*~*~*~*~* ชายผู้มีความสุข *~*~*~*~*



ระยะนี้ จขบ.แบกจอบ (Job ) งานอยู่ชิ้นหนึ่ง นั่นคือการจัดทำหนังสือประกอบงาน "มหกรรมความสุข" ซึ่งจะจัดขึ้นที่สวนเบญจศิริ วันที่ 4-5 มีนาคมศกนี้ (ไว้ใกล้วันงานจะมาเล่ารายละเอียดค่ะ )

ด้วยจ็อบชิ้นนี้ จขบ.ต้องถามไถ่ผู้คนเกี่ยวกับเรื่องความสุข (ซึ่งคนแถวๆ นี้ได้โดนรบกวนไปบ้างแล้ว 555 ) เชิญผู้คนมาเขียนความเรียงสั้นๆ เกี่ยวกับความสุขของพวกเขา หนึ่งในผู้คนที่ จขบ.เชิญมาเขียนความเรียงคือ พี่เวียง วชิระ บรรณาธิการสำนักพิมพ์สามัญชน และบรรณาธิการนิตยสาร คน ค้น คน (สำนักพิมพ์สามัญชน ผลิตหนังสือดี ๆ อย่าง ผ่านพบไม่ผูกพัน ของ อาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล )

พี่เวียง ส่งความเรียง ชิ้นนี้มาให้ค่ะ

ชายผู้มีความสุข

บ่อยครั้งเมื่อมีการหวนรำลึกถึงใครบางคนที่ชวนให้คารวะ ในฐานะของผู้รู้จักจัดชีวิตได้ดี-มีความสุข ชายแจวเรือนาม “วาสุเทพ” มักปรากฏขึ้นในห้วงคิดเป็นลำดับต้นๆ เสมอ

เขามีอาชีพแจวเรือรับส่งผู้โดยสารจากฝั่งหนึ่งไปสู่อีกฝั่งหนึ่ง มีกระท่อมที่พักตั้งอยู่ริมแม่น้ำสายนั้น วันคืนของเขาหมุนวนไปกับการงานอันดูเสมือนซ้ำซากจำเจ ผู้มาใช้บริการผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ขณะที่เขายังคงอยู่

ยามไม่มีผู้ผ่านทาง วาสุเทพมักจะทอดมองผืนน้ำกว้าง สูดกลิ่นอายสายนที สดับฟังสรรพสำเนียงที่ห้อมล้อมรอบกาย กระทั่งผนึกตัวเองเป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่ง...

ยังไม่ต้องเอ่ยว่า วาสุเทพเป็นคนกินง่ายอยู่ง่าย ไม่ดิ้นรนขวนขวายเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์ศฤงคารอันใด จะว่าเขาไม่มีเพื่อนเอาเสียเลยก็ไม่ใช่ แมกไม้ สายน้ำ กรวดหินดินทราย สายลม ตลอดจนหรีดหริ่งเรไรในยามพลบและล่าสัตว์ในยามราตรี ล้วนเป็นเพื่อนสนิทแน่นกับเขาทั้งสิ้น

และที่สำคัญเหนืออื่นใด เขาพึงใจอย่างยิ่งกับสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่

เรียนรู้เรื่องราวของวาสุเทพแล้ว หากไม่อนุญาตให้เชื่อว่า นี่คือชีวิตที่มีความสุขอย่างแท้จริง ก็ไม่รู้จะอ้างอิงชีวิตใครมาเอ่ยถึงในกรณีนี้ได้อีก

ขออนุญาตทำความเข้าใจ...
หากถือเอาชีวิตของวาสุเทพเป็นตัวตั้งในแง่ของมนุษย์ที่มีความสุขโดยแท้
ผมพบว่ารวมๆ แล้ว เพราะผู้ชายคนนี้ไม่มีความขัดแย้งหลงเหลืออยู่ในชีวิตสักนิดเดียว
ชีวิตที่ปราศจากความขัดแย้งทุกมิตินี่แหละ ที่ผมเห็นว่า เป็นชีวิตที่ดี-มีความสุข

เช่นนี้ก็ขึ้นอยู่กับ แต่ละคนแล้วละครับว่า เราจะพาตัวเองเดินไปในวิถีเดียวกับวาสุเทพได้อย่างไร

ต้องไปหากันเอาเอง ...

