เวลาที่หายไป - บทที่ 32


คริสกลับเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าที่กังวลเล็กน้อย ลงนั่งตรงที่เดิมตามองไปที่ทิพย์สุรางค์ซึ่งตอนนี้นั่งกอดอก ท่าทางเยือกเย็นกว่าเมื่อครู่ที่ผ่านมา

“คุณหนูมีอะไรจะพูดกับผมไม่ใช่หรือครับ เชิญพูดได้เลย” ชายหนุ่มต้องเป็นฝ่ายเตือนเมื่อเห็นเธอยังนั่งนิ่ง มองเขาด้วยแววตาประหลาดที่เขาอ่านไม่ออก

ในที่สุดทิพย์สุรางค์ก็เริ่มต้นอย่างมีพิธีรีตอง ราวกับว่าการพบปะกันระหว่างเขากับเธอเพิ่งเกิดขึ้นจริงในตอนนี้

“คุณคงแปลกใจที่เรามาพบกันในที่แบบนี้ ความจริงฉันน่าจะเลือกที่อื่นเช่นร้านอาหารที่ไหนสักแห่ง แต่มันอาจจะทำให้คุณลำบากใจ ถ้ามีใครพบเห็นแล้วไปรายงานคู่หมั้นคุณ ฉันไม่อยากสร้างปัญหาให้ใครอีกแล้ว ก็เลยคิดว่าที่นี่น่าจะเหมาะที่สุด”

ทิพย์สุรางค์เริ่มต้นเรื่องที่เธอจะพูดด้วยเสียงและสีหน้าที่เรียบเฉย

“เราไม่ได้พบกันนานกว่าสองปี เมื่อกลับมาพบกันอีกครั้งคุณกลายเป็นใครอีกคนที่ฉันไม่รู้จัก ความจริงเราไม่ควรต้องมาพบปะพูดจาอะไรกันอีก ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมดแล้ว ไม่มีอะไรเหมือนเดิม” แล้วเธอก็หยุดพูดเหลือบตาขึ้นมองเขาแน่วแน่

ทิพย์สุรางค์เห็นแววฉงนในดวงตาของคริส แต่เธอแน่ใจว่าเขาไม่รู้ว่าเธอจะมาไม้ไหน

“แต่ถึงไม่อยากพบหรือไม่ควรพบฉันก็จำเป็นต้องยอมพบคุณเป็นครั้งสุดท้าย คุณเป็นหนี้ฉันอยู่ แต่บางครั้งลูกหนี้ก็อาจจะหลงลืมหรือแกล้งทำเป็นลืม เพื่อเบี้ยวหนี้เสียเฉยๆ”

“คุณหนูหมายถึงเรื่องอะไรหรือครับ? หรือเรื่องคืนนั้น...?”

หญิงสาวพยายามข่มความอดสูที่แล่นขึ้นมา เมื่อตัดบทด้วยเสียงที่เฉียบขาด 

“ฟังฉันก่อน..ความจริงฉันไม่อยากพูดเรื่องนั้น แต่ก็จำเป็นต้องพูด เพื่อให้คุณเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร ไม่งั้นคุณอาจจะเข้าใจฉันผิดๆ คืนนั้นฉันรู้จากกรว่าคุณไม่สบาย มีไข้สูง ฉันก็เลยเป็นห่วง เพราะคุณก็เคยมีบุญคุณช่วยเหลือฉันมาหลายครั้ง ก็เลยเอาผ้าห่มไปให้ ไม่ได้คิดจะเอาขึ้นไปให้คุณถึงข้างบน คิดแต่เพียงว่าจะเอาไปฝากตาเป็งไว้ให้คุณ ฉันไม่รู้ว่าแกไม่อยู่ พอไปถึงเห็นห้องแกใส่กุญแจฉันก็คิดจะกลับบ้าน เพราะคงไม่เหมาะนักที่จะเข้าไปในห้องที่คุณนอนอยู่คนเดียว แต่ไม่รู้ว่าเป็นเวรเป็นกรรมอะไรที่ทำให้นึกเป็นห่วงว่าอาการคุณอาจจะหนัก อาจจะต้องการความช่วยเหลือ ฉันจึงขึ้นไปดูคุณ แล้ว..แล้ว..เรื่องบ้าๆนั่นก็เกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝัน ที่ทำให้ชีวิตของฉันต้องพังพินาศลงไป”

คริสนิ่งฟังด้วยหัวใจที่หมองเศร้า แต่ขณะเดียวกันก็ซาบซึ้งอย่างที่สุดกับความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ของเธอ ที่เขาคิดเอาไว้ก็ไม่ผิดไปจากนี้ ยกเว้นอย่างเดียวเท่านั้นที่เธอไม่รู้ว่าเขาอยู่ตามลำพัง เธอไม่รู้ว่าคืนนั้นตาเป็งไม่อยู่บ้าน โธ่เอ๋ย..ช่างน่าสงสารเสียนัก ที่ความเมตตาของผู้หญิงคนหนึ่ง นำผลร้ายมาสู่ตัวเองอย่างรุนแรงได้ขนาดนี้

“คุณหนูครับ ถึงคุณหนูไม่บอกผมก็เข้าใจดีมานานแล้วว่าต้นเหตุมันเกิดจากอะไร ซึ่งทำให้ผมเสียใจมากที่สุดในชีวิต ที่ทำตัวราวกับอสรพิษ แว้งกัดมือที่ปราณีต่อมันได้ลงคอ แต่ผมก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะทำเรื่องเลวร้ายแบบนั้นเลย ผม....”

