Group Blog All Blog
|
#เหอเซิน #เฉียนหลง #พรรณีเกษกมล
เหอเซิน ขุนนางเรืองอำนาจสมัยพ่อแต่ต้องฆ่าตัวตายสมัยลูก เหอเซิน เป็นขุนนางที่ทรงอิทธิพลและฉ้อฉลที่สุดในประวัติศาสตร์ราชวงศ์ชิง ปลายรัชสมัยชิงเฉียนหลงฮ่องเต้ ชิงเฉียนหลงฮ่องเต้ไว้วางใจเขาสูงสุด มอบอำนาจที่จะจัดการทุกสิ่ง ไม่เว้นแม้การฉ้อราษฎร์ โดยไม่รู้ตัวสักนิด เหอเซิน มีชีวิตวัยเด็กที่ยากจน แต่ด้วยความสามารถทั้งบุ๋นและบู๊ และความฉลาดแกมโกงทำให้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงอย่างรวดเร็ว เหอเซินร่ำรวยจากการทุจริตจนถูกขนานนามว่าเป็นมหาเศรษฐีอันดับต้น ๆ ของโลกในช่วงเวลานั้น เรียกว่ามีเงินทองมากกว่าท้องพระคลังของราชสำนักชิงเสียอีก เลยยิ่งสงสัยว่าชิงเฉียนหลงฮ่องเต้ไม่ได้รับรู้อะไรบ้างเลยเชียวหรือ ทำเป็นปิดหูปิดตาหรือเปล่า เหอเซิน เดิมชื่อซ่านเป่า มาจากสุกลหนิ่วฮู่ลู่ เป็นชาวแมนจู มีชีวิตวัยเด็กที่ลำบาก 3 ขวบเสียแม่ 10 ขวบกำพร้าพ่อ แต่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดูจากแม่บุญธรรมที่ส่งเสียให้เรียนในสำนักของชนชั้นสูง ผลการเรียนดีเลิศ รอบรู้หลายภาษา ทั้งภาษาจีนกลาง ภาษาแมนจู ภาษามองโกเลีย และภาษาทิเบต เพราะเป็นคนเก่ง และมุมานะ ทำให้ได้เข้ารับราชการ งานแรกเป็นแค่ ผู้เฝ้าประตูพระราชวังต้องห้าม สุดท้ายได้เป็นถึงมหาอัครเสนาบดี แต่มีชื่อว่าเป็นข้าราชการที่ทุจริตคดโกงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติจีน เหอเซินเป็นชาวแมนจู หน้าตาหล่อเหลา เฉลียวฉลาด เหตุที่ได้เป็นคนใกล้ชิดของชิงเฉียนหลงฮ่องเต้ เพราะมีความรู้ เจรจาโต้ตอบได้ในเรื่องฮ่องเต้ทรงโปรด ระหว่างการเดินทางไกล จึงกลายเป็นเพื่อนสนิทกันได้ ชิงเฉียนหลงฮ่องเต้ชอบตรัสปริศนาคำถามจากคัมภีร์หลุน-อฺวี่ ของเจ้าลัทธิขงจื้อ มีเพียงเหอเซินเท่านั้นที่มักเฉลยปริศนาได้แทบทุกครั้ง ทั้งคู่จึงเป็นคู่ปรับในการสนทนากันอย่างออกรสชาติ การออกเดินทางไกล ย่อมเหงาและว้าเหว่ เมื่อมีเพื่อนคุยที่ออกรสออกชาติมากถึงเพียงนี้ เหอเซินจึงกลายเป็นคนสนิท เพื่อนคุย และเป็นที่โปรดปรานอย่างรวดเร็ว จนได้รับตำแหน่งองครักษ์ประจำตัว อีกเหตุหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นเพียงเรื่องโม้เล่าต่อ ๆ กันมา ว่าเหอเซินเป็นคนโปรด เพราะมีใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกับนางกำนัลที่ฆ่าตัวตาย เพราะชิงเฉียนหลงฮ่องเต้เคยเล่นหยอกล้อ แต่นางนั้นไม่ทันตั้งหลัก จึงเอาหวีปาดไปโดนใบหน้า มันคือความผิดร้ายแรง ถูกขับไล่ออกจากวัง ละนางฆ่าตัวตาย มันคือปมที่ผิดพลาดในอดีต เมื่อเหอเซินหน้าตาหล่อเหลาคล้ายนางกำนัลคนนั้น ชิงเฉียนหลงฮ่องเต้จึงอยากแก้ไขความผิดพลาดในครั้งนั้น คิดไปเองว่า จะได้ปลดปล่อยความรู้สึกผิดออกไปจากใจ ความรู้สึกเสียใจ ในความผิดพลาดของตนเอง จึงกัดนิ้วมือตัวเองจนมีเลือดออกแล้วเขียนรอยเลือดลงบนลำคอของนางกำนัลนั้น เป็นความเชื่อกันว่านางกำนัลที่ผูกคอตายคนนั้นกลับชาติมาเกิดเป็นเหอเซินที่มีใบหน้าละม้ายคล้ายกันอย่างมาก นี่คือเหตุผลที่ผู้คนเชื่อกันว่า เหอเซินได้ดิบได้ดี หน้าที่การงานเจริญรุ่งเรือง อย่างรวดเร็ว มีอำนาจวาสนายิ่งใหญ่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ของราชวงศ์ชิง เฉียนหลงไว้พระทัยเหอเซินขนาดเป็นเสมือนพระเนตรพระกรรณของพระองค์ ตำแหน่งทางทหารเป็นถึงรองแม่ทัพกองธงน้ำเงินของกองทัพแปดกองธง เป็นเสนาบดีสำนักงานทรัพย์สินพระคลังข้างที่ รองเสนาบดีสรรพากร มีตำแหน่งเป็นองคมนตรี