space
space
space
<<
กันยายน 2564
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
space
space
19 กันยายน 2564
space
space
space

เรื่องราววันอาทิตย์ "รถไฟโบกี้สุดท้าย"
   วันหยุดนี้สถิตผู้ป่วย โควิดที่ 1.3 หมื่นคน รักษาหาย 1.2 หมื่นคน  ดูตัวเลขช่วงนี้อยู่ที่หมื่นต้นๆทั้งคนป่วยและคนหาย พร้อมกับข่าวของวัคซีนต่างๆ (ที่ค่อนข้างเงียบๆ) ก็แอบคิดในใจว่า เราคงชินกับเรื่องนี้แล้ว ทั้งโรคเอย วัคซีนเอย คนติดเอย คนหายเอย คนตายเอย การใช้ชีวิตเอย การทำงานเอย รายได้เอย รายจ่ายเอย ฯลฯ เอย 
เอาล่ะทั้งหมดนี้ เราก็คงจัดเป็น "กรรม" อย่างหนึ่งของเรา มีเกิดหนอ มีแก่หน่อย มีป่วยหน่อย มีตายหนอ "ต้องกันตัวเต็มที่ก็แล้วกัน" ฉีดไปแล้ว 2 ชิโนแวค ไปไหนมาไหนใส่แมส 2 ชั้น ล้างมือบ่อยๆ เปลี่ยนแสบ่อย ออกกำลังกาย ทำประกันโควิด ฯลฯ คงจะช่วยไม่ให้ "กรรม" ที่ว่ามาไวเกินไป หรือก็ก็ต้องบอกว่า "ทำดีที่สุด" ล่ะ 
    มาถึงเรื่องราวที่อยากเล่าสู่กันฟังวันหยุดนี้ก็แล้วกัน ก็สิบเนื่องจากมาโควิดนี้ล่ะ ทำให้ช่วงหลังๆไม่กี่สัปดาห์นี้เริ่มสังเกตุว่า วันและเวลามันผ่านไปเร็วเหลือเกิน เสาร์อาทิตย์วันพักวันไปวัดทำภาวนา ผ่านไป เริ่มทำงานวันจันทร์ ซึ่งมีหุ้นลาวด้วย ต่อด้วยวันพุธ ซึ่งมีตลาดเกษตรข้าง ธกส. มาที่วันพฤหัส ซึ่งมีหุ้นลาว และตลาดนัดเย็นหน้าสำนักงาน สุดท้ายศุกร์ที่เร่งและเงียบ แล้วเข้าเสาร์อาทิตย์วนๆไปอีกรอบ แอบคิดว่า มันเร็วดีนักนะ 24 ชั่วโมงไปแปรบๆเอง "ทำให้มีโอกาส" ได้ "คิด" ย้อนกลับตลอดช่วงชีวิตของเราบ่อยๆ ทั้งที่เวลาเท่ากันแต่หลายเรื่องรายหลายครั้งมันช่างยาวนานเหลือเกิน
    สมัยเป็นเด็กเล็กก่อนเข้าโรงเรียน ช่างไม่รู้ไม่เห็นโลกนี้เลยว่ามันเป็นอย่างไร พ่อแม่พี่น้องพาไปไหนอย่างไรก็ "คง" ไปหมด จำแทบไม่ได้ว่ามีอะไรบ้างกับเรา  การได้กินอะไรอร่อยๆ นั้นคงจะเป็นอะไรที่สุดยอดแล้ว