“ฉันจำเป็นต้องพูดเรื่องนี้ให้คุณฟังทั้งๆที่ไม่อยากจะย้อนกลับไปคิดถึงมันอีก " ทิพย์สุรางค์ไม่ยอมให้เขาพูดจนจบ "แต่เพื่อศักดิ์ศรีของฉันเอง ไม่ต้องการให้คุณเข้าใจผิดคิดว่าฉันพิศวาสคุณ จนต้องวิ่งไปหาถึงห้องนอน ฉันจึงต้องพูด”

ระหว่างที่พูดเรื่องดังกล่าวทิพย์สุรางค์ไม่ได้มองหน้าคริสเลย เธอรู้สึกอดสูจนเลือดฉีดขึ้นหน้าและลำคอจนแดงก่ำ ชายหนุ่มมองอาการของเธออย่างเข้าใจและสงสารยิ่งนัก ด้วยน้ำใสใจจริงแล้วเขาไม่เคยนึกหยามหมิ่นเธออย่างนั้นเลย เขาเข้าใจดีว่าผู้หญิงอย่างทิพย์สุรางค์เย่อหยิ่งถือตัวเป็นที่สุด ไม่มีทางที่เธอจะวิ่งแล่นมาเสนอตัวให้เขาหรือใครง่ายๆหรอก

“คุณหนูครับ ผมเข้าใจทุกอย่าง ไม่เคยคิดเหยียบย่ำคุณหนูอย่างนั้นเลย แต่เมื่อเรื่องมันเกิดขึ้นแล้ว ผมจึงคิดว่าคุณหนูควรจะยอมให้ผมรับผิดชอบ ได้ไหมครับ?”

ทิพย์สุรางค์ทำหน้าบึ้ง ยกมือขึ้นเป็นทำนองให้เขาหยุดพูด 

"ฉันบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าไม่ต้องมาพูดเรื่องความรับผิดชอบอะไรนั่น ฉันไม่ต้องการความรับผิดชอบจากคุณ เรื่องมันจบไปนานแล้ว แต่สิ่งที่ฉันกำลังจะพูดต่อไปนี้เป็นเรื่องที่คุณควรจะได้รู้ ยังอยากฟังอยู่อีกหรือเปล่า? ถ้าไม่ต้องการฟังฉันจะได้กลับ”

เธอรอว่าเขาจะแย้งอะไรขึ้นมาอีกหรือไม่ เมื่อเห็นเขามองเธอนิ่งอยู่เหมือนรอฟัง หญิงสาวก็กล่าวต่อไป

“ให้ฉันเข้าเรื่องเลยดีกว่า จะได้ไม่เสียเวลาของคุณ ที่ฉันจำเป็นต้องพูดท้าวความไปถึงคืนนั้นทั้งๆที่ไม่อยากพูดถึง พยายามมาตลอดสองปีที่ผ่านมาที่จะลืมเสียให้หมด ก็เพราะฉันมีอะไรจะให้คุณดู”

ใบหน้าของเธอแดงซ่านด้วยความอดสู ความโกรธหรืออะไรก็ตามที แต่แววตาลึกซึ้งของชายหนุ่มที่มองมาทำให้ทิพย์สุรางค์ไม่กล้าสบตาเขา เธอเปิดกระเป๋าสะพายสีขาวใบใหญ่ที่วางอยู่ข้างตัว หยิบซองสีน้ำตาลออกมาวางลงบนโต๊ะที่คั่นอยู่ระหว่างเธอกับคริส เลื่อนมันไปตรงหน้าชายหนุ่ม ซึ่งมองซองใบนั้นแล้วเงยขึ้นมองหน้าเธออย่างฉงน

“อะไรหรือครับ คุณหนู?”

เมื่อเธอไม่ตอบเขาก็หยิบซองใบนั้นมาเปิด ดึงเอาสิ่งที่อยู่ในซองออกมา ในขณะที่ทิพย์สุรางค์มองทุกอิริยาบทของเขาอย่างเยือกเย็น สิ่งที่อยู่ในมือคริสคือรูปถ่ายขนาดโปสการ์ดปึกหนึ่ง เมื่อพลิกดูทีละรูปเขาก็รู้ว่ามันเป็นรูปถ่ายของเด็กชายคนเดียวกัน วัยประมาณขวบกว่าในอิริยาบทต่างๆ ทั้งนั่ง ยืน เดิน นอน ทั้งยิ้มกว้างจนเห็นฟันซี่น้อยๆและร้องไห้จนหน้าน้อยๆนั้นดูเหยเก คริสตกตะลึงรู้สึกชาไปทั้งตัว ราวกับเลือดในกายทุกหยดเหือดแห้งไปจนหมดสิ้น

“คุณหนู นี่หมายความว่า..” เขาละล่ำระลักออกมาได้ในที่สุด

“นึ่คือผลจากสิ่งที่เกิดขึ้นในคืนนั้น” ทิพย์สุรางค์ยิ้มนิดๆที่มุมปาก บอกเขาด้วยเสียงที่เรียบสนิท “อย่าห่วง ฉันไม่ได้เรียกร้องให้คุณรับผิดชอบ ถ้าต้องการให้คุณรับผิดชอบฉันคงเรียกร้องเสียนานแล้ว ไม่ต้องรอมาจนถึงวันนี้ ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าว่าที่แม่ยายของคุณ บีบให้ฉันต้องยอมพบคุณวันนี้ เพื่อให้คุณได้รู้ความจริงว่า คุณได้ทำอะไรที่เสียหายร้ายแรงไว้กับฉันบ้างเท่านั้น เมื่อคุณรู้แล้วเราก็จะได้ต่างคนต่างไป”

“คุณหนู!” 


