space
space
space
<<
พฤษภาคม 2562
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
space
space
22 พฤษภาคม 2562
space
space
space

คนที่สมควรได้รับการให้อภัย

สิ่งที่เลวร้ายที่สุดในความสัมพันธ์คือ การนอกใจ
 
7 ปี  รัก ไว้ใจ เชื่อใจ
ผมให้ทุกอย่าง ให้การดูแล ให้เวลา ให้ความสะดวกสบายมากที่สุดที่ผมทำได้
ไม่เคยพูดหยาบคายด้วย ไม่เคยขึ้นเสียงใส่ แทบไม่เคยแสดงอารมณ์โกรธเค้า
เรื่องเล็กเรื่องใหญ่ ผมปล่อยผ่านหมด 
ยอมทุกอย่าง ทำทุกอย่างเพื่อเค้า และในอนาคตของผมมีเค้าอยู่เสมอ
ถึงผมจะไม่ได้เป็นคนดี แต่ก็ไม่ถึงขนาดแย่ป่าววะ
 
วันพุธสัปดาห์ที่เราไปฉลองครบรอบ 7ปีด้วยกัน
เพื่อนผมโทรมาบอกว่า มันเจอแฟนผมกับผู้ชายอีกคนที่เซนลาด
แต่เรื่องเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงที่ผมไปต่างประเทศเมื่อมีนา
ก่อนที่จะบินกลับไปเที่ยวกับแฟน
ผมถามว่าน้องชายเขารึป่าว เพื่อนไหม คนหน้าคล้ายหรือป่าว ยังคิดแบบนั้นด้วยซ้ำ
แต่เพื่อนผมยืนยันว่า ว่าผู้หญิงคือแฟนผมจริง ๆ และผู้ชายที่ไม่ใช่น้องชาย
ตอนนั้นสับสนมากครับ พยายามบอกตัวเองว่าแม่งไม่จริงหรอก
 
 =======================

ผมไม่คุย ไม่ถามอะไรทั้งนั้น กลับคอนโดก็กินข้าว คุยกันปกติ
หลังจากนั้นทุกตี 2-3  ผมจะตื่นขึ้นมาเปิดดูโทรศัพท์ของเขาดูว่ามีอะไรไหม ทำอยู่หลายวัน
จนผมเจอข้อความที่เขาคุยกัน ข้อความถูกลบไปแล้ว แต่ผมไปกู้กลับมา
มีไปกินข้าวด้วยกันมาแล้ว วันนั้นเป็นวันที่ผมทำงานกลับดึก
ซึ่งผมแม่งนั่งเล่นเกมส์รอเค้ากลับมาโดยไม่ได้คิดอะไรเลย
ไปดูหนังกันมาแล้ว ตอนที่ผมอยู่ต่างประเทศ
และการนัดหมายแรกคือตอนผมอยู่สนามบินกำลังจะออกเดินทาง

ข้อความสุดท้ายคือแฟนผมคบอกว่าอยากพอแค่นี้กับเขา แล้วบล๊อคไป
มันคือก่อนเราที่จะไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วยกันแค่ 2 วัน
 
ทุกอย่างแม่งเป็นเรื่องจริง วันนั้นเข้าใจเลยว่าคำว่าเจ็บมันเป็นยังไง
บอกไม่ถูกเลยว่ามันคือโกรธ เจ็บใจ เสียใจ ผิดหวังหรืออะไรกันแน่
ผมเข้าไปนั่งสงบสติอารมณ์อยู่ในห้องน้ำเป็นชั่วโมง
และอาบน้ำแต่งตัวไปออกจากห้องไปตั้งแต่ตี 5

 
วันนั้นผมทำงานไม่ได้เลยครับ วนเวียนคิดว่ากูผิดอะไร กูไม่ดีตรงไหน
กูพลาดอะไรไปเรื่องเชี้ยนี่ถึงเกิดขึ้นกับคนที่ผมไว้ใจมาก มากเท่ากับคนในครอบครัว
จนต้องเดินกลับไปนั่งคนเดียวในรถอยู่หลายรอบ
ผมรู้ตัวว่าไม่ใช่คนดี หรือทำให้เขาพอใจได้ทุกเรื่อง เรื่องเสียผมก็เยอะ
จนเย็น คิดว่าวันนี้เราคงต้องคุยกันแล้ว ผมบอกเพื่อนว่าแม่งเรื่องจริง
มันก็ยังคงย้ำให้ผมค่อยๆ คุยดีๆ  ใจเย็นๆ อยู่ตลอด