     สมัยประถมศึกษา ช่วงนั้นต้องบอกว่าเป็นช่วงแห่งการปลุกฝังในทุกๆเรื่องราวก็ว่าได้ "เด็ก" สำคัญมากใชนช่วงนี้ วิชาเอย ชีวิตเอย มองย้อนดูว่าช่วงนั้นอะไรที่เป็นที่จดจำบ้างจนวันนี้ ..ปลูกผักสวนครัวเป็นก็ตอนนี้  นั่งสมาธิภาวนาก็ช่วงนี้ ได้เกรด 4 ก็ช่วงนี้ โดนไม้บรรทัดเคาะหลังนิ้วก็ช่วงนี้ โดนมะตูมลงหลังก็ช่วงนี้ เป็นหัวหน้าก็ช่วงนี้ โดนโกงโดนขู่ก็ช่วงนี้ โดนแกล้งก็ช่วงนี้ เป็นตาแดงก็ช่วงนี้ เริ่มไปชอบสาวก็ช่วงนี้ สาวมาชอบก็ช่วงนี้  เริ่มอายก็ช่วงนี้ ไปรับเสด็จก็ช่วงนี้ าช่วงงานบ้านก็ช่วงนี้ โดนไม้เรียวก็ช่วงนี้ เริ่มหาอยู่หากินเป็นก็ช่วงนี้ ฯลฯ คงต้องบอกว่า "ช่วงเด็ก" นี้เป็น "ฐานรากของชีวิต" มาจนทุกวันนี้ ดังนั้น ใครที่มีลูกหลานช่วงนี้คงต้อง บ่ม และ เพาะ ให้ได้อย่างเต็มที่ในทุกๆด้านแต่ดูความชอบและความสุขของแต่ละเด็กด้วยนะ แน่นอนไม่ใช่เอาไปเรียนแล้วเรียนอีก 25 ชั่วโมง
    ช่วงมัธยม ช่วงนี้น่าจะเป็นจุดเริ่มของวัยรุ่น ใครรักษาเนื้อตัวให้เข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ในระบบต่างๆ ทั้งในโรงเรียนและนอกโรงเรียน จะเป็นฐานในการประกอบอาชีพของแต่ละคน บางคนไปคำนวน บางคนไปศิลปะ บางคนไปช่าง บางคนไปวทิย์ ฯลฯ แล้วแต่จะเรียนและเลือก (เลือกนี้ไม่มั่นใจเพราะตอนนั้นไม่รู้ป่ะอะไรเลย) แต่ยืนยันได้ว่า การประกอบอาชีพแบบไหนอย่างไร ช่วงมัธยมนี้เลยเป็น "ฐานอาชีพ" ว่าไปทางไหนหนอ ทั้งนี้ทั้งนั้น เป็นช่วงสำคัญของการผ่านพ้นด้านจิตใจให้ได้เพราะมีความเย้ายวนมากมายเหลือเกินทั้งจากภายในจิตใจและภายนอกที่สวยงามและแปลใหม่กว่าที่เคยรู้สึก  คงต้องเอาตัวให้รอด หากมองย้อนกลับไปแล้วต้องบอกว่า แต่ละมีเทคนิควิธีการที่แตกต่างกันในการเผชิญกับมันนะ สำเร็จ ไม่สำเร็จบ้าง หรืออย่างไรบ้าง ก็แล้วแต่ของตนเอง 
    มีเพื่อนๆหลายคนที่ไม่ได้เรียนหนังสือต่อมัธยม เนื่องจากรายได้ เนื่องจากความจำเป็น เนื่องจากหลายเหตุผล เวลามองย้อนกลับไป แม้การเรียนจะทำให้ครอบครัวลำบาก แต่ก็ส่งลูกหลานเรียนเถอะน่ะ มันคืออีกสิ่งหนึ่งที่ดีที่สุดในชีวิตเราเลยล่ะ ยิ่งนี้มีการเรียน กศน. ด้วยยิ่งสบายนะ เรียนได้ไม่จำกัดอยู่แล้ว ไม่ชอบแบบในระบบก็ กศน. สิ