คริสซึ่งยังไม่หายจากการตกตะลึงร้องได้เพียงเท่านั้น ก้มลงพิจารณารูปในมืออีกครั้ง หน้าของเขาแดงแล้วก็ขาว ขาวแล้วก็เปลี่ยนเป็นแดง น้ำตาคลอ มือที่จับรูปอยู่สั่นระริก

“คุณหนู!! นี่คุณหนูมีลูกกับผมจริงๆหรือนี่!!? โธ่..คุณหนู แล้วทำไมไม่บอกผม ทำไมต้องทนอุ้มท้องแล้วเลี้ยงลูกอยู่คนเดียวอย่างนี้ คุณหนูทำแบบนี้ได้ยังไง?” เสียงของคริสสั่นจากแรงอารมณ์ที่ขึ้นถึงขีดสุด

ทิพย์สุรางค์ยิ้มเย้ย ยกแก้วน้ำขึ้นจิบ มองหน้าเขานิ่งด้วยแววตาที่ดูหมิ่นเหยียดหยาม ย้อนถามว่า “แล้วตอนที่ฉันเกิดปัญหาคุณไปอยู่เสียที่ไหนล่ะ?”

คริสหน้าแดงแล้วแดงอีกกับวาจาเชือดเฉือนของเธอ

“โธ่...คุณหนู ผมไม่เคยรู้เลยว่าคุณหนูมีลูก ผมรีบร้อนไปจากเวียงพุกามเพื่อไปค้นหาตัวตนจริงๆของผม แล้วกลับไปหาคุณหนู ผมเขียนบอกไว้แล้วในจดหมายที่ฝากตาเป็งไว้ ระหว่างเดินทางผมประสบอุบัติเหตุ ผมถูกส่งตัวกลับอเมริกา ต้องนอนรักษาตัวอยู่เกือบสองเดือน ต่อมาก็ถูกห้ามออกนอกประเทศจนกว่าเรื่องต่างๆจะเรียบร้อย หลังจากนั้นผมกลับไปแม่ฮ่องสอนอีกหลายครั้ง แต่ไม่เคยได้พบคุณหนูเลย ผมเพิ่งรู้ว่าตลอดเวลาที่ผมเที่ยวตามหา คุณหนูอยู่ที่นี่ อยู่ใกล้ผมแค่นี้เอง คิดหรือว่าถ้าผมรู้ว่าคุณหนูอยู่ที่ไหนแล้วจะทำไม่รู้ ปล่อยให้คุณหนูต้องเป็นทุกข์อยู่คนเดียว แล้วยิ่งรู้ว่าผมสร้างกรรมให้คุณหนูจนมีลูกขึ้นมา ผมยิ่งต้องรับผิดชอบมากขึ้นเป็นหลายเท่า”

ทิพย์สุรางค์มองเขาด้วยแววตาที่เยียบเย็น เธอปล่อยให้เขาพูดจนจบแล้วจึงเยาะเย้ยต่อ

“ตอนนี้คุณจะแก้ตัวหรืออ้างความจำเป็นอะไรก็ได้ทั้งนั้น เพราะฉันรู้ว่าในที่สุดคุณก็ได้กลับไปพบหน้าครอบครัวและคนรักของคุณ เท่าที่ฉันทราบ ดูเหมือนคุณใช้เวลาในการคืนความจำด้วยการอยู่กับพวกเขานานเป็นปี”

“โธ่ คุณหนู” 


คริสพูดซ้ำซากได้เพียงเท่านั้น เขาอัดอั้นตันใจกับข้อกล่าวหา ที่ไม่ว่าเขาจะพยายามอธิบายอย่างไร ก็ดูเหมือนว่าทิพย์สุรางค์จะไม่ยอมเข้าใจเลย แล้วเรื่องลูกของเขาล่ะ?

“แล้วตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน ลูกผมอยู่ที่ไหน?” ชายหนุ่มถามอย่างร้อนรน

“อย่าเพิ่งใจร้อน” เธอยิ้มเย็นใส่หน้าเขา ยิ่งเห็นความทุรนทุรายของเขาเธอยิ่งสะใจ ไม่ลังเลที่จะตอกลิ่มลงไปให้ลึกขึ้นกว่าเดิม “คุณคริสหรือคุณเคน เรามีเรื่องที่จะต้องสะสางให้เข้าใจตรงกันทั้งสองฝ่าย” 


ตาของเธอมีรอยจดจำรำลึกและความเศร้า เมื่อกล่าวต่อไปว่า

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคืนนั้น ถ้าไม่ใช่เพราะความจงใจของคุณ มันก็คงเกิดขึ้นเพราะความใจง่ายของฉัน ที่ทำให้ฉันต้องอัปยศอดสูมาจนถึงทุกวันนี้”

ชายหนุ่มทะลึ่งพรวดลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินอ้อมหัวโต๊ะเข้าไปหาเธออย่างรวดเร็ว มือที่กำลังจะแตะลงบนไหล่ของเธอชะงักค้าง เมื่อทิพย์สุรางค์ออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาด 

“หยุดนะ!! อย่ามาถูกตัวฉัน กลับไปนั่งที่เก่าเสีย ไม่งั้นฉันจะกลับเดี๋ยวนี้ แล้วคุณจะไม่มีโอกาสได้รู้เรื่องเด็กคนนั้นอีกเลย”

คริสยืนนิ่งอยู่ที่เดิม แววตาของเขาบอกให้เธอรู้ว่าเขากำลังช้อคกับเรื่องที่ได้ยิน มือทั้งสองข้างกำแน่นจนเส้นเอ็นโปนออกมา เขามองเธออยู่ครู่หนึ่งแล้วก็ถอยกลับไปนั่งที่เก้าอี้ตัวเดิม ทั่วทั้งห้องมีแต่ความเงียบ

