All Blog
เครื่องมือที่เที่ยงตรงและเชื่อถือได้
640507 เครื่องมือที่เที่ยงตรงและเชื่อถือได้
            หลักการวัดผลประเมินผลหรือวิจัย ที่คนระดับวิชาชีพต้องตระหนักถึงความสำคัญของเครื่องมือวัด สิ่งที่จะทำและผลของการทำ ทดลองใด ๆ ว่า มีประสิทธิภาพมากพอหรือไม่
            หลายสำนักอาจแปลเป็นไทยต่างกัน validity, reliability ความเที่ยงตรง ความน่าเชื่อถือของเครื่องมือ แต่นัยยะเพื่อให้รู้ว่า สิ่งที่จะทำนั้น วัดได้จริง วัดได้ถูกต้อง ตรงตามเป้าหมาย วัดทุกครั้ง ผลย่อมเหมือนเดิม
            ง่าย ๆ นึกถึง ตาชั่งน้ำหนัก วัดทุกครั้งเท่าเดิม แสดงว่า ไม่เก๊ ซื้อได้
            งานวัดผลประเมินผลหรือวิจัยคงคล้ายกับตาชั่ง ที่เที่ยงตรง วัดทุกครั้ง ผลเท่าเดิม ผู้เชี่ยวชาญจะตรวจสอบเครื่องมือทุกครั้งว่า มีค่าตรงตามเกณฑ์หรือไม่
            แม่ค้าพ่อขายตามตลาดอาจโดนจับกุมได้ ถ้าตาชั่งเอียง ตาชั่งไม่ตรงตามน้ำหนักจริง แต่เชื่อเถอะ เขาทำกับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน กับทุกคนที่ไม่มีน้ำยามาเอาเรื่องกับเขาได้
ถ้าโกงตาชั่ง เขาโกงกับทุกคน แต่คงไม่มีว่า ตาชั่งตรงเมื่อเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ และโกงเมื่อขายกับลูกค้า อย่างนี้เรียกว่าตาชั่งเอียง หรือตั้งใจให้เอียง เพื่อให้เกิดผลตรงกับคนกลุ่มหนึ่ง และเอียงกระเท่เร่กับอีกกลุ่มหนึ่ง
อย่างนี้คงต้องให้ผู้มีอำนาจมาตรวจสอบ และผู้นั้นต้องไม่เข้าข้างแม่ค้าพ่อขายด้วย ลูกค้าจึงจะได้รับความยุติธรรมอย่างแท้จริง
 



