happy memories
Group Blog
 
 
มิถุนายน 2565
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
30 มิถุนายน 2565
 
All Blogs
 
คิดถึงรายการ "แซทแอนด์ซัน"







อัพบล็อกนี้ได้วันเดียวก็อัพบล็อกใหม่เลย ชวนเพื่อน ๆ ไปชม นิทรรศการภาพวาดสีไม้ฯ เสียดายที่อัพบล็อกช้าไปหน่อย งานหมดเขตวันนี้เอง​ (๓ ก.ค. ๖๕) น่าจะเป็นบล็อกที่เขียนและอัพด้วยเวลาที่สั้นที่สุดแล้วมั้ง ยังเขียนบล็อกใหม่ไม่เสร็จ ขออนุญาตเปลี่ยนหน้าบล็อกกลับมาเป็นบล็อกนี้ไปก่อนนะจ๊ะ

งวดนี้ดองบล็อกไว้นานเกิน เกือบจะชนเดือนได้ ขออำภัยในความไม่สะดวกอัพบล็อก เวลาไม่ค่อยอำนวย แถมแม่ป่วยค่อนข้างหนักเข้าโรงพยาบาล แต่อาการดีขึ้น กลับมาพักฟื้นที่บ้านได้แล้วค่ะ เคยอัพบล็อกการ์ดทำมือมาหลายรอบ คราวนี้เป็นการ์ดเก่ามาก แต่สภาพยังโอเคอยู่ ทำให้รายการ แซท&ซัน ในโอกาสจัดรายการครบ ๑๐ ปี พักหลัง ๆ ไม่ได้ฟังวิทยุแล้ว พลอยเลิกฟังรายการไปด้วย แซท&ซัน ปิดตัวลงตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ (สิริรวมอายุได้ ๓๐ ปี) แต่เราเพิ่งจะรู้ ไม่เสียดาย แต่รู้สึกทึ่งมากกว่า ก็จะมีรายการวิทยุสักกี่รายที่จัดได้ยาวนานขนาดนี้

เห็นการ์ดแล้วก็คิดถึงน้า ๆ เราเคยเป็นแฟนคลับรายการแบบเหนียวแน่นอยู่หลายปี เขียนจดหมายไปถึงรายการหลายหน แล้วได้ยินน้า ๆ อ่านออกอากาศ ดีใจมาก เคยได้รางวัลจากทางรายการด้วยน้า ที่จริงจำไม่ได้หรอก พอดีเจอฝากล่องไปรษณีย์ที่ตัดเก็บไว้ มีชื่อรายการเป็นผู้ส่งถึงนึกได้เลา ๆ ตอนที่รู้ว่ารายการจัดมาครบสิบปี เราก็ลงมือทำการ์ดส่งไปให้ พอน้าณรงค์เห็นแล้วถูกใจมาก บอกว่าจะส่งของขวัญมาให้ เราก็รอ ร้อ รอ แต่ก็ยังไม่ได้รับสักที แต่ไม่เป็นไร แค่น้าบอกว่าชอบก็เป็นปลื้มแล้วค่ะ

เสียดายที่ไม่ได้ถ่ายรูปการ์ดไว้ พอดีมีใบที่ทำแล้วยังไม่ถูกใจเก็บไว้อยู่ เขียนแต่ตัวหนังสือบนหน้าการ์ดและคำอวยพรด้านใน ยังไม่ได้ตกแต่งลวดลาย พออัพรูปลงบล็อกรู้สึกว่ามันเรียบเกิน เลยแต่งด้วยกรอบสำเร็จรูปให้ดูดีขึ้นหน่อย ครั้นจะลงรูปการ์ดอย่างเดียวก็กลัวบล็อกจะสั้นเกิน เดี๋ยวจะเสียเอกลักษณ์จขบ. (๕๕๕) เลยไปคว้ารูปจากเพจรายการและบทความของคุณ คนมองหนัง ที่เขียนถึงรายการมาลงบล็อกด้วย ต้องขอบคุณน้าทั้่งสามและผู้ฟังที่เขียนจดหมายถึงรายการทุกท่านที่ทำให้เรามีความสุขจากการฟังเรื่องราวสนุก ๆ และประสบการณ์ดี ๆ มาอย่างยาวนาน ขอให้น้า ๆ มีความสุขมาก ๆ ได้พบแต่สิ่งที่ดีงามและโชคดีตลอดไปค่ะ