“คุณหนู โปรดอย่าทำร้ายตัวเองด้วยคำพูดแบบนั้น คนที่ผิดคือผม” ชายหนุ่มทำลายความเงียบขึ้นในที่สุดด้วยเสียงที่วิงวอน

“ผมไม่ควรทำแบบนั้น ผมไม่ได้ตั้งใจหรือวางแผนอะไรไว้ ผมลืมตัวขาดสติทำให้คุณหนูต้องเสียหายมีมลทิน และผมพร้อมจะรับผิดชอบ แม้ว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วผมก็ขอยืนยันว่าเป็นความผิดของผมคนเดียว ผมเป็นผู้ชายที่ผ่านโลกมามากกว่าคุณหนูหลายเท่านัก เมื่อผมขาดสติจนลืมนึกถึงผิดชอบชั่วดี มีหรือที่คุณหนูจะต้านทานผมได้ ผมมาคิดได้หลังจากนั้นว่ามันอาจจะเป็นเพราะผมเข้าใจผิด ผมรัก....”

คำพูดด้วยเสียงที่แหบพร่าด้วยความรู้สึกกดดัน ที่กำลังท่วมท้นอยู่ในใจของเขา ถูกขัดจังหวะอย่างรีบร้อนด้วยเสียงห้วนกระด้างของทิพย์สุรางค์ เธอคิดว่าเขากำลังจะอ้างว่าเขาทำไปเพราะความรัก ซึ่งเธอคิดว่าไม่อาจทนฟังคำหลอกลวงของเขาได้อีกต่อไป หารู้ไม่ว่าชายหนุ่มกำลังจะพูดถึงผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ที่อยู่ในความฝันของเขาในคืนนั้น

“หยุดพูดแบบนั้น!! คุณเข้าใจผิดแล้วละ อย่าอ้างเรื่องความรักบ้าบออะไรนั่น เราไม่เคยแม้แต่จะสนใจกัน”

แล้วสุ้มเสียงของเธอก็เปลี่ยนเป็นเยาะหยันเมื่อกล่าวต่อว่า

“คุณคิดว่าคุณเป็นใคร  ฉันหมายถึงตอนนั้นไม่ใช่ตอนนี้ คุณซัดเซมาพึ่งพวกเราที่เวียงพุกาม เราหางานให้คุณทำ เราพยายามหาทางช่วยคุณให้ได้พบญาติพี่น้อง สภาพของคุณในตอนนั้นเป็นอย่างไร หวังว่าคุณคงพอจำได้ เอาเถอะ ฉันยอมรับว่าคุณมีอะไรบางอย่าง ที่บอกว่าคุณไม่ใช่คนในระดับล่างของสังคม ซึ่งทำให้ฉันสนใจใคร่รู้ว่าตัวตนจริงๆของคุณเป็นอย่างไร ยิ่งเมื่อคุณอ้างว่าจำอดีตไม่ได้ ฉันก็ยิ่งสงสารอยากช่วยเหลือคุณ ซึ่งอาจจะทำให้คุณเข้าใจผิด แปรเจตนาของฉันไปเป็นอย่างอื่น”

แม้จะไม่เข้าใจว่าทำไมทิพย์สุรางค์พูดเช่นนั้น แต่ชายหนุ่มก็นิ่งฟังคำพูดทุกคำของเธอ ด้วยแววตาที่สงสารและเห็นใจ 


“คุณก็เห็นสภาพความเป็นอยู่ของฉันที่เวียงพุกามแล้วว่าเป็นอย่างไร กล้าดียังไงมาโมเมว่าคนอย่างฉัน จะลดตัวลงมาชอบพอคนที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้าอย่างคุณ คุณดูถูกฉันมาก แม้แต่คุณเองยังคิดแบบนี้ ฉันจึงไม่สงสัยเลยว่าทำไมว่าที่แม่ยายคุณ จึงได้คิดว่าฉันจะใช้เล่ห์เหลี่ยมยั่วยวน เพื่อแย่งคุณไปจากลูกสาวเขา”

“โธ่ คุณหนู ผมไม่เคยคิดอะไรแบบนั้นเลย” 


คริสมีปัญญาพูดได้เพียงแค่นั้น รู้สึกตื้นตันใจจนแทบพูดอะไรไม่ออก เมื่อนึกถึงเรื่องลูกซึ่งเป็นข่าวใหม่และยิ่งใหญ่ที่เพิ่งรู้

แม้จะมองเห็นความเจ็บปวดในดวงตาของเขา แต่ทิพย์สุรางค์ไม่สนใจ เธอตั้งใจไว้แล้วว่าจะทำให้เขาเจ็บปวดอย่างสุดแสน เพื่อตอบแทนความเจ็บปวดที่เธอเคยได้รับ

“หลังจากคืนนั้นแล้ว จู่ๆคุณก็หายตัวไปกับใครก็ไม่รู้ ที่ถึงแม้ไม่รู้จักแต่คุณก็ยินยอมตามเขาไป เพียงเพื่อจะหนีไปให้พ้นจากสิ่งเลวร้ายที่คุณทำไว้โดยไม่บอกไม่กล่าวใคร” เธอยังเชือดเฉือนเขาต่อไป

คริสซึ่งตอนนี้นั่งฟังเธอเงียบๆไม่กระดุกกระดิกราวกับถูกสาปไปแล้ว มีแต่แววตาเท่านั้นที่ร้าวรอน สับสนและเศร้าโศก พูดขัดขึ้นมาอย่างร้อนรนว่า “ผมฝากจดหมายลุงเป็งไว้ให้คุณหนู คุณหนูไม่ได้รับหรือครับ?”