    ที่กล่าวถึงก็ กศน. ช่วงมัธยมนี้ ผู้เขียนเรียนไม่จบ ม.ปลาย ออกกลางคัน พอกลับมาเรียนก็ใช้การ สอบเทียบ กศน. ทำให้ตามทันเพื่อนๆ ยุคเดียวกันได้ 
     ช่วงมหาวิทยาลัย ต้องบอกว่าเป็นช่วงของการเป็นผู้ใหญ่ในคราบของวัยรุ่นก็ว่าได้ ช่วงนี้เป็น "อาชีพ" ที่เลือกเลยก็ว่างั้นเถอะ ว่าจะทำอาชีพอะไรในอนาคต ไม่อยากจะบอกว่าเป็นเลือกที่ถูกหรือผิดหรือเผื่อ เพราะแต่ละคนมีปัจจัยที่แตกต่างกัน บางคนเลือกตามใจ บางคนเลือกตามครอบครัว บางคนเลือกเพราะเงิน บางคนเลือกเพราะไม่มีให้เลือก บางคนจำใจ บางคนไม่รู้ป่ะอะไรเลย ฯลฯ แต่นั้นละคือ "อาชีพ" หรือ สิ่งที่จะทำในอนาคตไม่ใช่ก็ใกล้เคียงสุดๆ ช่วงนี้ นอกจากการทำเพื่ออาชีพในอนาคตแล้ว คงไม่พ้นเรื่องของชีวิตมหาวิทยาลัยที่มีหลากหลายให้เลือกใช้ ทั้งแบบมหาวิทยาลัยเปิด มหาวิทยาลัยปิด ทั้งในและนอกและรอบมหาวิทยาลัย ทั้งกลางวันและกลางคืน ฯลฯ คงแล้วแต่ว่าใครเจอและเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง  ที่สำคัญคือ "เรียนให้จบ" และ "เอาชีวิตให้รอด" ก็พอ
      มหาวิทยาลัยนี้ ตั้งใจให้จบ 3 ปี เพราะเพื่อนที่เรียนด้วยกันก็จะพากันจบ 3 ปี เราก็เลยจำเป็นต้องจบเช่นกัน แบบว่า เพื่อนดีๆหลายๆคน จบ 3 ปี และได้เกียรตินิยม ก็มากมาย "คบเพื่อนดี"
    ช่วงทำงานยุคเริ่มต้น  บอกได้เลยว่า หากโชคดีได้ทำงานตรงกับที่เรียนมา หรือที่ชอบ นั้นละประเสริฐสุดๆ แต่มักจะไม่มีโอกาสแบบนั้นเท่าไหร่ ยกเว้น พวกอาชีพที่ตรงๆ ได้งานตั้งแต่ตอนเรียนหรือเรียนแล้วรู้ว่าจะทำงานอะไรอยู่แล้ว เช่น พยาบาล หมอ ทหาร ตำรวจ ฯลฯ อันนี้ไม่ต้องลุ้นเหมือนเพื่อนเขา เพียงแต่เลือกว่าที่ไหน อย่างไร เท่านั้น ส่วนที่เหลือหรือก็ต้องแข่ง ดวงเอย วาสนาเอย บารมีเอย หรือกรรมเราเอย กรรมเขาเอย บางคนก็ทำงานประจำเลย บางคนก็ทำไม่ประจำ บางคนทำๆเล่นๆก็มี บางคนขอหยุดขอเที่ยวก็ก็มี บางคนทำเลยก็มี ฯลฯ ไม่อยากบอกว่าแบบใดที่ดีและถูกกว่ากัน     ที่สำคัญฝากบอกเจ้าของบริษัท หน่อยน่ะว่า “ผู้มีประสบการณ์ จะพิจารณาเป็นพอเศษ” ก็เพิ่งจบจะให้ประสบการณ์จากไหนล่ะ ก็ผมมันเด็กเรียน เลยตอบไปว่า เคยรับแจกใบปลิวครับ เคยเป็นอาสาจราจรครับ 555

