+ + + + + 8 ½ ริกเตอร์ เมื่อประวัติศาสตร์ถูกรื้อสร้างด้วยความรัก + + + + +

"...ความรักก็คล้ายแผ่นดินไหว เราจะรับรู้ผลของมันได้ก็ต่อเมื่อทุกอย่างเคลื่อนผ่านไป..."





8 ½ ริกเตอร์ การเดินทางตามหาหัวใจที่สาบสูญ
อนุสรณ์ ติปยานนท์ : เขียน
สุดสัปดาห์สำนักพิมพ์ : พิมพ์
กันยายน 2549 , 118 หน้า , 105 บาท

8 ½ ริกเตอร์ เป็นนวนิยายเล่มล่าสุดของ อนุสรณ์ ติปยานนท์ นักเขียนที่ใครๆ ต่างก็ขนานนามเขาว่าเป็น "มูราคามิแห่งเมืองไทย" นวนิยายเล่มแรกของเขา - ลอนดอนกับความลับในรอยจูบ- นำเหตุการณ์ 9/11 มาเป็นฉากหลัง กลายเป็นนวนิยายเล่มโปรดของใครๆ หลายคนไปแล้ว

มาเล่ี้มนี้อนุสรณ์นำคนอ่านมา"รื้อสร้าง"ประวัติศาสตร์เอเชียช่วงสงครามโลกครั้งที่2 เมื่อครั้งที่กองทหารญี่ปุ่นและเชลยศึกยกพลมาช่วยสร้างเส้นทางรถไฟสายมรณะ

“...มีสถานที่สองแห่งในโลกนี้ ที่ทำให้ผมรู้สึกว่างเปล่า เป็นการรู้สึกถึงความว่างเปล่าอันแสนเศร้า และความเศร้าอันแสนว่างเปล่า สถานที่แห่งหนึ่งนั้น คือ สุสานทหารสัมพันธมิตรที่จังหวัดกาญจนบุรี อีกสถานที่หนึ่งนั้น คือ ศาลเจ้าชินโตยาสุคุนิ เมืองโตเกียว” (บางส่วนจากคำนำผู้เขียน)

คำนำของคนเขียนว่าไว้อย่างนั้น อนุสรณ์นำโครงเรื่องที่ว่าด้วย ฟูจิ คัทสึฮิโระ นักธรณีวิทยาชาวญี่ปุ่นถูกส่งตัวมาเ้มืองไทยเพื่อเก็บข้อมูลและตรวจสอบพิกัดของเส้นทางสายรถไฟมรณะที่กาญจนบุรี เพราะการประท้วงอันรุนแรงของประชาชนชาวเกาหลีในปี2005 ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นตระหนักว่า แม้นตำราเรียนเล่มเล็กๆ เล่มหนึ่งก็อาจทำให้เกิดข้อพิพาทระหว่างประเทศได้ ้โดยเฉพาะบทที่เกี่ยวข้องกับสงครามมหาเอเชียบูรพา ทางการญี่ปุ่นต้องการตรวจสอบข้อมูลเหล่านั้นให้รอบด้านอีกครั้ง นักธรณีวิทยาอย่างฟูจิซัง จึงถูกส่งตัวมาเมืองไทยเพื่อเช็คพิกัดเส้นทางนี้อีกรอบ

ระหว่างการทำงานในเมืองไทยฟูจิต้องเช็คข้อมูลเอกสารประวัติศาสตร์ควบคู่ไปด้วย และนั่นทำให้ัเขาค้นพบว่าเครื่องบินลำหนึ่งหายไปอย่างลึกลับ การค้นหาข้อมูลเครื่องบินลำนี้เองทำให้เขาพบเจอเรื่องราวแห่งความรักของนายทหารผู้มียศระดับล่างๆ ในกองทัพญี่ปุ่น เป็นเรื่องราวของความรักที่สามารถ" สั่นไหว" ผู้อ่านได้อย่างทรงพลังยิ่ง

