All Blog
รูปแบบการคิด
รูปแบบการคิด
การคิดมี 2 รูปแบบ คิดเท่าเดิม กับคิดสิ่งใหม่ ๆ
แบบแรกคิดเฉพาะในสิ่งที่เคยคิดและเคยรับรู้มาเท่านั้น ไม่เปิดใจกว้างยอมรับสิ่งใหม่ ๆ  
แบบที่สองคิดในสิ่งที่ผ่านเข้ามาใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเคยรู้จักมักคุ้นหรือไม่ก็ตาม ยินดีที่จะรับเข้ามาในสมองแล้วไตร่ตรองว่าจะนำมันมาใช้ได้อย่างไร เรียกว่าเปิดใจกว้างยอมรับสิ่งใหม่ ๆ
แล้วเรามีอัตราส่วนแบบใดมากกว่ากัน หรือมีแค่แบบเดียวคือแบบแรกเท่านั้น
 
คิดได้ตามประสบการณ์และความถนัด
คนที่คิดได้คิดเป็น ไม่จำเป็นต้องคิดและแสดงออกเหมือนกัน
คนที่ถนัดด้านภาษา
ผู้ที่คิดได้คิดเป็นบางคน จะแสดงออกด้วยการพูดการเขียน การใช้สัญลักษณ์ ท่าทาง ภาษาพูด เพื่อสื่อสารให้บุคคลอื่นได้รับรู้ความรู้สึกนึกคิดของตน
คนที่พูดออกมาทื่อ ๆ โผงผาง ไม่ขัดเกลาสำนวนให้ผู้ฟังรู้สึกดี แสดงว่า ขาดความสามารถในการคิดด้านการใช้ภาษา ในขณะที่นักคิดนักเขียนนักพูด จะรู้จักเลือกสรรการใช้ภาษาสละสลวยในการแสดงความคิดเห็น
คนที่คิดเก่งด้านคำนวณ
คนที่เรียนวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ได้ดีเป็นเพราะเขามีความสามารถในการคิดด้านสัญลักษณ์ การให้เหตุผล
ด้วยเหตุนี้จึงมีบางคนบอกว่าคนเก่งอาจจำแนกได้หลายแบบ ไม่ว่าจะเก่งด้านใดนับเป็นคนเก่งได้ทั้งสิ้น และคนเก่งเหล่านี้ต่างเป็นคนที่มีความคิดในแต่ละด้านแต่ละแบบ ขึ้นอยู่กับความถนัดที่แต่ละคนมี
ในขณะที่คิด จะเกิดภาพพจน์ในการคิด เกิดภาษาและสัญลักษณ์ที่จะใช้เพื่ออธิบายสิ่งที่กำลังคิดให้ผู้อื่นเข้าใจ ภาพพจน์ในการคิดอาจเป็นรูปภาพในใจที่แสดงถึงวัตถุสิ่งของที่เป็นรูปธรรมและเป็นประสบการณ์ที่เคยรับรู้ในรูปของสิ่งที่เป็นนามธรรม
 
