- - - - - เริ่มแล้วงานมหกรรมหนังสือฯ + นักเขียนที่จะมาเซ็นชื่อที่บู้ท - - - - -



พรุ่งนี้งานมหกรรมหนังสือสำหรับคนรักหนังสือจะเริ่มขึ้นอีกแล้ว สำหรับคราวนี้สำนักพิมพ์ระหว่างบรรทัดมีหนังสือใหม่สดๆ ร้อนๆ ออกมาจากแท่นพิมพ์ ภูมิใจนำเสนอสู่นักอ่าน

ฉันนี่แหละเด็กเสิร์ฟนิวยอร์ก โดย สมชาย ประทุม




ชีวิตจริงยิ่งกว่านิยายของกะเทยไทยที่ตัดสินใจไปเป็นเด็กเสิร์ฟที่นิวยอร์ก

นิวยอร์ก เมืองหลวงของโลกที่ใครๆ ก็อยากไปเยือนให้เห็นด้วยตาตัวเองสักครั้งในชีวิต แต่เด็กจากทุ่งกุลาร้องไห้คนหนึ่งไปไกลกว่านั้น แค่เดือนแรกเธอก็ส่งเงินกลับบ้านได้นับแสนบาท

แต่ใครบอกว่าหนทางการเป็นเด็กเสิร์ฟในเมืองนิวยอร์กโปรยลาดด้วยกลีบกุหลาบกันเล่า มันต้องแลกมาด้วยเลือดและน้ำตาต่างหาก
นี่ไม่ใช่หนังสือนำเที่ยวเมืองนิวยอร์ก แต่มันคือหนังสือว่าด้วยการผจญชีวิตในนิวยอร์กที่อ่านเพลินและแสบสันต์


ใครชอบโตเกียวสองเล่มนี้ จินนี่คัดสรรแหล่งกินแหล่งช็อปมาให้ทั่วกรุงโตเกียว


เพลงรักประกอบชีวิตของนิ้วกลม ฉบับ Limited Edition ( จำนวนจำกัด) และ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2


กระทบไหล่เขาของ ปราบดา หยุ่น ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2

นักเขียนที่จะมาเซ็นชื่อที่บู้ท
ปราบดา หยุ่น

วันเสาร์ที่ 11 ต.ค. - 14.00-16.00 น.
วันอาทิตย์ที่ 12 ต.ค. - 15.00-17.00 น.
วันอาทิตย์ที่ 18 ต.ค.- 15.00-17.00
วันพฤหัสบดีที่ 23 ต.ค 15.00-18.00 น.

วันเสาร์ที่ 18 ต.ค. 14.00-17.00 จินนี่ สาระโกเศศ
วันที่ 20-21-22 ต.ค. 17.00 น. เป็นต้นไป merveillesxx


นอกจากนี้ยังพบกับหนังสือเล่มอื่นๆ ของระหว่างบรรทัด รวมทั้ง นวนิยายมีมือ นวนิยายเรื่องแรกของนิ้วกลม โลกนี้มันช่างยีสต์ หนังสือเล่มแรกของแทนไท ประเสริฐกุล , ผู้หญิงเลี้ยวซ้าย ผู้ชายเลี้ยวขวา และ ผู้ชายที่หลงรักดวงจันทร์ โดย 'ปราย พันแสง ที่หลายๆ คนถามหา หนังสือฉันบ้ากาม และ เมนูปราถนาของคำ ผกา พร้อมกับหนังสืออีกมากมายหลายเล่มมาลดราคาให้ผู้อ่านได้จับจ่ายซื้อหา

อีกทั้งยังมีหนังสือของสนพ.เพื่อนพ้อง อย่าง สนพ.ไต้ฝุ่น โอเพ่นบุ้คส์ สนพ.ฟุลสต็อป สนพ.กำมะหยี่ สนพ.ไบโอสโคป สนพ.ชายขอบ สนพ. OCT สนพ.เป็ด เต่า ควาย ( โตโต้หัวแตงโม นั่นเอง) สนพ.มหาสมุด สนพ.ฟรีฟอร์ม และ ฯลฯ