อนุสรณ์เคยบอกว่า เขาสนใจเรื่องราวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ และเขาชอบที่จะนำเหตุการณ์เหล่านั้นมาใส่ในนวนิยายของเขา เขา "ให้ความหมายใหม่" แก่ประวัติศาสตร์ ทำให้ประวัิติศาสตร์มีชีวิต มีเลือดเนื้อ โลดแล่นขึ้นมาใหมบนหน้ากระดาษแห่งนวนิยาย

ด้วยพลังแห่งจินตนาการของนักเขียน เขารื้อสร้างประวัติศาตร์ แยกย่อยมันออกมา หยิบเอาชิ้นส่วนที่ขาดหายไปในสังคมสมัยใหม่ ใส่เข้าไปในประวัติศาตร์ นำยุคสมัยที่ผู้คนยังยึดมั่นและศรัทธาต่อความรัก-กลับเข้ามาในนวนิยายของเขา

ไม่เพียงแต่การนำคุณค่ารักแท้ที่เกิดในประวัติศาตร์มาเป็นพล็อทหลักของเรื่อง
อนุสรณ์ยังนำเอาคุณค่าของความรักของฟูจิซังที่มีต่อคนรัก-ซายาโกะ ความรักของคนทั้งสองในโลกปัจจุบันถูกขับให้ดำเนินคู่ขนานไปกับพล็อทหลักของเรื่องด้วย

" ...และแล้วคุณก็ปรากฏตัวขึ้นซายาโกะ การปรากฎตัวของคุณได้ยุติชีวิตอันไร้รสชาติ เปลี่ยวเหงา ยืดยาว
และทรมานเหล่านั้นลง คุณคือจุดฟุลสต็อปของประโยคชีวิตอันเปราะบางของผม"
( หน้า 55)

ที่น่าทึ่งไปกว่านั้น คนเขียนสามารถนำซายาโกะเดินทางเข้าไปสู่โลกประวัติศาตร์ได้อย่างแสนพิศวง
ลึกลับ และเร้าใจยิ่ง

8 ½ ริกเตอร์ ยังมีตัวละครอีกสำคัญอีกคนหนึ่งคือ "กุลนัันท์" หญิงสาวนักภาษาศาสตร์ผู้เป็นผู้ช่วยฟูจิในการค้นข้อมูลทางประวัติศาสตร์
เธอเติบโตมาในยุคสมัยที่

"ความรักไม่ต่างจากแผ่นกระดาษคลีเน็กซ์ทีีเราทิ้งมันเมื่อหมดความต้องการ และดึงแผ่นใหม่ขึ้นมาใช้เมื่อถึงเวลา ความรักกลายเป็นบรรยากาศสลัวๆ และจอมปลอมที่ปรากฏอยู่ในบทเพลง ละครโทรทัศน์ และภาพยนตร์ ไม่ใช่ในชีวิตจริง ความรักเป็นอากาศเบาบางที่ล่องลอยอยู่ในพิพิธภัณฑ์โบราณที่ไหนสักแห่ง" (หน้า95)

และเมื่อฟูจินำเธอไปค้นพบหลักฐานชิ้นเล็กๆ ในประวัติศาสตร์ชิ้นนั้น ความคิดที่เธอมีต่อความรักถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง เธอเริ่มอยากกลับไปหาคุณค่าแบบเดิมที่แสนงดงามอันนั้น

8 ½ ริกเตอร์
จึงไม่ใช่แค่การสั่นไหวคนอ่าน
แต่มันเป็นการสั่นไหวประวัติศาตร์ ด้วยการเติมเต็มข้อมูลชิ้นสำคัญ

มันคืออุดมคติที่ไม่เคยตาย
และสยบผู้คนมาแล้วทุกยุคทุกสมัย
อุดมคติแห่ง "รักแท้ "



Way Back Into Love - Ost Music and Lyrics






 

Create Date : 14 กุมภาพันธ์ 2550   
Last Update : 31 สิงหาคม 2557 14:57:21 น.   
Counter : 2641 Pageviews.  

