งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 34 และ งานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 4 เริ่มต้นขึ้นแล้วค่ะ




งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 34 และ งานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 4 (Bangkok International Book Fair 2006) เริ่มต้นขึ้นแล้วค่ะ วันนี้ 29 มีนาคม - 9 เมษายน 2549 ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติติ์ เหมือนเดิม

วันนี้ ( 29 มีนาคม ) วันแรก เปิดให้เข้าชมและซื้อหนังสือได้ ตั้งแต่เวลา 12.00 - 21.00 น.

วันที่ 30- 6 เมษายน และ 9 เมษายน เปิดให้เข้าชมและซื้อหนังสือ ตั้งแต่เวลา 09.00-21.00 น.

พิเศษ เฉพาะศุกร์-เสาร์ 7-8 เมษายน 2546 เปิดให้เข้าชมและซื้อหนังสือ 09.00-23.00 น. สองวันนี้งานเปิดถึงห้าทุ่มนั่นเอง

งานครั้งนี้มีสำนักพิมพ์และเอเจนซี่จากต่างประเทศ เข้าร่วมงานด้วย เมื่อวานสำรวจดูคร่าวๆ สำนักพิมพ์ต่างประเทศจะอยู่ด้านหน้าโซนแพลนนารี่ ฮอลล์ ซึ่งงานครั้งนี้มีสำนักพิมพ์ต่างประเทศจาก 20 ประเทศเข้าร่วมงาน จำนวน 100 บูธ สำนักพิมพ์ไทยจำนวน 350 กว่าราย จำนวน 734 บูธร่วมงานแสดงและจำหน่ายหนังสือ มีบู้ทในงานหนังสือ 834 บู้ท

หนอนหนังสือ เตรียมเสียเงินและเตรียมเดินดูหนังสือกันได้อีกแล้ว

เข้าไปดูรายละเอียดงานได้ที่เว็บไซด์เป็นทางการของงานหนังสือคราวนี้ได้ค่ะ มีแผนผังบู้ท และกิจกรรมต่างๆ ครบครัน //www.bangkokibf.com/index_thai.php

ใครมีปัญหาหรือต้องการถามไถ่ ถามหาหนังสือที่อยากอ่าน อยากซื้อหนังสือเล่มไหน ทิ้งข้อความไว้ได้นะคะ จขบ.ไปงานหนังสือทุกวัน ถ้าตอบได้จะเข้ามาตอบคำถามให้ค่ะ

เจอกันค้า หนอนหนังสือทั้งหลาย




 

Create Date : 29 มีนาคม 2549   
Last Update : 31 สิงหาคม 2557 15:49:32 น.   
Counter : 1848 Pageviews.  

- - - อัพเดทหนังสือใหม่ที่น่าอ่าน ช่วงเวลานี้ค่ะ - - -



ตอนนี้ ดิฉันมีหนังสือรออ่านอยู่หลายเล่มมากค่ะ
ยิ่งโดยเฉพาะเวลาใกล้ๆ งานมหกรรมหนังสือ ซึ่งจะมีขึ้นที่ศูนย์สิริกิติ์ 29 มีนาคม-9 เมษายน หนังสือออกใหม่กันคึกคัก บนแผงหนังสือ หนอนหนังสือทั้งหลายเตรียมกระเป๋าเบากันได้เลยค่ะ

ตอนนี้ขอแนนะนำคร่าวๆ ถึงหนังสือออกใหม่ที่อยู่ในคิวที่ต้องอ่านในช่วงเวลานี้ของตัวเองก่อน

เถ้าถ่านแห่งวารวัน
คาสิโอะ อิชิงุโระ เขียน
นาลันทา คุปต์ แปลจากThe Remains of the Day



นวนิยายรสละเมียดละไม เสนอเรื่องราวของหัวหน้าคนรับใช้ชาวอังกฤษผู้ซึ่งเผชิญกับความจริงอันเจ็บปวด ขณะหวนรำลึกถึงช่วงเวลาหลายปีที่ทำงานรับใช้เจ้านายด้วยความซื่อตรง ซึ่งเขาต้องสูญเสียอะไรไปหลายอย่าง รวมทั้งความรัก
ใณขณะเดียวกันเขาก็เกิดความเคลือบแคลงความศรัทธาของตนเองต่อชายที่เขารับใช้มาเกือบตลอดชีวิตการงานด้วย