เรื่องของการคิด บางคนชอบคิดแต่ไม่ชอบทำ บางคนชอบคิดและทำในสิ่งที่คิด บางคนคิดแต่ไม่ได้นำสิ่งที่คิดมาใช้ให้เกิดประโยชน์ คิดเรื่อยเปื่อยไปเรื่อย ๆ พอนานวันเข้าลืมในสิ่งคิดไปแล้ว ในขณะที่บางคนพอคิดได้นึกออกจะรีบจดบันทึกทันทีในรูปของภาษา สัญลักษณ์ ภาพวาดเพื่อเตือนความจำ
คนที่กำลังหมกมุ่นครุ่นคิดถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่งและต้องการค้นหาคำตอบ อาจไม่ได้คำตอบในทันทีทันใด ต่อเมื่อสมองปลอดโปร่งโล่งอุรา คำตอบจะพรั่งพรูออกมาในทันทีและเขาจะรีบจดบันทึกคำตอบนั้นไว้ในทันใดเช่นกัน
ต้องหาว่าพลังชีวิตพีคสูงสุดเวลาใด เช่น บางคนสมองปลอดโปร่งแจ่มใสที่สุดตอนเช้ามืดหลังตื่นนอน สิ่งที่ค้างคาอยู่ในใจ คิดเท่าไรไม่ออก พอตื่นนอนเท่านั้น คำตอบพรั่งพรูออกมาทันที บางคนตอนนั่งเพลิน ๆ มองฟ้ามองดิน สิ่งที่คิดค้างไว้ มันโผล่คำตอบให้เห็นได้
บางคนชอบทำโดยไม่คิด และอีกประเภทคือ ไม่คิดและไม่ทำ ประเภทไหนจะแย่ที่สุด
ผู้บริหารบางคนแอบบ่นในใจที่มีบางคนชอบทำจังเลยแต่สิ่งที่ทำล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดปัญหาที่ต้องตามล้างตามเช็ดอยู่ร่ำไป ครั้นจะห้ามปรามจะยิ่งสร้างความร้าวฉานมากขึ้น
อีกประเภทเป็นเช้าชามเย็นชาม วัน ๆ ไม่ต้องทำอะไรให้มากความ แค่รับผิดชอบกิจวัตรประจำวันให้เรียบร้อยเป็นอันใช้ได้
ไม่ว่าประเภทไหน ถ้าแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ คงไม่เข้าท่าทั้งนั้น
 
คนฉลาดคือคนคิดเป็น
คนคิดเป็นคือคนที่รู้วิธีคิด
ทำอย่างไรจึงจะรู้วิธีคิด
ทำอย่างไรจึงจะคิดเป็น
ต้องเรียนรู้วิธีคิด
ต้องฝึกทักษะการคิด
 