+ + + + + โลกระหว่างรอกาแฟ + + + + +



... คนเวียดนามมันกินกาแฟร้อนผสมนมข้นหวานแบบนี้ในแก้วใส แม้มันจะร้อนมือโดยใช่เหตุ เพราะความเปิดเผยของแก้วอนุญาตให้ผู้กรองมองเห็นเนื้อขาวนวลตาของนมข้นที่นอนนิ่งอยู่กับก้นแก้ว รอการหยดอย่างไม่วู่วามจากเครื่องกองกาแฟด้านบน ความเชื่องเฉื่อยของการหยด ทำให้กาแฟไม่รีบละลายนมเป็นเนื้อเดียวกัน ภายในแก้วจึงปรากฏภาพสะดุดตาของสีขาว-ดำ ขาวของนมข้นสูงประมาณหนึ่งเซนติเมตร และดำของกาแฟที่ค่อยๆ ขยายความสูงทีละน้อย

เมื่อกาแฟถูกกรองหมดแล้ว จึงยกเครื่องกรองออก ใช้ช้อนคนสีดำของกาแฟกับสีขาวของนมข้นให้เข้ากัน กาแฟร้อนรสขม-หวานเหมือนน้ำตาลสะอื้นไห้ ก็สำเร็จรอการกระดกกิน

ในโลกสำเร็จรูปที่เร่งรีบ การรอหยาดกาแฟตกลงบนผิวนม อาจดูเสียเวลา ไร้สาระ และเฉื่อยเฉยต่อความพยายามที่จะรุดหน้าของสังคม

ผมจ้องหยดเข้มเหล่านั้นเหมือนนับเม็ดเวลาที่ร่วงหาย

คลับค้ายคลับว่าชายในภาพยนตร์เรื่องหนึ่งประกาศไว้ว่า "ชีวิตจะมีอะไรมากมาย ขอแค่ได้กินกาแฟอร่อยๆ สักแก้ว มันคือความสุขที่สุดแล้ว"

ผมยังไม่เข้าใจว่าทำไมต้องกินกาแฟ และไม่แน่ใจว่ากาแฟให้ความสุขที่สุดได้จริงอย่างที่เคยได้ยินมา

บนเรือนร่างของเครื่องทำกาแฟเวียดนาม และในหยดเล็กๆ ร้อนๆ ของกาแฟที่ตกแตะผิวหนานุ่ม บรรยากาศของการรอคอยดูจะมีค่ามากกว่าการเร่งให้ถึงจุดหมาย

อาจเหมือนที่ชายบนจอเงินคนนั้นบอก "ชีวิตจะมีอะไรมากมาย"

ความหมายทั้งหมดปรากฏอยู่ในการรอคอย

ตัดตอนจาก โลกระหว่างรอกาแฟ เขียนโดย ปราบดา หยุ่น ในหนังสือรวมความเรียง "เรื่องตบตา"



" เรื่องตบตา " เป็นงานรวมความเรียงร่วมสมัยว่าด้วย ร้านปราด้ากับร้านแมคอินทอชในย่านหรูของมหานครนิวยอร์กมีหน้าตาและนิสัยแตกต่างกันอย่างไร, ส้วมแบบไหนคือส้วมสวรรค์, คนญี่ปุ่นคิดอย่างไรจึงไปสร้าง "ซอย" ไทยในกรุงโอซาก้า, นักอ่านไม่ควรตัดสินหนังสือจากปกจริงหรือ, ทำไมต้อง "รอ" กาแฟในกรุงฮานอย, นักฟิสิกส์อย่างอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เท่กว่าดารา-นักร้องขนาดไหน, ทำไม "เด็กแนว" ต้องใส่เสื้อยืดมือสอง, หนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นไม่ดีจริงหรือ, หนังสือการ์ตูนฝรั่งกลายเป็นศิลปะ "ชั้นสูง" ไปตั้งแต่เมื่อไร ฯลฯ

หมายเหตุ ความเรียงทั้งหมดใน"เรื่องตบตา "เคยตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารสารคดี

เรื่องตบตา
โดย ปราบดา หยุ่น : สำนักพิมพ์ไต้ฝุ่น พิมพ์
240 หน้า , 180 บาท
พิมพ์ครั้งแรก ธันวาคม 2549





 

Create Date : 22 มกราคม 2550   
Last Update : 29 สิงหาคม 2557 19:34:52 น.   
Counter : 1809 Pageviews.  