คืนนั้นกินข้าวเย็นเสร็จ คือผมแม่งก็กินไม่ลงแล้วป่าววะ แต่ก็รอให้เค้ากินจนเสร็จ
ตัดสินใจคุยเริ่มจากถามว่า ผมทำอะไรให้ไม่พอใจไหม
ผมบกพร่องอะไรหรือเปล่า เขาบอกว่าไม่ ผมคิดมากไปเอง ผมเลยบอกว่าอยากได้อะไรก็ให้บอกกัน
ซึ่งเขาก็บอกว่าไม่มี ทุกอย่างมันโอเค
ผมเลยเอารูปที่ถ่ายข้อความจากมือถือเขาให้ดู ถามว่า มันคืออะไร เขาไม่ตอบ

มันเป็นช่วงเวลาที่ความเงียบเลวร้ายที่สุดที่เคยเจอ ผมทน ทนจะทนไม่ได้
หลังจากนั้นคือผมฟิวขาด เสียงดังใส่และใช้คำหยาบไป 2-3 คำ ทั้งที่ชีวิตนี้ผมไม่เคยทำกับเค้า
เค้าร้องไห้ตรงนั้น ร้องหนักมากที่สุดที่เคยเห็น
ผมเก็บของออกจากห้องไปคืนนั้น
เค้าไม่พูดเลย ไม่ปฏิเสธ ไม่ขอโทษ ไม่ถาม ไม่ตอบอะไรทั้งนั้น
ก่อนออกไปผมบอกว่าให้เวลาถึงวันศุกร์ หาคำอธิบายหรือแก้ตัวอะไรก็ได้มาให้ผม
 

สภาพตอนนั้นคือกลับไปบ้านก็ไม่ได้ครับ ผมแย่มาก
ขับรถออกไป แล้วขับไปเรื่อย ๆ เป็นชั่วโมง
ไปจอดปั้ม แล้วนั่งอยู่ในรถแบบนั้นจนถึงเช้า แล้วเปลี่ยนชุดไปทำงาน
ผมกลับไปนอนที่บ้านอยู่หลายวัน  บอกว่ามีสัมมนา 
โดยที่ผมเอาแต่เล่นเกมส์ไม่พูดอะไรกับใคร
 
=====================

วันศุกร์ ผมกลับไปรอเค้าที่ห้อง ซึ่งเค้ากลับดึกกว่าปกติ
คือประมาณ 4  ทุ่ม ปกติทุ่มนึงเราทั้งคู่จะถึงแล้ว
เขาก็ยังไม่พูดอะไรกับผม เดินเลยไปเหมือนเป็นอากาศ แล้วอาบน้ำนอนไปเงียบๆ
ผมก็ไม่ได้เลวพอที่จะเรียกให้ลุกมาคุยกัน  ก็เลยอาบน้ำนอนไปอีกคน
นอนข้าง ๆ กันเหมือนเดิม
แต่จริงๆ แล้วผมนอนไม่ค่อยหลับหรอกครับ ตี 4-5 ก็ลุก
คิดว่าจะออกไปใส่บาตรวัดที่ผมเคยบวช
กลับมาเค้าก็คงตื่นแล้วมั้ง ค่อยมาว่ากันใหม่


ผมอาบน้ำแต่งตัวเงียบๆ ก่อนออกไป อะไรซักอย่างทำให้ผมเดินกลับไปที่เตียง
ก้มไปหอมแก้มเค้า แล้วพูดกับเขาเป็นภาษาอังกฤษว่า

 
“วันนี้เป็นวันสุดท้าย ขอร้องพูดความจริงเถอะ ถ้าเธอกล้าจะพูดความจริง เราก็กล้าพอจะให้อภัย”