Metropolis ( เมืองใหญ่ในวงเล็บ )
เรื่องและภาพ โดย วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ



สารคดีคัดสรรจากนิตยสาร GM ที่ใส่วงเล็บ (คำอธิบาย) ให้สังคมเมือง วุฒิชัย พูดถึงงานเขียนเขาว่า" บางสำนักคิดเชื่อว่าโลกเป็นสิ่งที่มีอยู่ก่อนตัวเรา เราจึงไม่สามารถคิดและเขียนอะไรๆ ให้พ้นไปจากขอบเขตของโลก สำหรับผมเชื่อว่า หนังสือที่ดีจะนำพาเราไปยืนอยู่ตรงขอบเขตนั้น เพื่อที่เราจะได้เริ่มต้นคิดและเขียนอะไรต่อไป "

Paris O องศา
ลมหนาว ในปารีส

เนตรนภา แก้วแสงธรรม เขียน


ฤดูหนาวได้เข้ามาครอบครองปารีสอย่างเต็มตัว เมื่อหน้าต่างทุกบานถูกปิดอย่างแน่นหนา ในอดีตถ้าเป็นไปได้คนปารีสมักจะหนีหนาวไปอยู่แถบเมดิเตอร์เรเนียนตอนใต้ชั่วคราว แต่ตอนนี้ผู้คนไม่ได้หนีไปไหน ปารีเซียงเพียงแค่ซุกตัวอยู่ในคาเฟ่กับฮีทเตอร์อุ่นๆ รอการค้นพบจากนักเดินทางที่จะกลับไปพร้อมเรื่องราวของลมหนาวในปารีส

ส่วนเล่มข้างล่างนี้ เป็นเล่มที่ ดิฉัน รอคอย

คาฟกา วิฬาร์ นาคาตะ
นพดล เวชสวัสดิ์ แปลจาก Kafka on the Shore โดย ฮารูกิ มูราคามิ



คาฟกา เด็กหนุ่มอายุสิบห้า หนีออกจากบ้าน ออกกำลังกายในโรงยิม สิงอยู่ในห้องสมุด
นาคาตะ ชายชราอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ผู้มีความสามารถพิเศษพูดคุยกับแมว
มิสซาเอกิ ผู้แต่งเพลงและขับร้อง เพลงเดียว เพลงยอดนิยมในอดีต
ศิลาเบิกทวาร ประตูที่เปิดเชื่อมต่อระหว่างสองโลก
องค์ประกอบครบถ้วน มาชุมนุมกันในทากามัตซึ ชิโกกุ การผจญภัยพิสดารเริ่มต้นแล้ว จุดจบยากที่จะคาดเดาได้

อ่านแต่ละเล่มจบแล้ว จะมาแนะนำโดยละเอียดอีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะ คาฟกา วิฬาร์ นาคาตะ แฟนๆ มูราคามิ เตรียมตัวได้เลยค่ะ การผจญภัยครั้งใหม่สู่ห้วงยามแห่งการร่ายมนต์ของมูราคามิ เริ่มต้นขึ้นอีกแล้ว




 

Create Date : 17 มีนาคม 2549   
Last Update : 31 สิงหาคม 2557 15:50:49 น.   
Counter : 1904 Pageviews.  