แรงบันดาลใจจาก สิทธารถะ ของเฮอร์มาน เฮสเส


จขบ.อ่านแล้วก็ทอดถอนใจ ผู้ชอบพาตัวเองไปพบความขัดแย้งอย่างจขบ. จะพบความสุขกับเขาไหมนี่



สิทธารถะ (Siddrtha) วรรณกรรมเยอรมันเล่าเรื่องของสองสหายจากตระกูลพราหมณ์ นาม 'สิทธารถะ' และ 'โควินทะ' ผู้แสวงหาความสงบแห่งชีวิต สิทธารถะปฏิเสธที่จะเดินตามรอยพระพุทธองค์ แต่เลือกที่จะแสวงหาธรรมและสัจจะด้วยทางของตัวเอง ส่วนโควินทะได้ตัดสินใจออกบวช แต่ละคนต่างมีเส้นทางชีวิตของตัวเอง ตอนท้ายเรื่องดูราวกับว่า สิทธารถะ ค้นพบ "อะไรบางอย่าง" จากวาสุเทพ ชายแจวเรือรับจ้างคนนั้น

'สิทธารถะ' ผลงานประพันธ์ของ 'เฮสเส' เขียนขึ้นตั้งแต่สมัยต้นศตวรรษที่ผ่านมา วรรณกรรมเยอรมันเล่มนี้ ได้รับการแปลเป็นภาษาต่างๆ มากมาย คนหนุ่มสาวทั่วโลกต่างเคยซาบซึ้งและได้รับแรงบันดาลใจจากนวนิยายคลาสสิกเรื่องนี้มาแล้ว เฮสเส ผู้เขียนเรื่องนี้เป็นชาวตะวันตกอีกคนหนึ่งที่หันมาสนใจปรัชญาตะวันออก

สำหรับภาษาไทยมีสามสำนวนแปล สำนวนแรกเป็นของนายฉุน ประภาวิวัฒน พิมพ์เมื่อปี 2510 สำนวนต่อมาเป็นของ 'สดใส' พิมพ์เมื่อปี 2526 และสุดท้ายเป็นสำนวนของ 'สีมน' ซึ่งแปลโดยตรงจากต้นฉบับภาษาเยอรมัน พิมพ์ครั้งแรกปี 2540 สำนักพิมพ์วิริยะจัดพิมพ์ซ้ำเป็นครั้งที่ 3 ในปี 2547 และได้ตรวจแก้ไขเพิ่มเติมอีกครั้ง

พี่น้องค๊าบ ความสุขของพี่น้องคืออะไรค๊าบ



เพลง Many Rivers to Cross
อัลบัม Cafe del Mar Vol 9




 

Create Date : 22 กุมภาพันธ์ 2549   
Last Update : 31 สิงหาคม 2557 15:55:40 น.   
Counter : 1698 Pageviews.  

คิดถึงทุกวัน : เราเดินผ่านคนกี่คนในชีวิต กว่าจะพบว่าอะไรที่อยู่ใกล้หัวใจมากที่สุด








คิดถึงทุกวัน
พิมปาย
เขียน

มีหนังสือไว้ให้ " ใครๆ " ในวันแห่งความรักหรือยังคะ ถ้ายังไม่มี ขอแนะนำเล่มนี้เลยค่ะ ไม่ต้องพูดอะไรด้วยค่ะ แค่เห็นชื่อหน้าปกคนรับก็คงจะรู้แล้วล่ะค่ะ ว่าผู้ให้ต้องการ "สื่ออะไร" กับผู้รับ

