space
space
space
<<
พฤษภาคม 2563
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
space
space
14 พฤษภาคม 2563
space
space
space

บ ว ช ตอน ไทยใหญ่ แห่งเมืองนะ

       พวกเราเดินจากบ้านอรุโณทัยจนตกบ่ายๆพวกเราก็เดินธุดงค์มาถึงวัดถ้ำเมืองนะ ซึ่งอยู่ในภูเขาท้ายหมู่บ้านทางไปชายแดนพม่า หรือพูดง่ายๆว่าเลยจากถ้ำนี้ไปก็เป็นชายแดนแล้ว มีทางลูกรังทางดินเป็นเส้นทางสัญจรแบบไม่สมบูรณ์นัก เพราะอยู่ในป่า  
       หมู่บ้านนี้ส่วนใหญ่มีชาวไทใหญ่เป็นหลักกินข้าวเหนียวเป็นส่วนมาก และยังมีชาวเขาเผ่าอื่นๆอยู่ด้วย มีด่านมีฐานทหารรักษาการณ์และตรวจตราจำนวนมาก เป็นหมู่บ้านตำบลคือตำบลเมืองนะ แวดล้อมไปด้วยภูเขาสูงๆต่ำๆ น้ำท่าสมบูรณ์ มีป่าไม้รอบๆ ภูเขารอบๆ มีรถโดยสารเข้าออกไปที่อำเภอเชียงดาว 
       ส่วนวัดถ้ำเมืองนะนั้นมีถ้ำและเพิงผาหลายแห่งมีพระอยู่ 1 รูป เป็นพระมหานิยายท่านประจำและอยู่ที่นี้นานแล้ว ลืมแล้วว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่หลายปีแล้ว เมื่อเข้าไปกราบและนำเรียนว่าจะมาขอพักที่นี่ภาวนา ท่านก็ยินดีไม่ว่าอะไรแล้วบอกข้อวัตรปฏิบัติต่างๆ และหาถ้ำหรือเชิงผาอยู่กระจายๆตามภูเขาลูกนี้ เราไปอยู่ปากถ้ำอีกแห่งหนึ่งซึ่งไกลจากคนอื่นๆมีเหลียมเขากั้นไว้ ตอนนั้นไม่ได้กลัวหรือว่าอะไร พอมาดูกูเกิลตอนกำลังเขียนนี้ถึงรู้ว่าเลยไปนิดเดียวก็เป็นพม่าแล้วห่างไม่เท่าไหร่ แถมภูเขาลุกนี้ก็ยาวมาจากฝั่งพม่าโน้นเลยทีเดียว มิน่าละมันเงียนบสงบเหลือเกิน โชดดีที่มีแคร่ไม้ไผ่ที่พระท่านทำไว้อยู่อันหนึ่งพอได้วางของและหลับนอนกางกลดได้ ตรงหน้าถ้ำพอดี ส่วนถ้ำจะลึกเท่าไหร่นั้นไม่รู้จักเพราะไม่กล้าเข้าไปดูหรือสำรวจดู เนื่องจากว่าที่บ้านไม่มีภูเขา ไม่มีถ้ำเลยไม่มีทักษะการสำรวจแบบนี้ รู้แต่ว่ามันเย็น มันเงียบ มันมืด มันมีกลิ่นค้างคาว และมันน่ากลัวมาก จนถึงทุกวันนี้เป็นคนไม่ชอบถ้ำแบบให้ไปอยู่นะหรือสำรวจ แต่ให้ไปนั่งภาวนานี้ชอบมากเพราะมันมืดและเงียบ ได้ยินเสียงหายใจของตัวเองมันสงบดีมันภาวนาง่าย
