูปแบบของบล็อคไม่ค่อยสอดคล้องกับเนื้อหาล่าสุดเอาเสียเลย มีทั้งซากุระโปรยปราย มีทั้งเพลงเพราะออกอย่างนี้ เลยหาเรื่องพูดถึงวรรณกรรรมญี่ปุ่นบ้างดีกว่า

ได้ยินกิตติศัพท์หนังสือเล่มนี้มาตั้งแต่ปีที่แล้วว่ามันขายดีมากๆ ที่ญี่ปุ่นมียอดพิมพ์ถึง 4 ล้านเล่ม (โอ มายกู้ดเนส ถ้าวรรณกรรมขายได้ดีอย่างนี้ล่ะ ) แล้วข้ามไปติดอันดับหนังสือขายดีที่เกาหลี มีการนำวรรณกรรมเรื่องนี้มาทำเป็นหนัง ละครทีวี จังหวัดเล็กๆ ในญี่ปุ่นที่เป็นสถานที่ถ่ายทำก็กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่คนให้ความสนใจ เมื่อหนังสือเล่มนี้ได้รับการถ่ายทอดเป็นภาษาไทยก็เลยไม่รอช้าที่จะหยิบมาอ่าน

แต่การกลับเป็นว่าหนังสือเล่มนี้ไม่ดึงดูดตัวเองเอาเสียเลย ทั้งๆ ที่เนื้อหานี่เข้าทางตัวเองไม่น้อย ความรักที่ไม่สมหวัง ความรักกับการพลัดพราก ความรักกับความตาย (ยืนยันได้จากเรื่อง เดอะรีดเดอร์ หนังสือที่พูดถึงเล่มที่แล้ว ) อ่านเพื่อจะให้รู้ว่าตอนจบเป็นอย่างไร แค่นั้นเอง อันนี้ไม่เกี่ยวกับ "ความนิ่ง" และ "ความเย็น" ที่มักจะเป็นลักษณะเฉพาะของวรรณกรรมญี่ปุ่น - - ยังชอบ BLue กับ Rosso วรรณกรรมญี่ปุ่นที่มีเวอร์ชั่นภาษาไทยออกมาแล้วเช่นกัน- - เสียมากกว่า

หนังสือเล่มนี้เล่าถึงความรัก ความคนึงหาของตัวเอกฝ่ายชายที่มีต่อคู่รักที่ตายจากไป ทั้งคู่เป็นคู่รักกันมาตั้งแต่สมัยมัธยม 2 แต่ฝ่ายหญิงมาเสียชีวิตเมื่อตอน มัธยม 4 ตรงนี้คงเล่าได้เพราะเรื่องเปิดฉากขึ้นมาเราก็รู้แล้วว่าคู่รักของชายหนุมคนนี้เสียชีวิตไปแล้ว เขากำลังจะเอาเถ้ากระดูกคู่รักไปโปรยที่ทะเลทรายในประเทศออสเตรเลีย

ตัวละครที่น่าสนใจสำหรับตัวเองกลับเป็นปู่ของพระเอกในเรื่อง เขาเป็นตัวละครอีกตัวนึงที่ชัวิตรักไม่ประสบความสำเร็จ ไม่ได้ใช้ชีวิตร่วมกับคนที่ตัวเองรัก จนแม้ภรรยาปู่ (ซึ่งไม่ใช่คนที่ปู่รัก) ตายจากไปปู่ก็ยังคงไม่ได้อยู่ร่วมกับคนที่ตัวเองรัก เพราะคนที่ปู่รักก็มาเสียชีวิตลงไปเสียก่อน สิ่งที่ปู่ทำได้ก็คือเขาขอร้องให้หลายชาย (พระเอกของเรื่อง ) ให้ช่วยปู่เข้าไปขโมยขุดศพผู้หญิงที่ปู่รัก เพื่อเอาเถ้าถ่านของผู้หญิงที่ตัวเองรักเพียงน้อยนิด (ในหนังสือบรรยายว่าเท่ากลักไม้ขีด) แล้วให้หลานชายเก็บไว้ เพื่อกาลข้างหน้าปู่หาชีวิตไม่แล้ว ให้หลานชายช่วยโปรยเถ้าถ่านตัวเองกับเถ้าถ่านของผู้หญิงที่ตัวเองรักให้ปลิวไปในที่เดียวกัน พวกเขาจะได้อยู่ร่วมกันเสียที (คลาสสิค จริงๆ นึกถาพตามได้เลยค่ะ )

ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมความรักของตัวพระนางในเรื่องถึงไม่นำความซาบซึ้งมาให้ตัวเองเท่าไรนัก เพื่อนๆ ที่ห้องสมุดพันทิปที่ได้เคยอ่านเวอร์ชั่นการ์ตูน ก็บอกว่าไม่สนุกเท่าไร แถมมีอีกคนตั้งข้อสังเกตว่าหนังสือขายดีขนาดนี้ทำไมไม่มีการแนะนำนักเขียนเลย แต่กลับแนะนำผู้แปลถึงสองหน้ากระดาษ

เอาเป็นว่าเสียงตะโกนคราวนี้เป็นเสียงตะโกนที่แหบโหยเอาการอยู่ทีเดียวค่ะ




 

Create Date : 23 มีนาคม 2548   
Last Update : 31 สิงหาคม 2557 16:14:16 น.   
Counter : 1999 Pageviews.  

- - - The Reader ปวดใจเหลือเกิน เมื่อ "คนอ่านหนังสือ" ร้องไห้ไม่หยุด - - -




The Reader

เบิร์นฮาร์ด ชลิงค์ เขียน
สมชัย วิพิศมากูล แปล
ฉบับภาษาไทยพิมพ์ครั้งแรก มีนาคม 2545

จำได้ว่าอ่านหนังสือเล่มนี้จบภายในวันเดียว (ตอนปี 2545 ) หลังๆนี้มีหนังสือไม่กี่เล่มที่ตะลุยอ่านรวดเดียวจบ แต่เล่มนี้อ่านจนปวดตาไปหมด พออ่านจบก็ปวดใจเหลือเกิน ตอนใกล้ๆ จบอ่านไปเช็ดน้ำตาไปด้วย อ่านจบซึมไปหนึ่งพัก ก่อนจะยกหูไปหาคนใกล้ตัว (ณ เวลานั้น ) และยกหูไปหาพี่บรรณาธิการ บอกว่าพี่ทำไมทำหนังสือทำร้ายจิตใจอย่างนี้ พี่เขาบอกว่าคม สัน นันทจิต พึ่งโทรมาบอกว่าร้องไห้เหมือนกัน ให้โทรไปคุยกับคมสัน
(โอ้ ผู้ชายตัวโต ร้องไห้เหมือนกันแฮะ เราไม่บ้าอยู่^คนเดียวซิเนี่ย ) แต่ตอนนั้นไม่ได้โทรไปคุยกับคมสัน เจอเขาทีหลังเลยคุยกัน (- -เวลาคุยเรื่องหนังสือกับคมสัน หรือแม้แต่เรื่องหนัง สนุกมากๆ คมสันเป็นคนที่คุยเรื่องต่างๆได้อารมณ์เหลือเกิน- -)

หนังสือเล่มนี้ แบ่งออกเป็นสามภาค

ภาคแรกก้อบเอาที่คุณปราย พันแสง เขียนไว้หลังปกมาแปะไว้ตรงนี้
...เดอะรีดเดอร์ เป็นเรื่องรักอิโรติค ละเมียดลึก และแสนเศร้า ของเด็กหนุ่มแรกรุ่นวัยสิบห้าฝน กับสาวใหญ่วัยสามสิบหก แรกทีเดียวเด็กหนุ่มลุ่มหลงกับโลกกามารณ์แปลกใหม่ที่เพ่งค้นพบ พิธีกรรมแห่งความรักต่างวัยคู่นี้คือเด็กหนุ่มต้องการอ่านวรรณกรรมชิ้นเอกของโลกอาทิ เฒ่าผจญทะเล ของเออร์เนส เฮมมิ่งเวย์ หรือ มหากาพย์โอดิสซี่ ของโฮเมอร์ ให้เธอฟังทุกครั้งก่อนอาบน้ำและร่วมรักกัน ( อื้อหือ สิบห้ากับสามสิบหกเนี่ยะนะ-- หมายเหตุในวงเล็บเป็นความคิดเห็นของคนเขียนบล็อค ไม่ใช่คุณปราย )
กิริยาอาการของเธอขณะที่ฟังเขาอ่าน ทำให้เขาอยากอ่านให้เธอฟังมากขึ้นเพื่อทอดเวลาเมคเลิฟให้เนิ่นนานยิ่งขึ้น กระทั่งเมื่อเธอหายวับไปจากชีวิตเขาในวันหนึ่ง เด็กหนุ่มซึ่งต่อมาเติบโตเป็นชายวัยกลางคนผู้ไร้สุข ก็ค้นพบว่าตัวเขาโหยหาการอ่านออกเสียงดังๆ (Reading Aloud) อย่างรุนแรง วันหนึ่งเขาตัดสินใจอ่านหนังสือใส่เทปลงไปให้เธอ มันทำให้ชีวิตเขามีความสุขและมีความหมายมากยิ่งขึ้น เขาทำอย่างนั้นต่อเนื่องนานนับสิบปี โดยที่ไม่เคยติดต่อและไม่เคยทำเครื่องหมาย หรือข้อความใดติดลงเทปเหล่านั้นเลย ...