ขณะที่มีอายุเพียง 24 ปีเท่านั้น ชิงเฉียนหลงฮ่องเต้ยกพระธิดาองค์ที่ 10 เจ้าหญิงกู้หลุนเหอเสี้ยวให้กับบุตรคนโตของเหอเซิน มอบที่ประทับเป็นตำหนักอันกว้างใหญ่สวยงาม ตอนเหนือของทะเลสาบฉือชาไห่ ปัจจุบันคือตำหนักองค์ชายกง ในช่วงต้นของการรับราชการเหอเซินนับเป็นขุนนางซื่อสัตย์และสุจริต ขึ้นทำเนียบตงฉิน แต่ไม่นาน กิเลสที่อยากได้ใคร่ดี จึงเรียนรู้ที่จะประจบสอพลอและติดสินบนเพื่อผ่านทางไปสู่หน้าที่การงานที่สูงขึ้น เขารู้จักประจบชิงเฉียนหลงฮ่องเต้ ที่ทรงถือตนว่าเป็นฮ่องเต้ที่ชาญฉลาด จึงเลือกสรรหาคำพูดมาสรรเสริญพระองค์จนกลายเป็นขุนนางคนสนิท ใครล่ะจะไม่ชอบคนยกยอปอปั้น ถึงจะรู้ว่า จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่อย่างน้อยทำให้ใจสบายได้ก็แล้วกัน เหอเซินได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งอย่างรวดเร็ว ได้เป็นต้าเสวซื่อควบตำแหน่งซ่างซูในกระทรวงการคลัง บุตรชายของเขาได้เป็นพระราชบุตรเขย น้องชายได้เป็นข้าหลวงใหญ่มณฑลเสฉวน แน่นอนว่าเหอเซินเป็นผู้มีความสามารถรอบรู้ทั้งบุ๋นและบู๊ แต่ที่ถือเป็นความสามารถโดดเด่นที่แท้จริงของเหอเซินคือ “ความสอพลอ” คงไม่ใช่แค่พูดคำหวานแล้วล่ะ แต่คือการยกยอปอปั้นที่เกินจริง เพ็ดทูลเรื่องราวอันเป็นเท็จ กรอกหูฮ่องเต้ได้ทุกวัน ด้วยเป็นคนสนิทที่ชิดใกล้มากกว่าใคร ๆ เมื่ออยู่ต่อหน้าเฉียนหลงฮ่องเต้ เขากลับอ่อนน้อมยิ่งกว่าขันทีทั่วไปเสียอีก นี่ก็เรื่องโม้อีกแล้วกระมัง ครั้งหนึ่งเฉียนหลงฮ่องเต้ จะทรงบ้วนเสมหะอย่างกระทันหัน ขันทีไม่ทันจะนำกระโถนมารอง เหอเซินรับยื่นมือไปรับเสมหะนั้นแทนเสียแล้ว อะไรจะเว่อร์วังอลังการ์ในการประจบสอพลอได้ขนาดนั้น ต้องเชื่อแล้วว่า เฉียนหลงฮ่องเต้จะทรงพอพระทัยที่มีคนจงรักภักดีมาอยู่ชิดใกล้ บางทีคนมีอำนาจล้นฟ้า เก่งกาจฉลาดเฉลียวมากมายปานใด อาจตกม้าตายเอาง่าย ๆ เพียงเพราะเชื่อใจคนสนิทชิดใกล้ที่ประจบสอพลอ เอาแต่ความเท็จมากรอกหูทุกเมื่อเชื่อวัน จนเผลอคล้อยตาม ขาดการไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน หลงเชื่อแค่บางคน ไม่เปิดหูเปิดตาให้กว้างไกล นอกจากความมักใหญ่ใฝ่สูง ทะเยอทยานแล้ว เขายังฉลาดมากพอที่จะพาญาติสนิทมิตรสหายมาเป็นฐานอำนาจและเครือข่ายให้สยายปีก เต็มเครือข่ายในราชสำนัก ไม่ใช่มาคนเดียวโดด ๆ เสียเมื่อไหร่ ตัวเหอเซินเองมีตำแหน่งหน้าที่ใหญ่โต และยังมีเครือข่ายญาติที่อยู่ในราชการ ใกล้ชิดราชสำนัก รวมถึงความเป็นคนโปรด เขาจึงมีอำนาจให้คุณให้โทษไม่น้อย การติดสินบน รีดไถเงิน ฯลฯ ล้วนอยู่ในวงจรของเหอเซิน ตั้งแต่ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในราชสำนักลงมาจนถึงขุนนางเทศาภิบาล หากไม่มอบเงินหรือของมีค่าให้เขาก็อย่างหวังว่าจะได้เข้าใกล้ชิงเฉียนหลงฮ่องเต้ นี่คงไม่ใช่เรื่องโม้ที่เกินจริง เพราะทรัพย์สินที่ยึดได้นั้นมากกว่าใคร ๆ ในแผ่นดิน และมากกว่าของฮ่องเต้เสียอีก เพราะความช่างประจบสอพลอจนกลายเป็นที่โปรดปรานของชิงเฉียนหลงฮ่องเต้ เมื่อเขาแก่ชราภาพมาก เหอเซินยิ่งได้เลื่อนตำแหน่งอย่างรวดเร็วเป็นราชเลขากรมครัวเรือนและกรมขุนนาง เหอเซินร่ำรวยมหาศาลจากการรีดไถสินบนและยักยอกเงินแผ่นดิน มีทรัพย์สินมากกว่างบประมาณแผ่นดินของราชวงศ์ชิงรวมกันถึง 15 ปี ทว่าจุดจบกลับน่าอนาถนัก หลังชิงเฉียนหลงฮ่องเต้สวรรคต (ค.