Create Date : 11 พฤษภาคม 2564
Last Update : 11 พฤษภาคม 2564 16:34:38 น.
Counter : 22 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
การคิดสำคัญกว่าการรู้
การคิดสำคัญกว่าการรู้
ในโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก เกินความคาดหมาย โดยเฉพาะคนรุ่นปู่ย่าตายาย ที่งงงวยกับสิ่งใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น จนตามแทบไม่ทัน รูปแบบการเรียนรู้เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย แล้วพวกเขาสามารถรู้ทันและก้าวตามได้ หรือหยุดนิ่งอยู่กับที่
จากแต่เดิมที่นานมากแล้วจนใคร ๆ ลืมกันไปหมด สมัยตักศิลาที่ใครอยากเรียนรู้วิชาใดต้องมาที่นี่เท่านั้น กลายเป็นใครอยากรู้อะไรรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา มหัศจรรย์ไหมล่ะกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
เด็กรุ่นใหม่อาจจะไม่เคยได้ยินชื่อตักศิลาซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของรัฐปัญจาบ ประเทศอินเดีย ตักศิลาเป็นมหาวิทยาลัยและเป็นศูนย์กลางของศิลปวิชาการ
ครูมีสิทธิ์ที่จะเลือกรับเฉพาะลูกศิษย์ที่ตนพึงพอใจเท่านั้น ดีจัง ถ้าครูสมัยนี้มีสิทธิ์เลือกได้เช่นนี้ คงสุดยอด ลูกศิษย์ต้องทำตัวให้ครูพึงพอใจมาก ๆ กว่าจะได้เรียนรู้ และจะรู้เฉพาะที่ครูอยากบอกอยากสอนเท่านั้น ครูจึงเป็นแหล่งความรู้ที่ดีที่สุด
ครูดูเป็นใหญ่มาก ลูกศิษย์ต้องเอาใจครูสุด ๆ จึงจะได้เรียนรู้สักเรื่อง ผิดกับสมัยนี้ เด็กไม่อยากไปโรงเรียน ในมือถือที่เสียค่าเนต มีทุกอย่างที่ครูจะสอน อาจจะมากกว่าและดีกว่าเสียด้วย
เมื่อหนังสือเข้ามามีบทบาท ผู้ที่อ่านมากย่อมรู้มากถึงแม้จะไม่ค่อยเข้าห้องเรียนมากนัก ยิ่งเมื่อมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยสามารถไขว่คว้าหาความรู้ได้ในทุกที่ทุกเวลาแล้ว ความรู้กลายเป็นสิ่งหาง่ายยิ่งกว่าไปหาซื้ออาหารตามตลาดสดเสียอีก เพราะตลาดสดหายากและอยู่ไกล
ส่วนปลายนิ้วแค่กดหาจะพรั่งพรูตามมาเป็นชุด ๆ ทีเดียว แต่ต้องเสียเงินเพื่อหาซื้อเครื่องที่ว่านี้ให้ได้เสียก่อนนะ เด็กรุ่นใหม่ร้องหาและส่วนใหญ่พ่อแม่ที่พอมีเงินจำต้องซื้อหาให้เกือบทุกคน
หากการรู้มากทำให้คนฉลาดได้แล้วไซร้ โลกนี้คงมีแต่คนฉลาด เดินไปที่ไหนมีแต่คนเก่งคนรู้เดินขวักไขว่เต็มถนนไปหมด ถามอะไรรู้ทุกเรื่องเพราะใช้ปลายนิ้วสัมผัส ที่จริงอยากเรียกว่าระบบลูบไล้เพราะอาการที่ทำน่าจะลูบไล้มากกว่าสัมผัส แต่หลายคนร้องยี้คิดได้อย่างไรกันนี่ ฟังแล้วมันจั๊กจี๋หัวใจพิกล
เมื่อมีคนที่สามารถรู้ทุกเรื่องได้ทุกที่ทุกนาทีแล้วเราจะมีคนที่เก่งเหนือคนอื่นได้หรือไม่
คนที่คิดเป็นคิดได้น่าจะเก่งกว่าคนที่แค่รู้หรือไม่ เพราะเขาสามารถคิดได้มากกว่าคนอื่น แล้วทำอย่างไรเราจึงจะได้ชื่อว่าคิดเป็น แต่เท่านี้อาจจะยังไม่เพียงพอ เพราะเราต้องสามารถสร้างความคิดให้เฉียบคมมากกว่าคนอื่น เราจึงจะมีโอกาสไปยืนอยู่แถวหน้าได้อย่างสง่างามและยาวนาน
แค่รู้ได้คงไม่เพียงพอ รู้เท่าคนอื่นคงไม่พอ ต้องรู้มากกว่าคนอื่น และคิดได้มากกว่า สร้างสรรค์ผลงานจากสิ่งที่รู้ให้ยังประโยชน์ต่อโลกและสังคม รวมทั้งตัวเอง ได้เป็นอย่างดีด้วย
 
ทำไมการคิดจึงสำคัญมากกว่าการรู้
จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ เป็นวลีอันอมตะที่อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ทิ้งเอาไว้ให้แก่โลก
ความรู้ทำให้เราฉลาดขึ้น แต่มันจะเป็นสิ่งที่อยู่คงเดิมอย่างนั้น หากเราไม่นำความรู้นั้นไปใส่จินตนาการเพิ่มเติม เปรียบเทียบง่าย ๆ ความรู้ก็เหมือนกับปัจจุบัน ขณะที่จินตนาการเปรียบได้กับอนาคต
ทำไม ไอแซค นิวตันคิดกฎแรงโน้มถ่วงของโลกได้ เมื่อเห็นลูกแอปเปิ้ลตกจากต้นไม้ ทั้งที่ผลไม้ตกจากต้นไม้มาหลายร้อยหลายพันปี และมีคนเห็นเช่นนั้น แต่ทำไมเขาเหล่านั้นจึงไม่คิดเช่นนักวิทยาศาสตร์เอกของโลก
 