- - - ยำใหญ่ใส่ความรัก : อาหารกับการเยียวยา - - -



สองสามวันที่ผ่านมา แม่และน้าของดิฉันเดินทางขึ้นมาจากใต้ เพื่อมาเยี่ยมป้าสะใภ้ที่กำลังป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง แม่และน้ามาพักที่คอนโดฯ ของดิฉัน สิ่งหนึ่งที่แม่ทำตลอดมาเวลาขึ้นมากรุงเทพคือ หอบอาหารใต้มาด้วยทุกครั้ง หอบมาครั้งละหลายอย่าง มิใยที่ดิฉันจะบอกว่าใกล้ๆ คอนโดฯ ก็มีอาหารใต้ขาย แม่ไม่ต้องเอาอาหารมาก็ได้ หนักเปล่าๆ แม่บอกว่า อาหารใต้ที่ร้านใกล้คอนโดของดิฉันนั้น ไม่อร่อย เพราะไม่ใช่ของคนจังหวัดเดียวกับเราทำ ไม่อร่อย ไม่ถูกปากแม่ (น้าน แม่ของดิฉัน นอกจากท้องถิ่นนิยม แล้วยัง"จังหวัดนิยม"อย่างรุนแรง )

ไม่ต้องพูดถึงอาหารฝรั่งง่ายๆ ที่ดิฉันทำเป็นอย่างพวกพาสต้าซอสต่างๆ อาหารพวกนี้อย่าหวังว่าคุณนายเธอจะแยแส

มื้อแรกที่แม่และน้ามาถึงเราตั้งวงกินข้าวกันอย่างเอร็ดอร่อย ดิฉันทยอยเอาอาหารใต้ออกมาอุ่น แกงไตปลา แกงส้ม ปลาทอดขมิ้น ต้มส้มปลากระบอก ไข่พะโล้ ฝีมือพี่สาวที่ทำจากไข่เป็ดซึ่งเป็นไข่ที่ชาวบ้านเลี้ยง แม่บอกว่าฟองใหญ่ และไม่มีสารพิษและเชื้อหวัดนกมาด้วยแน่ๆ แถมแม่บอกว่าไข่พะโล้ที่คนกรุงเทพทำไม่อร่อย หวานเกินไป (ขนาดไข่พะโล้ อาหารง่ายๆ แม่ยังหอบมาด้วยเลย คิดดู ) คั่วกลิ้งหมูรสเผ็ดจัด ฯลฯ ผักอีกนานาชนิด ดิฉันนั่งมองปลาทอดด้วยความอัศจรรย์ใจในความมโหฬารของมัน ถามแม่ว่าทำไมชิ้นใหญ่อย่างนี้ แม่บอกว่าพี่สาวไปซื้อปลามาจากเจ้าปลาขาประจำ แถมลงมือทอดเอง ไม่ให้แม่ทอด กลัวว่าปลาจะดำไม่สวย ตั้งใจทำให้ดิฉันโดยเฉพาะเพราะรู้ว่าดิฉันเป็นคนใต้ที่กินเผ็ดไม่เก่งเอาเสียเลย ระหว่างมื้ออาหารดิฉันฟังแม่และน้าเล่าถึง (รวมถึงนินทา ที่คนกรุงเทพเรียกว่าการเม้าท์) ญาติคนโน้นคนนี้อย่างเพลิดเพลิน

ระหว่างล้างจาน ดิฉันคิดถึงหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาจับใจ



ยำใหญ่ใส่ความรัก โดยฮิมิโตะ ณ เกียวโต
สำนักพิมพ์ระหว่างบรรทัด จัดทำ มติชน หนุนหลัง
พิมพ์ครั้งแรก กุมภาพันธ์ 2546

หนังสือเล่มนี้ผูกโยงเรื่องอาหารเข้ากับ ความรัก ความสัมพันธ์ ครอบครัว และรากเหง้าของเธอได้อย่างกลมกลืนและกลมกล่อม ฮิมิโตะ เป็นคนเหนือ เธอพูดถึงอาหารเหนือได้อย่างเอร็ดอร่อย แถมเธอยังทำอาหารได้อร่อยมาก ดิฉันเคยชิมฝีมือการปรุงอาหารของเธอมาแล้ว
เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ เธอเล่าถึง (อดีต ) คนรัก เพื่อนร่วมเรียนที่เกียวโต ญาติพี่น้องของเธอที่สันคะยอม เชียงใหม่ ทุกเรื่อง ทุกคนที่เธอพูดถึงผูกโยงเข้ากับอาหาร