        ส่วนน้ำกินนั้นเราเอาน้ำที่หยดมาตามหน้าผาหรือชง่อนหินปูนมาต้มฉันกัน ถามว่ากลัวเป็นนิ้วมัยตอนนั้นไม่ได้คิดนะหรือคิดแต่ไม่มากมีอะไรก็ฉันกันไป คิดว่าการต้มทำให้ช่วยป้องกันสารที่จะทำให้เป็นนิ้วได้  ส่วนน้ำใช้ไม่มีต้องเดินไปที่ลาธารตรงหน้าวัด เดินข้ามถนนลุกรังที่ไปชายแดนไปเล็กน้อย ตัดผ่านที่ทำกินชาวเขาไปหน่อยหนึ่งก็จะเป็นร่องน้ำเล็กๆไหลจากฝั่งพม่าโน้นละไม่ใช่ไม่น้ำนะ แบบไม่ได้มีสะพานหรือบันไดอะไรก็เป็นทางลงธรรมดานั้นเอง    และตรงลำธารนี้เองเป็นครั้งแรกที่รู้จัก "ทาก" และโดนมันกัดเอาที่นิ้ว แถมบ้านมีแต่ปลิงก็กลัวอยู่แล้วมาเจอทากอีกก็กลัวอยู่นะ แต่ก็เพิ่งเคยเจอตัวเป็นๆ แถมโดนกัดอีกด้วย เห็นตอนที่มันกินอิ่มแล้ว เลือดไหลออกมาจึงได้เห็นตัวเหมือนปลิงนี้ละ เหมือนปลิงเข็มปลิงเล็กนะไม่ใช้ปลิงค้าวหรือปลิงควาย  พอสรงน้ำเสร็จก็ตักน้ำใส่คุเอาไปใช้ที่ถ้ำด้วยเลย
         ตอนแรกไม่มีรู้ว่าร่องน้ำนี้ชื่อว่าอะไรแต่พอมาค้นกูเกิลตอนนี้ตอนเขียนจึงรู้ชื่อคือ "แม่น้ำปิง" ซึ่งก็คือแม่น้ำปิงที่ไหลในตัวเชียงใหม่ผ่านลงไปจนถึงนครสวรรค์รวมกับแม่น้ำน่านกลายเป็นแม่น้ำเจ้าพระยานั้นละ เอทำไมมันเล็กอย่างนี้ละเป็นร่องเล็กๆเองน่ะ สงสัยระหว่างทางจะมีร่องน้ำมาสมทบเรื่อยๆนี้นเองถึงใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ 
         การฉันน้ำ "เหนี่ยง" หรือ การกินชาจีนแบบไทยใหญ่ เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นชาวไทยใหญ่ หลังจากที่เรียนหนังสือบอกว่มีไทยน้ำ ไทยใหญ่ มาโดยตลอด เราเป็นไทยน้อย เขาเป็นไทยใหญ่ ว่าอย่างนั้น น้ำชาที่ว่านี้เอาจะเอาใบชาจีนนี้ละใส่เยอะขมๆ แล้วเอาเกลือเม็ดใส่ลงไปด้วยให้มันตัดขมและเค็มจะอร่อยไปอีกแบบ ชาวบ้านบอกว่าเขากินกันอย่างนี้ละอร่อยดี เราเลยได้หินแบบชาวบ้านไป แถมแก้วก็เป็นกระบอกไม้ไผ่ซางใหญ่ตัดปากแหลมๆให้เอามาใส่เป็นแก้วนำ้เหนี่ยงนะ ก็อร่อยไปอีกแบบ นี่ก็ยังเป็นการกินแก้วไม้ไผ่ครั้งแรกในชีวิตด้วยเหมือนกัน
       การบิณฑบาตรกับชาวเขาที่นี่กับชาวไทยใหญ่ที่นี้สบายกว่านะเพราะมีพระมีเณรอยู่ประจำ ชาวบ้านเป็นชาวพุทธรู้จักพระเจ้าเป็นอย่างดี ยิ่งคนไทยใหญ่จะนับถือศาสนามาก เวลาไปบิรฑบาตรก็ได้ของมาเกือบเต็มเลยมีคนใส่บาตรเยอะ พอเห็นเรามาใหม่ก็ถามว่ามาจากไหนอยู่ตรงไหนอยู่นานมัยมาทุกวันมัยประมาณนั้นเขาจะได้มาดูแลมาคอยใส่บาตรให้มีของฉันได้เพียงพอ  นี่ก็เป็นอีกครั้งที่ได้ฉันข้าวไร่แบบไทยใหญ่และชาวเขาทั้งข้าวเหนียวข้าวจ้าวน่ะ อาหารก็เป็นแบบไทยใหญ่และชาวเขา ซึ่งจริงก็แยกไม่ออกหรกว่ามันแตกต่างจากอาหารเหนืออย่างไร ก็คนเพิ่งมาเชียงใหม่ มาภาคเหนือครั้งแรกนี่นะ ยิ่งการฉันก็รวมในบาตรนั้นละเลยได้ดูอะไรมากมายว่าเป็นอย่างไรบ้าง