ได้เวลาเฉลิมฉลอง
ช่างเหมาะเจาะยิ่งนัก
ในโอกาสพิเศษเช่นนี้
ไชโย ! ไชโย ! ไชโย !
พริบตาก็ผ่านไปแล้วสิบปี
เวลาล่วงไปเร็วนัก
แต่ฉันแน่ใจว่าเวลาของเรา
และถ้อยคำของฉันจะไม่เสียเปล่า
เพราะจดหมายทุกฉบับได้ถูกอ่าน
ให้ผู้ฟังที่แสนจะน่ารักได้ยิน
ผ่านพูดคุยอย่างสนุกสนานของพวกคุณ
ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น
กระทั่งทะเลาะกันเล็ก ๆ ก็มี
ด้วยหัวใจที่เปี่ยมด้วยมิตรภาพและการให้
ต่างคนจะเล่าถึงความทรงจำอันงดงาม
ความสุข...
และประสบการณ์อันรื่นรมย์
ถึงจะมีข้อขัดแย้งกันบ้าง
กระนั้น ทุกท่านก็รับฟังกันด้วยความสุภาพ
นั่นทำให้รายการของคุณมีเสน่ห์เสมอ
ขอให้รายการ Sat & Sun อยู่ไปอีกนานนาน
เพื่อแบ่งปันเสียงหัวเราะและรอยยิ้มตลอดไป










อำลา “แซทแอนด์ซัน” รายการวิทยุที่มีอายุยืนยาวกว่าสามทศวรรษ
โดย คนมองหนัง


“แซทแอนด์ซัน” เป็นรายการวิทยุที่ผู้ดำเนินรายการสามคน ประกอบด้วย “อุดม โพธิ์ทอง” (น้านัท) “ณรงค์ ลัมะกานนท์” (น้าณรงค์) และ “มาลี บุญยศรีสวัสดิ์” (น้ามาลี) มาล้อมวงคุยกันเรื่องหนังและเพลง รวมถึงนั่งอ่าน-ตอบจดหมายที่แฟนๆ จากทางบ้านเขียนส่งเข้ามายังตู้ไปรษณีย์เช่าของรายการ (ก่อนจะเปลี่ยนระบบเป็นอี-เมลเมื่อไม่นานมานี้)

“รากเดิม” ของแซทแอนด์ซัน เริ่มก่อตัวตั้งแต่ยุค “ไนท์สปอต” ก่อนจะมาลงหลักปักฐานที่คลื่น ๙๐.๕ เป็นเวลาหลายสิบปี โดยส่วนตัว ผมฟังรายการแซทแอนด์ซันครั้งแรก ขณะเรียน ม.ปลาย ตอน พ.ศ. ๒๕๔๐ แล้วก็ติดหนึบอยู่หลายปี

จากที่รายการตอนนั้น จัดวันอาทิตย์ ครั้งละ ๓ ชั่วโมง มีช่วงหนึ่ง ก็เปลี่ยนไปเป็นออกอากาศทุกเสาร์-อาทิตย์ วันละ ๒ ชั่วโมง ก่อนจะมาลงเอยที่วันอาทิตย์ ครั้งละ ๒ ชั่วโมง ในกว่าสิบปีให้หลัง




ครั้นพอคลื่น “แฟท เรดิโอ” ถือกำเนิดขึ้น ผมก็หันไปฟังรายการ “หนังหน้าไมค์” ที่ออกอากาศทางคลื่นดังกล่าว ในเวลาเดียวกับแซทแอนด์ซัน เพราะหนังหน้าไมค์มี “นรา” นักวิจารณ์หนังที่ตัวเองชื่นชอบ เป็นหนึ่งในผู้ดำเนินรายการ ส่งผลให้ผมเริ่มติดตามฟังแซทแอนด์ซันน้อยลง