ถ้าประเมินจากชื่อหนังสือดูราวกับว่าหนังสือเล่มนี้ว่าด้วยความรักหวานแหวว แต่จริงๆ หนังสือเล่มนี้นำเสนอความรักที่หวาน แต่ไม่เลี่ยนนะคะ อ่านแล้วก็อมยิ้ม แถมบางทีก็หม่นๆ เศร้าเล็กๆ (ไม่มากค่ะ แบบเดียวกับความรัก ที่บางทีก็มีเรี่องเศร้าบ้าง ถ้าเราปล่อยใจให้ความสัมพันธ์ )
"คิดถึงทุกวัน " เล่มนี้พัฒนาขึ้นมาจากหนังสือทำมือค่ะ บรรณาธิการคนหนึ่งได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ตอนเป็นหนังสือทำมือ (ซึ่งขายดีมาก ที่เชียงใหม่-คนเขียนจบจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่) อ่านไปก้ยิ้มไป ดูจากสำนวนภาษาแล้ว ก็ตอบได้ทันทีว่า หนังสือเล่มนี้ "อยู่บนแผง" ได้สบาย หลังจากนั้น บรรณาธิการก็บอกให้พิมปายไปทำงานเพิ่มเติม อันนี้คือบทเริ่มต้นของหนังสือเล่มนี้ค่ะ แต่กว่าที่หนังสือเล่มนี้จะเสร็จลง พิมปาย ก็เข้าสู่วงการหนังสืออย่างเต็มตัวไปแล้ว

"พิมปาย" ไม่ใช่นักเขียนหน้าใหม่ในวงการหนังสือ เธอมีหนังสือรวมเล่มมาก่อนหน้านี้แล้ว (แต่คิดถึงทุกวัน นี้ถือได้ว่าเป็นเล่มแรกๆ สำหรับงานเขียนของเธอ) เคยได้รับรางวัลนักเขียนเรื่องสั้นจากเว็บไซด์ Thaiwriter.net ความเรียงที่นำมาเพิ่มเติมในหนังสือเล่มนี้ หลายชิ้น เคยถูกตีพิมพ์ในนิตยสารแพรวสุดสัปดาห์
นอกจากนี้เรื่องสั้นบางเรื่องของเธอได้เคยนำไปถูกตีพิมพ์รวมเล่มกับนักเขียนเรื่องสั้นคนอื่นๆด้วย ตอนนี้พิมปาย กำลังทำงานประจำในฐานะกองบรรณาธิการนิตยสารผู้ชายที่มียอดจำหน่ายมากที่สุดของประเทศไทย (ทราบ ใช่ไหมคะว่าเล่มไหน)

โดยส่วนตัว จขบ.ชอบความเรียงที่ชื่อว่า "ทำไมคนบางคนไม่น่ารัก" ค่อนข้างมาก เพราะความเรียงชิ้นนี้พยายามทำความเข้าใจ "คนที่แตกต่างจากเรา" พิมปายนำเอาบรรยากาศการถกเถียงในชั้นเรียนวิชาสังคมวิทยาของเธอเมื่ออาจารย์พูดถึง มนุษย์เผ่าหนึ่งที่นิยมล่าหัวคน อาจารย์อธิบายจากมุมมองของนักมานุษยวิยา ว่าทำไมเขาถึงเป็นแบบนั้น สาวน้อยพิมปายเมื่อครั้งเป็นนักศึกษา ก็เข้าใจไม่ได้ถึงวิธีคิดแบบนี้ (ใครจะเข้าใจการล่าหัวมนุษย์กัน ) แต่อยากให้ลองอ่านความเรียงชิ้นนี้ดูค่ะ บางทีเราอาจจะนำมาปรับใช้กับชีวิตประจำวันได้ และเข้าใจว่า ทำไม คนบางคนถึงไม่น่ารัก