อยากให้อ่านหนังสือแล้วจะรู้ว่า เธอหายวับไปอยู่ที่ไหน ช่วงเวลาในหนังสือเล่มนี้ค่อนข้างยาวนาน ตั้งแต่เด็กหนุ่มในเรื่องอายุสิบห้า ไปจนถึงวัยกลางคน และเหตุการณ์ในเรื่องผูกโยงเข้ากับสงครามโลกครั้งที่ 2
(ที่นิยายหลายเรื่องใช้เหตุการณ์นี้เป็นฉาก-- แต่เรื่องนี้ทำได้เด็ดกว่ามาก )

ภาคสองของเรื่อง เป็นการนำเหตุการณ์การพิจารณาในศาลกรณีสังหารหมู่ค่ายเอ๊าซวิทซ์เข้ามาเป็นซับพล็อตในเรื่อง ตรงนี้เองทำให้เรื่องนี้ไปไกลกว่าเรื่อง
อิโรติคเลิฟของสาวแก่และเด็กหนุ่ม ไปไกลมากถึงขั้นตั้งคำถามในระดับปรัชญาของการพิจารณาคดีความและการตีความกฎหมาย (ผู้เขียนเรื่องนี้เป็นทนายความ )ตลอดจนถึงกระบวนการสิทธิมุษยชน และที่เก๋มากๆ ก็คือว่าเมื่อเรื่องราวเหล่านี้มาเกี่ยวข้องกับที่เรารักหล่ะ เราจะจัดการกับมันอย่างไร เหมือนที่การ์มูส์ -- ว่าไว้ ผมรักแม่มากว่าความยุติธรรม --
( Albert Camus นักเขียน-นักปรัชญาชาวฝรั่งเศส)

ภาคสาม

ความจริงบางอย่างถูกเปิดเผยออกมา ไม่เล่าแล้วกัน สะเทือนใจเหลือนเกิน ไม่เกี่ยวกับกฎหมายหรือปรัชญาอะไรทั้งสิ้น เป็นความจริงของผู้หญิงคนนึง(ในเรื่อง) ที่มีพลังมหาศาลต่อคนอ่านหนังสือหนังสือ และด้วยความจริงข้อนั้นเพียงข้อเดียวที่ทำให้ "คนอ่านหนังสือ" อย่างตัวเอง ร้องไห้ไม่หยุด- - -

Bernhard Schlink เขียนหนังสือไว้อีกสองสามเล่ม ยังไม่คิดว่าจะอยากอ่านเรื่องอื่นของเขา เรื่องนี้คืองานชิ้นเอกของเขาที่สุด ลองอ่านบทสัมภาษณ์เขาได้ที่นี้ค่ะ
//www.beatrice.com/interviews/schlink




 

Create Date : 21 มีนาคม 2548   
Last Update : 28 สิงหาคม 2557 14:09:40 น.   
Counter : 3797 Pageviews.  

- - - Are you Experienced?--- เคยโดนหรือยัง -- เสียดสีสุดๆ



แปะปก และคำนิยมจากเว็บมติชนไว้ก่อน
วันหลังจะมาเล่าให้ฟังอย่างละเอียด

คอหนังสือแห่งยุคสมัย ไม่ว่าจะเป็นอินดี้ เด็กแนว เด็กอัลเตอร์ ฯลฯ ไม่ควรพลาดหนังสือเล่มนี้ "Very Very Funny"