อย่างไรก็ดี ภาวะผลุบ ๆ โผล่ ๆ ตลอดจนความไม่แน่นอนหลาย ๆ อย่างของหนังหน้าไมค์ ทำให้ผมหันกลับมาฟังรายการของน้านัท น้าณรงค์ น้ามาลี อีกเป็นระยะ ๆ (และสุดท้าย หนังหน้าไมค์ก็อำลาจาก “หน้าปัดวิทยุ” ไปก่อนแซทแอนด์ซัน)




๒-๓ ปีหลัง ผมยังติดตามฟังแซทแอนด์ซันเป็นครั้งคราว ตามแต่โอกาสจะเอื้ออำนวย เช่น เวลาออกไปเตร็ดเตร่ข้างนอกตอนวันอาทิตย์ และกำลังขับรถกลับบ้านพร้อมเปิดวิทยุฟัง ช่วง ๓-๔ ทุ่มพอดี

บางครั้ง ผมก็เก็บเอาเกร็ดสนุก ๆ จากรายการ มาบอกเล่าในเฟซบุ๊กส่วนตัวอยู่เป็นระยะ เช่น ตอนที่น้า ๆ จะชวนคนฟังให้เขียนอี-เมลมาหา เพราะตัดสินใจปิดตู้ ป.ณ. ที่ใช้บริการมาเนิ่นนานหลายปี แต่น้านัทดันลืมชื่ออี-เมลของรายการอย่างกะทันหัน หรือตอนที่น้า ๆ ออกอาการ “เดดแอร์” เพราะนึกข้อมูลของหนังเก่า ๆ ที่ต้องการจะกล่าวถึง ไม่ออก




เมื่อไม่กี่เดือนก่อน ผมยังเชื่อว่าแซทแอนด์ซันเป็นโมเดลของการทำกิจกรรมเล็ก ๆ ด้วยใจและความรัก ที่พอจะอยู่รอดได้ในเชิงพาณิชย์ ท่ามกลางลมหายใจอันแผ่วเบาของ “สื่อเก่า” แต่สุดท้าย แซทแอนด์ซันก็ได้ฤกษ์อำลาหน้าปัดวิทยุเข้าจนได้

โดยวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๙ ถือเป็นวันออกอากาศครั้งสุดท้าย ของรายการวิทยุที่มีอายุเกินสามทศวรรษมาหนึ่งปีรายการนี้

ผมจึงอยากจะขออนุญาตเขียนเล่าเกร็ดความทรงจำส่วนตัวเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทำให้ตนเองรู้สึกผูกพันกับ “แซทแอนด์ซัน” และน้า ๆ ผู้ดำเนินรายการ




หนึ่ง ผมเผลอหมุนหน้าปัดเจอและฟังแซทแอนด์ซันครั้งแรก ตอนอ่านหนังสือสอบ ม.ปลาย วันนั้น เป็นคืนวันอาทิตย์ ผมกำลังนอนอ่านหนังสือไปพลาง นอนฟังวิทยุจากซาวด์อะเบาต์ไปพลาง เพราะวันจันทร์ จะมีสอบหลายวิชา

ผมหมุนคลื่นวิทยุไปเรื่อย ๆ แล้วก็เจอรายการของคลื่นหนึ่ง มีคน “ค่อนข้างแก่” สามคน มาคุยกันเรื่องหนังอย่างเจื้อยแจ้ว (นั่นเป็นช่วงเวลาที่ผมกำลังเริ่มสนใจ “หนังไทย” พอดี จากอิทธิพลของ “๒๔๙๙ อันธพาลครองเมือง” และ “ฝัน บ้า คาราโอเกะ”)




ที่ผมรู้สึกสะดุดใจเป็นพิเศษ คือ จู่ ๆ คุณสุภาพสตรีผู้ดำเนินรายการ ก็พูดจิกกัดว่า “อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม” หนุ่มน้อยลูกครึ่งลาว-ออสเตรเลีย ที่แสดงนำในหนังเรื่อง “อันดากับฟ้าใส” ซึ่งเพิ่งลงโรงฉายนั้น มีหน้าตาเหมือน “มนุษย์หมาป่า”