ยังยืนยันว่าความเรียง 25 ชิ้นที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้ยังว่าด้วยความรักอยู่ค่ะ นี่คือชื่อความเรียงบางชิ้นที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้ ...คนดีจ๋า ลอยกระทงในอินเตอร์เน็ท ภาษาของสิ่งที่เรียกว่ารัก กรณีหลงรักผู้ชายอินดี้ วันที่ฉันหูหนวกและเขาตาบอด... ฯลฯ
พิมปายบอกเอาไว้ในคำนำว่า "ฉันเขียนเรื่องนี้อย่างซื่อสัตย์ที่สุด ความรักที่เป็นจริง ความคิดถึงที่รุนแรง ความอยากรู้อยากเห็นจิตใจคนอื่น อาการจะเป็นจะตาย และความพยายามจะทนให้ได้บ้างมันคืออารมณ์คลาสสิคของหญิงสาวทุกคน ฉันอยากจะเชื่ออย่างนี้
เมื่อมองย้อนกลับไป ฉันพบว่าหญิงสาวคนนั้นเธอคงต้องเหนื่อยไม่น้อยกับถนนสายนี้ มันคือส่วนหนึ่งของการเดินทางเพื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ที่บางคนทำได้และบางคนยากที่จะทำ
หากขอพรได้สองข้อ ข้อหนึ่งเธออยากจะคิดแบบผู้ใหญ่ ข้อสอง เธออยากมองโลกแบบเด็กๆ ..."


ส่วนข้างล่างนี่เป็นคำนิยมที่อยู่หลังปกหนังสือเขียนโดยวรพจน์ พันธุ์พงศ์ นักเขียนหนุ่มโรแมนติคขวัญใจของหลายๆ คนแถวนี้
" คิดถึงทุกวัน ผมชอบคำนี้ ของพิมปาย มันเป็นคำธรรมดาที่มีกลิ่นหอม ผมไม่ใช่ผู้หญิง ผมไม่รู้ว่าผู้หญิงคนหนึ่งสามารถรู้สึกอย่างนี้จริงๆ หรือว่าเป็นแค่ความอ่อนไหว ยามที่หัวใจเธอมีรัก
ผมคิดว่าคงดีถ้ามีใครสักคนใช้คำนี้กับเรา และน่าจะดียิ่งขึ้นกว่าถ้าใครคนนั้นรู้สึกแบบนี้จริงๆ เพราะถึงแม้จะต้องตาย ก็เป็นความตายที่อบอุ่น"
เฮ้อ โรแมนติคซ้า

เห็นเส้นที่หยักๆ ตรงหน้าปกหนังสือไหมคะ คนออกแบบเขาคิดจากเส้นชีพจร เวลาเรามีความรักหัวใจเราจะเต้นแรง เส้นชีพจรก็จะพุ่งปรี๊ด ...



ป.ล. มีความรักแล้วก็แสดงพลังทางการเมืองได้นะคะ ถ้าอยากถอดถอนนายกรัฐมนตรีคนนี้ เข้าไปดาวน์โหลด ร่วมลงชื่อ 50,000 ชื่อ เพื่อถอดถอนนายกรัฐมนตรี ได้ที่นี่ค่ะ คลิกเลยๆ





 

Create Date : 10 กุมภาพันธ์ 2549   
Last Update : 31 สิงหาคม 2557 16:10:41 น.   
Counter : 2029 Pageviews.  

เด็กญี่ปุ่น (Japanese Doll ) สาวไทยใจญี่ปุ่นกับเรื่องสนุกๆ หลังเรียนจบ











เด็กญึ่ปุ่น (Japanese Doll )
จินนี่ สาระโกเศศ เขียน

หลังจากเรียนจบจากคณะอักษรศาสตร์ เอกภาษาญี่ปุ่น ทำงานได้ไม่นาน สาวน้อย จินนี่ก็ได้รับทุน บินข้ามฟ้าไปเรียนทางภาษาและวัฒนธรรมของญี่ปุ่นต่ออีกปีครึ่ง เรียนมหาวิทยาลัยเดียวกับโคอิสึมิเสียด้วย พอเรียนจบ จินนี่ก็ตัดสินใจเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าก่อนกลับบ้านจะขอเดินทางท่องเที่ยวประเทศญีปุ่นเสียก่อน และการเดินทางทัวร์ประเทศญึ่ปุ่นครั้งนี้ เป็นการเดินทางคนเดียว ครั้งแรกของเธอ
จินนี่เขียนคำนำไว้ในหนังสือของเธออย่างนี้