     ช่วงการทำงานตอนหลัง คงเป็นการทำงานที่คาดหวังในสิ่งต่างๆ ทั้งตำแหน่ง เงินเดือน หน่วยงาน สถานะ ทรัพย์สิน ครอบครัว ฯลฯ ต้องถือได้ว่าเป็นช่วง "การสร้าง" เนื้อสร้างตัวสร้างครอบครัวล่ะ คงเป็นงานที่เราเลือกที่จะอยู่กับมันจะเป็นไปกับมันเรียกว่าอยู่กันยาวๆ แต่ละคนมีเทคนิคที่แตกต่างกันในการทำให้ได้งานหรือทำงานหรือได้ทำแบบนี้ เช่น เปลี่ยนงาน สร้างโปรไพล์ เปลี่ยนหน่วยงาน เรียนต่อ อบรมเพิ่ม ไปต่างประเทศ ฯลฯ ล้วนแล้วแต่เป็นกลยุทธ์ ที่จะเอามาใช้ 
      ตลอดช่วงที่ผ่านมามักจะมี "คำถามกวนใจ" เสมอว่า ถ้าตอนนั้นเราเลือกแบบนั้น ถ้าตอนนั้นเราไปที่นั้น ถ้าตอนนั้นเราอยู่ที่นั้น ถ้าเราเลือกคนนั้น และ ถ้าฯฯฯ อีกเพรียบ ชีวิตเราคงดีกว่า ฯลฯ อีกเพรียบ "สรุปว่าชีวิตเดี๋ยวนี้มันแย่ขนาดนั้นเชียวหรือ" อย่างน้อย "ชีวิตก็ยังอยู่นี้" ยังให้มาคิดว่า "ถ้า" ดังนั้น จงไม่ต้องต้อง "ถ้า" เพราะมันไม่มีประโยชน์อะไรเลย มีแต่โทษ ให้ตัวเองและคนรอบข้าง อ้ออาจจะมีบ้างเอามาเป็นบทเรียนได้น่ะ 
       แล้วจะทำไปถึงเมื่อไหร่ล่ะ "พอหรือยัง หยุดหรือยังกับการทำงาน" เป็นคำถามที่คนอายุสัก 40 50  จะถามตัวเองเป็นระยะ เพราะจากประสบการณ์ที่สั่งสมกันมานาน คงได้คำตอบตอบว่า "คงไม่สามารถทำงาน" จนวันตายได้นะ เพราะมันมีอะไรที่ต้องทำมากกว่าการทำงานแบบนี้ ทั้งการเตรียมรับความแก่ชรา รับการเจ็บป่วย รับการเสื่อมโทรมสลาย รับการจากลา รับการตายเป็นสุดท้าย 
      ตั้งแต่เริ่มจนจบของชีวิตของเราคงมีคำถามอยู่ในส่วนท้ายๆในชีวิตของแต่ละคนว่าเป็นมีคำถามและคำตอบอย่างไรให้กับตัวเองและได้เลือกทางเดินตอนสุดท้ายหรือรถไฟโบกี้สุดท้ายก็ว่าได้.. ขอให้โชคดี  

        
   


Create Date : 19 กันยายน 2564
Last Update : 19 กันยายน 2564 11:46:41 น. 0 comments
Counter : 213 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
space

BlogGang Popular Award#17


 
Dr Chang
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




- เป็น เป็นวิทยากร เป็นคนบรรยาย เป็นผู้บริหาร หน่วยงานของรัฐ
- ชอบ ชอบอ่านนวนิยายจีนกำลังภายใน ชอบป่า ชอบน้ำ
- ทำ ทำงานพัฒนา ทำงานท่องเที่ยว ทำสวนเกษตร
- ขาย ขายประกัน ขายของทะเลแห้ง ขายเกลือ ขายคอนโด
- เรียน จบ ป.เอก ม.โพธิศาสตร์ ป.โท นิด้า ป.ตรี ม.ราม

space
space
space
space
[Add Dr Chang's blog to your web]
space
space
space
space
space