หญิงสาวไม่ตอบคำถามนั้น ยังคงพูดต่อไปเหมือนไม่ได้ยิน 


“ถึงฉันจะหนีอายมาอยู่อเมริกาแต่ฉันก็ติดต่อกับทางบ้านอยู่เป็นประจำ หวังจะได้ข่าวจากคนที่นั่นบ้างว่าคุณจำอดีตได้แล้ว และกลับมาถามไถ่ทุกข์สุขของฉันบ้าง เพราะคุณเป็นต้นเหตุที่ทำให้ฉันต้องพลัดพรากจากบ้านที่ฉันรัก แต่คนที่บ้านก็ไม่เคยเอ่ยถึงคุณเลยแม้แต่นายกร จะให้ฉันเข้าใจว่ายังไง ถ้าไม่ใช่เพราะคุณไม่เคยกลับไปที่เวียงพุกาม ฉันเฝ้ารอข่าวคุณอยู่ทุกวันเพราะเชื่อความเป็นลูกผู้ชายของคุณ แต่ปรากฏว่าฉันเข้าใจผิด ฉันตีค่าคุณสูงเกินไป”

ปากแสนงามของเธอผายยิ้มที่คริสดูออกว่าเยาะหยัน “ฉันควรจะเชื่อคำเตือนของคุณพ่อว่าอย่าคบคนจรหมอนหมิ่น ต้องยอมรับว่าฉันผิดเอง”

ชายหนุ่มทำท่าเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างออกมา แต่ทิพย์สุรางค์หยุดเขาไว้


“กรุณาฟังให้จบก่อน ถึงคุณไม่อยากฟังฉันก็ต้องพูด เพื่อที่เราจะได้เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตรงกัน เผื่อวันหน้าวันหลังเราบังเอิญต้องพบกันอีก เราจะได้ไม่ต้องเสแสร้งเข้าใส่กัน พันธะสัญญาใดๆระหว่างกันถ้าเคยมี ก็จะหมดข้อผูกพัน ถ้าต้องพบกันอีก เราต่างก็จะเป็นคนแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักกัน ไม่มีอดีตใดๆต่อกัน”

หน้าซีดขาวและตาแดงก่ำของเขาไม่ทำให้หญิงสาวใจอ่อน เธอตั้งใจว่าจะพูดทุกอย่างที่อยากพูด ทุกอย่างที่จะทำให้เขาเจ็บปวดจนหัวใจแทบสลาย 


“สำหรับความโชคร้ายที่เกิดขึ้นกับฉัน ฉันยินดีที่จะบอกให้คุณรู้ว่าถึงฉันจะโชคร้าย แต่ในความโชคร้ายก็ยังมีโชคดีอยู่บ้าง ฉันมีโอกาสได้พบผู้ชายคนหนึ่ง”

ทิพย์สุรางค์หยุดพูด เพียงเพื่อสังเกตอาการของเขา เห็นแววตาที่ทั้งสงสารและทั้งเจ็บปวดรวดร้าว และอะไรบางอย่างที่เธอไม่พยายามจะอ่านให้ออก หญิงสาวกระหน่ำแซ่ลงไปอีก

“ผู้ชายที่ใจดีมีคุณธรรม ผู้ชายที่แสนดีคนนี้ ขอฉันแต่งงาน ยอมรับเป็นพ่อให้ลูกในท้องโดยไม่รังเกียจเดียจฉันท์”

เธอวางไพ่ใบใหม่ลงไป ซึ่งมีผลให้ร่างกายส่วนบนที่ตั้งตรงอยู่ตลอดเวลาของชายหนุ่ม ค้อมลงอย่างสิ้นเรี่ยวแรงจะแข็งขืน สมองที่กำลังปวดตุบๆและมึนงงของเขารับรู้แต่เพียงว่า ‘ผู้ชายคนหนึ่ง’ และ ‘ขอแต่งงาน’

แต่ยังไม่ทันที่คริสจะทำความเข้าใจกับมัน โทรศัพท์มือถือของเขาที่วางอยู่บนโต๊ะใกล้ตัวก็ดังขัดจังหวะขึ้นอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้เขาปล่อยให้มันดังอยู่เช่นนั้นโดยไม่คิดจะรับ ทิพย์สุรางค์ยิ้มเยาะเมื่อเตือนเขาว่า

“รับโทรศัพท์เสียสิ เมื่อกี้พ่อคุณโทรมา คราวนี้คงเป็นคู่หมั้นคุณโทร.มาตามตัวละมัง”

คริสไม่ต่อคำกับเธอ เขาหยิบโทรศัพท์ที่ยังดังอยู่ขึ้นมากดปุ่มหยุดการทำงาน ไม่แม้แต่จะชำเลืองมองว่าใครโทรมา

ในขณะเดียวกันทิพย์สุรางค์ก็ชงกาแฟถ้วยใหม่ จิบช้าๆด้วยท่าทางสบายใจ เธอต้องการให้เขาเห็นเธอในแบบนั้น เขาจะต้องไม่รู้ว่าแม้กิริยาวาจาของเธอที่แสดงต่อเขาจะแกร่งกร้าวเพียงไร แต่หัวใจของเธอเจ็บปวดรวดร้าวไม่น้อยไปกว่าเขาเลย เธอเห็นเขาหยิบรูปปึกนั้นขึ้นมาใหม่แล้วจ้องมองมันอย่างดื่มด่ำ ด้วยดวงตาที่แดงก่ำและเศร้าหมอง

“ตอนนี้คุณคงเข้าใจแล้วสินะที่ฉันบอกว่าคุณไม่ต้องรับผิดชอบ เพราะมีคนทำหน้าที่นั้นแทนคุณอยู่แล้ว” เธอตอกย้ำ

คราวนี้ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นจ้องเธอเขม็ง ด้วยสายตาที่ดุกร้าว

“หมายความว่าไง? คุณหนูแต่งงานแล้วหรือ? แล้วลูกผมล่ะ? ลูกของผมกลายเป็นลูกของเขาไปแล้วยังงั้นหรือ?”