" ...ก่อนออกเดินทาง ฉันลังเลไม่อยากจากไป
ก่อนจบการเดินทาง ฉันลังเลไม่อยากจากมา
ฉันกลัวๆ กล้าๆ ลองออกเดินทางด้วยขาของตัวเอง
เมื่อก่อน การเดินทางคนดียวในที่เปล่าเปลี่ยวใจ ไร้คนรู้จักนั้นไม่เคยก่อร่างสร้างตัวอยู่ในหัวสมองของหญิงไทยใจเสาะบ้างเป็นบางคราอย่างฉันเลย แต่พอมองข้ามรั้วกั้นกรอบของตัวเองออกไปแล้ว สีสันสดสวยรวยความรู้สึกของโลกภายนอกก็ทำให้ฉันลองก้าวออกเดินตามลำพังดุ
ผู้รู้บอกว่าการเดินทางคือการค้นหาตัวเอง แต่สำหรับผู้ไม่รู้ชอบลองผิดลองถูกอย่างฉัน มันคือการเดินทางออกไปให้รู้จักตัวเอง

จากลูกสาวคนเล็กที่ขี้อายคล้ายขี้กลัวของแม่ ระหว่างที่สาวท้าวก้าวเดินไป ฉันก็ได้ทำความรู้จักกับความเข้มแข็ง สดใสที่หลบอยู่ในมุมมืดของตัวเอง
ตอนนี้ฉันเดินเล่นบนผืนดินกว้างได้อย่างสนุกสุขใจ จนอยากชวนใครๆ ก้าวขาออกมาเดินทางด้วยกัน

...
จินนี่เริ่มต้นการเดินทางของเธอด้วยการพูดถึง ฮาราจูกุ สถานที่ที่วัยรุ่นญึ่ปุ่นมาแสดงตัวตนกัน ฮิโยชิ ถิ่นคุ้นเคยใกล้มหาวิทยาลัยของเธอ ชิบะ ย่านชานเมืองของโตเกียว
ก่อนจะออกเดินทางไป เกียวโต โอซาก้า คูราโยชิ -โทตโตริ ฮิโรชิมา นางาซากิ และมาจบลงที่ ชิบุยะ ใจกลางกรุงโตเกียวอีกครั้ง

เธอพาเราท่องวัด สถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติ พิพิธภัณฑ์ ร้านอาหาร ชอปปิ้ง ฯลฯ อ่านไปก็อยากเก็บกระเป๋า ออกเดินทางเสียเดี๋ยวนั้น (แต่งานและเงินไม่อำนวยแหะ แหะ ) จขบ.อ่านไปก็พบว่า จินนี่มีพรสวรรค์ในการบรรยายเรื่องอาหารได้ดีมาก ตอนที่เธอพบร้านวาฟ เฟิล แบบญี่ปุ่น ร้านโปรดของเธอที่เมืองเกียวโต จขบ. อ่านแล้วแทบจะได้กลิ่นขนมวาฟเฟิลลอยออกมาจากหน้ากระดาษไปด้วย แค่การบรรยายถึงขนมวาฟเฟิลจากร้านนี้ ก็ปาเข้าไปสาม-สี่หน้า
จินนี่เขียนหนังสือได้สนุกดีค่ะ

...
อ่านหนังสือเล่มนี้ไป ก็คิดถึงการเดินทางจับใจ
ตอนนี้ยังเดินทางไม่ได้ ก็ขอ เป็น Armchair Traveller ไปก่อน
น่า...คงอีกไม่นานได้เก็บกระเป่าเดินทางอีกครั้ง




 

Create Date : 06 กุมภาพันธ์ 2549   
Last Update : 31 สิงหาคม 2557 16:32:51 น.   
Counter : 2118 Pageviews.  