ผมฟังไปก็หัวเราะไป และเริ่มทุ่มเทสมาธิทั้งหมดให้มาจดจ่อกับรายการวิทยุโปรแกรมนี้ แทนที่จะอ่านหนังสือสอบตามความตั้งใจเดิม ผมฟังวิทยุจนจบรายการ กระทั่งทราบว่า นี่คือ “รายการแซทแอนด์ซัน” ออกอากาศทางคลื่น ๙๐.๕




หลายปีผ่านไป เข้าใจว่าในระยะหลัง ๆ “น้ามาลี” ก็คงกรี๊ดกร๊าด “อนันดา” เช่นเดียวกับสตรีส่วนใหญ่รายอื่น ๆ และเผลอ ๆ แกอาจลืมไปแล้วว่า ครั้งหนึ่ง ตนเองเคยพูดออกอากาศว่าดาราชาย “เบอร์ต้น ๆ” ในยุคปัจจุบันคนนี้ มีหน้าตาเหมือนมนุษย์หมาป่า

สอง น้าณรงค์เป็นพ่อของดาราสาว/เซเลบที่โด่งดังพอสมควรในยุคนี้ อย่าง “แป้งโกะ”

ช่วงกำลังเรียนมหาวิทยาลัยปีแรก ๆ ผมเคยได้ยินน้าณรงค์พูดในรายการว่า แกมีลูกสาวเรียนมัธยมอยู่ประเทศนิวซีแลนด์ จากนั้น ผมก็ฝังใจมาเสมอว่า น้าณรงค์มีลูกสาวเป็น “เด็กนักเรียนนอกวัยยังไม่ถึงยี่สิบ”

กระทั่ง “แป้งโกะ” ลูกสาวน้าณรงค์ มาโด่งดังเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทั้งในฐานะดาราและเซเลบที่ชอบถ่ายรูป ผมก็ยังไปติดว่า เธอคงเพิ่งกลับมาจากนิวซีแลนด์ และน่าจะอายุเพียงยี่สิบนิด ๆ จนเมื่อมานั่งเช็กข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตช่วงต้นปีนี้ ผมจึงพบว่า “แป้งโกะ” อายุสามสิบแล้ว




กล่าวอีกอย่าง คือ ผมรู้จัก “แป้งโกะ” จากรายการแซทแอนด์ซัน เมื่อกว่าสิบปีก่อน แล้วก็ “หลงเวลา” คิดว่าเธอยังเป็นเด็กอยู่ตลอด ทั้งที่ในความเป็นจริง วันเวลามันล่วงผ่านไปเรื่อย ๆ มานานหลายปี (น่าเสียดายที่ผมเคยไปนั่งกินข้าวที่ร้านอาหารของครอบครัวน้าณรงค์อยู่หลายครั้ง แต่ไม่เคยเจอตัวแกและลูกสาวแบบเป็น ๆ เลยสักหน)

สาม ตอนผมเริ่มต้นสนใจดูหนัง (ไทย) ใหม่ ๆ ผมมีหนังสือเล่มหนึ่งเป็น “คู่มือข้างกาย” นั่นคือ นิตยสาร “สารคดี” ฉบับ ๑๐๐ ปี ภาพยนตร์ในประเทศไทย ซึ่งออกวางจำหน่ายเมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๔๐

ผมได้พบและอ่านนิตยสารสารคดีเล่มนั้น พร้อม ๆ กับการได้เริ่มต้นฟังรายการแซทแอนด์ซันพอดี มิหนำซ้ำ ในนิตยสารฉบับดังกล่าวยังมีบทสัมภาษณ์น้านัท เกี่ยวกับประเด็นหนังไทยอีกด้วย

นั่นส่งผลให้เด็กมัธยมที่เพิ่งสนใจเรื่องหนังอย่างผม ตัดสินใจติดตามฟังรายการวิทยุแซทแอนด์ซันต่อไป โดยไม่ลังเล




สี่ ตอนฟังแซทแอนด์ซันช่วงแรก ๆ น้า ๆ จะชอบอ่านจดหมายของ “คุณอินทิรา” แฟนรายการรุ่นอาวุโส