พร้อมกันนี้จะมีนักเขียน นักแปล มาแจกลายเซ็นอีกหลายคน
โปรดติดตามข่าวสารอัพเดทกันต่อไป

ป.ล. ไหนๆ ก็แจ้งข่าวงานหนังสือแล้ว ขอแถมท้ายด้วยนิตยสารจีเอ็มเล่มเดือนตุลาคมนี้ ดิฉันไปเป็นแขกรับเชิญเขียน " งานมหกรรมหนังสือแห่งชาติในฝันของแม่ค้าขายหนังสือคนหนึ่ง" รออ่านกันนะคะ

ป.ล.2 วันนี้ขอตัวไปเป็นกรรมกรแบกหามและจัดบู้ทหนังสือก่อนค่ะ
พบกัน 11-23 ตุลาคมนี้ ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ บู้ท M 16 โซน C1

ป.ล.3 วันนี้ขอบคุณ เด็ด จงมั่นคง , หมอนิลและอาร์ต ที่มาช่วยจัดบู้ท
และขอบคุณคุณแอน แห่ง สนพ.กำมะหยี่ที่ขับรถฝ่ารถติดมากมายไปขนชั้นหนังสือมาให้ , ขอบคุณ สนพ. OCT ที่ให้ยืมชั้นหนังสือเพิ่มเติม
ระหว่างบรรทัดซาบซึ้งใจยิ่ง ขอบคุณทุกท่านมากๆ ค้า




 

Create Date : 10 ตุลาคม 2551   
Last Update : 28 สิงหาคม 2557 13:45:28 น.   
Counter : 2258 Pageviews.  

- - - - - - - - - - - - แพร์ซโพลิส1-2 อิสระภาพและความขมขื่น --------------------------



เมื่ออ่านหนังสือภาพสองเล่มนี้จบลง ดิฉันพบว่า เราเกิดและเติบโตในประเทศที่อะไรๆ ก็เป็นเรื่องสบายๆ ไปหรือเปล่าหนอ ในขณะที่อีกที่หนึ่ง ผู้หญิงคนหนึ่งเกิดและเติบโตในประเทศที่แต่งตัวอย่างที่ตัวเองอยากจะแต่งออกจากบ้านก็ไม่ได้ แต่งหน้าไม่ได้ วิ่งก็ไม่ได้ ( ก้นจะกระเพื่อมขึ้นลง เป็นการยั่วยุทางเพศ ) และถ้าฝ่าฝืนกฏเหล่านี้ ผู้หญิงคนนั้นจะถูก จนท.ของรัฐเรียกไปอบรมหรือขังคุกได้

โชคดีที่มาร์จอเน่ คนเขียนหนังสือเล่มนี้เกิดและเติบโตจากครอบครัว Elite มีพ่อเป็นวิศวกร มีแม่เป็นคนออกแบบเสื้อผ้า ยายสืบเชื้อสายมาจากพระเจ้าชาห์ที่ถูกโค่นราชบัลลังก์ ทำให้ชีวิตเธอมีทางเลือกมากกว่าผู้หญิงคนอื่นๆ ในอิหร่าน เมื่อสถานการณ์ในอิหร่านแย่ลง พ่อแม่ของเธอตัดสินใจส่งเธอไปเรียนมัธยมที่เวียนนา ทำให้เธอรู้จักอิสระเสรีที่ประเทศตะวันพึงมี ที่นี่เธอได้เรียนรู้ชีวิตมากมาย เป็นต้นว่าทะเลาะกับเจ้าของหอพัก รู้จักปาร์ตี้ รู้จักความรักครั้งแรก และรู้จักแม้นกระทั่งการกินนอนข้างถนน