        พออยู่หลายวันเข้าก็เริ่มออกเดินสำรวจตามภูเขาถ้ำอยู่นั้นละ เดินไปเรื่อยๆแบบมั่วๆ เคยบอกหรือยังไม่รู้ว่าเป็นคนชอบต้นไม้ชอบป่าไม้มาก เดินไม่เหนื่อย มีแต่ความสนุกสนานเลยละ เดินไปนานเท่าไหร่ไม่รู้่ก็ลงไปในหุบเขาที่หนึ่งที่ไหนไม่รู้เป็นดงไผ่ซาง มีหน่อออกเต็มไปหมด ก็เลยเก็บหน่อไม้มา (เป็นเณรเก็บหน่อไม้ได้ไม่อาบัติเพราะถือศีล 10) จากนั้นก็เดินแปลกใจว่าเดินไปมาถูกได้อย่างไรไม่รู้ยังงงอยู่เหมือนกัน ที่ตื่นเต้นกับป่าเพราะที่บ้านไม่มีป่าแบบนี้ ไม่มีภูเขาให้เดิน ไม่มีหน่อไม้ป่าแบบนี้ให้เก็บ ยิ่งเดินก็ยิ่งมันยิ่งสนุก พอได้หน่อไม้มาก็เอามาเผาไว้ฉันตอนเช้า เผาธรรมดานี้ละใส่กองฟืนทิ้งไว้ ตอนเช้าก็เอามาฉัน เพิ่งรู้ว่าหน่อไม้สดๆมาเผาไฟแล้วมันเหี่ยวมันย่นแต่หวานมาก รสชาดแตกต่างจากหน่อไม้ไผ่น้อยไผ่ใหญ่ที่พวกเรากินกันที่บ้าน แตกต่างกันมากมายเลยละ อร่อยกว่านั้นเอง   
        การภาวนาที่นี้ได้ผลดีอย่างเกินคาดนะ แต่จิตไม่ได้สงบเหมือนที่กรุงเทพและอุบลราชธานี สิ่งที่ได้คือความเพียรและสติ เพราะหลังจากทำภารกิจส่วนรวมแล้วก็เป็นการทำภาวนาที่หน้าทำบ้าง ในถ้ำบ้าง นั่งสมาธิบ้าง เดินจงกลมบ้าง ทำอยู่อย่างนั้นทั้งกลางวันและกลางคืน ยิ่งกลางคืนนี้เงียบวงบดีมากไม่มีเสียงคนเลย อ้อกลางวันก็ไม่มีเสียงคนนะ จะมีเสียงมอเตอร์ไซค์เป็นบางครั้งที่ไปชายแดนหรือไม่ทำไร่ทำสวนกัน กลางคืนนี้มีแต่เสียงสัตว์ป่าเต็มไปหมด โชคดีหน่อยตรงหน้าทำที่อยู่นั้นไม่ได้เป็นป่าคล้ายๆกับเป็นไร่ที่เขาไม่ทำมาปีหรือสองปีนี้ละเป็นต้นไม้พุ่มเล็กๆเต็มไปหมดมองเห็นข้างหน้าไม่มีอะไรบัง ในตอนนั้นความกลัวนี่ไม่มีมากนะมีแต่ความตั้งใจ ๆ พิจารณาร่างกายอาการ 32 ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง กระดูก ฯลฯ ไปเรื่อยๆ    