จาก "เยินเงาสลัว" สู่ Memoirs of a Geisha ว่าด้วยสุนทรียศาสตร์แบบญึ่ปุ่น




เยินเงาสลัว
( In Praise of Shadow )
จุนิจิโร ทานิซากิ เขียน
สุวรรณา วงศ์ไวศยวรรณ แปล



วันก่อนไปดูหนังเรื่อง Memoirs of a Geisha มาแล้วก็พบว่าให้ยังไง ยังไง ฝรั่งก็ไม่เข้าใจสุนทรียศาสตร์แบบตะวันออก จขบ.รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มันโฉ่งฉ่าง และหลายฉากก็ออกจะเป็นลิเกฝรั่งอยู่ครามครัน จขบ.ไม่ได้สัมผัสถึง "ความเย็นยะเยือก" ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรมีในหนังญึ่ปุ่น เวลาที่เราดูหนังญี่ปุ่น ที่สร้างโดยคนญึ่ปุ่นเอง มันจะมีอารมณ์ของ ความนิ่ง ความสงบ ความยะเยือก แต่ไม่พบอารมณ์แบบนี้ในหนัง Memoirs of s Geshia เลยค่ะ
อย่างไรก็ตามการลงทุนมหาศาลในการเนรมิตสตูดิโอในโรงถ่ายให้กลายเป็นหมู่บ้านในญึ่ปุ่นช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ทำให้ จขบ.รู้สึกยินดีอยู่บ้าง และคิดถึงหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาจับใจ

" เยินเงาสสัว " (คำว่าเยิน หมายถึงเยินยอ คนแปลเลือกศัพท์เก่า ซึ่งเคยปรากฏในลิลิตพระลอมาใช้ แต่ในการพิมพ์ครั้งที่ 2 เปลี่ยนมาใช้เป็น เยิรเงาสลัว ) มีลักษณะคล้ายความเรียงเชิงบ่นของคนแก่ ที่กำลังสะท้อนใจกับปรากฏการ์ณไหลบ่าของวัฒนธรรมตะวันตกที่เข้ามาสู่ญึ่ปุ่น จุนิจิโรคนเขียนเรื่องนี้พูดถึงความงามของสถาปัตยกรรม แบบญึ่ปุ่น อาหาร ผู้หญิงโบราณ ข้าวของเครื่องใช้ จุนิจิโรบอกว่า สุนทรียรสแบบญึ่ปุ่นนั้นมาพร้อมกับเงาสลัว ไม่ว่าจะเป็นห้องแบบญี่ปุ่น ภาชนะเครื่องเขินที่ใช้ใส่อาหารญี่ปุ่น เขาบอกว่า ซุปมิโสะ ที่ใส่อยู่ในถ้วยทรงกลม ลงรักสีดำ นั้น ดูสงบนิ่ง ชวนค้นหา และน่าลิ้มลองมากกว่าซุปแบบฝรั่งที่มักเสิร์ฟมาในจานสีขาวรูปทรงแบนกว้าง
จุนิจิโรอธิบายว่าทำไมคนตะวันออกจึงสนใจ และให้คุณค่ากับทองคำ เขาบอกว่าเป็นเพราะมันเปล่งประกายในทีมืดนั่นเอง ส่วนเกอิชา นั้นทำไมต้องแต่งหน้าขาวจัด คนเขียนเรื่องนี้อธิบายไว้อย่างน่าฟังว่า " บรรพบุรุษของเราเมื่อได้สกัดกั้นแสงเจิดจ้าจากเบื้องบนเอาไว้แล้ว ก็สร้างโลกแห่งเงาสลัวบนพื้นดิน ภายในห้วงลึกแห่งเงาสลัวนั้นพวกเขาจัดที่ไว้ให้สำหรับสตรี โดยทำให้เธอขาวที่สุดในสิ่งมีชีวิตทั้งปวง " เราจึงเห็นการแต่งหน้าแบบขาวจัดของเกอิชาญึ่ปุ่น