เล่มสองบอกเล่าความคิดการเป็นสาวสะพรั่งของเธอ ตั้งแต่แต่การเรียนในระดับปริญญาตรีที่นักศึกษาศิลปะในกรุงเตหะรานต้องเผชิญ ( แน่นอนว่าพวกเขาไม่สามารถวาดนางหรือนายแบบนู้ดได้แน่ๆ ) ความรักที่สุกงอมจนกระทั่งถึงการแต่งงาน สถานการณ์สงครามอิรัก อิหร่าน ความคิดเห็นทางการเมืองของผู้เขียนถูกกล่าวถึงบ่อยมาก แต่มันไม่ได้ถูกพูดถึงอย่างแห้งแล้ง แต่มันมาจากปากของสาวเปรี้ยว ซ่าส์ ขบถ และอ่อนไหว และจากปากของผู้หญิงคนหนึ่งที่เวลาจะออกจากบ้านต้องคลุมหน้าออกมาทุกครั้ง มันจึงเต็มไปด้วยเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่งที่มี พ่อ แม่ ยาย คนรัก เพื่อนฝูง ผู้ควบคุมกฎระเบียบของบ้านเมือง และมีฉากหลังเป็นสถานการณ์บ้านเมืองอันแสนเข้มข้นของกรุงเตหะราน

...

จากเว็บของสนพ.กำมะหยี่


มาร์จอเน่ ซาทราพิเกิดเมื่อปี 1969 ในเมืองราชท์ ประเทศอิหร่าน เติบโตที่กรุงเตหะราน ก่อนจะเดินทางไปกรุงเวียนนา โดยต่อมาจบการศึกษาด้านศิลปะที่เมืองสตราสบูร์ก ประเทศฝรั่งเศส ปัจจุบัน มาร์จอเนใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงปารีส ออกผลงานภาพประกอบอย่างสม่ำเสมอ ทั้งยังเขียนวรรณกรรมเด็กหลายเล่ม ผลงานภาพยนตร์การ์ตูนเรื่อง Persepolis ที่เธอสร้างร่วมกับแวงซองต์ ปารงโนด์ ได้รับรางวัลจูรีไพรส์ จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ และอีกหลายรางวัลทั่วโลก

มาร์จอเน่มองตัวเอง

“ฉันโง่มากตอนอายุยี่สิบ ฉันคิดเลขเก่งมากจนคิดว่าตัวเองฉลาดเป็นกรด แต่ฉันไม่ฉลาดในการใช้ชีวิต ฉันก้าวร้าวเกินไป ตัดสินใจผิดตลอดเวลา เชื่อว่าตัวเองเป็นคนดีทั้งที่จริงๆ ไม่ใช่ คิดว่าตัวเองเป็นคนร้ายกาจทั้งที่จริงๆ ไม่ใช่ ทุกอย่างที่ฉันคิดผิดไปหมด แต่พออายุมากขึ้น อะไรๆ ก็ดีขึ้น”

"โลกนี้ซับซ้อนมาก ในหนังสือฉันเขียนถึงมูลลาห์ที่ดี คนที่ให้ฉันผ่านการสอบสัมภาษณ์เข้ามหาวิทยาลัย เขารับฉันเข้าเรียน ฉันจึงไม่อาจเขียนว่า มูลลาห์ทั้งหมดไม่ดี เพราะมีคนที่เชื่อในความซื่อสัตย์อยู่ มันง่ายกว่าถ้าจะบอกว่าพวกเขาทั้งหมดเลวร้าย ชีวิตฉันก็คงง่ายขึ้น แต่ทุกอย่างซับซ้อนกว่านั้น มีความดีมากเหลือเกินในความชั่ว และมีความชั่วมากเหลือเกินในความดี"



ไปรู้จักมาร์จอเน่มากกว่านี้ได้ที่นี่ //gammemagie.blogspot.com/2008/09/blog-post.html


ป.ล.เมื่อวานนี้การ์ดเล็กๆ พร้อมด้วยของน่ารักๆ และเสียงกริ่งประตูหน้าห้อง ทำให้จขบ.นี้สดชื่นมาก ขอบคุณน้องแพรมากๆ เลยจ้า





 

Create Date : 07 ตุลาคม 2551   
Last Update : 28 สิงหาคม 2557 13:50:20 น.   
Counter : 2197 Pageviews.  