ดิฉันชอบเวลาที่เธอพูดถึงตากับยายของเธอ โดยเฉพาะยายของเธอซึ่งเป็นคนแปลกและมันส์มาก และมักจะมีอาหารแปลกๆ ให้ฮิมิโตะกินเสมอ ยายเป็นคนสอนให้เธอกิน" ตัวเดียวอันเดียวของหมูตัวเมียปิ้ง" ยายเธอบอกว่ากินแล้วจะพูดจามีเสน่ห์ คนรักคนหลง (ท่าจะจริง-เพราะเธอเป็นคนพูดจามีเสน่ห์มาก )

และตอนนี้ดิฉันเชื่อประโยคหนึ่งในหนังสือเล่มนี้อย่างสุดใจ ฮิมิโตะ บอกว่า "อาหารบางอย่าง มันต้องการความอบอุ่นและความเอื้ออาทรระหว่างเพื่อนมนุษย์ด้วยกันอย่างรุนแรง "




 

Create Date : 13 มีนาคม 2549   
Last Update : 31 สิงหาคม 2557 15:51:51 น.   
Counter : 1897 Pageviews.  

- - - - - - Invisible Waves : คำพิพากษาของคลื่นที่มองไม่เห็น - - - - --







บทหนัง อินวิซิเบิล เวฟส์ คำพิพากษาของมหาสมุทร
ปราบดา หยุ่น : เขียน
รวมฉบับ ร่างแรกและร่างสุดท้าย (ไว้ในเล่มเดียว)
สำนักพิมพ์ระหว่างบรรทัด พิมพ์
344 หน้า ราคา 165 บาท

ให้คนเขียนบทเขาบอกเล่าที่มา ของบทหนังเล่มนี้นะคะ
(ตัดตอน จากคำนำหนังสือเล่มนี้ )

เริ่มแรกที่ผมลงมือเขียน อินวิซิเบิล เวฟส์ ผมมีภาพ ฟิล์มนัวร์ ( Film Noir) อยู่ในหัวตลอดเวลา : กลางคืน เงาทะมึน สายฝนกระหน่ำ ลมหนาว คาวโลกีย์ สาวโฉด เสียงปืน ฆาตกรรม คาวเลือด เหยื่ออธรรม การดิ่งลงสู่นรกของผู้กระทำบาป และจุดจบที่สาสมของคนชั่ว

สำหรับผม เนื้อหาสาระแบบฟิล์มนัวร์ ทำให้โลกบันเทิงน่าเอ็นดูขึ้น เพราะนอกจากนำความเพลิดเพลินมาสู่สายตา ฟิล์ม นัวร์ยังสะท้อนด้านมืดของมนุษย์อย่างสะใจสมจริง

เมื่อเขียนร่างแรกจบ สำหรับผม Invisible Waves คือบทหนังนัวร์ร่วมสมัยที่อยากย้อนกลับไปพูดถึงประเด็นพื้นฐานเกี่ยวกับมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเด็นเรื่อง ความผิดบาป และ ความละอายใจ

ผมไม่คิดว่าคนต้องทำตัวสมบูรณ์แบบจึงจะเรียกว่าน่ายกย่อง กระทั่งไม่ต้องกระเสือกกระสนที่จะเป็นคนดี หากมันเป็นผิดธรรมชาติหรือขัดกับสันดาน แต่หากทำชั่วแล้ว ความละอายใจ ความรู้สึกผิด ความต้องการหาทางไถ่บาป หรืออย่างน้อยคำว่าขอโทษ ก็น่าจะผุดโผล่ ขึ้นมาบ้าง

โลกมนุษย์คงจะโหดร้ายเกินกว่าจะน่าอยู่อีกต่อไป หากการทำร้ายกันและกัน ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด กลายเป็นความชอบธรรมเพราะคนทำชอบทำไปเสียทั้งหมด


เหล่านี้คือสิ่งที่ Invisible Waves ตั้งใจจะพูด

หลังจากเขียนบทร่างแรกเสร็จ งานของผมก็ต้องเดินทางผ่านมือ ผ่านตา ผ่านสมองบุคลากรอีกมากหน้าหลายหู นอกจากพี่ต้อม ยังมีลุงคริสโตเฟอร์ ดอล์ย มีน้าๆ โปรดิวเซอร์ มีป๋าๆ นักลงทุน และอีกหลายชีวิตที่ล้วนมีอิทธิพลต่อการปรับเปลี่ยนบท ในลำดับต่อไปทั้งสิ้น

Invisible Waves เป็นบทหนังที่ผ่านกระบวนการทำงาน "ร่วมกัน" มากกว่าประสบการณ์การเขียนบทครั้งแรกของผม...