+ + + + + อ่านเป็นเห็นชีวิต + + + + +



อ่านเป็นเห็นชีวิต

ภาพที่ผมคิดว่างดงามและติดตรึงใจทุกครั้งที่เห็นก็คือภาพเด็กหญิงเด็กชายนั่งอ่านหนังสือคอยพ่อแม่ที่ไปจับจ่ายซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ต ความสนใจทั้งหมดในช่วงยามนั้นจมอยู่กับหนังสือในมือ ไม่สนใจสรรพเสียงรอบข้าง บางครั้งผมถึงกับเดินเข้าไปใกล้ๆ เกือบๆ จะเอื้อมมือไปลูบหัวเด็กน้อยด้วยความเอื้อเอ็นดู แต่ก็ยั้งใจไว้ได้ทุกครั้ง ผมเคยอยู่ในโลกแบบนี้มาแล้ว ผมไม่อยากให้สัมผัสของผมดึงเธอหรือเขาออกมาจากโลกจินตนาการแห่งการอ่านที่กำลังนำพาไปอย่างไม่มีขอบเขต และ ณ ห้วงเวลาแห่งความสุขนั้นมีแต่เรา - -ที่รักการอ่านเหมือนกันถึงจะเข้าใจ

ผมเข้าไปอยู่ในโลกแห่งการอ่าน ตั้งแต่เริ่มเข้าโรงเรียนประถมเมื่อตอนอายุ 8 ขวบ เริ่มต้นอ่าน ก.ไก่ เป็นอักษรตัวแรกเช่นเดียวกับเด็กอื่นๆ เพียงขึ้นชั้นประถม 2 ผมก็อ่านภาษาไทยแตกฉาน จากกนั้นผมก็ไม่เคยหยุดอ่านมาเลยตลอดชีวิต ผมอ่านหนังสือมาแล้วกี่ร้อยกี่พันเล่ม อ่านอักษรมาแล้วกี่แสนกี่ล้านตัว ผมไม่รู้ ผมรู้แต่เพียงว่า ยังมีหนังสืออีกมากมายที่ผมยังไม่ได้อ่าน หนังสือเป็นทรัพย์สมบัติเพียงชิ้นเดียวที่ผมคิดว่ามีน้อยเกินไป

ผมไม่เคยถูกสั่งสอนมาให้อ่าน พ่อแม่ของผมหอบเสื่อผืนหมอนใบมาจากเมืองจีน ซึ่งแน่ละไม่มีหนังสือติดมาด้วยสักเล่ม แล้วผมไปเอายีนแห่งการชอบอ่านมาจากไหน? แต่โลกของเด็กต่างจังหวัดในปี 2490 ไม่ได้กว้างจนผมต้องครุ่นคิดเรื่องนี้ ไม่ได้แปลกใจด้วยที่เด็กในละแวกใกล้เคียงไม่มีใครเป็นแบบผม และไม่แปลกใจที่ผมตัวเองเป็นแบบนี้ อย่างเงียบๆ และเป็นไปปีแล้วปีเล่าในบ้านสวนผักท่ามกลางแสงตะเกียง ผมเริ่มมองเห็นโลกกว้างออกไปเรื่อยๆ จากการอ่านทุกอย่างที่ผ่านเข้ามา แม้ว่าตลอดเวลาจะถูกห้ามจากพ่อแม่ที่ครั้งนั้นคิดว่าการอ่านหนังสือเป็นอาชีพไม่ได้ หัดขายก๋วยเตี๋ยวหรือขายกาแฟสิ หัดเป็นช่างไม้หรือช่างซ่อมมอเตอร์ไซค์สิ ถึงจะเป็นอาชีพได้ หนังสือของผมจึงถูกเผาหรือถูกทำลายทุกครั้งที่นำเข้าบ้าน แต่ไม่สำเร็จโลกของเด็กชายคนนั้นไปไกลเกินกว่าที่ใครจะสามารถดึงกลับมาได้ เด็กชายคนนั้นยังคงหาทางอ่านและอ่านต่อไป

มีผลงานวิจัยจากหน่วยงานของรัฐระบุว่า คนไทยอ่านหนังสือโดยถัวเฉลี่ยปีละ 8 บรรทัด
โอ้ ถ้าไม่มีคนอย่างผมมาถัวเฉลี่ยด้วย ตัวเลขคงต่ำกว่านี้ แต่นี่ยังไม่ใช่ตัวเลขที่น่าเศร้าอย่างที่หลายๆ คนรู้สึกหรอก มันจะน่าเศร้ายิ่งกว่าไหมถ้ามีรายละเอียดจริงๆ แจงออกมาว่า 8 บรรทัดที่คนไทยอ่านแต่ละปีเขาอ่านอะไร ? เป็นไปได้ไหมที่เขาอ่านอะไรเรื่อยๆ เปื่อยๆ สักแต่ว่าอ่าน 7 บรรทัด ?
อ่านประเทืองปัญญาและความคิด 1 บรรทัด ?
หรือว่าโดยถัวเฉลี่ยทั้ง 8 บรรทัดนั้นอยู่ในแบบแรก ?

พ่อแม่ของผมให้สตางค์ไปโรงเรียนวันละ 50 สตางค์ ผมกินขนมหนึ่งสลึง (ข้าว-หิ้วปิ่นโตไปจากบ้าน ) อีกหนึ่งสลึงผมไปเช่าหนังสืออ่าน เริ่มตั้งแต่หนังสือการ์ตูน นิยายภาพ ขึ้นชั้นมัธยมผมถึงเริ่มซื้อหนังสือเล่ม ตอนนั้นได้ค่าขนมเพิ่มเป็นวันละ 2 บาท และทางบ้านก็เลิกเผาหนังสือของผม พวกท่านเริ่มยอมรับว่าเป็นกรรมของผมที่ "ติดหนังสือ" และตอนนั้นเองที่ผมเริ่มอยากเป็นนักเขียน

โลกแห่งการอ่านของผมเปลี่ยนไปตอนย่างเข้าวัยรุ่น มันเปลี่ยนแปลงชีวิตและความคิดของผมโดยสิ้นเชิง เมื่อผมพบกับหญิงสาวข้างบ้านคนหนึ่ง สังคมในยุคหลังปี 2500 ความคิดหัวก้าวหน้าแบบเธอถูกเรียกว่าเป็นพวกหัวเอียงซ้าย เธอคนนี้เองที่แนะนำให้ผมรู้จักอ่าน "สิ่งที่เป็นสาระและความคิด" เธอนำผมไปรู้จักกับงานเขียนของ ศรีบูรพา,เสนีย์ เสาวพงศ์, สด กูรมะโลหิต,ศรีรัตน์ สถาปนวัฒน์ และใครต่อใครอีกหลายคน เส้นทางใหม่แห่งการอ่านนี้ทอดยาวไกลออกไปอีก มันนำผมไปสู่โลกและชีวิตที่กว้างและลึกซึ้งออกไปอีก มันจุดประกายความคิดใหม่ๆ ให้ทุกครั้งที่ลงมืออ่าน เป็นเส้นทางที่ผมท่องเดินไม่รู้จบ มันทั้งบอกเล่า ทั้งให้การการเรียนรู้ ให้เราขบคิด ให้เราตระหนักว่าสังคมนี้ไม่ใช่จะคิดถึงแต่เราคนเดียว มีคนอีกมากมายที่เราต้องคิดถึงด้วย

มีภาพงดงามอยู่ 2 ภาพ ภาพแรกเป็นสาวสวย กำลังอ่านหนังสือที่ไม่นำเธอออกไปจากโลกแคบๆ (คุณคงรู้ว่าผมหมายถึงหนังสืออะไร ) ภาพที่ 2 เป็นภาพหญิงสาวไม่สวยนัก แต่เธออ่านหนังสือที่นำเธอออกไปจากโลกแคบๆ ( คุณคงรู้ว่าผมหมายถึงหนังสืออะไรอีก )
คำถาม : ในความรู้สึกของคุณ ผู้หญิงสองคนนี้คนไหนจะงดงามกว่ากัน

ผมไม่รู้ว่าผมจะมีชีวิตยืนยาวอีกนานแค่ไหน แต่ในช่วงชีวิตที่เหลืออยู่ ผมรู้ว่าตราบใดที่ดวงตาของผมยังมองเห็น ผมก็จะยังคงอ่านหนังสือ และวันใดที่ผมจะตายก่อนที่ดวงตาของผมจะปิดสนิท ถ้าภาพสุดท้ายที่ผมเห็นเป็นภาพของคนกำลังอ่านหนังสือ ผมก็ยังจะยืนยันว่านั่นเป็นภาพที่งดงามที่สุด งดงามกว่าอัญมณีบนสร้อยคอของสาวสวย (นอกเสียจากว่าสาวสวยคนนั้นจะอ่านหนังสือ ) งดงามกว่าภาพบ้านพักบนเชิงเขา ( นอกเสียจากว่าในบ้านนั้นจะมีคนอ่านหนังสือ) งดงามกว่าดอกไม้ (นอกเสียจากว่าดอกไม้นั้นจะอ่านหนังสือ )

โดย ปกรณ์ พงศ์วราภา
ประธานกรรมการบริหาร/กรรมการผู้จัดการบริษัทจีเอ็ม มัลติมีเดียจำกัด ( มหาชน)

นำมาจาก "อ่านเป็นเห็นชีวิต " เมื่อ 31 บรรณาธิการชั้นหัวกะทิของนิตยสารถ่ายทอดมุมมองว่าด้วย "อ่านเป็นเห็นชีวิต "

หมายเหตุ : ขอบคุณพี่แจ๊ด ณิพรรณ กุลประสูตร สำหรับหนังสืออันทรงคุณค่าเล่มนี้

หนังสือเล่มนี้จัดทำประกอบงาน ประวัตินิตยสารไทย โดยสมาคมนิตยสารไทย




 

Create Date : 16 มกราคม 2550   
Last Update : 31 สิงหาคม 2557 14:58:19 น.   
Counter : 1289 Pageviews.  

+ + + + + หนังสือ หนัง และเพลงที่ชอบของปีที่กำลังจะผ่านไป + + + + +

มาแล้วค่ะ หลังจากบอกไว้ล่วงหน้าเสียนานว่าจะพูดถึง หนังสือและหนังในดวงใจปี 2549 ลองมองย้อนกลับไปดูมีหนังสือที่ได้อ่านและหนังที่ได้ดูที่ไปจำนวนหลายเล่ม หลายเรื่อง เมื่อได้มานั่งนึกทบทวน ชื่อเหล่านี้ยังติดอยู่ในใจ จขบ.อยู่ตลอดปี ( ไม่ได้เรียงลำดับตามความชอบ)


รอบบ้านทั้งสี่ทิศ
กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ : เขียน
สำนักพิมพ์ นาคร พิมพ์

รวมเรื่องสั้นเล่มล่าสุดของกนกพงศ์ แม้นจะไม่มีชีวิตอยู่อีกต่อไป แต่กนกพงศ์ก็ทิ้งเรื่องสั้นไว้ให้ผู้อ่านของเขา ดิฉันชอบเรื่องนี้เพราะกนกพงศ์นำเอาเรื่องราวเล็กๆ รายล้อมบ้าน เรื่องของพ่อ แม่ เรื่องของพี่น้อง ดิฉัน ชอบเรื่อง "กลับบ้าน " "หมาของแม่ " และ " อยู่ข้างใน" เป็นพิเศษ


พลูโต : ตามล่านักฆ่าแอนดรอย์
อูราซาว่า นาโอคิ
เทะซึกะ โอซามุ
Ned Comics พิมพ์ ( วางแผงมาแล้ว 3 เล่ม ยังไม่จบ )

การพบกันอีกครั้งของนักเขียนการ์ตูนและคนเขียนเรื่องระดับเทพทั้งสองคน ใครที่อ่าน 20 century boy มาแล้วคงตามอ่านเล่มนี้ได้อย่างทันทีทันใด ใครยังไม่เคยอ่านเรื่องของทั้งสองคน เอาเฉพาะพลูโตมาอ่านก่อนก็ได้ เรื่องของหุ่นยนต์ การทำลายล้าง สันติภาพของโลก บางตอนอาจทำให้คุณน้ำตาซึมได้ ( โปรดระวัง )


บันทึกนกไขลาน
ฮารูกิ มูราคามิ เขียน
นพดล เวชสวัดดิ์ แปล
สำนักพิมพ์แม่ไก่ขยัน หนุนหลังโดยมติชน

ไม่บอกก็คงรู้ว่าดิฉันมีฉันทาคติ กับมูราคามิขนาดไหน การกลับมาจับคู่อีกครั้งระหว่างนพดล เวชสวัสดิ์และมูราคามิ
" จะต้องถอยห่างออกมาขนาดไหน จึงจะมองเห็นผ้าใบสี่มิติกว้างใหญ่ไพศาล ที่มูราคามิแต่งแต้มให้เราอ่านอีกครั้ง " (เล่มนี้จะรีวิวโดยละเอียดต่อไป )


หากค่ำคืนหนึ่งในฤดูหนาว นักเดินทางคนหนึ่ง
อิตาโล คัลวิโน เขียน
นันธวรรณ์ ชาญประเสริฐ แปลจากภาษาอิตาลี
สำนักพิมพ์ หนังสือยามเช้า พิมพ์

สนุกสนานทั้งเนื้อหาและวิธีการนำเสนอ กวนตีน เสียดสี
ประชดประชัน งุนงน หยอกเอินคนอ่าน นี่คือเรื่องราวที่คุณจะพบในหนังสือชื่อโรแมนติคเล่มนี้ คัลวิโนค้นหาอะไรให้คนอ่านเสมอ ถ้าเบื่อหนังสือที่ดำเนินเรื่องแบบเดิมๆ ลองหยิบเล่มนี้ดู


กรณีฆาตกรรมโต๊ะอิหม่ามสะตอปา การ์เด
ศิริวร แก้วกาญจน์ เขียน
สำนักพิมพ์ผจญภัย พิมพ์

เข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรท์ ดิฉันเชียร์เรื่องนี้สุดใจ ชอบความกล้าหาญในการนำเหตุการณ์ไม่สงบในภาคใต้มาเป็นพล็อทเรื่อง วรรณกรรมที่สะท้อนภาพสังคม ยังทำหน้าที่ได้ดีอยู่ สำหรับหนังสือเล่มนี้

ว่าด้วยหนังที่ได้ดูปีทีผ่านมา ขอเลือกมาแค่ 3 เรื่องแล้วกันค่ะ


คำพิพากษาของมหาสมุทร

ดิฉันไม่ค่อยอินกับ Last Life in the Universe หนังรักที่หลายๆ คนชอบเท่าใดนัก ไม่ค่อยเก็ทอารมณ์เหงาๆ ในเรื่องนั้นเท่าใด แต่สำหรับเรื่องนี้ดิฉันชอบมาก เก็ทเซ้นส์ของความรู้สึกผิดบาป ( แอบไปทำอะไรผิดๆ มาหรือเปล่าหว่า 555 ) ชอบการแสดงของอาซาโน่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เรื่องนี้ยิ่งชอบไปใหญ่ แค่นั่งเฉยๆ ก็รู้สึกว่าพี่แกเล่นหนังแล้วน่ะ ยอดจริงๆ อาซาโน่



Paradise Now

ไม่เคยดูหนังปาเลสไตน์มาก่อน ได้เห็นภาพเขตเวสต์แบงค์
ก็จากเรื่องนี้ หนังนำเสนอชีวิตของ"ระเบิดพลีชีพ"สองคนที่แตกต่างกัน ว่าถึงแม้นว่าพวกเขาจะมีอุดมการณ์ของชีวิตอย่างไรก็ตาม แต่คนก็คือคนน่ะ ยังมีความรัก ความกลัว ความลังเล เราเห็นมุมนี้จากตัวละครตัวหนึ่ง และความมุ่งมั่นในอุดมการณ์ ความเชื่อมั่นในอุดมการณ์ของตัวเองอย่างแรงกล้าของตัวละครอีกตัว ชอบความเนิบๆ ไม่ค่อยบิ้วอารมณ์เท่าไรนักของหนังเรื่องนี้ด้วย


Me and You and Everyone We Know

หนังรักร่วมสมัยที่อยากเห็นมานาน ทันสมัย หน้าหนังเหมือนหนังอินดี้ เซอร์แตก แต่หนังดูง่ายกว่านั้นเยอะ ดูเสร็จแล้วก็อารมณ์ดี ยิ้มๆ ขำๆ ไปกับตัวละครและผู้คนที่รายล้อมตัวเขา

หมายเหตุ : เพิ่งได้ลอง เปิดๆ "เรื่องตบตา" งานรวมความเรียงจากนิตยสารสารคดี ของปราบดา หยุ่น ดิฉันชอบปราบดาเขียนความเรียง หนังสือเล่มนี้น่าจะเป็นหนังสือที่ดิฉันชอบของปีนี้ได้เช่นกัน

อ้อ ๆ มีคลื่นวิทยุที่ชอบของปีนี่อีกคลื่น คือ 99.5 The Radio คลื่นนี้มีดีเจระดับเทพในตำนานอย่าง มาโนช พุฒตาล เดือนเพ็ญ สีหรัตน์ , วิโรจน์ ควันธรรม และที่สำคัญ วาสนา วีระชาติพลี ดีเจที่มักไม่ค่อยตามใจและดุคนฟัง ตอนนี้วิทยุของดิฉันล็อคคลื่นนี้ไว้เลยค่ะ

อีกเรื่องที่ชอบสำหรับเรื่องเพลงคือโปรแกรม Soulseek
โหลดเพลงที่ชอบได้จากที่นี่ หาเพลงที่อยากฟังได้หมด ชอบจริงๆ ของเถื่อนนี่





 

Create Date : 30 ธันวาคม 2549   
Last Update : 31 สิงหาคม 2557 15:00:15 น.   
Counter : 2115 Pageviews.  

+ + + + + + + + สวัสดีวันทำงานวันสุดท้ายของปีนี้ + + + + + + + +



จริงๆ วันนี้อยากอัพบล็อกเรื่อง หนังสือ- หนังที่ชอบของปีนี้
แต่วันนี้มันเป็นอะไรหนอ ยุ่งๆ กับการรับโทรศัพท์แต่เช้า
เพิ่งมีเวลาเข้าบล็อกตอนนี้เอง

แถมเดี๋ยวก็ต้องออกไปทำธุระอีก

ไม่อยากทิ้งบล็อกเรื่องเศร้าของหน้าที่แล้วไว้

วันนี้ขอ Happy New Year ก่อนนะคะ

พรุ่งนี้จะมาบอกแน่ๆ ว่า หนังสือและหนัง Top 5 ที่ตัวเองได้อ่านและได้ดูปี 2549 นี้ว่ามีอะไรบ้าง






 

Create Date : 29 ธันวาคม 2549   
Last Update : 31 สิงหาคม 2557 15:01:37 น.   
Counter : 1359 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  

grappa
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]




New Comments
[Add grappa's blog to your web]