รายละเอียด
ลิซ เดินทางสู่อินเดียเพราะต้องการค้นพบตัวเอง
เดฟ เด็กหนุ่มจากลอนดอนเดินทางสู่อินเดียเพราะว่าต้องการชวนลิซขึ้นเตียง
ลิซ รักอินเดีย โอบกอดขอทาน และกำลังเดินทางไปค้นหาตัวเองที่ตันตระเซ็นเตอร์
เดฟ คนพบกรรมกับเพื่อนร่วมทางของเขา ไม่ว่าจะเป็น เจเรมี ผู้ซึ่งเดินทางมาค้นหาจิตวิญญาณตัวเองที่อินเดีย และเฝ้ารอเงินจากพ่อที่ส่งมาจากอังกฤษ โจนาห์ ผู้ไม่ได้สวมรองเท้ามากว่าสิบปี รัจน์ หนุ่มอินเเดียที่เติบโตที่อังกฤษ แต่ถูกญาติลากกลับมาอินเดียเพื่อให้รอดพ้นจากยาเสพติด ฟีและคาซ สดใหม่มาจากการชำระล้างตัวเองจาเมืองอุทัยเปอร์

เป็นหนังสือเกี่ยวกับการเติบโตของคนหนุ่มสาวที่อ่านสนุกมากเล่มหนึ่งเท่าที่ผมเคยอ่านมา และเนื่องจากเกือบค่อนเล่มเป็นเหตุการณ์ที่เกิดท่ามกลางความมหัศจรรย์ที่เรียกว่าประเทศอินเดียยิ่งทำให้เป็นหนังสือร่วมสมัยที่มีเสน่ห์ มีสีสัน ชวนติดตาม และชวนกระวนกระวายใจเมื่อใกล้ถึงตอนจบ
ปราบดา หยุ่น

นวนิยายเรื่องนี้บรรจุตำราพิชัยสงคราม ว่าด้วยการเสียดสีและหักหาญน้ำใจคู่สนทนาและสังคมรอบข้าง รวบรวมไว้ได้ครบในทุกกรณีศึกษา ไม่ว่าจะเป็นการแทง ประชดแบบโฉ่งฉ่างจนถึงหยอดยาพิษให้ตายในอีกหกเดือนให้หลัง ผู้อ่านพึงระวังลูกหลง
วิชญ์ พิมพ์กาญจนพงศ์

วิชญ์ -เขียนคำนิยมได้จี๊ดจริงๆ




 

Create Date : 20 มีนาคม 2548   
Last Update : 28 สิงหาคม 2557 14:08:02 น.   
Counter : 1832 Pageviews.  

everybodyeverything ความสุขุมที่เหนือชั้นจาก hesheit







หนังสือที่อ่านเล่มล่าสุด พึ่งอ่านจบไปหมาดๆ ได้ใจไปเลยค่ะ สำหรับเนื้อหาที่เหนือชั้น รูปเล่มที่สวยงาม ลายเส้นที่ทั้งน่ารัก ขำขำและโรแมนติคของคนวาดการ์ตูนคนนี้

everybodyeverything โดย วิศุทธิ์ พรนิมิตร
ถ้าใครเคยอ่าน hesheit (อ่านว่า ฮี-ชี-อิท ค่ะชื่อเรื่องของคนนี้เขานิยมเขียนติดกัน )
คงจำได้ถึงการ์ตุนลายเส้นดิบๆ ที่มีขีดฆ่ามากมาย แต่เนื้อหาปรัชญามาก ๆ งานการ์ตูนของเขาเคยตีพิมพ์ในนิตยสารอะเดย์ สำนักพิมพ์บีบอยด์ และแพรวสำนักพิมพ์ ฯลฯ
งานชิ้นล่าสุดนี้ตีพิมพ์โดย สำนักหนังสือไต้ฝุ่น
ข้อความข้างล่างนี้ก็อบจากเว็บของสำนักมาให้อ่านค่ะ