- - - - - -- - - - --- - บล็อกที่หายไป - -- - -- --- - --




วันนี้กดเข้าไปอ่านบล็อกที่อ่านอยู่ประจำบล็อกหนึ่งแล้วใจหาย

404 Error: the requested document does not exist

ไปเสียแล้วบล็อกที่อ่านประจำมากว่าสองสามปี อ่านโดยที่ไม่รู้จักเจ้าของบล็อก เจอบล็อกนี้จากการเสิร์ชคำว่ามูราคามิ แล้วไปเจอบล็อกนี้เข้า เพราะจขบ.อ่ามูราคามิด้วย เลยติดตามอ่านบล็อกเขามาเรื่อยๆ ชอบภาษาง่ายๆ ละมุนละไมและมีลีลาอยู่ในที บล็อกของเขาเป็นกึ่งๆ ไดอารี่ อ่านเพริดมาก เป็นบล็อกแบบเดี่ยวๆ ( น่าจะเช่าโฮสท์เอง ) ไม่ได้สิงสถิตอยู่ตาม bloggang หรือ exteen หรือ wordpress พื้นที่ที่เป็นที่นิยมของบล็อกเกอร์ทั่วไป

ในช่วงแรกๆ จขบ.ทำงานฟรีแลนซ์อยู่เชียงใหม่ และส่งงานยังมาบริษัทต้นสังกัดทางอีเมล์ เพราะเจ้าตัวต้องไปใช้เเน็ทตามร้านกาแฟต่างๆ ในเชียงใหม่ และตกแต่งบ้านของตัวเองเป็นโฮมออฟฟิศย่อมๆ ( จริงๆ มันคือโต๊ะตัวหนึ่งในห้องนอน) ช่วงนั้น จขบ.จะอัพบล็อกบ่อยมาก สักเกือบๆ ปี ก็กลับมาทำงานประจำยังบริษัทต้นสังกัดอีกครั้ง คราวนี้ไม่ค่อยอัพบล็อกแล้ว แต่ยังมาเล่าถึงวันแรกๆ ที่กลับมาทำงานประจำอีกครั้ง และเล่าเรื่องการเดินทางบ้าง เล่าถึงเพลงที่ฟัง หนังสือที่อ่าน คนที่คิดถึง เพื่อน กิจกรรมโน้นนี้ จนเหมือนรู้จักเจ้าของบล็อกนี้ไปด้วย

หายไปนาน กลับมาอัพบล็อกอีกทีบอกว่า ลาออกจากงานประจำอีกครั้ง และออกเดินทาง แต่ยังมาอัพบล็อกเป็นระยะ ๆ สุดท้าย หลังจากไม่ได้กดเข้าไปอ่านบล็อกนี้เป็นเวลาสักสองเดือน คิดถึงภาษาของ จขบ.นี้ ลองกดไปดูอีกที does not exist เสียแล้ว เสียดายจริงๆ น่าจะทิ้งบล็อกไว้ให้อ่านบล็อกเก่าๆ เล่นๆ แก้คิดถึงภาษาแบบนี้
(
จริงๆ เล่าถึงบล็อกนี้ไปก็ยังไม่ได้อารมณ์เพลิดเพลินที่ได้จากการอ่านบล็อกนี้เลย )

404 Error: the requested document does not exist

-------

ช่วงนี้ จขบ. อ่านหนังสืออยู่สามเล่ม หนังอาร์ตไม่ได้มาเพราะโชคช่วย ของธนา วงศ๋ญาณณาเวช หนังสือหนา 150 หน้า อ่านรวดเดียวไปได้ 119 หน้า หยุดชะงักต้องกลับมาอ่านต้นฉบับงานที่ทำอยู่ หนังสือสนุกดี ไว้อ่านจบแล้วจะมีรีวิว

อีกสองเล่ม คือ หนังสือการ์ตูน แพร์ซโพลิส ของมาร์จอเน่ ซาทราฟี นักวาดการ์ตูนหญิงสาวชาวอิหร่าน ผู้ผ่านเหตุการณ์สำคัญๆ ของบ้านเกิดเมืองนอน การ์ตูนชุดนี้มีสองเล่ม อ่านเล่มหนึ่งจบไปแล้ว ถึงตอนเศร้าเธอต้องจากเตหะรานมาอยู่เวียนนาเพียงลำพัง อ่านจบแล้วจะมารีวิวเช่นกัน

.....