น้ำเสียงของเขาแข็งกระด้างอย่างที่ทิพย์สุรางค์ไม่เคยได้ยินมาก่อน

“คุณหนูทำแบบนี้ได้ยังไง? ทำไมใจร้ายกับลูกและผมได้ถึงเพียงนี้.."

หญิงสาวยักไหล่อย่างน่าเกลียดในสายตาของคนที่เฝ้ามองอยู่

“แล้วคุณจะรู้ว่าฉันร้ายได้มากกว่านั้นอีก คุณคงสงสัยว่าทำไมฉันถึงเพิ่งมาบอกเรื่องนี้กับคุณ ทั้งๆที่ถ้าฉันไม่บอกคุณก็ไม่มีทางรู้ การหยาบหยามของว่าที่แม่ยายคุณเป็นเหตุผลหนึ่ง แต่เหตุผลที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือตอนนี้ เมื่อฉันแน่ใจแล้วว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้น เป็นฝันร้ายของฉันเพียงคนเดียว ฉันจึงต้องการให้คุณรู้ว่าคุณมีลูกคนหนึ่ง ที่ในอนาคตเมื่อคุณแต่งงานกับคู่หมั้นและมีลูกด้วยกัน ไม่ว่าจะกี่คนก็ตาม คุณจะหวนคิดถึงลูกอีกคนของคุณที่คุณไม่มีสิทธิแตะต้อง คุณจะไม่ได้ยินคำเรียกพ่อจากปากเขา เพราะเขาไปเรียกคนอื่นว่าพ่อเสียแล้ว คุณจะไม่ได้เห็นความเจริญเติบโตของเขา ไม่มีโอกาสที่จะโอบอุ้มดูแลเขา แม้ในวัยที่เด็กผู้ชายทุกคนต้องการพ่อเพื่อยึดเป็นฮีโร่ คุณอาจจะมีโอกาสได้เห็นเขาบ้างเพียงห่างๆ เขาจะไม่รู้ว่าคุณเป็นพ่อที่แท้จริงของเขา ในขณะที่คุณรู้อยู่เต็มอกว่าเขาเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของคุณ ลองคิดดูสิว่ามันจะเจ็บปวดทรมานสักแค่ไหน”

ทิพย์สุรางค์หยุดสังเกตสีหน้าที่ซีดขาว ราวปราศจากเลือดหล่อเลี้ยงของคริสอย่างสะใจ แล้วเชือดเฉือนต่อไป

“แต่ก็ไม่แน่ คุณรู้แล้วอาจจะไม่สนใจก็ได้ คุณอาจจะไม่มีเยื่อใยใดใดกับเขา เมื่อคุณมีลูกคนใหม่กับผู้หญิงที่คุณรักและยกย่องให้เกียรติ คุณคงไม่สนใจสายเลือดที่เกิดมาโดยไม่ตั้งใจ แต่เรื่องนี้ก็แล้วแต่คุณธรรมในใจคุณซึ่งฉันไม่แน่ใจว่ามีหรือไม่ แต่สำหรับฉัน เขาเป็นสิ่งมีค่าในชีวิตฉัน แม้เขาจะถือกำเนิดมาจากคนหน้าไหว้หลังหลอก น่าขยะแขยงอย่างคุณก็ตาม”

“โธ่..คุณหนู ทำไมถึงพูดแบบนั้น ยิ่งได้รู้ว่าเขาเป็นลูกผมๆ ยิ่งต้องการเขามากขึ้น ทำไมเขาจะต้องกลายไปเป็นลูกของคนอื่น ในเมื่อเขาก็มีพ่อแท้ๆ ที่พร้อมจะรับผิดชอบเขาอยู่แล้ว” น้ำเสียงเจ็บปวดของเขาเหมือนครวญครางออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ

“พ่อแท้ๆ...พ่อแท้ๆที่หนีหน้าไป ตั้งแต่วันที่เขาปฎิสนธิน่ะหรือ?” หญิงสาวเย้ยหยันอย่างเยือกเย็น

“โธ่..คุณหนู นี่ผมจะพูดยังไงดีคุณหนูจึงจะยอมฟังผมบ้าง”

“ทำไมฉันจะต้องฟังคุณ คนที่ฉันควรจะฟังคือสามีของฉันคนเดียวเท่านั้นไม่ใช่หรือ? สามีแสนดีที่ช่วยเลี้ยงดูลูกของคุณมาปีกว่า เรียกเขาว่าลูกได้อย่างสนิทใจ สามีที่ไม่เคยต้องการรู้ว่าใครคือผู้ชายแสนเลว ที่ทำลายอนาคตของผู้หญิงคนหนึ่งยังไม่พอ ยังใจดำพอที่จะหลบลี้หนีหน้า ไม่กลับมาดูผลกรรมที่ก่อเอาไว้”

คริสขมวดคิ้ว ท่าทางฮึดฮัดแบบที่ทิพย์สุรางค์ไม่เคยเห็นมาก่อน

“คุณหนูอยากจะด่าอะไรผม ก็ด่าไปเถอะ แต่ผมแน่ใจว่าผมไม่ได้เลวร้ายอย่างที่ถูกกล่าวหา คุณหนูแต่งงานมีชีวิตใหม่ไปแล้ว ถึงได้ปฏิเสธไม่ยอมให้ผมรับผิดชอบ ซึ่งผมก็คงทำอะไรไม่ได้ แต่เรื่องลูกเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่มีใครจะมาขวางกั้นผมกับลูกของผมได้ อย่าพยายามกีดกันผมกับลูกเลย ถึงยังไงผมก็ต้องหาทางพบเขาให้ได้”