ตอนนั้นเสียงผมสั่น จะไม่ไหวเหมือนกัน รู้ว่าเค้าตื่นแล้ว แต่ไม่ยอมลืมตาขึ้นมาคุยกัน
ผมเลยเลือกที่จะออกจากห้อง  แต่ก่อนผมออกจากห้อง เค้าก็เรียกผมแล้วเดินมาจับมือ
บอกผมว่า  “ขอโทษ”
ผมถามเค้ากลับแค่คำเดียวว่า... “เพราะอะไร”
เค้าบอกว่าไม่มีเหตุผลอะไรเลยนอกจากเค้าไม่ดีเอง  
แต่คนที่ผมรู้จักไม่ใช่แบบนั้น 
เค้าไม่ใช่คนไม่ดี
 
สุดท้าย...ผมเข้าใจ...
 
=========================
 
เอาจริงๆ ตอนนั้นทั้งเข้าใจ และไม่เข้าใจในเวลาเดียวกัน
ผมเข้าใจว่า เค้าเสียอะไรไปมากมายช่วงที่ผมป่วย
โปรแกรมที่เราวางไว้สำหรับเที่ยววันสุดท้ายที่เชียงใหม่ล่มเพราะผมป่วยหนักมาก
เค้าแทบไม่ได้นอนเลยตั้งแต่ที่เชียงใหม่ ต้องดูแลผมทั้งที่เชียงใหม่ และโรงพยาบาล
เราต้องเลื่อนดีลกับลูกค้า เพราะผมไม่สามารถบินไปจัดการได้ เราเสียลูกค้าที่ไม่สามารถรอได้ไป
เราต้องขายบัตรคอนเสิร์ต Bodyslam  ที่โคตรพยายามซื้อมาจนได้ เค้าอยากไปมากๆ
เค้าตอนนั่งเหงาๆ อยู่บ้านวันวาเลนไทด์ ขณะที่เพื่อนเค้าไปดินเนอร์
เราต้องขายห้องโรงแรมเครือเคป ที่จองไว้ล่วงหน้าสำหรับเที่ยวในวีควาเลนไทด์
เค้าเครียดมาก เพราะช่วงเดือนแรก ผมป่วยช่วงกลางคืนบ่อย เค้าเองก็ไม่ค่อยได้นอน
ผมรู้ว่าเค้าเหนื่อย ตอนนั้นผมรู้สึกซึ้งใจและขอบคุณเค้ามาก
ที่พยายามดูแลทุกอย่างตลอด 2 เดือน จริง ๆ เกือบ 3 เดือนด้วยซ้ำ
และผมเองก็ไม่ได้ดูแลเค้าดีเท่าเดิม
เรื่องบางอย่างเค้าก็ต้องทำเอง มันคงเหมือนการถูกละเลย
ช่วงนั้น ข้อจำกัดหลายอย่างมันเพิ่มขึ้น ผมรู้ว่าเค้าคงอึดอัดมาก และคงมากจริงๆ

 
ผมเข้าใจ...
 
แต่สิ่งที่ไม่เข้าใจก็คือ...ทำไมเค้าถึงเลือกหาคนอื่นก่อนผม
ถ้าไม่โอเคแค่บอกคำเดียว ผมทำให้ทุกอย่าง ผมพูดจริงๆ
นี่ผมก็เลือกไม่ได้ไหมว่าจะป่วยขนาดนี้ ผมเป็นคนอดทนมากด้วยซ้ำ
ตอนที่ป่วยที่เชียงใหม่ แค่เค้าบอกว่าเจ็บคอ ผมหายาให้กิน
ทั้งๆที่กำลังเป็นไข้ ผมไม่บอกเค้าด้วยซ้ำว่าตัวเองป่วย เพราะกลัวไม่สนุก
ขณะที่ผมแทบลุกไม่ไหว ผมยังพยายามจะพาเค้าไปที่ที่เค้าอยากไป
ผมเลือกได้หรือไง...
 