 

Create Date : 16 กันยายน 2551   
Last Update : 28 สิงหาคม 2557 13:51:51 น.   
Counter : 1464 Pageviews.  

- - - - - - Dasa ร้านหนังสือมือสองในดวงใจ - - -- - -


รูปจากเว็บของร้าน Dasa


อาทิตย์ที่แล้วมีสาเหตุให้ต้องตามหาหนังสือภาษาอังกฤษมือสองเล่มหนึ่ง จริงๆ หนังสือเล่มที่ว่านี้หาซื้อมือหนึ่งในร้านหนังสือได้อยู่ นักเขียนเค้าโด่งดัง และมีงานพิมพ์ซ้ำออกมาเนืองๆ แต่ด้วยความสนุกของตัวเอง อยากลองหาหนังสือเล่มที่ว่าจากร้านหนังสือมือสองก่อน ถูกกว่าและสนุกในการหาซื้อกว่า

เริ่มจากใกล้บ้านก่อน เดินไปก็ได้ ถนนข้าวสาร มีร้านหนังสือมือสองหลายร้าน นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ดิฉันชอบไปถนนข้าวสาร ร้านที่ไปประจำมีอยู่สามร้าน คือ ร้าน shaman อันโด่งดัง ตอนนี้ทาสีใหม่เสียเอี่ยมอ่อง ค้นพบหนังสือเล่มที่ว่าในคอมพิวเตอร์ที่ทางร้านมีดาต้าเบสให้เสริช์หาได้ แต่เล่มจริงไม่รู้อยู่ไหน ไม่เป็นไร ยังไม่เจอก็ไม่เป็นไร เราไม่รีบร้อนมาก

อีกวันไปตามหาอีกร้านหนึ่งคือAporia ที่อยู่ด้านต้นถนนข้าวสารใกล้กับเบเกอร์ คิง สำรวจไปตามชั้นมีหนังสือเล่มที่เราต้องการ มีด้วยแต่เป็นมือหนึ่ง ยังไม่เอาดีกว่า เดินไปอีกร้าน ด้านในถนนข้าวสาร เข้าทางซอยซูซี่บาร์ ทะลุออกอีกถนน ที่มีโรงแรมเวียงใต้และมอลลี่บาร์ อันโด่งดัง ใกล้ๆกับมอลลี่บาร์มีร้านหนังสือมือสองที่เราชอบอีกร้านหนึ่ง จำชื่อร้านไม่ได้ด้วยสิ ใช้วิธีเดินตามความคุ้นเคยไป (แย่จริงๆ ) ร้านนี้ชอบตรงมีไกด์บุ้คมือสองค่อนข้างอัพเดทให้เลือกเยอะ เ ข้าไปคุยเรื่องโอลิมปิกกับเรื่องหนังสือกับพี่เจ้าของร้านด้วย พี่เค้าคุยเก่ง หนังสือที่เราต้องการมีแต่มือหนึ่งอีกเช่นเคย เล่มใหม่เอี่ยมอ่อง ยังไม่เอาดีกว่า

เมื่อวันศุกร์ หลังจากไปงานเปิดตัวนิตยสาร a day bullentin ที่ร้านทรู สยามสแควร์ รู้สึกว่าภาระกิจการตามหาหนังสือเล่มนี้ยังไม่เสร็จสิ้น เลยนั่งรถไฟฟ้าต่อไปยังสถานีพร้อมพงษ์ เดินลงไปฝั่ง สุขุมวิท 33/1 ก่อนถึง
วิลลา ซูเปอร์มาร์เก็ตน่ะค่ะ ผลักประตูร้าน Elite เข้าไป ไล่ตามชั้นหนังสือ ที่เรียงตามตัวอักษรของนักเขียน ไม่มีอีก เลยเดินไปถามเจ้าของร้านที่เคาน์เตอร์ด้านใน เจ้าของร้าน (หน้าเหมือนคนญี่ปุ่นมาก) บอกว่าไปแล้วครับ หนังสือของคนนี้มาไว ไปไว ต้องมาดูบ่อยๆ ( อ่า บ้านไกลอ่ะค่ะมาดูบ่อยๆ ไมได้)