Create Date : 07 พฤษภาคม 2564
Last Update : 7 พฤษภาคม 2564 7:31:29 น.
Counter : 54 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
บนถนนราชดำเนิน
640506 บนถนนราชดำเนิน
            2475 วันที่ 24 มิถุนายน คณะราษฎร ได้จับกุมพระบรมวงศานุวงศ์และขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ไปที่พระที่นั่งอนันตสมาคม ประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครอง
            2500 นิสิต นักศึกษา ประชาชน เดินขบวน ประท้วงการเลือกตั้งสกปรกของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม เพื่อยื่นข้อเรียกร้อง ให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ
            วันที่ 2 มีนาคม ขบวนมุ่งหน้าจากกระทรวงมหาดไทย ผ่านถนนราชดำเนิน ไปยังทำเนียบรัฐบาล แต่ถูกสกัดที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ โดยทหารและตำรวจอาวุธครบมือ ภายใต้การนำของร้อยเอกอาทิตย์ กำลังเอก
การเผชิญหน้าเป็นไปอย่างร้อนแรง ทั้งเสียงตะโกนด่าทอ การขว้างปา การยื้อยุด แล้วก่อนนาทีวิกฤตจะมาถึง ร้อยเอกอาทิตย์ สั่งปลดอาวุธทหารทั้งหมด ด้วยเกรงว่าจะเกิดการนองเลือดขึ้น
2516 วันมหาวิปโยค นักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชนกว่า 5 แสน เรียกร้องรัฐธรรมนูญจากรัฐบาลเผด็จการของจอมพลถนอม กิตติขจร
วันที่ 14 ตุลาคม มีผู้เสียชีวิต 77 ราย บาดเจ็บ 857 ราย และสูญหายอีกจำนวนมาก
2519 วันที่ 6 ตุลาคม นักศึกษา ประชาชน ประท้วงการเดินทางกลับประเทศไทยของจอมพลถนอม กิตติขจร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่สนามฟุตบอลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ลูกเสือชาวบ้านชุมนุมกันที่ลานพระบรมรูปทรงม้า สมทบกับกระทิงแดงและนวพลที่ท้องสนามหลวง  มีผู้เสียชีวิต 46 คน ซึ่งมีทั้งถูกยิงด้วยอาวุธปืน ถูกทุบตี หรือถูกทำให้พิการ
2535 พฤษภาทมิฬ ประชาชนประท้วงพลเอกสุจินดา คราประยูร ที่สืบทอดอำนาจคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) วันที่ 17-20 พฤษภาคม จากการรัฐประหารรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 มีผู้เสียชีวิต 40 คน บาดเจ็บ 600 คน
2549  วันเสาร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ ประชาชนชุมนุมที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า ถนนราชดำเนินนอก จากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ปิดล้อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ตและกระบี่
2554 พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ชุมนุมวันที่ 25 มกราคม จากกรณีความขัดแย้งไทย-กัมพูชา
2556 วันที่ 24 พฤศจิกายน ประชาชนชุมนุมมากกว่า 1 ล้านคน  
Cr หนังสือสารคดี ฉบับที่ 164 ปีที่ 14 เดือนตุลาคม พ.ศ.2541
 