ศ. 1799) ชิงเหรินจงฮ่องเต้ทรงสั่งประหารชีวิตเหอเซิน ด้วยการมอบผ้าแพรขาว ให้เขาฆ่าตัวตายเอง และยึดทรัพย์สินทั้งหมด ทำไมชิงเหรินจงทรงสั่งประหารชีวิตและยึดทรัพย์สินของเหอเซิน อย่างเด็ดขาดทันทีหลังจากที่พระบิดาเสด็จสวรรคตเพียงแค่วันเดียว เรียกว่า ไม่ทันให้เขาตั้งตัว และเครือข่ายทุจริตทั้งหมด ไม่มีโอกาสตั้งหลักต่อสู้ การทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างหนัก เหอเซินเป็นขุนนางที่ทุจริตมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์จีน โดยใช้ตำแหน่งหน้าที่หาผลประโยชน์ส่วนตนจนร่ำรวยมหาศาล ซึ่งเป็นเหตุให้ท้องพระคลังว่างเปล่าและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของราชสำนักชิง การกระทำของเหอเซินทำให้เกิดกระแสการทุจริตไปทั่วราชสำนักและในหมู่ขุนนาง ซึ่งบ่อนทำลายการบริหารราชการแผ่นดิน เหอเซินมีอำนาจล้นฟ้าในสมัยปลายรัชกาลเฉียนหลง ทำให้ชิงเหรินจงฮ่องเต้ทรงรู้สึกถึงความไม่มั่นคงในพระราชอำนาจ และจำเป็นต้องกำจัดขุนนางผู้ใหญ่ที่ทรงอิทธิพลเกินไปเพื่อรวบอำนาจกลับมา ตำแหน่งสุดท้าย อัครมหาเสนาบดี ผู้ใช้อำนาจฉ้อราษฎร์บังหลวง จนมั่งคั่งกว่าราชสำนัก จากมหาดเล็ก องครักษ์ และตำแหน่งรองผู้บัญชาการกองธงน้ำเงิน ไปตามลำดับ ในช่วงเวลาที่รับราชการ 20 กว่าปีนั้น เขาได้รับการเลื่อนขั้นถึง 47 ครั้ง เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการเก็บค่าธรรมเนียมประตูเมืองฉงเหวิน ดูแลท้องพระคลังส่วนพระองค์ และคลังหลวง ในระยะแรกนั้น ช่วยหาทางเติมเต็มเงินในคลังหลวงให้มีมากพอกับค่าใช้จ่ายการดำเนินโครงการสำคัญ ๆ ในบ้านเมือง เช่น การทหาร การจัดซ่อมสร้างเขื่อน การสร้างสุสาน การคลี่คลายคดีที่หนุนหนัน การตรวจสอบบัญชีที่ซันตง และการคิดค้นหม้อไฟขนาดเล็ก ที่ทำให้งานเลี้ยงที่มีแขกกว่า 530 โต๊ะของเฉียนหลงนั้นสามารถมีอาหารที่อุ่นได้อยู่ตลอดเวลา เพราะผลงานดีเด่นในช่วงแรก ทำให้ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจ แต่กิเลสบังตา ความละโมบโลภมาก รวยไม่พอ อยากตักตวงให้มากขึ้นเรื่อย ๆ ภายหลังเขาเริ่มใช้ตำแหน่งหน้าที่ หาเงินหาทองให้กับตัวเอง จึงได้เริ่มเปิดโรงรับจำนำ เปิดร้านรับแลกตั๋วเงิน เหมืองแร่ และกิจการซื้อขายอื่น ๆอีกมากมาย การใช้อำนาจบาตรใหญ่ แบ่งพรรคแบ่งพวก รวมทั้งฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างมโหฬาร เหอเซินใหญ่ยิ่งคับแผ่นดิน มีอำนาจเหลือล้นราชสำนัก เหล่าขุนนางพร้อมประจบ ทั้งขูดรีดฉ้อโกงอย่างเปิดเผย ละเลยขุนนางพรรคพวกอื่น จนระบบปกครองต้องพังครืน เหล่าขุนนางดาษดื่นด้วยคนพาล หลังจากเฉียนหลงจากไปแค่ 1 วัน มีคำสั่งให้ประกาศความผิดของอัครมหาเสนาบดีเหอเซิน จำนวน 20 กระทง ซึ่งรวมถึงการดูหมิ่นเบื้องสูงและการโกงกินอย่างมหาศาล แล้วปลดออกจากตำแหน่ง ริบทรัพย์ทั้งหมดเข้าคลังหลวง ส่วนตัวคนนำไปกุมขัง การจัดการกับเหอเซินถือเป็นการแก้ปัญหาการทุจริตและรวบรวมทรัพย์สินคืนสู่ท้องพระคลังในยุคที่ราชวงศ์ชิงเริ่มเสื่อมถอย คงรู้เห็นมานาน แล้วอยากจัดการเด็ดปีกเต็มที เมื่อมีอำนาจจึงจัดการซะเลย รายการทรัพย์สินของเหอเซินที่ยึดได้ 1. ชามทองคำ 4,288 ใบ 2. โถเงิน 600 ชิ้น 3. จานทอง 119 ใบ 4.ทองคำ 5,800,000 ตำลึง 5. เงินแท่ง 50,000 แท่ง 6. ตั๋วเงิน 800 ล้านตำลึง 7. อัญมณี เพชร พลอย ผ้าแพรไหม ของมีค่าอื่น ๆอีกมากมาย ที่ไม่สามารถนับจำนวนทั้งหมดได้ สมบัติที่ถูกยึดจากจวนเหอเซิน ถูกขนเข้าคลังหลวงอย่างมากมาย เหอเซินถูกกุมขังอยู่ 10 วัน ชิงเหรินจงฮ่องเต้จึงได้มอบผ้าขาวให้ เพื่อใช้อัตตวินิบาตกรรมแทนการประหาร ด้วยการแล่เนื้อ ส่วนบุตรชายคนโตเนื่องจากได้อภิเษกกับเจ้าหญิงกู้หลุนเหอเสี้ยว ทำให้เว้นจากการติดคุก ส่วนลูกหลานที่เหลือของเหอเซิน ถูกเนรเทศไปยังหมู่บ้านที่อยู่ทางใต้ของเมืองฮาร์บินลงมาราว 60 กิโลเมตร ในมณฑลฮาร์บิน ก่อนที่เหอเซินจะผูกคอตายนั้น เขาได้ประพันธ์บทกวีสุดท้ายแสดงถึงความรันทดและความแค้นที่มี ไว้ว่า "....