แต่พอผมกลับมาฟังรายการบ่อย ๆ ช่วง ๒-๓ ปีหลัง ก็สังเกตว่า คุณอินทิราไม่ได้เขียนจดหมายมาถึงรายการอีกแล้ว ฟังไปก็คิดไปว่า แกคงสูงวัยมากขึ้น จนสุขภาพไม่เอื้ออำนวยต่อการเขียนหนังสือ

กระทั่งมาพบเห็นข้อมูลจากเพจเฟซบุ๊ก SatnSun ในวันอำลารายการว่า คุณอินทิราได้เสียชีวิตไปแล้วเมื่อปีก่อน




ห้า น้า ๆ สามคนเป็นสมาชิกชมรมวิจารณ์บันเทิง (เข้าใจว่าเป็นรุ่นก่อตั้งชมรมด้วย) และยังมีส่วนร่วมลงคะแนนเลือกหนังไทยที่ได้รับรางวัลในสาขาต่าง ๆ ของชมรม มาจนถึงปัจจุบัน

ผมเพิ่งมาตระหนักหลังรายการแซทแอนด์ซันอำลาหน้าปัดวิทยุไปนี่เองว่า ขณะที่สมาชิกชมรมวิจารณ์บันเทิง ทั้งในยุคก่อตั้ง เรื่อยมาจนถึงสมาชิกรุ่นใหม่ ๆ ในยุคปัจจุบัน มักเป็นนักวิจารณ์ที่ “ทำงานเขียน” ในหน้ากระดาษ (รวมถึงสื่อออนไลน์)

แต่น้า ๆ สามคน จากแซทแอนด์ซัน กลับมีสถานะเป็นนักวิจารณ์ ที่ทำงานด้วย “การพูด” ออกอากาศ ผ่านสถานีวิทยุ

นี่จึงเป็น “จุดแตกต่าง” ประการสำคัญ ระหว่างสามน้าและนักวิจารณ์บันเทิงส่วนใหญ่ของเมืองไทย




หก เชื่อว่าผู้ฟังรายการจำนวนไม่น้อยคงรู้สึกไม่ค่อยชอบใจ ที่น้า ๆ แสดงทัศนะเรื่องการเมืองอย่าง “เลือกข้าง” ชัดเจน ในช่วงปี ๒๕๔๘ (ระลอกแรกของวิกฤตการเมืองไทยร่วมสมัย) ต้องยอมรับว่า ณ ช่วงเวลานั้น ผมเองก็ไม่ชอบท่าทีดังกล่าว (ซึ่งเป็นลักษณะเชียร์นักการเมืองและพรรคการเมือง) เช่นกัน จนเลิกฟังรายการไปพักใหญ่

แต่ในระยะยาว (หลังผ่านเหตุการณ์นองเลือดใหญ่กลางเมืองหลวง และรัฐประหารสองหนซ้อนในรอบไม่ถึงสิบปี) ผมคงต้องยอมรับด้วยความเคารพเหมือนกันว่า ท่าทีทางการเมืองของน้า ๆ ไม่ใช่เรื่อง “ผิด” แถมยังค่อนข้างสอดคล้องต้องตรงกับการตัดสินใจเลือกโดย “คนส่วนใหญ่” ของประเทศ

อย่างไรก็ดี ในช่วงหลัง ๆ จะสังเกตเห็นได้ว่า น้า ๆ ไม่พยายามพูดแตะประเด็นการเมืองอย่างเด่นชัดโจ่งแจ้งนัก ออกรายการ ซึ่งอาจถือเป็นทางเลือกที่ “ลงตัว” ที่สุดแล้ว สำหรับคนทำธุรกิจสื่อรายย่อย ๆ ในบ้านเมืองนี้




ตบท้ายด้วยข่าวการเสียชีวิตของน้ามาลีในเวบ thai3d.net บอกข่าวเศร้าในคืนวันจันทร์ที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๖๕