Create Date : 06 พฤษภาคม 2564
Last Update : 6 พฤษภาคม 2564 15:03:38 น.
Counter : 41 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
กาฬโรคแห่งจัสติเนียน
กาฬโรคแห่งจัสติเนียน : ไม่มีใครเหลือให้แพร่เชื้อ
เชื้อโรคที่ทำให้คนล้มตายเป็นจำนวนมากเกินคณานับ ไม่ใช่มีแค่โควิท 19 ในยุคนี้ที่เรารู้จัก แต่มันเคยเกิดมาแล้ว หลายครั้ง
เชื้อแบคทีเรียอันตรายไม่แพ้เชื้อไวรัส
กาฬโรคแห่งจัสติเนียน (Plague of Justinian) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียเยอร์ซิเนียเพสติส (Yersinia Pestis) แพร่ระบาดปี ค.ศ. 541-542 ในสมัยจักรพรรดิจัสติเนียนที่ 1 ผู้ปกครองอาณาจักรไบแซนไทน์ (Byzantine Empire) หรือโรมันตะวันออก
โรคร้ายนี้ระบาดในกรุงคอนสแตนติโนเปิล โดยมีหนูเป็นพาหะนำโรค และหมัดที่แฝงมากับเมล็ดธัญพืชซึ่งเป็นเครื่องบรรณาการจากอียิปต์ ที่ขนส่งทางเรือผ่านทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเข้ามายังคอนสแตนติโนเปิล จากนั้นติดต่อลุกลามอย่างรวดเร็วไปทั่วโลก
โรคระบาดในครั้งนั้นคร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกราว 30-50 ล้านคน โดยเฉพาะประชากรในกรุงคอนสแตนติโนเปิลเสียชีวิตด้วยโรคนี้ถึง 40% ซึ่งเป็นไปได้ว่ากาฬโรคจัสติเนียนนี้อาจคร่าชีวิตมนุษย์ครึ่งหนึ่งของจำนวนประชากรโลกในสมัยนั้น และอาจเป็นส่วนหนึ่งของการล่มสลายอาณาจักรโรมันด้วย
เมื่อระบาดขนาดหนัก มันหยุดการระบาดได้อย่างไร นี่คือประเด็นที่น่าสงสัย ไม่มีใครให้คำตอบที่แน่นอนชัดเจนได้ มีแต่การคาดเดาว่าส่วนหนึ่งที่หยุดการแพร่ระบาด เป็นเพราะทุกคนที่รอดพ้นเกิดภูมิคุ้มกันตัวเอง
มันเป็นไปได้อย่างไร ที่ภูมิคุ้มกันนี้ได้เกิดในบางคน และคนผู้นั้นรอดพ้น
ถ้าบอกว่า เป็นธรรมชาติโลกที่คัดสรรเลือกคนที่แข็งแรงให้คงอยู่ต่อไปล่ะ อาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด แต่เป็นคำตอบเดียวที่น่าเป็นไปได้
Black Death กาฬมรณะ
กาฬมรณะ : จุดกำเนิดของการกักตัว
ไม่รู้ว่า กาฬโรคแห่งจัสติเนียนหายไปจากโลก หรือมันแค่หยุดตั้งหลัก รอจังหวะที่จะระบาดอีกครั้ง ในเมื่อไม่มีใครกำจัดเชื้อนี้ให้หมดไปจากโลกได้อย่างจริงจัง
มันกลับมาอีกครั้ง แล้วหนักหนากว่าเดิมหรือไม่
กาฬมรณะ (Black Death) หรือกาฬโรค เกิดจากเชื้อแบคทีเรียเยอร์ซิเนียเพสติส (ตัวเดียวกับกาฬโรคจัสติเนียน) เกิดขึ้นอีกครั้งในช่วงทศวรรษที่ 1340s
จุดเริ่มต้นมาจากตอนใต้ของประเทศอินเดียและประเทศจีน แพร่ระบาดไปตลอดเส้นทางสายไหม กระจายไปทั่วทวีปเอเชีย ยุโรป และแอฟริกา
กาฬโรคครั้งนี้คร่าชีวิตชาวยุโรปไปมากถึง 30 - 60% ภายในระยะเวลาเพียง 6 ปี เท่านั้น ด้วยการแพร่ระบาดที่รวดเร็วและอัตราการเสียชีวิตที่สูงถึง 80% ทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 200 ล้านคน
จำนวนที่มากนี้ คงเป็นการแพร่ระบาดที่ร้ายแรงที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยประสบ
สมัยก่อน ผู้คนไม่เข้าใจหลักการของโรคติดต่อ แต่รู้ว่า เกิดจากความใกล้ชิดของบุคคล
เจ้าหน้าที่การท่าเรือในเมืองรากูซา (Ragusa) ประเทศอิตาลี จึงได้กักตัวและแยกเหล่ากะลาสีและลูกเรือที่จะเข้ามาในเมืองจนกว่าจะมั่นใจว่า ไม่มีอาการป่วยเป็นเวลา 40 วัน
คำว่า quarantine ที่แปลว่าการกักตัว มาจากคำว่า quarantino ที่แปลว่าการกักตัวเป็นเวลา 40 วันในภาษาอิตาเลียน
นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าการกักตัวในครั้งนั้นช่วยให้การแพร่ระบาดลดลงได้มาก
นับเป็นต้นแบบของการนำไปปฏิบัติทั่วโลกตะวันตก จนสามารถหยุดยั้งการแพร่ระบาดได้ในราวปี ค.ศ. 1351
 