หลายปากถามผมว่ารู้สึกอย่างไรกับการเขียนบทหนังเมื่อเทียบกับการเขียนเรื่องสั้นหรือนวนิยาย ผมมักตอบด้วยการชี้แจงอย่างน่าหมั่นไส้ (เช่นเคย) ว่างานทั้งสองมีขั้นตอนและจุดประสงค์ที่ไม่เหมือนกัน งานเขียนบทคือการทำงานร่วมกับคนอื่นในขณะที่งานเขียนเรื่องสั้นหรือนวนิยายคือการดิ่งลงสู่โลกส่วนตัวที่คุ้นชิน

สำหรับคนที่ไม่ค่อบชอบปฏิสัมพันธ์กับคนหมู่มากอย่างผม การเขียนบทหนังจึงเป็นเรื่องยากกว่า แต่มันก็สอนอะไรให้ผมมากกว่า การหมกตัวอยู่กับโลกเดิมๆ งานเขียนบทหนังคือ "บทเรียน" ที่มีค่า ผมเชื่อว่าถ้าชีวิตคนเราไม่มีบทเรียนอะไรเสียบ้าง หากเรามุ่งแต่จะอยู่กับสิ่งแวดล้อมตามใจตัวเองตลอดเวลา การเป็นมนุษย์คงไม่มีความหมายอะไรมากไปกว่าการเป็นคราบตะไคร่น้ำระหว่างนิ้วเท้าของปลาตีน

ความแตกต่างระหว่าง Invisible Waves ร่างแรกและร่างสุดท้ายที่รวมอยู่ในเล่มเดียวกันนี้ เป็นกรณีศึกษาที่ดีเกี่ยวกับการทำงานภาพยนตร์ ที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทุกๆ ปัจจัยผสมผสานกันลงตัว หรืออย่างน้อยพยายามผสมผสานกันจนสำเร็จ ร่างแรกเป็นตัวผมมากกว่าร่างสุดท้าย แต่นั่นไม่ได้แปลว่าผมคิดว่ามันดีกว่า สนุกกว่า หรือน่าจะได้ร้อยล้านมากกว่า ร่างที่ผ่านการปรับเปลี่ยนร่วมกันกับพี่ต้อมและคริส บทร่างสุดท้าย แม้จะไม่ใช่ตัวผมทั้งหมด แต่มันเป็นร่างที่ผมภูมิใจ
ภูมิใจที่สามารถทำงานกับคนอื่น ภูมิใจที่ได้สร้างความสัมพันธ์ สร้างมิตรภาพที่ลึกซึ้งและมีค่ากับกลุ่มคนที่น่านับถือ

และละอายใจที่บทร่างแรก ปราศจากคุณสมบัติแห่งมิตรภาพนั้นโดยสิ้นเชิง

ปราบดา หยุ่น
กุมภาพันธ์ 2549 เบอร์ลิน

ในหนังสือ ปราบดา เขียนคำนำยาวกว่านี้ สนุกกว่านี้ ต้องไปหาอ่านกันค่ะ จขบ.ตัดตอนมาให้อ่านเพื่อการทำความเข้าใจเนื้อหาของบทหนังเล่มนี้

สำหรับหนัง คำพิพากษาของมหาสมุทร จขบ.ชอบมาก นี่เป็นหนังที่ดิฉันชอบมากที่สุดในบรรดาหนังของเป็นเอก รัตนเรือง มันพุ่งตรงประเด็น นิ่งและนิ่มนวล ไม่มีอะไรเกินเลย ต้องรีบไปดูค่ะ ท่าทางหนังจะเข้าโรงไม่นาน แนะนำให้ดูโรงที่ไม่ใช่พากษ์ไทยนะคะ ฟังเสียงจริงของอาซาโน่ และทูน หิรัญทรัพย์ (เสียงมีเสน่ห์ทั้งคู่ )