เสียงที่กร้าวด้วยความโกรธของเขา ทำให้ทิพย์สุรางค์พูดสวนขึ้นด้วยสุ้มเสียงของผู้ที่ถือไพ่เหนือมือกว่า 


“ งั้นฉันก็ไม่มีทางเลือก นอกจากจะเตือนคุณว่าถ้าคุณพยายามที่จะเข้าใกล้เขา วุ่นวายกับเขา ฉันอาจจำเป็นต้องบอกให้เขารู้เมื่อเขาโตพอที่จะรับรู้ได้แล้ว ว่าพ่อที่แท้จริงของเขาเป็นใคร ทำไมจึงใจดำทิ้งเขาไปตั้งแต่เกิดโดยไม่เหลียวแล แล้วคุณรู้ไหมว่าจะเกิดอะไรขึ้น? ความเกลียดชังไงล่ะ เขาจะเกลียดคุณจนวันตายที่ไม่รับผิดชอบเขา ฉันไม่จำเป็นต้องบอกเขาไม่ใช่หรือ ว่าวันนี้คุณเสนอที่จะรับผิดชอบเขาบ้างเหมือนกัน ถึงไงเขาก็ต้องเชื่อฉัน เพราะฉันเป็นแม่เขา จริงไหม?”

ทิพย์สุรางค์หยิบกระเป๋าที่วางไว้บนเก้าอี้มาสะพายบ่า ลุกขึ้นยืนพร้อมที่จะออกไปจากห้อง

คริสลุกขึ้นยืนประจันหน้ากับเธอ โดยมีโต๊ะกั้นอยู่ระหว่างกลาง 


“ผมยอมไม่ได้หรอก เป็นตายผมก็ยอมไม่ได้ ผมไม่ยอมให้ลูกผมไปเรียกคนอื่นว่าพ่อ” เขาเน้นทุกคำที่พูดออกมา ดวงตาลุกวาวอย่างโกรธเกรี้ยว

ทิพย์สุรางค์หัวเราะเบาๆ เจตนาให้เขารู้ว่าเธอกำลังเยาะหยันเขา 


“ถ้าไม่ยอมแล้วคุณจะทำอะไรได้ อย่าลืมว่าคุณมีคู่หมั้นที่กำลังจะแต่งงานกัน เขาคงจะเจ็บปวดมากถ้ารู้เรื่องนี้ แม้แต่ว่าที่แม่ยายของคุณก็คงแทบกระอักออกมาเป็นเลือด อ้อ..แล้วก็อย่าลืมเรื่องที่ฉันแต่งงานแล้วด้วย ลูกของฉันก็เป็นลูกของสามีฉันด้วยตามกฏหมาย ส่วนคุณไม่มีสิทธิอะไรเลย”

ชายหนุ่มทรุดตัวลงนั่งอย่างหมดเรี่ยวแรง ยกมือขึ้นกุมขมับซึ่งกำลังปวดตุบๆแทบระเบิด ทิพย์สุรางค์เดินไปที่ประตู หันมาพูดกับเขาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะออกไปจากห้อง 

“หวังว่าเราคงไม่ต้องพบกันอีก แต่ถ้าบังเอิญต้องพบกันก็ให้ถือเหมือนว่าเราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน อ้อ..รูปพวกนั้นน่ะคุณจะเก็บเอาไว้ก็ได้ หรือถ้าไม่ต้องการก็โยนทิ้งไปเสีย ไม่แน่นะ..วันข้างหน้าฉันอาจจะส่งรูปใหม่ๆของเขาไปให้คุณอีกก็ได้”

คริสวิ่งพรวดเดียวถึงตัวเธอ “เดี๋ยวก่อนคุณหนู บอกผมก่อนว่าลูกผมชื่ออะไร ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน ลูกผมอยู่ที่ไหน? เขาอยู่ในอเมริกานี่ใช่ไหม? ขอให้ผมได้พบเขาสักครั้งได้ไหม?” น้ำเสียงของเขาแม้จะอ่อนล้าแต่ก็เต็มไปด้วยการวิงวอนขอร้อง

ทิพย์สุรางค์ยิ้มหวานให้เขาแล้วให้คำตอบที่โหดเหี้ยม ที่ทำให้ชายหนุ่มตกตะลึง


“ในที่สุดคุณก็ขอร้องอย่างที่ฉันรอให้คุณขอร้อง แต่ขอโทษเถอะนะคุณคริส อย่าขออะไรจากคนแปลกหน้าในสิ่งที่คุณไม่มีสิทธิ เพราะสิทธินั้นคุณได้สละไปแล้วตั้งแต่วันที่คุณจากเวียงพุกามไป โปรดจำเอาไว้ด้วยว่า อย่าว่าแต่จะได้พบเขาเลย แม้แต่ชื่อของเขาคุณก็ไม่มีสิทธิที่จะรู้” 

เธอหยุดมองอาการของเขาอย่างสาแก่ใจ แล้วทิ้งไพ่ใบสุดท้าย ที่รู้ว่าจะตามหลอกหลอนเขาไปตลอดชีวิต