ถึงแม้โดยธรรมชาติ การคิดจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในทุกผู้คน
ระดับความสามารถที่เกิดขึ้นย่อมไม่เท่ากัน
ดูแค่เรื่องของร่างกาย ใครออกกำลังกายมาก จะแข็งแรงมาก
คนที่ใช้สมองมากจึงฉลาดมากได้เช่นกัน
เมื่อออกกำลังกายแล้วร่างกายแข็งแรง ทำไมไม่ออกกำลังสมองให้สมองฉลาดขึ้นบ้างล่ะ
 
การคิดทำให้สามารถทำในสิ่งที่ดีมีคุณค่ามากกว่าคนอื่น ๆ ได้ จริงหรือไม่
บางคนยังตั้งข้อสงสัย บอกคนจบเกียรตินิยมทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง เพราะคนนั้นแค่รู้เท่าที่ครูอยากให้รู้ต่างหาก เขาได้คะแนนดีเพราะรู้ว่าครูต้องการคำตอบเช่นไร
ในสังคมที่สลับซับซ้อนและมีการแข่งขันสูงมาก การที่เราคิดได้มากกว่าคนอื่นเท่ากับเราไปได้ไกลกว่าเขาแล้วอย่างน้อย 1 ก้าว
ถ้าเราไม่ชอบคิด หรือคิดไม่เป็นเท่ากับเราถอยหลังไปอีก 1 ก้าว ทำไปทำมายิ่งเพิ่มจำนวนก้าวที่ห่างกันมากยิ่งขึ้น เพราะคนก้าวไปข้างหน้าวันละก้าวแต่เรากลับถอยหลังวันละก้าว
 
การคิดเป็นกระบวนการลึกลับที่แอบซ่อนอยู่ภายในจิตใจและสมองของคนเรา แต่ทว่ามันกลับมีบทบาทสำคัญต่อการเรียนรู้ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรเล่าว่า เราหรือเขาเป็นคนที่มีความคิด
ถึงแม้ความคิดเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่ทว่ามันสามารถโผล่หน้ามาให้เห็นได้ด้วยพฤติกรรม การแสดงออกและการกระทำ หลายครั้งที่เราแอบว่าคนอื่นในใจว่า ทำอะไรโง่ ๆ ไม่รู้จักคิด แสดงว่าเรารู้ว่าคนคิดเป็นกับคนไม่คิดแตกต่างกัน
 



Create Date : 11 พฤษภาคม 2564
Last Update : 11 พฤษภาคม 2564 15:51:43 น.
Counter : 24 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
640405 เป็นจุดเริ่มต้นใหม่เสมอ
640405 เป็นจุดเริ่มต้นใหม่เสมอ
            การสอนลูกหลานให้มีเจตคติต่อชีวิตแต่ละบ้านจะต่างกัน
บางบ้านบอกควรเป็นผู้นำ เป็นคนแถวหน้า อุดมการณ์เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งใดควรทำต้องทำ บางบ้านให้อยู่อย่างเจียมเนื้อเจียมตน อย่ามักใหญ่ใฝ่สูง จะได้ไม่ต้องเจ็บตัว
เรื่องที่เขียนไม่เกี่ยวกับไตเติ้ลสักเท่าไรหรอกนะ จะบอกให้ บางสิ่งโดนขีดเส้นมาแล้วว่าต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ผิดฝาผิดตัว ไม่เป็นไปตามที่บ้านคาดหวัง ดังตัวอย่างของตัวเอง
ตอนเป็นเด็ก ได้เรียนที่เมรี่อิมมาคุเลตคอนแวนต์ เลขที่ 10 รุ่นแรกของโรงเรียน แต่เป็น ป.1ก เพราะป้าแนะนำแม่ ตอนนี้ครบ 60 ปีไปแล้ว พอเรียนชลราษฎรอำรุง ได้เป็น มศ.4 รุ่นแรกชั้นเดียวที่เรียนตึกใหม่ และชื่อย่อเป็น ช.ร.อ. แทน ชบ.1
ป. ตรี แม่พาไปรายงานตัวที่ มศว. ประสานมิตร รีบเข้าแถวคนแรก แม่ชอบเป็นคนแรก ๆ จะได้เสร็จเร็ว เลยได้เลข A1  ดีตรงที่ปักผ้าส่งซัก จำง่ายด้วย
ตอนประถมสายตาดี ครูสั่งให้นั่งหลังห้อง กลายเป็นคนสายตาสั้น ใส่แว่นสายตาตลอดชีวิต โทษครูซะเลย พอใส่แว่นเลยจำต้องนั่งแถวหน้า จะได้เห็นชัด ๆ กลายเป็นเด็กแถวหน้าตั้งแต่บัดนั้น
แม้เป็นครูที่เบญจมราชาลัย เป็นวังของเสด็จในกรม กรมขุนมรุพงษ์สิริพัฒน์ ที่มุ่งสร้างครูสตรี เพื่อไปเป็นครูทั่วประเทศ หวังให้เป็นผู้หญิงแถวหน้า พอขยับลงเป็นโรงเรียนมัธยม เมื่อเป็นส่วนหนึ่ง จึงเน้นคำว่า ผู้หญิงแถวหน้าให้แก่นักเรียนหญิง
เคยพูดกับเด็กว่า ไม่ว่าอยู่ในสถานะใด กลุ่มใด ระดับใด ขอให้เป็นผู้หญิงแถวหน้า นำพาทุกสิ่งให้ดีงาม ตามกำลังความสามารถสติปัญญาที่มีอยู่