ห้าสิบปี คืนวันดังความฝัน บัดนี้รามือ พลันลาโลก วันหน้า เมื่อวารีท่วมมังกร ตามหมอกควัน ขจรมาเกิดกาย...." บทกวีชิ้นสุดท้ายนี้เอง ทำให้บางคนบอกว่า มันคือ การผูกอาฆาตพยาบาท พร้อมจะกลับมาจองเวรจองกรรมกับราชสำนักชิง มาถึงสมัยสิ้นสุดราชวงศ์ชิงโดยซูสีไทเฮา เลยมีการทึกทักกันว่า คือ เหอเซินกลับชาติมาเกิด และล้างแค้นราชวงศ์ชิงสำเร็จจนล่มสลาย นี่ก็ไม่ต้องเชื่อหรอก ความมั่งคั่งร่ำรวยของเหอเซินนั้น ได้รับการจัดอันดับจากหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่อย่าง " วอลล์ สตรีท เจอร์นัล " ให้เป็นหนึ่งใน 50 บุคคล ที่ร่ำรวยที่สุดในโลกในรอบสหัสวรรษ เมื่อเดือนเม.ย. 2007 ซึ่งก่อนหน้านั้น เหอเซินก็เคยได้รับการจัดอันดับบุคคลที่รวยที่สุดในศตวรรษที่ 18 เมื่อกลายเป็นคนเลวคนชั่วแล้ว แน่นอนย่อมต้องมีผู้ขุดคุ้ยประวัติ หาเรื่องด่าทอได้ ปี ค.ศ. 1776 ตรงกับปีที่ 41 ของชิงเฉียนหลงฮ่องเต้ เหอเซินเป็นประธานกรรมการชำระประวัติศาสตร์จีน ผู้รู้ได้บอกว่า มันเป็นการบิดเบือนครั้งยิ่งใหญ่ ทำให้คนเลวเป็นคนดี และคนดีกลายเป็นคนเลว หนังสือประวัติศาสตร์จีนหลายเล่ม ถูกขึ้นบัญชีดำเป็นหนังสือต้องห้าม แต่นักประวัติศาสตร์รุ่นใหม่ ๆ ได้สืบเสาะจนพบว่า หนังสือประวัติศาสตร์ก่อนยุคเหอเซินนั้น ได้ถูกทำลายไปไม่น้อยกว่า 2,340 รายการ และถูกดัดแปลงให้เพี้ยนไปจากเดิมมากกว่าหมื่นรายการ จำไว้ อาจมีคติสอนใจว่า ไม้ล้มข้ามได้ แต่คนล้มอย่าข้าม นี่ใช้ได้เฉพาะเมื่อเขายังมีชีวิตอยู่ และยังมีอำนาจวาสนาเหลือล้น แต่ถ้าตายแล้ว ทั้งตระกูลโดนจัดการด้วย คงไม่ใช่แค่ข้ามไม่ได้ แต่ต้องเอาให้ถึงตาย นอกจากนี้เหอเซินยังเคยได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานกรรมการปรับปรุงโบราณสถาน และโบราณวัตถุในปี ค.ศ. 1791 โดยมีทีมงาน 8 คน จนเกิดเป็นผลงานชิ้นโบว์แดง อย่างเช่น "มหาสารานุกรม 4 ชุด" เก็บไว้ในหอสมุด 4 แห่ง ซึ่งปัจจุบันยังคงหลงเหลืออยู่ ชิงเฉียนหลงฮ่องเต้เองโปรดปราน ถึงขนาดให้คณะทำงานนี้อยู่กินหลับนอนในวังได้เลย ซึ่งปกติแล้ว ยามวิกาลผู้ชายจะอยู่ในวังหลวงไม่ได้ ซึ่งแค่นั้นยังไม่พอ ทีมงานของเขาบางคนเป็นโรคความต้องการสูง จึงต้องหาสาวสนมในวังมาช่วยคลายเครียด ห้องสมุดในครั้งนั้นก็เลยกลายเป็นหอรักไปในตัวด้วยอีกด้วย #อเล็กซานดราเฟโอโดรอฟนา #พรรณีเกษกมล
อเล็กซานดรา เฟโอโดรอฟนา จักรพรรดินีองค์สุดท้ายของรัสเซียทรงเป็นพระมเหสีในจักรพรรดินีโคไลที่ 2 แห่งรัสเซียจากการอภิเษกสมรสในวันที่ 26 พฤศจิกายน ค.ศ. 1894 จนกระทั่งสละราชสมบัติในวันที่ 15 มีนาคม ค.ศ. 1917
ทรงเป็นพระราชนัดดาที่ทรงโปรดในสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย เป็นหนึ่งในผู้ที่เป็นพาหะของโรคเฮโมฟีเลีย เมื่อเป็นราชินีและผู้สำเร็จราชการในพระองค์ มีบทบาทสูงในการสนับสนุนการควบคุมแบบเบ็ดเสร็จของจักรวรรดิรัสเซีย มีอำนาจถอดถอนแต่งตั้งผู้มีอำนาจ เช่น รัฐมนตรี ส่งผลร้ายต่อระบบฐานอำนาจ และการต่อต้านจากกลุ่มฐานอำนาจอื่นเป็นไปอย่างรุนแรง ด้วยเสียงนินทาว่าร้ายมิตรภาพในด้านลบกับกรีโกรี รัสปูตินผู้ลึกลับชาวรัสเซีย ที่ชาวบ้านขนานนามว่า เป็นพ่อมดหมอผี และนี่ถือว่า