ฝรั่งไม่อาจเข้าถึงความงามแบบเงาสลัว ความงามแบบนามธรรม แม้แต่คำว่า "เข้าใจ" คนตะวันออกอย่างคนไทยเรา ยังมีความเป็นนามธรรมอยู่สูง "เข้าใจ " เข้าไปในใจ คำว่าเข้าใจ ของตะวันตก ยังขึ้นอยู่กับการทำให้กระจ่าง "I see " ฝรั่งต้องเห็น ถึงจะเข้าใจ แต่คนไทย คนตะวันออก นั้น การจะทำความรู้จักสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้กระจ่าง ต้อง เข้าไปในใจ

จุนิจิโรบอกไว้ตอนหนึ่งว่า "ข้าพเจ้าทราบดีและรู้สึกเป็นบุญคุณต่อคุณประโยชน์ทั้งหลายแห่งโลกสมัยใหม่นี้ ไม่ว่าเราจะคร่ำครวญร้องบ่นอย่างไร ญี่ปุ่นก็เลือกที่จะตามโลกตะวันตก และญี่ปุ่นก็ไม่อาจจะทำอะไรได้นอกจากจะก้าวไปข้างหน้าอย่างกล้าหาญ ...ข้าพเจ้าเขียนมาทั้งหมดนี้ ด้วยความคิดที่ว่ายังอาจจะมีช่องทางที่เราจะรักษาอะไรไว้ได้บ้าง บางทีอาจเป็นโลกแห่งวรรณกรรมหรือศิลปะ ข้าพเจ้าจะขอเรียกร้องเอาโลกแห่งวรรณกรรมนี้ ข้าพเจ้าอยากให้มีชายคาหนาทึบและกำแพงมืดสลัว ข้าพเจ้าจะผลักสิ่งที่ปรากฏออกมาชัดเจนจนเกินไปให้กลับไปดินแดนแห่งเงาสลัว ...ข้าพเจ้าไม่ได้เรียกร้องให้เป็นแบบนี้ไปเสียทุกแห่ง แต่บางทีเขาอาจจะยอมให้เรามีคฤหาสน์สักหลัง ที่เราปิดไฟให้มืดสลัวและดูสิว่าจะเป็นอย่างไร... "

ดูเผินๆ แล้วเหมือนคนเขียนเรื่องนี้จะแอนตี้ตะวันตกและค่อนข้างจะอนุรักษ์นิยม โดยส่วนตัว จขบ.ไม่แอนตี้ความเจริญก้าวหน้าหรือการเปลี่ยนแปลง การห้ามไม่ให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งเปลี่ยนแปลงนั้นดูจะขัดกับหลักธรรมชาติ แต่ในแง่สุนทรียรส จขบ.ชอบความสุนทรียศาสตร์แบบเงาสลัวมาก ไม่เชื่อลองนั่งลงทานข้าวกับใครสักคนในที่เงียบๆ มีเพลงแผ่วๆ จาง ๆ ภายใต้บรรยากาศแสงสลัวๆ ที่สามารถเห็นเงาสะท้อนของเปลวเทียนในดวงตาของคู่สนทนาของเราดู
มา "เยินเงาสลัว " ด้วยกันนะคะ



เพลงนี้ชื่อ The chairman's waltz เพลงประกอบจากหนังเรื่อง Memoirs of a Geisha ใครที่ดูหนังแล้วคงทราบว่า Chairman คือพระเอกของหนังเรื่องนี้




 

Create Date : 03 กุมภาพันธ์ 2549   
Last Update : 31 สิงหาคม 2557 16:36:22 น.   
Counter : 4785 Pageviews.  

ชีวิตที่เจียระไนแล้ว : เมื่ออยากนั่งลงคุยกับพี่สาวผู้อ่อนโยน






ชีวิตที่เจียระไนแล้ว
ณิพรรณ กุลประสูตร เขียน

เมื่อวานหลังจากนั่งทำงานไปจนถึง เกือบๆ ตีสอง ดิฉันก็คิดถึงหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาจับใจ คงจะดีไม่น้อยเมื่อเรารู้สึกเหนื่อยๆ ท้อ และไม่ค่อยอยากจะเผชิญหน้ากับโลกมากนัก เราจะมีพี่สาวใจดีสักคน คุยกับเรา ฟังเรา และปลอบเรา แถมพี่สาวคนนั้นไม่ได้แสดงทีท่าเย่อหยิ่ง ชาญฉลาด (ทั้งๆ ที่เธอฉลาดเหลือเกิน ) แต่เธอคุยกับเราด้วยทีท่าอ่อนโยน และเข้าอกเข้าใจ ขณะเดียวกันก็บอกให้เราเข้มแข็ง โดยที่ไม่ได้ "สั่งสอน" เรา

ด้วยเหตุข้างบนนั่น ดิฉันจึงคิดถึงหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาจับใจ

ชีวิตที่เจียระไนแล้ว เป็นความเรียงที่เขียนบอกเล่าความรู้สึกในสิ่งที่ผู้เขียนพบเห็นจากสังคม เหตุการณ์ และผู้คน หลากหลาย รวมถึงสิ่งที่ซึ่งพัวพันอยู่ใกล้ๆ ตัว ทั้งความสุข ความทุกข์ ความสงสัย และความเข้าใจ เป็นมุมมองที่มีลักษณะเฉพาะตัว โดยผ่านการเขียนที่เรียบง่ายไม่ซับซ้อน แต่อ่อนโยน แถมโรแมนติคอยู่ในที

อ่านหนังสือมาก็มาก ดิฉันพบว่า ดิฉันหาผู้หญิงที่เขียนหนังสือ แบบนี้ได้ยาก อ่อนโยน แต่ว่าเข้มแข็ง มีวุฒิภาวะทางการเขียนสูง เข้าใจชีวิต มองโลกแบบ Positive แต่ไม่ไร้เดียงสา และที่สำคัญเธอคุยกับเราแบบที่ผู้หญิงคุยกัน คุยเรื่องตู้กับข้าวของคุณยาย คุยเรื่องเครื่องเทศ ฯลฯ
ดิฉันชอบอารมณ์ความเป็นผู้หญิงของหนังสือเล่มนี้มากๆ ค่ะ

เอาชื่อความเรียงบางชิ้นที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้มาฝาก อพอลโล 13 และบ้านบนดวงดาวอันไกลโพ้น , ความไม่สมบูรณ์แบบที่สมบูรณ์แบบ , เครื่องเทศและความร่าเริงเบิกบาน , ตู้กับข้าวของคุณยายและลิ้นชักแห่งความทรงจำ, มือและการสัมผัส, คำขอโทษ ขยะในใจและกฤษณมูรติ, ทำไมเราต้องเติบโต ฯลฯ เห็นชื่อความเรียงแล้ว อยากอ่านขึ้นมาบ้างแล้วใช่ไหมคะ

ดิฉันยังมีหนังสือทำมือ ของณิพรรณ กุลประสูตร ด้วยนะคะ ใครจะเชื่อว่ารองกรรมการบริหารฝ่ายนิตยสารในเครือจีเอ็มมัลติมีเดีย และบรรณาธิการอำนวยการนิตยสารจีเอ็ม อย่างเธอ จะมีหนังสือทำมือกับเขาด้วย

วันหลัง ว่างๆ กว่านี้จะเอามาแนะนำให้อ่านกันค่ะ



ป.ล.เพลงนี้ชื่อ Saeglopur ของวง Sigur Ros
วงดนตรีจาก Iceland เพลงนี้ร้องเป็นภาษาของ Iceland ด้วยค่ะ เท่จริงๆ




 

Create Date : 24 มกราคม 2549   
Last Update : 31 สิงหาคม 2557 16:38:44 น.   
Counter : 1783 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  

grappa
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]




New Comments
[Add grappa's blog to your web]