ชอบกลิ่นของร้าน Elite เป็นพิเศษ มันเป็นกลิ่นอับๆ ชื้นๆ ของกระดาษเก่าๆ ที่อยู่ในห้องปรับอากาศ ไม่อับชื้นถึงขั้นฉุนนะคะ ไม่เจอหนังสือไม่เป็นไรอีก ได้มาดมกลิ่นร้านนี้อีกแล้ว พอใจ ๆ ( ออกแนวโรคจิตไปไหมเนี่ยะ )

เดินข้ามฝั่งมาเอ็มโพเรียม เดินเลยขึ้นไปทาง ซ .สุขุมวิท 26 ระหว่าง ซ.26 และ ซ.28 มีร้านหนังสือมือสองที่โปรดปรานอีกร้าน ชื่อร้าน Dasa ไม่ได้มาเสียนานหนังสือยังเยอะเหมือนเดิม จัดหนังสือมีระเบียบได้ดีเหมือนเดิม เปิดเพลงเบาๆ ถูกใจเหมือนเดิม
ที่เปลี่ยนไปคือมีน้องผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ที่เคาน์เตอร์ ไม่เคยเห็นหน้าเธอมาก่อน เข้าไปถามเลยก่อนดีกว่าว่ามีหนังสือที่เราต้องการไหม น้องเค้าตรงรี่ไปหยิบหนังสือมาให้อย่างคนรู้งาน บอกว่าหนังสือของคนนี้ตอนนี้มีอยู่สองเล่มค่ะ กรี๊ดดดดด เลย เพราะหนึ่งในเล่มนั้นมีหนังสือที่ดิชั้นตามหา ฝากหนังสือที่ต้องการไว้ที่น้องเค้า เดินไปดูหนังสือเล่มอื่นๆ ที่ชั้นสอง เสร็จแล้วลงมาจ่ายตังค์และสั่งเครื่องดื่มมานั่งพักแก้กระหาย

ตอนน้องเค้าเอาเครื่องดื่มมาเสิร์ฟ น้องเค้ายังถามไถ่อีกว่า พี่อ่านหนังสือเล่มใหม่ของคนนี้หรือยังค่ะ หนูเห็นในร้านหนังสือแล้ว ยังไม่ได้ซื้ออ่านเลย พี่ว่าเป็นไงบ้าง รู้สึกว่าน้องเค้าน่ารักมาก อัธยาศัยกำลังดี สนใจงานตัวเอง ไม่ได้เข้ามาชวนคุยจนเราเสียความเป็นส่วนตัว แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ห่างเหินกับลูกค้าจนรู้สึกว่าไม่ใส่ใจ ชอบร้านนี้มาก ชอบทั้งที่มีหนังสือเยอะ คนขายอัธยาศัยดี ร้านนั่งสบาย เสียอย่างเดียว ไกลบ้านเราไปหน่อย สรุปว่าวันนั้นกลับบ้านอย่างมีความสุข แม้นว่าจะถึงบ้านได้ช้ามาก เพราะรถติดมากกกกกกก ไม่เป็นไร เราเจอร้านหนังสือดีๆ กับหนังสือที่เราชอบแล้ว

เว็บของร้าน //www.dasabookcafe.com/
เข้าไปเช็ครายชื่อหนังสือก่อนได้




 

Create Date : 25 สิงหาคม 2551   
Last Update : 28 สิงหาคม 2557 13:52:49 น.   
Counter : 7188 Pageviews.  