เป็นปัจจัยสำคัญด้านลบต่อพระชนม์ชีพของพระองค์ด้วย ราชวงศ์โรมานอฟล่มสลายได้อย่างทารุณโหดร้าย เมื่อนึกถึงการล่มสลายของราชวงศ์ฝรั่งเศส ด้วยการประหารชีวิต บั่นคอพระนางมารี อังตัวเนต ด้วยกิโยติน กลางลานเมือง ให้ผู้คนได้เห็นว่า ทารุณโหดร้ายมากเพียงใด ที่ราชินีของฝรั่งเศสโดนประหารยิ่งกว่านักโทษ แต่การล่มสลายของราชวงศ์รัสเซีย อาจจะยิ่งทารุณโหดร้ายมากกว่าเสียอีก เพราะมันคือการฆาตกรรมหมู่ ในห้องลับ พร้อมกันทั้งพ่อ แม่ และลูกอีก 5 คน ถึงจะไม่มีใครเห็น นอกจากทหารที่ยิงปืนใส่รัว ๆ ดังสนั่น เสียงกรีดร้อง เสียงร้องไห้คร่ำครวญ จะเป็นเช่นไร ความหวาดกลัวที่ความตายอยู่ตรงหน้า การตายของครอบครัวต่อหน้าต่อตา คงติดไปถึงภพหน้า ไม่รู้จิตสำนึกสุดท้ายของผู้ที่ได้เกิดมาอย่างเจ้าหญิงเจ้าชายผู้สูงส่ง กลับต้องมาตายอย่างน่าสังเวช สลดหดหู่เช่นนี้ จะเป็นเช่นไร อำนาจที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกรกว่า
อำนาจที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกรกว่า
#พรรณีเกษกมล #เหนือฟ้าชะตาลิขิต เมื่อเพชรได้เป็นจมื่นจักรเพชร หัวหมื่นมหาดเล็กนั้น นับว่าใหญ่โตมากแล้ว เพราะจมื่นนั้นนับได้ว่าเป็นใหญ่สุดที่คุมกรมทหารรักษาพระองค์ จมื่นจักรเพชรคงจะเริ่มกร่าง วางอำนาจบาตรใหญ่ขึ้นมาบ้าง เพื่อสร้างความน่าเกรงขาม และบารมีที่เริ่มก่อตัว ตามประสาผู้มีนิสัยทะเยอทะยานมักใหญ่ใฝ่สูง ทั้งนี้มีหลวงเดชา หลวงเก่งกาจคอยเออออห่อหมกไปเสียทุกเรื่องราว ดีครับพี่ เหมาะครับท่าน อะไรทำนองนั้น ยิ่งสร้างความเหิมเกริมลำพองใจให้มากขึ้นในตัวของจมื่นจักรเพชร จมื่นจักรเพชร ผู้ซึ่งมีปมซ่อนเร้นในก้นบึ้งของหัวใจว่า “ข้าอาจจะเป็นพระโอรส ด้วยเลือดขัตติยะที่แฝงในกาย สมควรได้รับในสิ่งที่สูงส่งเลอค่า แค่นี้ไม่ใช่ยอดปรารถนาหรอก มันเป็นเพียงบันไดขั้นแรก ๆ เท่านั้น ที่จะไต่เต้าไปยังปลายฝัน” คำพูดเหล่านี้มาจากก้นบึ้ง จึงซ่อนอยู่ในก้นบึ้ง มิเคยเอื้อนเอ่ยออกจากปาก ด้วยเกรงราชภัยที่จะคืบคลานเข้ามา ด้วยข้อหา เหาจะกินหัว บังอาจเหิม เกริม ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำเอาเสียเลย ระวังหัวจะหลุดจากบ่าไม่รู้ตัว ถึงจะเป็นคนโปรดของบรรดาเจ้านาย แต่มันต้องมีขีดจำกัดกันบ้าง ท่าทีของจมื่นจักรเพชรคงจะขัดหูขัดตาใครต่อใครบ้างแหละ แต่ไม่ใช่กับเจ้าเหนือหัวนรสิงห์ จ้าวทัศน์ จ้าวอินทรแน่นอน เพราะอะไรรึ ในท้องพระโรง เจ้าเหนือหัวนรสิงห์มักเอ่ยปากชมกรมทหารรักษาพระองค์ที่ทำงานได้เข้มแข็ง โดยมีจมื่นจักรเพชรเป็นหัวหน้าใหญ่ และจ้าวทัศน์ จ้าวอินทรคอยพยักหน้าเห็นดีเห็นงามไปด้วย กลุ่มขุนนางในท้องพระโรงคงไม่ได้มีแค่กลุ่มเดียวหรอกน่าที่เป็นพรรคพวกของสมุหพระกลาโหม แม่ทัพใหญ่ในสมัยเจ้าเหนือหัวนรลักษณ์ ทว่าคงไม่มีแม้สักคน ที่กล้าต่อต้านสมุหพระกลาโหมอย่างออกหน้าออกตา อย่างมากเป็นได้แค่ขุนพลอยพยัก ก้มหน้าก้มตา พยักหน้ารับคำไปเรื่อย ๆ แม้ในใจอาจหมั่นไส้เคืองแค้นสมุนของสมุหพระกลาโหมที่ชอบวางอำนาจบาตรใหม่ ข่มขู่ข่มเหงพวกขุนนาง ลิ่วล้อตัวเป้งของสมุหพระกลาโหมนั้น ไม่ไช่แค่ใหญ่โตและวางอำนาจกับพวกขุนนางที่เป็นขุนพลอยพยัก แต่กับชาวบ้านร้านถิ่นตามเสียงที่ซุบซิบนินทานั้น แสนจะชั่วร้ายเลวทรามทีเดียว เมื่อพฤติกรรม การกระทำ คำพูดที่เจ้าเหนือหัวนรสิงห์ จ้าวทัศน์ จ้าวอินทรแสดงออกมาว่าชื่นชมจมื่นจักรเพชรนั้นสร้างความขุ่นเคืองให้แก่ลิ่วล้อตัวเป้งของสมุหพระกลาโหมแน่นอน พวกมันคิดกันเองว่า “มันอยากสร้างฐานอำนาจใหม่ เสริมบารมีให้จ้าวทัศน์ พระโอรสองค์โตที่ประสูติแต่พระอัครมเหสี องค์รัชทายาทที่จะได้สืบครองบัลลังก์องค์ต่อไป ว่ามิใช่เบา พอมีทหารคุ้มกันภัย” “มันกระจอก แค่ทหารมหาดเล็กในรั้วในวังหยิบมือเดียว จะมาสู้ทหารรักษาประเทศเช่นพวกเราได้เยี่ยงไร” “คงคิดกันว่า พวกมันจะป้องกันราชภัยได้เช่นนั้นรึ” นับวันความขุ่นเคืองขัดใจยิ่งก่อตัวมากขึ้น อะไรจะเกิดตามมานะ สึนามิหรือเปล่า หลังจากคลื่นสงบมาหลายปี มันอาจปะทุก่อตัวขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง เป็น สึนามิถล่มให้แผ่นดิน บ้านเมืองพังทลายราบคาบเป็นเมือง ๆ ไป นับตั้งแต่เจ้าเหนือหัวนรลักษณ์สิ้นแล้ว เจ้าเหนือหัวนรสิงห์ได้ขึ้นครองราชย์ต่อมา ภายใต้การสนับสนุนของสมุหพระกลาโหม โดยมีข้อตกลงกันเช่นไร ไม่มีใครรู้ รู้แต่ว่าเจ้าเหนือหัวนรสิงห์ไม่เคยขัดขวางสมุหพระกลาโหมเลย แม้สักเรื่องเดียว ไม่ว่าเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ ใคร่ทำเช่นไรได้ตามประสงค์เลยนะ แม้จะมีข่าวหนาหูถึงความชั่วร้ายเลวทรามที่ขูดรีดชาวบ้าน ข่มขู่ขุนนาง ของลิ่วล้อตัวเป้งของสมุหพระกลาโหม โดยสมุหพระกลาโหมทำท่าทีวางเฉย ไม่รู้ไม่เห็น แม้ว่าจะข่าวสะกิดให้เข้าหูบ้างบางครั้ง ท่าทีทำเป็นหูทวนลม บ่งบอกว่า แท้จริงอาจเป็นผู้บงการ รับสินบาตรคาดสินบน ฉ้อราษฎร์บังหลวง กอบโกยส่วย เพื่อให้ร่ำรวยล้นฟ้า อำนาจเป็นสิ่งหอมหวาน ยากนักที่จะยอมคืนหรือเปลี่ยนมือให้ใคร เพราะเมื่อมีอำนาจย่อมได้ทุกสิ่งดังใจปรารถนา และคงไม่ยอมให้ใครมาแย่งชิงอำนาจไปอย่างง่ายดายโดยมิคิดต่อสู้หรือขัดขวาง เมื่ออำนาจใหม่แสดงทีท่าอยากผงาดขึ้นมาเทียมหน้าเทียมตาบ้าง อำนาจเก่าที่มากบารมี จะยอมง่าย ๆ รึ คงต้องคอยรอต่อไปว่า ฤทธิ์เดชของลิ่วล้อตัวเป้งของสมุหพระกลาโหมจะทำเช่นไรได้บ้าง ตำแหน่งที่เริ่มใหญ่โตมีอำนาจ
ตำแหน่งที่เริ่มใหญ่โตมีอำนาจ
ทั้งสามหนุ่ม เพชร เดช และชัยเติบโตในกรุงศรีราม ทำงานเป็นมหาดเล็กในรัชสมัยของเจ้าเหนือหัวนรสิงห์ ซึ่งมีพระโอรสที่ประสูติจากพระอัครมเหสีชื่อ จ้าวทัศน์ และพระโอรสที่ประสูติจากพระสนมเอกชื่อ จ้าวอินทร ทั้งจ้าวทัศน์และจ้าวอินทรต่างประสูติในปีเดียวกัน และเป็นปีที่เพชรได้ถือกำเนิดเช่นกัน เรียกว่าเป็นสหชาติ พี่น้องที่เกิดในปีเดียวกัน ด้วยเหตุที่เพชรนับเป็นลูกของญาติผู้พี่ในพระสนมเอก แม่ของจ้าวอินทร จึงมีอภิสิทธิ์เหนือกว่าเด็กอื่น ด้วยข้ออ้างมากมาย ถึงแม้จะมีข่าวว่า ญาติทั้งสองไม่ได้สนิทสนมรักใคร่กันมากมายดุจญาติสนิท ทว่าเจ้าเหนือหัวนรสิงห์กลับถูกชะตากับเพชร ชนิดที่ใคร ๆ คาดไม่ถึง ทำให้เอ็นดูเพชรมากพอ ๆ กับพระโอรสทั้งสอง จนเกิดเป็นข่าวลือเกี่ยวกับชาติกำเนิดของเพชร และอภิสิทธิ์ที่มีมากเกิน เพชรกลายเป็นพระสหายสนิทของจ้าวทัศน์และจ้าวอินทร ทั้งการเรียนและฝึกวิทยายุทธ์ เข้านอกออกวังได้อย่างสะดวกสบาย ยุคนี้เป็นช่วงที่กรุงศรีรามเจริญรุ่งเรือง มีชาวต่างชาติมาค้าขายและรับราชการจำนวนมาก การใช้เวลาพบปะกับชาวต่างชาติต่างภาษาเพื่อเรียนรู้วิทยาการในโลกอีกฝั่งหนึ่งที่เจริญรุ่งเรืองกว่าเป็นสิ่งที่ท้าทายยิ่งนัก ในสายตาของเพชร หนุ่มผู้กระหายใคร่รู้ และมีความทะเยอทะยานสูง บางสิ่งที่แอบซ่อนในใจยิ่งเพิ่มแรงจูงใจให้สูงกว่าคนอื่น เพิ่มการฝึกฝนให้สมบูรณ์แบบมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อเตรียมพร้อมเป็นผู้นำสูงสุด เพชรมีโอกาสดีกว่าจ้าวทัศน์และจ้าวอินทร ตรงที่ออกนอกวังได้สะดวก และไปพบปะพูดคุยกับชาวต่างชาติ เรียนรู้ความเจริญของโลกภายนอก ของชาวต่างชาติ ฝึกฝนภาษาและทักษะที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตของคนในอีกซีกโลก เพราะความมุ่งมั่นที่จะเจริญก้าวหน้ายิ่งกว่าใคร ๆ พ.