“คุณจะไม่ได้พบเขา แต่ฉันก็อยากบอกให้เอาบุญว่ายิ่งโตขึ้น เขาก็ยิ่งเหมือนคุณโดยไม่ผิดเพี้ยน ที่ฉันยังไม่แน่ใจคือนิสัยใจคอ ยังไม่รู้ว่าเขาจะรับเอานิสัยไม่ดีบางอย่างของคุณมาหรือไม่ แต่อย่าห่วงเลยนะ ฉันและพ่อคนเดียวที่เขารู้จักตั้งแต่ลืมตาดูโลก จะพยายามกล่อมเกลาอบรมบ่มสอนเขาให้เป็นคนดีมีคุณธรรม ให้เขาเติบโตเป็นลูกผู้ชายเต็มตัวที่ถือความสัตย์ยิ่งชีวิต รับผิดชอบในทุกอย่างที่เขาทำลงไป เพราะฉันและพ่อคนที่เลี้ยงดูเขามาเชื่อเหมือนๆกันว่า การอบรมเลี้ยงดู สำคัญกว่าสายเลือดที่อยู่ในตัวเขา ลาก่อน...คุณคริส เลย์ตัน หวังว่าเราคงจะไม่ต้องพบกันอีก”

แล้วเธอก็เดินลอยชายผ่านประตูบานนั้นออกไป โดยไม่หันกลับไปมองเขาอีกเลย เพราะ...น้ำตาของเธอกำลังไหลริน !!



 



Create Date : 09 พฤษภาคม 2567
Last Update : 9 พฤษภาคม 2567 20:59:59 น.
Counter : 323 Pageviews.

6 comments
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณอาจารย์สุวิมล, คุณสมาชิกหมายเลข 3902534, คุณสองแผ่นดิน, คุณSweet_pills, คุณหอมกร, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณฟ้าใสวันใหม่, คุณpeaceplay, คุณแมวเซาผู้น่าสงสาร, คุณhaiku, คุณnewyorknurse, คุณMy Style Is 1D(5), คุณชื่อไม่ซ้ำ, คุณeternalyrs, คุณปัญญา Dh, คุณEmmy Journey พากิน พาเที่ยว

  
งานนี้ได้ถอนหมั้นแน่ค่ะคุณตุ้ยรู้จักพระเอกน้อยไปแล้ว

โดย: หอมกร วันที่: 10 พฤษภาคม 2567 เวลา:6:28:46 น.
  
สวัสดี จ้ะ น้อง ดอยสะเก็ด

เมื่อคืน ตอน 3 ทุ่มกว่าได้รู้ว่า น้องตุ้ยมาบอกว่า เขียนตอนใหม่
เสร็จแล้ว ครูรีบไปอ่านจนจบ ก็ 4 ทุ่มแล้ว เลยไปอาบน้ำ นอน ว่าจะ
มาตอบวันนี้ ก็ติดซ่อมแอร์ ติดคุยโทรศัพท์ เรื่องการจัดทอดผ้าป่าใน
วันที่ 19 พ.ค. เลยมาตอบชะเย็น อิอิ

ตอนนี้ เป็นตอนที่สงสารคริต มากที่สุด ส่วนแม่ทิพย์สุรางค์ ก็มุ่ง
แต่จะทำให้อีกฝ่ายเจ็บปวด และไม้ตายของเธอ คือ เล่าเรื่องลูก ให้
คริสได้เจ็บปวดมากยิ่งขึ้น โดยไม่ฟังเหตุผลว่า คริสได้ตามหาเธอ
หลังจากฟื้นตัวจากอุบัติเหตุ หาว่าทิ้งเธอให้อับอาย อ่านแล้ว ชัก
หมั่นใส้เธอนะ อิอิ
สำหรับเรื่องที่อ้างว่า แต่งงานใหม่ สามีเธอรักลูกติดของเธอ ครู
ว่าเธอโกหกมั้ง เดาเอานะ อิอิ ถ้ามีสามีแล้ว เรื่องก็คงต้องจบไป
แบบหนึ่ง เนอะ อิอิ จะติดตามต่อ นะจ๊ะ

โหวดหมวด งานเขียน ฯ
โดย: อาจารย์สุวิมล วันที่: 10 พฤษภาคม 2567 เวลา:21:35:05 น.
  
❤ ประโยชน์บางประการของศาสนาอิสลาม 💙

💙 ประตูสู่สรวงสวรรค์ชั่วนิจนิรันดร

❤ การช่วยให้พ้นจากขุมนรก

💙 ความเกษมสำราญและความสันติภายในอย่างแท้จริง

❤ การให้อภัยต่อบาปที่ผ่านมาทั้งปวง

💙 สิทธิมนุษยชนและความยุติธรรมในศาสนาอิสลาม

❤ านภาพของสตรีในศาสนาอิสลามเป็นอย่างไร?

💙 ครอบครัวในศาสนาอิสลาม

❤ ชาวมุสลิมปฏิบัติต่อผู้สูงอายุอย่างไร?

💙 ชาวมุสลิมมีความเชื่อเกี่ยวกับพระเยซูอย่างไร?


https://justpaste.it/b790p
โดย: ศาสนาอิสลาม IP: 51.81.85.242 วันที่: 12 พฤษภาคม 2567 เวลา:16:06:57 น.
  
ขอบคุณที่แวะมาที่บล็อก
โดย: โลกคู่ขนาน (สมาชิกหมายเลข 7115969 ) วันที่: 12 พฤษภาคม 2567 เวลา:17:59:20 น.
  
ขอบคุณพี่ตุ้ยนะคะ

โดย: Sweet_pills วันที่: 13 พฤษภาคม 2567 เวลา:0:05:56 น.
  
แวะเข้ามาอ่านต่อค่ะ
โดย: Emmy Journey พากิน พาเที่ยว วันที่: 14 พฤษภาคม 2567 เวลา:11:49:13 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

ดอยสะเก็ด
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 55 คน [?]



New Comments
Group Blog
พฤษภาคม 2567

 
 
 
2
3
4
6
7
8
10
11
12
13
15
16
17
18
20
21
22
24
25
26
27
29
30
31
 
 
All Blog
Friends Blog
[Add ดอยสะเก็ด's blog to your weblog]
  •  Bloggang.com