 



Create Date : 05 เมษายน 2564
Last Update : 5 เมษายน 2564 10:13:59 น.
Counter : 177 Pageviews.
1 comment
(โหวต blog นี้) 
640405 ไม่มีสิ่งใดอยู่คงที่ได้เลยนะ
640405 ไม่มีสิ่งใดอยู่คงที่ได้เลยนะ
            ครั้งหนึ่ง เคยอ่านปรัชญาย่อ ๆ ว่ามีสองกลุ่มที่ถกเถียงกัน นักปรัชญาชอบถกเถียงกันโดยไม่ต้องทะเลาะเบาะแว้งและใช้กำลังเข้าห้ำหั่นกัน
            กลุ่มแรกบอก ทุกสิ่งอยู่คงที่ ไม่เปลี่ยนแปลง อีกกลุ่มบอกทุกสิ่งมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่รู้กลุ่มใดถูกผิด แต่วันนี้อยากพูดว่า ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลง
            ไปเชงเม้งมา ภาพเก่าโผล่เข้ามา ขัดแย้งกับภาพใหม่อย่างสิ้นเชิง ถ้าเป็นหนังสั้น เก็บภาพทั้งหมดมาปะติดปะต่อได้ คงดีพิลึก
            ตอนเด็กไปไหว้ก๋ง พ่อของพ่อ และใครอีกไม่รู้ เขาน้อยทั้งเขาเป็นที่ที่ของพวกเรา เด็ก ๆ วิ่งเล่นปีนป่ายเนินเขา สนุกมาก ลุง ๆ กับป้ามีของมาไหว้มากมาย ไหว้เสร็จ ลูกหลานมานั่งกินข้าวด้วยกัน
            พอย่าไป ยังคึกคักอยู่ เพราะรุ่นหลานคุ้นเคยเห็นย่าอยู่ รู้ว่าย่าไปนอนในหลุมแล้ว
            บัดนี้รุ่นลุง ๆ กับป้าไม่มีแล้วสักคน เหลือแต่ลูก ๆ หลาน ๆ คนมาไหว้น้อยลง การดูแลเขาน้อยนี่ก็น้อยลง พอดีไหว้ 4 เมษา ทำให้อีกกลุ่มที่ยึดมั่นว่าต้องไหว้ 5 เมษา เท่านั้นไม่ได้มา ทำให้มีคนมาไหว้น้อยลงไปอีก 
ภาพเด็ก ๆ ปีนป่ายเขาสนุกสนานตั้งแต่รุ่นหลาน รุ่นเหลนที่เป็นหนุ่มสาวกันแล้ว หายหน้าไปด้วย แทนที่ตระกูลขยายใหญ่ขึ้น กลับไม่คึกคักดังเดิม
            ภาพเด็กเยอะ ๆ วิ่งเล่นกัน ภาพคนมีอายุนั่งพูดคุยและกินข้าวร่วมกัน อาหารไหว้เต็มไปหมด กลิ่นธูป การเผากระดาษไหว้ หายไปหมดแล้ว อย่างนี้จะไม่บอกว่า ทุกสิ่งเปลี่ยนไปแล้วได้อย่างไร
 



Create Date : 05 เมษายน 2564
Last Update : 5 เมษายน 2564 9:44:50 น.
Counter : 24 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
640405 ตะเกียกตะกายไขว่คว้าหาดาว
640405 ตะเกียกตะกายไขว่คว้าหาดาว
            ความต่างทำให้โลกสวยงาม และอยู่ร่วมกันได้อย่างพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน
            ถ้าต่างกันมากเกิน อันตรายเหมือนกันนะจะบอกให้
จุดเริ่มแห่งความต่างมันอยู่ที่ตรงไหน ใครถ่างขยายให้กว้างขึ้นและกว้างขึ้น
เมื่อโลกก้าวไกล สิ่งที่ไม่เคยเห็น ได้เห็นภายในจอสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ มันยิ่งจุดไฟริษยาให้ลุกโพลงโชติช่วงยิ่งขึ้น โลกที่ต่างคนต่างอยู่ ไม่มีโอกาสรับรู้ความต่าง อันมากมายที่มีมาแต่บรรพกาล ที่คนบางคนฉกฉวยโอกาสทองมากองอยู่กับตน และส่งต่อให้ลูกหลานเหลนโหลนได้เสพสุขมิรู้สิ้น
โลกที่เคยเงียบสงบ กลับปะทุไปด้วยพลังอันมหาศาลจากคนกลุ่มก้อนใหญ่ที่ไม่มีแม้โอกาสอันน้อยนิดเช่นพวกเขาเหล่านั้น และคิดว่า เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์มีแขนขาเท่ากัน ทำไมและทำไม จึงไม่มีเท่าเทียมกัน การประท้วงต่อต้านจึงเกิดขึ้นแทบทุกมุมเมืองของโลก เพื่อหวังปฏิวัติล้างโลกใหม่
ความคิดเช่นนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว มีคนคิดเห็นคล้อยตามและทำมาแล้ว แต่จากกลุ่มคนบางคน  เมื่อเขาได้อำนาจที่จะล้างโลกใหม่ กลับไม่ได้เห็นสิ่งที่คาดหวัง คนจนยิ่งจนกว่าเดิม คนรวยจนลง แต่มีกลุ่มใหม่ที่ผงาดขึ้นมาแล้วฉกฉวยอำนาจและความมั่งคั่งไปแทนที่
โลกคงเป็นเช่นนี้เอง มีความต่างอยู่เสมอ แต่ถ้าช่องว่างไม่ถ่างขยายให้มากขึ้น ไม่มีบางกลุ่มฉายภาพที่ต่างกันยิ่งกว่าหน้ามือและหลังมือให้บางกลุ่มเกิดแรงกระเพื่อม คงยากนะเมื่อโลกอันกว้างใหญ่ไพศาลอยู่แค่ปลายนิ้วเช่นนี้
อะไรจะเกิด ย่อมต้องเกิด เช่นนั้นฤา ไม่รู้สิ ใครจะเป็นผู้วิเศษที่จะบันดาลดลให้โลกสวยงามในสายตาของทุกคนอย่างเท่าเทียมกันได้

 



Create Date : 05 เมษายน 2564
Last Update : 5 เมษายน 2564 6:47:46 น.
Counter : 91 Pageviews.
1 comment
(โหวต blog นี้) 
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  

สมาชิกหมายเลข 4665919
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]



ดร.พรรณี เกษกมล นักเขียน ข้าราชการบำนาญ ครูซี 9 แนะแนว
New Comments