Create Date : 28 เมษายน 2564
Last Update : 28 เมษายน 2564 13:29:05 น.
Counter : 46 Pageviews.
1 comment
(โหวต blog นี้) 
โรงพยาบาลปกติไม่พอซะแล้ว
โรงพยาบาลปกติไม่พอซะแล้ว
            เมื่อเชื้อไวรัสลามไปทั่วอย่างรวดเร็ว จำนวนคนติดเชื้อเพิ่มเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง
            โรงพยาบาลทั้งของรัฐและเอกชนที่มีทั่วประเทศ ไม่อาจรองรับได้ทันท่วงที
            วิธีแก้ปัญหาคือการสร้างโรงพยาบาลสนาม
            โรงพยาบาลสนามคืออะไรล่ะ สำคัญและปลอดภัยหรือไม่
หลักการสำคัญของโรงพยาบาลสนาม คือ
1. ต้องปลอดภัย ตามหลักเกณฑ์การจัดตั้ง ทั้งระบบตัวอาคาร ระบบจัดการน้ำเสีย การจัดการอากาศ ทิศทางการไหลของอากาศ มีบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข การจัดโซนนิ่งให้ห่างจากพื้นที่ 
2. ส่วนใหญ่ 70 - 80% ของคนติดโรคโควิด 19 ไม่มีอาการ  ถ้าคนไข้จำนวนมากอยู่โรงพยาบาลปกติ จะทำให้เตียงไม่เพียงพอต่อคนไข้อื่น บุคลากรต้องไปดูแลคนกลุ่มนี้
การเตรียมโรงพยาบาลสนามและรับผู้ป่วยโควิด 19 โดยเฉพาะ โดยนำคนไข้มาอยู่รวมกัน ทำให้โรงพยาบาลปกติสามารถบริการต่อไปได้
 
ชาวบ้านทั่วไปกังวลมากถึงมากที่สุด เมื่อรู้ว่า ใกล้ ๆ บ้านจะมีโรงพยาบาลสนาม
เป็นใคร ๆ ก็ต้องกลัวกันทั้งนั้นแหละ แค่นี้ดูทีวี ดูสื่อออนไลน์ก็ขี้หดตดหายแล้ว มีคนติดเชื้อจำนวนมากมาอยู่ใกล้ตัวอีก นี่มันน่ากลัวชัด ๆ เลยนะ
คนที่จัดตั้ง เขาคงไม่สุ่มสี่สุ่มห้าให้อันตรายต่อตัวเขา ต่อคนไข้ และชุมชนหรอก เชื่อเถอะ
ถ้าคนในชุมชนกลัว แล้วหมอกับคนไข้มิยิ่งแย่กว่าหรือ เพราะต้องอยู่ในนั้น
 
แนวทางจัดตั้งโรงพยาบาลสนามเพื่อความปลอดภัยต่อชุมชนและประชาชน
1. คนในชุมชนมีส่วนร่วมสนับสนุนการจัดตั้งและดำเนินการ อสม. หรือ โรงพยาบาลสต. ยืนยันว่าปลอดภัย ใช้การสื่อสาร ไม่ปกปิดข้อมูล และตรวจสอบแก้ไขได้ เพื่อไม่ให้เชื้อออกมาสู่ชุมชน
2. อาคาร สถานที่ และสิ่งแวดล้อม ต้องเป็นที่โล่งว่างเปล่า ห่างไกลชุมชน โรงยิม หอประชุม สนามกีฬาที่ห่างไกลจากชุมชน ภายใต้มาตรฐานทางการแพทย์ว่าระยะ 10-20 เมตรตามข้อกำหนด
โซนสีเหลืองสำหรับคนไข้ ส่วนสีเขียวของเจ้าหน้าที่ และโซนสีส้มคือกระบวนการห้องน้ำ และขยะติดเชื้อ ซึ่งส่วนสีส้มที่คนกังวลนั้น ทางสถาปนิกและวิศวกร ออกแบบให้มีระบบท่อบำบัดที่จะไม่ไปยุ่งกับท่อน้ำเสียของสถานที่นั้น ๆ โดยใส่คลอรีนและน้ำยาฆ่าเชื้อเพื่อบำบัด และจะทดสอบน้ำละแวกใกล้เคียงว่ามีเชื้อโควิด 19 ภายในของชุมชน
ส่วนสีเขียวนั้น เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานมีชั้นในการเข้า 2-3 ชั้น เมื่อเข้าไปในโซนผู้ป่วยสีเหลือง เมื่อกลับออกมาต้องอาบน้ำ ถอดชุดเพื่อไม่ให้เชื้อติดเข้ามาในส่วนปฏิบัติงานสีเขียว และคนไข้หายแล้วที่จะกลับบ้าน ก็ต้องออกจากโซนสีเหลืองมายังกล่องสีแดงเล็ก ๆ เพื่อถอดเสื้อผ้าอาบน้ำ ไม่เอาเสื้อผ้าที่มีเชื้อเปื้อนกลับไปสู่ชุมชน
3. การจัดตั้งโรงพยาบาลสนามให้เฉพาะกรณีโรคโควิด 19 เท่านั้น
4. การรักษาพยาบาล เพื่อให้คนป่วยที่ไม่มีอาการหรืออาการน้อยปลอดภัยที่สุด หากเกิดเหตุฉุกเฉิน จะมีรถเอกซเรย์เข้าไปดูหรือรับส่งต่อได้ทันที
 
มีคนสงสัยว่า แล้วคนไข้ที่ติดโควิทอยู่แล้ว ไม่ยิ่งอาการหนักยิ่งขึ้นรึ หมอออกมายืนยันว่า อาการหนักมากขึ้นหรือไม่ขึ้นอยู่กับคนไข้เอง ไม่เกี่ยวกับคนอื่นแล้ว เพราะทุกคนต่างมีเชื้ออยู่ในตัวเองอยู่แล้ว ไม่ต้องกังวลว่าจะรับเชื้อจากคนอื่นเพิ่มขึ้นอีก
 
จุดสิ้นสุดของ 5 โรคระบาดร้ายแรงในประวัติศาสตร์โลก
ภาพโรงพยาบาลสนามในอดีต
 
            ภาพนี้เริ่มคุ้นตาคนยุคใหม่ ที่โรงพยาบาลไม่พอรองรับคนไข้ที่ติดเชื้อโควิท-19 ที่ไทยเรียกโรงพยาบาลสนาม แต่นี่เกิดขึ้นในอดีต

ภาพโรงพยาบาลสนาม สะอาด ปลอดภัย ไม่แออัด
 
 



Create Date : 28 เมษายน 2564
Last Update : 28 เมษายน 2564 11:47:47 น.
Counter : 69 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
ตามข่าว ข่มขืนแล้วแต่งงาน

อีกาคาบข่าว

1 กะ 2 ตามข่าว ข่มขืนแล้วแต่งงาน

1 ผู้หญิงอินเดียประท้วงประธานศาลสูง

2 ก็น่าอยู่หรอก พูดไปได้

1 ที่ว่า แต่งงานซะจะได้ไม่ต้องติดคุกน่ะเหรอ

2 ใช่ แต่ต้นเหตุอยู่ที่ผู้ชายข่มขืนหลายครั้ง

1 แล้วดันไปสัญญาจะแต่งงานด้วย

2 พอผู้หญิงบรรลุนิติภาวะแล้ว กลับไปกับหญิงอื่น

1 ประธานศาลสูงพูดว่า แต่งงานซะจะได้ไม่ต้องติดคุก

2 พวกหญิงอินเดียไม่ยอม พูดแบบนี้ได้ไง

1 ใช่เท่ากับบอกผูชายว่าอยากข่มขืนใครทำได้ตามใจ

2 แค่ยอมแต่งงานแล้วไม่มีโทษ

1 แต่งแล้วหย่าได้ด้วย เท่ากับข่มขืนไม่มีโทษใช่มะ



Create Date : 10 มีนาคม 2564
Last Update : 10 มีนาคม 2564 5:34:44 น.
Counter : 324 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  

สมาชิกหมายเลข 4665919
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]



ดร.พรรณี เกษกมล นักเขียน ข้าราชการบำนาญ ครูซี 9 แนะแนว
New Comments