       อย่างไรก็ตาม มีสิ่งเดียวที่เป็นอุปสรรค นั้นคือ พอเราฉันอาหาร ข้าว น้ำ กับข้าวที่แปลกไม่ชิน ไม่คุ้นเคย ธาตุขันธ์ก็ปรับไม่ทัน ต้องระบายออกมาตลอด ทั้งวันที่คืน บางครั้งไม่ย่อยเลยละ วันหนึ่งเป็นสิบรอบเลยนะ  แต่ที่น่าสังเกตุคือ ไม่มีอาการเพลีย เสียน้ำ หน้ามืด เจ็บท้อง แปลกมากเลยละ สงสัยว่าเพราะกำลังของจิตใจที่ทำความเพียรอย่างเดียวไม่ได้สนใจเรื่องเล่านี้ อันนี้ก็แปลกดีเหมือนกัน อาจจะเป็นดังที่ครูบาอาจารย์ท่านเคยเล่าให้ฟังหรือเขียนเอาไว้ว่า เมื่อเจ็บป่วยก็ให้พิจารณาการเจ็บป่วย พิจารณาเวทนาต่างๆ แยกธาตุแยกขันธ์จะได้ไม่ทุกข์หรือหายป่วยได้นั้นเอง
       อยู่ภาวนาก้นได้เป็นเวลานานก็ได้ออกเดินธุดงค์ไปทางเชียงราย เพราะได้ข่าวว่ามีชาวอิสานมาทำมาหากินกันที่อำเภอนั้นมากมาย เลยอยากลองไปดูว่าจะเป็นอย่างไรคนที่มาอยู่ไกลๆ.... ส่วนความทรงจำที่มีต่อถ้ำเมืองนะ ต่อคนไทยใหญ่ ต่อน้ำเหนี่ยง ต่อการอยู่ถ้ำ ต่อการภาวนา ต่อหน่อไม้  ต่อทาก ฯลฯ ที่ได้จากถ้ำเมืองนะนั้น ยังคงจำได้อย่างไม่ลืมเลือน  
       วัดถ้ำเมืองนะ ตอนนี้เป็นวัดที่มีชื่อเสียงมาก สามารถดูทางโซเซียลได้ มีคนไปปฏิบัติธรรมมากมาย รวมทั้งเจ้านายผมหลายคนหรือรุ่นพี่หลายคนที่ไป   ที่อยู่ตามกูเกิลนี้เลยครับ ตั้งแต่ออกมาและไป 2 รอบสมัย 20 ปีที่แล้วก็ยังไม่ได้ไปอีกเลย คอยติดตามจากโซเซียลเอา ส่วนที่ทำให้นึกถึงก็คือ มีเจ้านายของเรา 2 คนเป็นศรัทธาวัดนี้ เล่าให้ฟังว่าไปแล้วดีอย่างไร วัดนี้ดีอย่างไร เลยสอบถามและรู้ว่าก็คือถ้ำเมืองนะ ที่เราเคยไปอยู่นั้นเอง..โอกาสหน้าจะพยายามไปนะครับ..

https://www.google.com/maps/place/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B9%82%E0%B8%8D/@19.753355,98.8971307,16.04z/data=!4m5!3m4!1s0x0:0xba19010b0a7ba14d!8m2!3d19.7537389!4d98.8982177




 

Create Date : 14 พฤษภาคม 2563
0 comments
Last Update : 16 พฤษภาคม 2563 20:55:28 น.
Counter : 163 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

space

Dr Chang
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




- เป็น เป็นวิทยากร เป็นคนบรรยาย เป็นผู้บริหาร หน่วยงานของรัฐ
- ชอบ ชอบอ่านนวนิยายจีนกำลังภายใน ชอบป่า ชอบน้ำ
- ทำ ทำงานพัฒนา ทำงานท่องเที่ยว ทำสวนเกษตร
- ขาย ขายประกัน ขายของทะเลแห้ง ขายเกลือ ขายคอนโด
- เรียน จบ ป.เอก ม.โพธิศาสตร์ ป.โท นิด้า ป.ตรี ม.ราม

space
space
space
space
[Add Dr Chang's blog to your web]
space
space
space
space
space