หลังจากเช็คข่าวกันแล้วก็มีการยืนยันจากน้องสาวของพี่มาลีที่ได้โพสลงในโซเชียลมีเดีย โดยได้แจ้งว่าจะมีงานศพในวันจันทร์ถึงวันพฤหัส ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช วันพุธ น้ารงค์และพี่แหววก็บินไปที่นครศรีธรรมราชเพื่อร่วมงานศพในคืนนั้น และอยู่ต่อถึงวันพฤหัสซึ่งเป็นพิธีเผาศพ วันศุกร์ก็เดินทางกลับมากรุงเทพฯ

พวกเราชาว satnsun ได้เจอพี่มาลีวันสุดท้ายที่วิทยุจุฬา วันอาทิตย์ที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๖๓ วันนั้นมี ดร. สุรพล เพื่อนน้านัทร่วมจัดด้วย คือมาแทนน้ารงค์ (น้ารงค์รู้สึกจะลาป่วย)… วันนั้นพี่มาลีแทบจะไม่ได้พูดอะไรเลย ผมชักเอะใจชอบกลว่า จะไม่ได้เจอพี่มาลีอีกแล้ว

พอวันเสาร์, อาทิตย์ถัดมาคือ ๑๘, ๑๙, ๒๕ และ ๒๖ พี่มาลีก็ไม่มาอีกเลย…และวันอาทิตย์ที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๖๓ ก็คือรายการวันสุดท้าย ปิดฉากรายการ satnsun ไปแบบถาวร เอาเป็นว่าแฟนรายการท่านใดอยากได้ยินเสียงพี่มาลีในเทปสุดท้าย ก็ขอเชิญไปฟังรายการวันอาทิตย์ที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๖๓





การ์ดต้นฉบับมีแต่ตัวหนังสือ ยังไม่ได้ตกแต่งลายเพิ่มเข้าไป
ที่ทำใบใหม่เพราะไม่แน่ใจว่าไม่ถูกใจสีกระดาษหรืออะไรสักอย่าง




เขียนตัวหนังสือหน้าการ์ดแล้วต่อด้วยคำอวยพรที่ค่อย ๆ คัดทีละตัว
ตอนเด็ก ๆ ชอบวิชาคัดลายมือ โดยเฉพาะตัวเขียนอังกฤษแบบนี้ สวยดีค่ะ




ยังเก็บกระดาษร่างคำอวยพรในการ์ดไว้ สภาพเยินได้ใจมาก




ร่างเนื้อหาจนถูกใจแล้วก็ลองเขียนออกมาอ่านอีกรอบ




นี่ไง ฝากล่องไปรษณีย์ที่ตัดเก็บไว้
ไม่รู้ว่าน้าคนไหนเป็นคนเขียนจ่าหน้ากล่อง ลายมือสวยดีค่ะ







ข้อมูลจาก
thai3d.net
เพจคนมองหนัง
konmongnangetc.com






บีจีและไลน์จากคุณญามี่ กรอบจากคุณ ebaemi





Create Date : 30 มิถุนายน 2565
Last Update : 3 กรกฎาคม 2565 23:32:41 น. 0 comments
Counter : 832 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณฟ้าใสวันใหม่, คุณโอน่าจอมซ่าส์, คุณสองแผ่นดิน, คุณSweet_pills, คุณnewyorknurse, คุณกะว่าก๋า, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณnonnoiGiwGiw, คุณปรศุราม, คุณหอมกร, คุณtoor36, คุณmariabamboo, คุณThe Kop Civil, คุณEmmy Journey พากิน พาเที่ยว, คุณนายแว่นขยันเที่ยว, คุณInsignia_Museum, คุณอุ้มสี, คุณkatoy, คุณtuk-tuk@korat, คุณตะลีกีปัส, คุณ**mp5**, คุณแมวเซาผู้น่าสงสาร, คุณeternalyrs, คุณร่มไม้เย็น, คุณอาจารย์สุวิมล, คุณเนินน้ำ, คุณkae+aoe, คุณภาวิดา คนบ้านป่า, คุณทนายอ้วน, คุณไวน์กับสายน้ำ, คุณข้าน้อยคาราวะ


BlogGang Popular Award#18


 
haiku
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 159 คน [?]




New Comments
Friends' blogs
[Add haiku's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.