“ ผู้ฆ่าคือเหยื่อ เหมือนกับคนที่ถูกฆ่า เขาคือเหยื่อของการฆาตกรรม ” - เป็นเอก รัตนเรือง



ป.ล. คุณนพดล ได้รับหนังสือแล้วค้า ขยันจริงๆ




 

Create Date : 03 มีนาคม 2549   
Last Update : 31 สิงหาคม 2557 15:52:58 น.   
Counter : 2450 Pageviews.  

ไว้อาลัยให้ร้าน Book Club สาขาสยามดิสคัฟเวอรี่






วันก่อนได้รับข่าวจากเพื่อนว่า ร้านบุ้คคลับ สาขาสยามดิสคัฟเวอรี่ ปิดตัวลงเสียแล้ว ร้านนี้อยู่ตรงชั้น 6 ก่อนขึ้นโรงหนังน่ะค่ะ เป็นร้านหนังสือเล็กๆ มีหนังสือน้อย แต่จขบ.ชอบการคัดสรรหนังสือของร้านนี้มาก เราจะได้เห็นหนังสือกลางเก่ากลางใหม่ ที่หาไม่ได้จากร้านหนังสือใหญ่ๆ เป็นร้านหนังสือเล็กๆ ที่เข้าไปทีไรก็สุขใจเมื่อนั้น

ตอนนี้เวลาเข้าร้านหนังสือใหญ่ๆ (ของไทย) จขบ.จะเซ็งเล็กน้อยถึงปานกลาง ค่าที่มันต้อนรับเราแต่เฉพาะหนังสือ ขายดี ที่เต็มไปด้วยเรื่องรักจากประเทศเกาหลีบ้าง เรื่องแฉแหลก เรื่องอื้อฉาว เรื่องสาวไซด์ไลน์ เรื่องทำอย่างไรถึงให้หนุ่มปิ๊งคุณ ฯลฯ

แต่ร้านบุ้คคลับที่ว่ามีหนังสือประเภทบ้างบนอยู่น้อย ที่นี่จะมีวรรรณกรรมแปลดีๆ ความเรียงร่วมสมัย (ที่หาไม่ค่อยได้ในร้านหนังสือใหญ่ ๆ) เวลาเข้าร้านบุ้คคลับที่นี่ มันช่วยเยียวยาจิตใจจขบ.ได้ ทำให้รู้สึกว่ามีร้านหนังสือที่มีรสนิยมในการคัดสรรหนังสือมาวาง ไม่เอาใจตลาดมากนัก

ข่าวการปิดตัวของร้านนี้ ทำให้ จขบ.เศร้าใจ เพื่อนที่รายงานข่าวบอกว่า ตั้งแต่สยามพารากอนเปิดตัว ร้านนี้ก็มีคนเข้าน้อยมาก จขบ.ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ตื่นตาตื่นใจกับร้านหนังสือร้านใหญ่บนสยามพารากอน เดือนสองเดือนนี้ไปเดินเล่นที่นี่นั่นบ่อยกว่าร้านบุ้คคลับเพื่อนเก่า ข่าวการปิดตัวของร้านนี้ทำให้ จขบ.เศร้าใจอยู่ครามครัน และรู้สึกใจหายที่ทอดทิ้งเพื่อนเก่า เมื่อเจอของใหม่ที่ใหญ่โตกว่า

ถ้าใครเห็นร้านหนังสือเล็กๆ ช่วยอุดหนุนเขาหน่อยนะคะ
คนทำร้านหนังสือ ยิ่งถ้าเป็นรายเล็กๆ ถือว่าเขาทำเพราะใจรักจริงๆ

ป.ล. ร้านบุ้คคลับสาขาอื่น ยังมีอยู่ค่ะ








 

Create Date : 02 มีนาคม 2549   
Last Update : 31 สิงหาคม 2557 15:54:26 น.   
Counter : 1678 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  

grappa
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]




New Comments
[Add grappa's blog to your web]