- - - - ก่อนราตรี ( จะ) มหัศจรรย์ ( บรรยากาศงานคนอ่านและไม่อ่านมูราคามิ) - - -- - --


ป้ายทางเข้างาน เห็นป้ายนี้แล้วรู้ว่าไม่หลงแน่ๆ


กิจกรรมของแขกก่อนได้เวลาบนเวที โลเลก็ชอบอ่านมูราคามิเหมือนกัน


ความที่พร็อบในร้านเยอะมาก เลยมีใครบางคนแอบถ่ายแบบฆ่าเวลา


สองหนุ่มแฟนเฮียมูราคามิ


เจ้าของสำนักพิมพ์ อธิชา เธอเป็น "รานี" มากวันนี้


แขกที่รับเชิญมาพูดบนเวที หลบเข้ามุมมืดกันหมด ปล่อยให้ พอล เฮง สู้กับสปอตไลท์ไปคนเดียว



บางส่วนของคนฟัง



คนพูดและคนฟัง


เมื่อการพูดจบบนเวทีจบลงบรรยากาศบาร์แจ๊สก็เริ่ม ( เซ็กซี่มาก รูปนี้ -ผู้หญิงกับแซกโซโฟน )


สรุปการพูดบนเวทีมาให้ฟังแล้วกันค่ะ ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดอยู่ที่ คุณอนุสรณ์ ติปยานนท์ ซึ่งในวันนั้นบอกว่า ผมกลายเป็นกระบอกเสียงหนือโฆษกของมูราคามิไปแล้ว อ.ต้นเล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้าเล่มนอร์วีเจียน วูด ที่ญี่ปุ่น มีคนอ่านมูราคามิกันไม่มาก เป็นนักอ่านกลุ่มเล็กๆ อินดี้ๆ หน่อย แต่พอหลังจากเล่ม นอร์วีเจียน วูด ชื่อไทยคือ ด้วยรัก ความตาย และหัวใจสลาย ออกมาแล้ว ทุกอย่างเปลี่ยนไป นักอ่านให้การต้อนรับมูราคามิอย่างแน่นหนา มูราคามิกลายเป็นพระเจ้าของวัฒนธรรมป๊อบญี่ปุ่น ( อันนี้ดิฉันพูดเอง ) ร้านหนังสือทุกร้านมีนอร์วีเจียน วูด วางอย่างเด่นหน้าร้าน ทุกคนคลั่งไคล้มูราคามิ แฟนเล็กๆ กลุ่มเดิมออกอาการรับไม่ได้ ที่นักเขียนอินดี้ของตัวเอง กลายเป็นนักเขียนในวัฒนธรรมป๊อบกระแสหลักไป มูราคามิเอง ก็ต้องถึงกับต้องเดินทางออกนอกประเทศ เพื่อทบทวนความดังของตัวเอง หาโอกาสให้ตัวเองอยู่นิ่งๆ ทบทวนกระแสคนอ่านที่ถาโถมมาหาตัวเอง

มีคำถามจากคมสันว่า ทำไมถึงชอบอ่านมูราคามิ ทั้งสามคนคือ อนุสรณ์ พอล และดวงฤทัย ตอบคล้ายๆ กันว่า มันเป็นสิ่งที่พูดได้ยาก มันเหมือนกับเราถูกดูดเข้าไปในหนังสือ ลืมทุกอย่างตรงหน้าหมดเมื่ออ่านงานมูราคามิ พอล เฮง ใช้คำว่า รู้สึกเหมือนมีความมืดเข้าปกคลุมเมื่ออ่านงานของมูราคามิ พอล เฮง บอกว่าเขาชอบ มนุษย์แกะมาก คมสัน บอกเพิ่มอีกว่า ตอนที่อ่านแกะรอยแกะดาวไปถึงครึ่งเล่ม แล้วมันมีจุดเปลี่ยนของเรื่อง ตอนอ่านเขาถึงกับทิ้งหนังสือกับพื้น ลุกขึ้นมาอุทานว่า "ไอ้ ...เชี่ย เล่นอย่างงี้เลยหรือวะเนี่ยะ"

คำถามบังคับตอบอีกข้อหนึ่งคือ ถ้าทั้งสามเจอมูราคามิ จะถามว่าอะไร
ดวงฤทัยบอกว่า คงไม่กล้าถามอะไร คงยืนมองเฉยๆ หรือไม่ก็เป็นลมไปเลย พอล เฮง ตอบแบบมาโช่มาก เขาบอกว่า จะถามมูราคามิว่า คุณเสพสังวาสครั้งสุดท้ายเมือ่ไหร่ ส่วนคมสัน บอกว่าจะถามว่า แผ่นเสียงเพลงแจสที่คุณฟังล่าสุดคือแผ่นไหน