ผมอาจจะผิดเองที่คิดว่าเค้าจะโอเค เพราะเค้าเป็นคนออกปากบอกผมทุกครั้ง
ว่ายกเลิกโปรแกรมได้นะ เค้าไม่มีปัญหา
ผมอาจจะผิดเองที่เชื่อมันว่าเค้าโอเคกับมันจริงๆ
 
ผมสับสนมาก ไม่รู้ว่ามันคือความรู้สึกไหน เจ็บใจและสูญเสียศรัทธา
แต่เมื่อเค้าพูดความจริงและขอโทษ ผมก็ได้แค่ทำตามสัญญาคือ บอกว่าให้อภัย


ตอนพูดผมไม่โอเคมากครับ เค้าก็คงดูออกว่าผมไม่โอเค
สุดท้ายผมก็ออกจากห้องแล้วไปวัด ไปนั่งคุยกับหลวงพี่ที่เคยเป็นอุปัชฌาย์ตอนบวช
ไม่ได้เล่าอะไรให้ท่านฟัง แต่ท่านก็คงดูออกว่าผมคงมีปัญหาอะไรมา
เพราะปกติผมไม่ใช่คนธรรมะธรรมโม  ท่านเลยสอนผมเกี่ยวกับคำถามที่ว่า

 
“ใครคือคนที่สมควรได้รับการให้อภัย”
 

คงมีคำถามว่า ผมคิดว่าจะเลิกกับเค้าไหม...วันนั้นในหัวผมคิดตลอดครับ
ความรู้สึกว่าถูกทรยศมันทนอยู่ยากจริงๆ
แต่สุดท้าย คำสอนของหลวงพี่คือสิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวผมไว้จนตอนนี้

 
==========================
 
วันนั้นผมไปสอนดนตรี  สอนเสร็จ ห้างเปิด ไปเดินห้าง เล่นเกมส์ ดูหนัง คนเดียว จนหมดวัน
กลับไปที่ห้องตอนค่ำ แฟนก็ทักผมก่อน ถามกินอะไรมาหรือยัง เตรียมอาหารไว้ให้
คือทุกอย่างเหมือนปกติ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน
ผมก็ตอบเค้าดีๆ ดีที่สุดที่ผมทำได้
 
ผ่านมาหลายวัน ผมกับเค้ายังอยู่ด้วยกันเหมือนเดิม ทำทุกอย่างเหมือนเดิม
เพียงแค่ผมพูดกับเค้าน้อยลง แต่ยังสนใจสิ่งที่เค้าพูดเหมือนเดิม
ยังทำอะไรให้เหมือนเดิม เพียงแค่ไม่ยิ้ม ไม่เล่นด้วยเหมือนแต่ก่อนเท่านั้น

ผมรู้ว่าตัวเองเซไปเหมือนกัน...ก็แค่ต้องลืมให้ไว
สิ่งที่ผมทำให้ผมสมองว่างตอนนี้มีแค่ทำงาน
กลับมาก็ไปวิ่งยาวๆ  เล่นเกมส์ แล้วนอนตอนที่แฟนหลับไปแล้ว
 
ผมจะบินไปทำงานให้เค้าเหมือนเดิม แต่ผมลางานประจำไว้อีก 3 วัน โดยที่ไม่ได้บอกเค้า
ก็คงดีมั้งครับ ถ้าจะอยู่เงียบๆ ไปใช้เวลากับตัวเอง
โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าผมไปที่ไหน

=====================

ผมคิดทบทวนวนไปวนมากับคำว่า  “คนที่สมควรได้รับการให้อภัย”

 
และ เค้า ยังคือคำตอบในทุก ๆ ครั้งเสมอ



Create Date : 22 พฤษภาคม 2562
Last Update : 29 พฤษภาคม 2562 12:25:07 น. 1 comments
Counter : 93 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

 
ชีวิตคู่
คุณทำพลาดหนเดียว
และขอให้เป็นครั้งสุดท้าย..

มีอะไร
อย่าหิ้วกระเป๋าออกจากบ้าน
ไม่ไหวให้ไปนอนตรงอื่นห้องอื่น

ทำข้อตกลงไว้ด้วยกันเลยทั้ง 2 คน
*ไม่หิ้วกระเป๋าออกนอกบ้าน*


โดย: เริงฤดีนะ วันที่: 14 กันยายน 2562 เวลา:13:13:13 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
space

BlogGang Popular Award#15


 
จันทราน็อคเทิร์น
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




* Engineer
* Guitar trainer
* Casual gamer



space
space
space
space
[Add จันทราน็อคเทิร์น's blog to your web]
space
space
space
space
space