Everybodyeverything
โดย วิศุทธิ์ พรนิมิตร
กำหนดวางแผง เดือนมีนาคม
รวมการ์ตูนชุดใหม่ของผู้เขียน hesheit
วิศุทธิ์เขียน Everybodyeverything ส่วนหนึ่งตั้งแต่ก่อนเดินทางไปศึกษาที่ประเทศญี่ปุ่น และทำงานอย่างต่อเนื่องระหว่างใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น การ์ตูนของเขาผ่านการทดลองหลายระดับ จากที่เคยสร้างความฮือฮาด้วยความขยุกขยุยของลายเส้นและการขีดฆ่ารุงรังโดยไม่ปรุงแต่งให้สะอาด (บางคนยกยอว่าเขา “วาดห่วย” มาก ในขณะที่อีกบางคนบอกว่างานของเขาคือ “การ์ตูนปรัชญา”) มาจนถึงปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความพิถีพิถันทางฝีมืออย่างผิดหูผิดตา ผลงานล่าสุดของเขาดูเหมือนจะพิสูจน์ว่า ความสามารถของวิศุทธิ์ไม่มีขอบเขตจำกัดที่แน่ชัด ในอารมณ์หนึ่งการ์ตูนของเขาโหดเหี้ยมดิบเถื่อนและควรอาศัยอยู่ในโลกใต้ดิน ในอีกอารมณ์หนึ่งมันกลับน่ารัก โรแมนติก และใสบริสุทธิ์อย่างไม่น่าเชื่อ
Everybodyeverything ได้รับการทาบทามซื้อไปตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ที่ญี่ปุ่นแล้ว โดยมีนักเขียนชื่อดังระดับโลกอย่างบานานา โยชิโมโต เขียนคำนำให้ ไต้ฝุ่นรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้พิมพ์ผลงานชิ้นนี้ออกมาในภาษาไทย



เนื้อหาหนังสือแบ่งออกเป็นตอนๆ เล่นเกม วันแห่งความรัก รถไฟ วงดุริยางค์ สับปะรด นักมวย พี่ชาย มะม่วงกับมะนาว
ที่น่ารักเหลือเกินคือตอนมะม่วงกับมะนาว มะม่วงเป็นเด็กหญิงตัวเล็กๆ หัวโตๆ ผมยาวๆ ขาสั้นๆ มะนาวเป็นหมาน้อยของเธอ อยากให้ลองไปอ่านดูค่ะ อ่านแล้วก็รู้สึกได้ว่าคนเขียนดำรงความใสได้เก่งเหลือเกินท่ามกลางโลกปัจจุบัน

ตอนพี่ชายก็ชอบค่ะ เล่าเรื่องพี่น้องที่ไม่ค่อยพูดกันมากนัก ประโยคจบตอนท้ายเรื่องได้ใจไปเต็มๆ
....เป็นเวลานานกว่า18 ปีที่ผมไม่รู้ว่าพี่ชายรักผม...

เรื่องอื่นๆ ก็สนุก ตั้ม(คนเขียน )สุขุมขึ้นมากเขาเล่าถึงแม่ พี่ชาย เพื่อนๆ ในอดีต (เรื่องดุริยางค์) ได้น่ารักจริงๆ วันแห่งความรักก็จบได้ฮา หักมุมมากๆ

วันเสาร์วานเป็นวันเปิดตัวหนังสือเล่มนี้ ที่น่ารักมากๆ คือตั้ม เอาการ์ตูนในกระดาษของเขามาทำเป็นอะนิเมชั่น ฉายให้คนดู
มีเสียงประกอบเป็นเสียงเปียนโนที่เขาเล่นสดๆ บนเวที น่ารักมากๆ ดูแล้วรู้สึกดีมากเลยค่ะ

ขอปิดท้ายด้วยคำนิยมที่คุณบานานา โยชิโมโต
นักเขียนหญิงที่เลืองชื่อของญี่ปุ่นเขียนถึงหนังสือเล่มนี้ไว้

... เวลาอ่านการ์ตูนของตั้ม จะกี่ครั้งกี่หน ฉันก็สามารถมองดูมันได้ไม่รู้เบื่อและร้องไห้ฮือๆ ทุกๆ ครั้ง เวลาไปดูตั้มแสดงสด คนดูก็ร้องไห้อย่างฉันเหมือนกัน
แค่เรื่องสุนัขกับเด็กผู้หญิง และชีวิตคนธรรมดาๆทั่วไปแท้ๆ เพราะอะไรถึงรู้สึกอย่างนั้นได้ก็ไม่รู้
แต่ถึงจะคิดหาเหตุผลก็ไม่มีประโยชน์เพราะใจฉันมันรู้สึกไปเสียแล้ว
ใจคนเรามักเป็นแบบนี้ ไม่ได้มีเหตุผลมาจากความหดหู่เศร้าโศกแต่อย่างใด แต่เป็นความรู้สึกแปลบๆ ขึ้นมาที่อกเท่านั้นเอง...




 

Create Date : 20 มีนาคม 2548   
Last Update : 28 สิงหาคม 2557 14:06:31 น.   
Counter : 2000 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  

grappa
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]




New Comments
[Add grappa's blog to your web]