อ.ต้นบอกว่า ปรากฏการณ์มูราคามิ มาพร้อมกับปรากฏการณ์ของหนังหว่องการ์ไว เมื่อหลายปีก่อน มันมาพร้อมกับความเหงา ( แต่ตอนนี้บนเวทีเห็นตรงกันว่า ความเหงาทั้งหลายในหนังสือ ในหนัง มันเป็นปรากฏการณ์ที่ผ่านไปแล้ว ตอนนี้เหงาแล้วไม่เท่แล้วนะคะ หนังสือเล่มใหม่ของมูราคามิ "ราตรีมหัศจรรย์" ก็ไม่เหงาแล้ว )

พอพูดถึงหว่องการ์ไวมีเกร็ดๆ บนเวทีที่น่าตื่นเต้น คือ อ.ต้นบอกว่า ไปเจอหว่องการ์ไวโดยบังเอิญที่ห้องอัดเสียงศรีสยาม เขามาอัดเสียงหนัง Ashes of Time Redux อ.ต้นเลยได้คุยกับหว่องการ์ไวหลายประโยค

มีคำถามอย่างเช่น เฮียเหลียงพูดอะไร ใส่โพรงไม้ ในตอนจบของ In The Mood For Love คำตอบน่าจะเดาได้นะคะ คือถ้าเราไปถามนักเขียน หรือคนทำหนัง หรือศิลปินคนเขียนภาพอะไรก็ตาม คำตอบมักจะเป็นว่า ( เราไม่ได้คำตอบหรอก) มันเป็นสิทธิ์ของคนดู ที่จะตีความ หรือคิดเอง ( นั่น เห็นไหม ในฐานะคนเสพงานศิลปะ เราอยากรู้ว่าคนสร้างงานคิดอะไรอยู่ แต่คนสร้างงานก็มักจะไม่ยอมบอกเรา) อ. ต้นบอกว่า หว่องการ์ไว ตัวจริงสูงมาก แล้วก็ทันสมัยมาก โทรศัพท์คุยกับลูกชายเรื่องเพลงฮิพฮ็อพด้วย ( ดิฉันเพิ่งรู้นะเนี่ย ว่าหว่องการ์ไว มีลูกชาย-อยากเห็นหน้าจัง )

เริ่มที่มูราคามิ จบที่หว่องการ์ไว แถมาได้อย่างไรเนี่ยะ อ้อ มีข้อเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งระหว่างหนังของหว่องการ์ไว และหนังสือของมูราคามิ คือ คุณไม่จำเป็นต้องอ่านหรือดูแบบ "รู้เรื่อง" ก็ได้นะ คุณแค่หยิบเอาบางช่วง บางตอนของหนังหรือหนังสือมาอ่าน หรือมาดูก็ได้ ยามใดที่คุณอยากได้ Feel แบบมูราคามิ หรือแบบหว่องการ์ไว


ป.ล. 1 ขอบคุณโลเล และน้องแพร เพื่อนร่วมทางและทำให้ข้าพเจ้าไปถึงงานได้ สถานที่จัดงานไกลเหลือเกิน ให้ไปเองก็คงไปไม่ถูก

ป.ล.2 รูปทั้งหมดเป็นฝีมือการถ่ายภาพของเมอร์ซิเออร์ ฟิลิปป์ กาบูล็อง

ป.ล.3 จริงๆ คนที่อยากให้มาปรากฏตัวในงานมากคือ คุณนพดล เวชสวัสดิ์
มูราคามิเมืองไทย อีกท่านหนึ่ง




 

Create Date : 21 สิงหาคม 2551   
Last Update : 28 สิงหาคม 2557 13:53:29 น.   
Counter : 2323 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  

grappa
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]




New Comments
[Add grappa's blog to your web]