ศ. 2155 ณ กรมทหารมหาดเล็กวังหลวง กรุงศรีราม จากเพชรมหาดเล็กวิเศษ ได้ก้าวหน้าเป็นถึงจมื่นจักรเพชร หัวหมื่นมหาดเล็ก เมื่ออายุเพียง 16 ปี ก้าวข้ามมาเคียงคู่ตำแหน่งจมื่นสรรเพชญภักดี จมื่นเสมอใจราช จมื่นไวยวรนารถมาโดยไม่ยาก จมื่นนับเป็นตำแหน่งสูงสุดของมหาดเล็กรักษาพระองค์ สมัยนั้นผู้คนมีอายุไม่ยืนยาวนัก อายุเพียงน้อยนิดได้เริ่มทำงานกันแล้ว เป็นหนุ่มเป็นสาวกันเร็วขึ้น เพราะอายุแค่ห้าสิบลาจากไปสวรรค์กันเกือบหมดสิ้น ใครอยู่ยงมาได้หกสิบนับว่าอายุยืนมากแล้ว อย่าสับสนกับอายุของผู้คนใน พ.ศ. 2567 ที่มีอายุขัยสูงมาก ๆ โดยเฉลี่ยอาจอยู่ถึง 70 – 80 ปี และบางคนอายุยืนถึง 100 ปี เมื่อเทียบอายุจึงไม่ต้องตั้งข้อสงสัย ด้วยต่างกันเรื่องกาลเวลาของบริบท บัดนี้อำนาจทางทหารในกรมทหารรักษาพระองค์อยู่ในกำมือของจมื่นจักรเพชร หัวหมื่นมหาดเล็กในรัชสมัยเจ้าเหนือหัวนรสิงห์ เช่นเดียวกับนายเดชได้เป็นหลวงเดชา รองเจ้ากรมทหารรักษาพระองค์ และนายชัยได้เป็นหลวงเก่งกาจ รองเจ้ากรมพระตำรวจหลวง อำนาจที่เคยฝันใฝ่มาแต่รู้ความ และรู้ว่า ไม่ใช่เฉพาะพระโอรสเท่านั้นที่มีสิทธิ์สืบครองราชสมบัติต่อจากพระบิดา ทำให้ทั้งสามครุ่นคิดสงสัยว่า มันเป็นไปได้ในพงศาวดารจีน แต่ที่กรุงศรีรามย่อมไม่มีทางเป็นไปได้แน่ เพราะอัธยาศัยชาวกรุงศรีรามนั้นมีความจงรักภักดีต่อสถาบันเจ้าเหนือหัวยิ่งนัก คงไม่มีผู้ใดบังอาจหรืออาจหาญมาล้มล้างได้ แล้วที่ใฝ่ฝันว่าจะก้าวไปให้สูงสุดนั้นจะไปได้ไกลถึงแค่ไหน ใคร่อยากรู้นัก นี่อาจจะเป็นแค่ฝันเฟื่อง ฝันกลางวันของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่แอบซ่อนไว้มิดชิดในใจ มีแต่สองหนุ่มผู้น้องเท่านั้นที่รู้ และไม่เคยเอ่ยปากออกมา ไม่ให้ใครรู้แม้สักนิดแม้แต่ผู้เดียว เพราะนั่นคือหัวหลุดจากบ่าได้ง่าย ๆ ทั้งสามทีเดียว เมื่อครั้งที่เพชรได้เป็นจมื่นจักรเพชร หัวหมื่นมหาดเล็กนั้น นับว่าใหญ่โตมากแล้ว เพราะจมื่นนั้นนับได้ว่าเป็นใหญ่สุดที่คุมกรมทหารรักษาพระองค์ หรือเป็นนายทหารใหญ่คุมกองกำลังรักษาพระราชวังคุ้มกันความปลอดภัยให้แก่พระราชวงศ์ทุกพระองค์ โดยมีหลวงเดชา และหลวงเก่งกาจเป็นกองกำลังสนับสนุน เรียกว่าเป็นพวกเดียวกัน เออออห่อหมกตามกันไปในทุกเรื่องราว ฝันเฟื่อง ฝันกลางวันหล่อเลี้ยง ความทะเยอทะยานให้อยู่กับใจ อุดมการณ์และจิตใจอันแน่วแน่ ความเพียรพยายามอันแรงกล้า ย่อมไปถึงจุดสูงสุดของชีวิตได้ ปมที่กัดกร่อนจิตใจแต่เด็ก
ปมที่กัดกร่อนจิตใจแต่เด็ก
เสียงนินทาซุบซิบที่นายเพชรได้เป็นจมื่นจักรเพชรรวดเร็วเกินเพื่อน ๆ นั้น ย่อมไม่พ้นข้อหาว่า เป็นโอรสลับในเจ้าเหนือหัวนรสิงห์ จึงได้อภิสิทธิ์เหนือกว่าเพื่อน ๆ และอภิสิทธิ์นี้ครอบคลุมทุกด้าน “ทำไมไม่ประกาศไปเสียเลยว่า เป็นโอรสลับ” มันคือคำถามในใจของใครหลายคน ไม่เว้นแม้แต่เจ้าตัวที่ตั้งคำถามแต่ยังพอรู้ความ เพชรเป็นเด็กฉลาด เมื่อมีคำถามกำกวมสงสัย จึงใคร่อยากได้คำตอบ เพชรเติบโตมาในฐานะบุตรชายคนโตของพระศรีธรรมากับแม่นางอิน ที่เลี้ยงดูด้วยความรักใคร่อย่างเต็มเปี่ยมในฐานะพ่อกับแม่ ทว่ายังคงมีเสียงลือเสียงเล่าอ้างถึงแม่อิน สมัยเป็นสาวบางปะอิน แล้วได้ลอบรักกับเจ้านายชั้นสูง จนได้ลูกชาย แต่ในเสียงลือนั้น กลับสับสนว่า ที่จริง ใครกันแน่ที่เป็นสาวคนรักของเจ้าเหนือหัวนรสิงห์ในครั้งกระนั้น เสียงในหัวของเพชรเถียงกันไปมา “ตกลงใครกันแน่ คือพ่อและแม่ที่แท้จริง” “ถ้าแม่นั้นคือแม่นางอินจริง แต่พ่อล่ะ ใช่จริงหรือไม่” “คงไม่ใช่แม่ได้กับพ่อแล้วแอบมีชู้ แต่เป็นเพราะพ่อที่แท้จริงไม่ยอมรับในฐานะลูกจึงโยนภาระนี้ให้แก่พระศรีธรรมา ผู้เป็นพ่อในตอนนี้หรอกนะ” ไม่ใช่แค่เสียงในหัวที่เถียงและโต้ตอบกันเองไปมา แต่เพชรได้พูดเรื่องนี้กับเดชและชัย ไม่ใช่แค่ครั้งเดียว แต่มันบ่อยครั้ง ทุกครั้งที่เสียงซุบซิบลอยมาเข้าหู เสียงพูดซุบซิบดังไปทั่ว จนแทบไม่ใช่เสียงกระซิบผ่านสายลมซะแล้ว แต่พูดกันอย่างเอิกเกริก ราวกับเป็นเรื่องจริง ที่ไม่ควรปกปิดซ่อนเร้นอีกต่อไป เสียงนี้ดังจนมาเข้าหูเพชรหลายครั้งหลายครา เพชรเคยสงสัยว่า “เหตุใดคนเป็นพ่อแท้จริงจึงไม่ยอมรับตนในฐานะลูก ทำไมคนจึงพูดกันหนาหูนัก” หลายครั้งหลายครา มันไม่ใช่เสียงกระซิบ แต่มีคนตั้งใจมาสะกิดถามเขาโดยตรง บ้างทำเป็นพูดลอย ๆ ให้ผ่านหู เจตนาให้เขารับรู้ เพชรทำอะไร แค่คำถามกวนใจ ยังต้องมาฟังเสียงคนถามตรง ๆ อีก สิ่งที่เพชรได้ทำ นอกจากฉุนเฉียว พาลโกรธคนรอบข้าง รวมทั้งเดชกับชัย ต้องคอยรองรับอารมณ์ แต่ไม่เคยได้โต้ตอบโดยตรง เพราะไม่รู้คำตอบที่เป็นจริง เมื่อได้ยินเสียงซุบซิบบ่อยครั้งเข้า เพชรจึงถามแม่อินตรง ๆ ว่า “แล้วจริง ๆ ลูกเป็นลูกใครกันแน่ ลูกของแม่จริง ๆ หรือเปล่า แล้วใครเป็นพ่อที่แท้จริงล่ะ แม่อิน” เมื่อเพชรถาม คำตอบเป็นเช่นนี้ทุกครา แม่นางอินจะยืนยันเสียงแข็งทุกครั้งเช่นกันว่า “แม่เป็นแม่ของลูก และพ่อเป็นพ่อของลูก มิผิดไปจากนี้หรอก ลูกรัก คนก็พูดกันมากความให้ลูกข้องใจไปเล่น ๆ อย่างนั้นเอง อาจจะแค่เย้าแหย่ลูกเล่น” เพชรเชื่อแม่ เมื่อแม่ยืนยันเสียงหนักแน่นทุกครั้ง ต่อจากนั้นจะเถียงคอเป็นเอ็นเมื่อได้ยินใครพูดว่า นายเพชรเป็นลูกของใครกันแน่ “ตนเป็นลูกของพระศรีธรรมากับแม่นางอิน” เสียงที่ตอบโต้ทันทีด้วยน้ำเสียงโกรธนิด ๆ ไม่มีสักครั้ง ไม่มีสักคราเลยนะ ที่แม่จะเผลอพูดความจริงออกมาหรือแสดงท่าทีมีพิรุธ แม่น่าจะเป็นนักแสดงมืออาชีพแน่ ๆ หรือมีเหตุจำเป็นอันใดหนักหนาที่แม่จำต้องซ่อนปมเงื่อนความลับอันเกี่ยวกับชาติกำเนิดของตน คำถามนี้ยังคงต้องรอคำตอบที่ชัดเจนว่า ชาติกำเนิดที่แท้จริงเป็นเช่นไร เหตุใดจึงมีเสียงลือเสียงเล่าอ้าง ให้ผู้คนโจษขานได้อื้ออึงเช่นนี้ล่ะ เมื่อเพชรเริ่มโตพอรู้ความมากขึ้น เพชรจะไม่ถามแม่เช่นเดิม เพราะแม่คงจะยืนยันคำเดิมทุกคราไป แต่ในใจนั้นหาลืมเลือนไม่ เริ่มปะติดปะต่อในเรื่องราวที่ใคร ๆ พูดกันถึงชาติกำเนิดของตน ถึงจะถามไปกี่ครั้ง คงไม่ได้คำตอบที่แท้จริง แต่เสียงลือนั้นเริ่มเบาบางลง ด้วยเหตุการณ์ที่ผ่านมาคงนานวันขึ้น คงเหมือนข่าวลือทั่วไปที่มักจะกระพือโหมแรงในช่วงแรก ๆ เท่านั้น พอนานวันเข้าคนก็ไม่รู้จะพูดไปทำไม มันไม่ทันสมัย เว้นเสียแต่จะมีเหตุการณ์ใดมาทำให้เกิดการปะทุขึ้นมาอีกครั้ง เป็นประเด็นใหม่ที่ควรวิจารณ์กัน บางคนแอบซุบซิบว่า “เพชรน่ะเป็นโอรสลับของเจ้าเหนือหัวนรสิงห์จริง ๆ สังเกตสิว่า พระองค์โปรดปรานและรักใคร่เอ็นดูในเพชรมากกว่าลูกท่านหลานเธอทั้งหลาย เพียงแต่ไม่ยกย่องอย่างออกนอกหน้านอกตาเท่านั้น” “ไม่ใช่หรอก แค่ลูกของพระศรีธรรมากับแม่นางอินเท่านั้น เป็นเพราะแม่นางอินน่ะเป็นพระญาติสนิทกับแม่จ้าวอินทรน่ะ เลยคุ้นเคยกันมาก่อน |
สมาชิกหมายเลข 4665919
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]![]() ดร.พรรณี เกษกมล นักเขียน ข้าราชการบำนาญ ครูซี 9 แนะแนว
Friends Blog Link |


ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [