All Blog
ข้อเท็จจริงหลายอย่างที่เกิดขึ้น
ข้อเท็จจริงหลายอย่างที่เกิดขึ้น
           บางเรื่องบางราวที่เกิดขึ้นใช่ว่าจะมาจากเพียงเหตุเดียว แต่อาจก่อตัวมาเนิ่นนานและมาจากหลายกระแส ซึ่งบางทีไม่รู้ต้นสายปลายเหตุที่แท้จริง รู้แต่เพียงว่ามันเกิดผลตามมาแล้ว ส่วนเหตุนั้นไม่แน่ชัดว่า คืออะไรกันแน่
            หลังจากที่ผู้คนหายตระหนกตกใจกับข่าวการสิ้นไปของจ้าวทัศน์พระมหาอุปราชที่เสวยยาพิษปลิดชีพองค์เองนั้น ไม่มีเว้นแม้แต่ผู้ใดที่จะไม่พูดถึง เป็นเรื่องที่พูดกันทั้งบ้านทั้งเมือง เป็นหัวข้อที่น่าสนใจ ใครไม่รู้เชยแหลกที่ตกข่าวสำคัญนี้ไปได้อย่างไรกัน
ผู้คนต่างพากันซุบซิบพูดจากันไปในหลายประเด็น แล้วแต่กระแสข่าวที่ตกมาถึงจะเป็นกลุ่มก้อนใด หรือมีเอี่ยวในด้านใด
กลุ่มเดิมที่คุยกันหลายครั้งแล้ว แต่ละครั้งเปิดประเด็นใหม่ให้ถกเถียงกันอยู่เรื่อย แล้ววันนี้จะมีประเด็นใดให้ขบคิดกันต่อ หรือยังเป็นข่าวเก่าแต่มาอภิปรายเพิ่มเติม
“ข้ามีข่าวใหม่เพิ่มเติม” คนแรกที่เคยเปิดประเด็น ได้เปิดประเด็นใหม่อีกแล้ว ทุกคนรีบมาเข้าวงอย่างเดิม พร้อมรับฟังข่าวใหม่จากนักข่าวมืออาชีพของหมู่บ้านนี้
“ข่าวจากวงใน ใช่มั้ย” มีคนแซว เพราะคนนี้นับว่าเป็นแหล่งข่าวตัวยง ที่ว่าคุ้นเคยกับวงใน
อีกคนรีบบอก “เออ พูดเข้าไป เดี๋ยวมันฉุน เลยอดฟังข่าวกันเลย”
“มีบางกระแสบอกว่า ไม่ใช่ที่ท่านจะก่อกบฏหรอก แต่มีพวกจะก่อกบฏจริง มันคิดหวังโค่นล้มองค์ท่านน่ะซิ” คนแรกคนนี้มีข่าวล่ามาเร็วให้คนในหมู่บ้านนี้ได้รู้เรื่องตลอด เปิดประเด็นใหม่อีกแล้ว
ตอนนี้มีนักข่าวอีกคน ที่น่าจะเป็นพวกของสมุหพระกลาโหมรีบพูดตัดบท เพื่อเบี่ยงเบนประเด็น
            “ข้าว่านะ ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก คงจะจริงอย่างที่เขาพูดกันก่อนหน้านั้นนั่นแหละ ว่าองค์ท่านคิดก่อกบฏจริง พอใคร ๆ เขารู้เข้า คงกลัวความผิดจะต้องโทษโดนอาญาถึงแก่ชีวิตอย่างอเนจอนาถใจ ซ้ำร้ายพวกใกล้ชิดพลอยโดนฟ้าโดนฝนซวยไปด้วย เลยยอมเสียก่อนจะต้องโทษโดนอาญา”
คนนี้ทำเป็นพูดเสียงเบา ๆ เพราะเรื่องเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะพูดจาโจ๋งครึ้มกันได้เสียเมื่อไหร่ และอยากให้ทุกคนฟังตนพูดมากกว่า เพราะการพูดเสียงเบายิ่งทำให้คนอื่นสนใจมากขึ้น
            เสียงถอนหายใจของอีกคน พร้อมเสียงเหมือนบ่นพึมพำแทนการพูดจาตอบโต้ว่า “ทำไมต้องคิดก่อกบฏด้วยนะ ในเมื่อองค์ท่านเป็นถึงพระมหาอุปราช ยังไง ๆ เสียก็ได้ครองราชย์อยู่แล้ว องค์เจ้าเหนือหัวพร้อมใจยกให้ ข้าล่ะคนหนึ่งไม่เข้าใจจริง ๆ หรือว่าไม่ใช่อย่างที่พวกเราคิดกัน” หันหน้ามามองหน้าเพื่อน ๆ เชิงขอความคิดเห็น
            ถึงจะเป็นเสียงบ่นพึมพำในลำคอ แต่ทว่าทุกคนต่างเงี่ยหูฟังกัน จึงได้ยินทุกถ้อยกระบวนความ
            อีกคนโพล่งขึ้นมาทันทีว่า “เออหรือจะจริงวะที่บางคนบอกว่า ไม่ใช่องค์ท่านหรอกที่คิดก่อกบฏน่ะ แต่เป็นไอ้พวกใส่ไฟท่านต่างหาก จริงมั้ย” คนนี้พยายามดึงเกมให้มาเข้าเรื่องที่คนแรกเปิดประเด็น อาจแอบรู้มาว่า คนที่พยายามเบี่ยงเบนนั้น เป็นคนละฝ่ายกับจ้าวทัศน์
            คราวนี้ทุกคนหน้าเหวอ “เออแล้วมันเป็นยังไงกันนิ ตกลงแล้วมันเป็นยังไงกันแน่ ถ้าไม่ได้ก่อกบฏแล้วจะกินยาพิษหนีความผิดทำไมกันล่ะ งงว่ะ ข้าง๊งงง”
คนพูดทำเสียงสูงพร้อมสีหน้าประกอบว่างงจริง ๆ
ในวงแตกความคิดเป็นสองฝ่ายแล้ว การคุยน่าจะออกรสออกชาติมากขึ้น
            อีกคนที่นั่งเงียบมานานพูดขึ้นมาว่า “ได้ตำแหน่งเป็นถึงพระมหาอุปราช รองจากองค์เจ้าเหนือหัวเพียงหนึ่งแต่เหนือกว่าคนทั่วหล้า จะถอดใจง่าย ๆ เพราะมีกลุ่มต่อต้าน ไม่น่าเป็นไปได้นิ”
            “เป็นไปได้ไหมที่บางคนพูดว่า ไม่ได้กินเองน่ะสิ แต่มีคนแอบเอายาพิษไปวางเพื่อหวังฆ่าองค์ท่าน ด้วยองค์ท่านกับองค์เจ้าเหนือหัวรู้กันแล้วจะวางแผนตลบหลังน่ะซิ ไอ้พวกนี้มันกลัวเลยจัดการซะเลย เพราะไม่มีใครรู้หรอกว่า ไปคุยอะไรกันเป็นความลับ ไม่มีแม้แต่ผู้หนึ่งผู้ใดจะรู้เรื่องเลย”
            คนนี้ทำท่ารู้จริง เพราะอ้างเสมอว่าคุ้นเคยกับวงใน แล้วชอบคาบข่าวมาบอกพรรคพวก “จากข่าวลือที่ลอยมาตามลม ไม่รู้ใครปล่อยข่าวนี้ออกมา”
            พอเปิดประเด็นใหม่ พร้อมมีเหตุผลที่น่าเชื่อถือ สมาชิกหูผึ่งไปตามกัน
            “อ๋อ พ่อลูกเจรจาความก่อนหน้านั้นรึ อย่างนี้เท่ากับวางแผนล่อเสือออกจากถ้ำน่ะสิ หรือเป็นแผนโยนหินถามทางนะ ว่าในท้องพระโรงนั้นมีพวกใดกันบ้าง”
            “ถ้าเป็นจริงอย่างนั้นนะ ไอ้พวกนั้นมันเหมือนวัวสันหลังหวะ ที่พร้อมจะทำลายคู่ศัตรูเพราะกลัวจะถูกเปิดโปง เลยชิงดักหน้าซะก่อน”
            “ตกลงเลยยังไม่รู้ว่า อะไรเป็นอะไร ใช่ไหม” คนนี้อยากรู้ความจริง ที่ใคร ๆ ก็อยากรู้กันทั้งนั้น
            “ใช่ ใครจะไปรู้เรื่องจริง ๆ ล่ะ มีแต่คาดเดากันทั้งนั้น ตั้งแต่จ้าวทัศน์คิดจะก่อกบฏ จ้าวทัศน์ฆ่าองค์เอง แล้วตอนนี้กลายเป็นมีกบฏอีกกลุ่มหนึ่ง แล้วกบฏกลุ่มนี้วางยาจ้าวทัศน์ ใช่ไหม สรุปตอนนี้รู้แค่นี้ใช่มั้ย” คนนี้พยายามจะสรุปประเด็นทั้งหมด เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น
            ถึงจะยังสรุปเรื่องราวทั้งหมดไม่ได้ แต่มันคือประเด็นที่อยากพูดเอามันกัน
            “เออ ยังงั้นแหละ ยังไม่รู้แน่ชัด ว่าอะไรเป็นอะไร ทางการพยายามสืบกันอยู่ เดี๋ยววงในคงมีข่าวใหม่ที่แน่ชัดมาบอกอีกทีน่ะแหละ อดใจรอแล้วกัน”
            เรื่องลับ ๆ แบบนี้ชาวบ้านชอบเม้าท์กันนัก ไม่มีใครรู้ความจริงแท้สักคน เรื่องในรั้วในวังล่ะชอบพูดเองคิดเอง แล้วต้องแอบตั้งวงสนทนากระซิบกระซาบไม่ให้คนนอกมาได้ยิน ยิ่งถ้าเป็นพวกขุนน้ำขุนนางที่อยู่ฝ่ายนั้นยิ่งห้ามเด็ดขาดที่จะไปพูดด้วยให้ได้ยิน พูดไปพูดมาไม่เข้าหู อาจหัวหลุดจากบ่าไม่รู้ตัว แถมโดนฆ่าล้างโคตรเสียอีก
 
            ไม่ใช่เฉพาะชาวบ้านร้านถิ่นหรอกที่เม้าท์กระจายเรื่องนี้ ไม่เว้นแม้ใครสักคน
สามนายทหารใหญ่จากกรมทหารรักษาพระองค์หาเวลามาพูดคุยกันเรื่องข่าวของจ้าวทัศน์พระมหาอุปราชเจ้านายสายตรงกันอีกหลายครั้งหลายครา ตามประสาคนที่สงสัยในการจากไปอย่างปัจจุบันทันด่วน
เรื่องร้ายแรงเช่นนี้ส่งผลกระทบต่อพวกเขาแน่นอน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
เช่นเดียวกับขุนนางอำมาตย์ กลายเป็นเรื่องที่พูดกันไปทั้งบ้านทั้งเมือง แต่ส่วนใหญ่เป็นการพูดคุยวงในเฉพาะกลุ่มเพื่อนสนิท คงไม่มีใครพูดโต้ง ๆ ประกาศลั่นสนั่นกรุง มีแต่แอบซุบซิบเสียงเบา ๆ กัน ขืนพูดผิดหู คนละฝ่าย อาจโดนตื้บตายเสียก่อน
            เรื่องที่ไม่มีใครรู้ข้อเท็จจริง ต่างพากันขุดคุ้ยว่า สาเหตุมาจากเรื่องใดกันแน่ ต่างคาดเดากันไปต่าง ๆ นานาและเชื่อแน่ว่า คงไม่มีใครกล้าสรุปสาเหตุที่แท้จริงได้
 
            เวลาพลบค่ำในเรือนของจมื่นศรีทั้งสามพูดคุยกันในเรื่องเดิม เรื่องที่ใคร ๆ ต่างพากันพูดคุย
จมื่นศรีเปิดประเด็นขึ้นมาก่อนว่า “จำเรื่องที่พวกญี่ปุ่นมันก่อกวนได้ไหม”
            หลวงพิชัยหัวเราะเสียงต่ำ ๆ “ใคร ๆ จำได้กันทั้งนั้น พวกมันคงคิดว่ามันแน่มากและไม่ได้ยำเกรงในพระราชอำนาจ”
            หลวงเดชรีบเสริมต่อ “หรือพวกมันคิดจะยึดครองกรุงราฐมัณฑ์เป็นของพวกมัน เช่นเดียวกับพวกต่างชาติอีกหลายกลุ่มก้อน บ้านเรายิ่งใหญ่แลอุดมสมบูรณ์ยิ่งนัก ใคร ๆ ก็อยากได้ครอบครอง”
            จมื่นศรีรีบพูดต่อในสิ่งที่ตนรู้มา “แล้วจ้าวทัศน์ในฐานะพระมหาอุปราช ได้คิดวางแผนการปราบพวกญี่ปุ่นกลุ่มออกพระนายไวยที่มีทีท่าจะก่อกบฏ”
ถึงตอนนี้สีหน้าของจมื่นศรีเคร่งเครียดยิ่งขึ้น “มันเป็นขุนนางคนโปรดขององค์เจ้าเหนือหัวนรสิงห์ เพ็ดทูลอย่างไร พระองค์ย่อมเชื่อว่าเป็นจริง ยิ่งกว่านั้น เชื่อกันว่า  มันนั่นแหละคือหัวหน้าก่อการกบฏตัวจริง หวังจะเป็นเจ้าเหนือหัว แต่โบ้ยความผิดว่าจ้าวทัศน์ของเราจะก่อการกบฏแทน”
“เอาล่ะซิ ยุ่งกันใหญ่ ตกลงใครเป็นฝ่ายก่อกบฏกันแน่ ตอนแรกรู้แต่ว่า พวกของสมุหพระกลาโหม ไม่ชอบจ้าวทัศน์ พาลเกลียดเสียด้วยซ้ำ นี่มามีเรื่องโยงไปถึงออกพระนายไวยกับจ้าวธรรมาอีก ตกลงใครคือศัตรูตัวเอ้นะ” หลวงเดชเริ่มบ่นพึมพำ
            หลวงพิชัยได้ทีบอกต่อ “มันเป็นจังหวะเดียวกับที่พระโอรสของเจ้าเหนือหัวนรลักษณ์ที่เป็นเจ้าล้านช้างจะยกทัพเข้ามายังกรุงราฐมัณฑ์ ใคร ๆ เลยพูดว่าเป็นเพราะจ้าวทัศน์ชักนำศึกนี้เข้ามาด้วยองค์เอง”
หลวงเดชบ่นต่อ “มันเลยยุ่งไปกันใหญ่ ทั้งก่อกบฏ และศึกแย่งชิงบัลลังก์คืน ไม่รู้ว่าออกพระนายไวยไปเพ็ดทูลเช่นไร จากขาวเป็นดำ จากดำเป็นขาว แทนที่มันจะโดนตัดหัวขั้วแห้งกลับกลายเป็นจ้าวท่านผิดไปได้เสียนี่”
คราวนี้ทั้งสามมาเปิดประเด็นเรื่องออกพระนายไวยกันอย่างจริงจังอีกครั้ง
            หลวงพิชัยหาทางสรุปความเป็นไปได้ “หรือมันนั่นแหละที่แอบวางยาพิษ โดยให้นางสนมพวกมันจัดการ เพราะมันเข้านอกออกในได้อย่างง่ายดาย” พร้อมกับทำสีหน้าครุ่นคิดอย่างจริงจัง
“นางสนมคนไหนที่สนิทสนมกับมันมากเป็นพิเศษจนถึงขั้นกล้าทำเรื่องอุบาทว์ชาติชั่วได้เช่นนี้ ตายไปตกนรกหมกไหม้แน่นอน แม้นชาตินี้เหาคงกินหัวมันจนหมดสิ้นแล้วเป็นแน่” ผรุสวาทอย่างโกรธแค้นด้วยน้ำเสียงเกลียดชังคนวางยา
            “บางทีนางสนมคนนั้น อาจไม่ได้รู้เห็นเป็นใจด้วย ก็เป็นได้ อาจเป็นพนักงานทำอาหาร หรือใครก็ได้ ที่ใช้ทีเผลอหรือตั้งใจจะสับเปลี่ยนสำรับ” หลวงเดชเอ่ยบ้าง เหมือนกำลังคาดคะเนถึงความเป็นไปได้ แล้วเอ่ยต่อไปว่า
“มันได้ตำแหน่งจมื่นมาไม่นาน พอ ๆ กับพี่ท่าน บังเอิญจับพลัดจับผลูได้ไปอยู่ตำหนักองค์เจ้าเหนือหัว นิสัยช่างพูด ใส่ไฟ ตลบตะแลงตอแหลของมันทำให้มันได้ดิบได้ดี แต่มันทำเรื่องอัปรีย์ได้ถึงเช่นนี้ มันสมควรจะได้ตำแหน่งออกพระหรือไม่ คงอีกไม่นานได้เลื่อนเป็นคุณพระ” น้ำเสียงขุ่นขึ้นมาอย่างเคียดแค้น
            “มันไปเอาตำแหน่งที่ใหญ่โตจากทางสมุหพระกลาโหม เพียงแต่ยังทำงานในพระราชวังเท่านั้น เพราะกรมทหารรักษาพระองค์สูงสุดได้แค่จมื่นแบบพี่ท่านเท่านั้น อยากใหญ่โตขึ้นต้องไปสังกัดทหารรักษาพระนครโน่น” หลวงเดชอธิบายต่อ “มันอาจหวังตำแหน่งใหญ่โต ด้วยการโอนไปสังกัดกับสมุหพระกลาโหม มันหวังก้าวทางลัด”
            จมื่นศรีอธิบายเพิ่มว่า “ใช่อย่างที่น้องเดชพูดนั่นแหละ พวกเราเป็นได้แค่จมื่นนับว่าสูงสุดแล้ว ตำแหน่งพวกเรามีแค่นายมหาดเล็กสำรอง นายมหาดเล็กวิเศษ นายรองหุ้มแพร นายหุ้มแพร นายจ่า หลวง และจมื่น ส่วนสังกัดทหารรักษาพระนคร หรือโอนไปอยู่กับสมุหพระกลาโหมจะได้ตำแหน่งสูงกว่า ได้เป็นพัน หมื่น ขุน หลวง พระ พระยา ใหญ่โตกว่าพวกเรามากนัก นี่แหละที่องค์ท่านจ้าวทัศน์คิดจะสลับสับเปลี่ยนหรือกำหนดกฎเกณฑ์ ยศ ตำแหน่งใหม่เสียให้คานอำนาจซึ่งกันและกัน”
            “นั่นย่อมแสดงว่า ออกพระนายไวยเป็นสมุนหรือพรรคพวกของสมุหพระกลาโหมฤา”
หลวงเดชเอ่ยตอบอย่างคาดคะเน
            หลวงพิชัยเอ่ยต่อ อย่างคนที่พยายามปะติดปะต่อให้เป็นเรื่องราวที่น่าจะเป็นไปได้
“ฤาว่าองค์เจ้าเหนือหัวจะรู้ระแคะระคายว่า สิ่งที่ออกพระนายไวยเพ็ดทูลไม่จริง จึงเจรจาความกันตามลำพังกับจ้าวทัศน์ โดยมิให้ผู้หนึ่งผู้ใดรู้ความ อาจจะกำลังหาทางดัดหลังและกำจัดกบฎออกพระนายไวยให้สิ้นซาก แล้วออกพระนายไวยอาจจะรู้แกว เลยคิดตัดบทแก้ปัญหาเสียด้วยวิธีที่รุนแรงเช่นนี้”
            จมื่นศรีช่วยกันคาดคะเน “ถ้าอย่างนั้น คงเป็นมันนั่นแหละที่ออกพูดไปทั่วว่ามันได้ยินจ้าวทัศน์รายงานว่า จะขอคนออก แล้วองค์เจ้าเหนือหัวกริ้ว เพราะเท่าที่รู้ไม่มีแม้แต่ผู้หนึ่งผู้ใดได้เข้าใกล้พอจะได้ยินเสียด้วยซ้ำ ไอ้นี่มันชาติชั่วจริง ๆ วางแผนสลับซับซ้อน โบ้ยความผิดไปซึ่ง ๆ หน้า” เสียงที่พูดเน้นหนักด้วยความโกรธกริ้วและเกลียดชัง จึงใช้คำพูดที่ดุเด็ดเผ็ดร้อนผิดวิสัยดั้งเดิม แล้วพูดต่อ
            “น่าจะเป็นมันจริง ๆ นั่นแหละ อย่างน้อยที่มันเที่ยวพูดไปทั่วว่า มันได้ยินจ้าวทัศน์รายงานว่า จะขอคนออก แล้วองค์เจ้าเหนือหัวกริ้ว เพราะที่จริง ไม่มีแม้แต่ผู้หนึ่งผู้ใดได้เข้าใกล้พอจะได้ยินเสียด้วยซ้ำ แสดงว่า มันโกหก แต่คนทั่วไปไม่รู้ข้อเท็จจริงนี้ เลยหลงเชื่อมันไปเต็มเปาเข้าให้แล้ว”
            หลวงพิชัย “ตั้งแต่มันชิดใกล้องค์เจ้าเหนือหัว คงใช้อำนาจบาตรใหญ่หวังสูงเกินศักดิ์คิดจะช่วงชิงบัลลังก์เสียเอง แทนที่มันจะทำงานรับใช้สมุหพระกลาโหม มันเองคิดเหิมเกริมเสียเองก็เป็นไปได้นะ เท่าที่รู้ มันสร้างอิทธิพลในหมู่ขุนนางอำมาตย์ให้เกลียดชังและต่อต้านจ้าวทัศน์ พร้อมทั้งลักลอบนำพวกญี่ปุ่นเข้ามาได้เป็นหลายร้อยนายทีเดียว มาเป็นกองกำลังที่จะก่อกบฏ”
            หลวงเดชเสริมต่อทันทีว่า “น่าจะเกือบ 500 นายทีเดียวกะจะโอบล้อมพระราชวังแล้วบังคับให้เกิดสิ่งที่มันต้องการ โชคดีนะที่จ้าวทัศน์รู้ทันพวกมันได้เสียก่อน เพียงแต่ยังปราบให้ราบคาบไม่ได้และยังสาวไม่ถึงต้นตอ ได้แต่คิดไปว่าพวกญี่ปุ่นเท่านั้น แท้ที่จริงอยู่ใต้การบงการของไอ้ออกพระนายไวยนี่เอง ถึงทำให้วุ่นวายได้ถึงเพียงนี้”
            “มันคิดเหิมเกริมจริง ๆ และปั้นน้ำเป็นตัว โกหกตอแหลไปทั่ว โบ้ยไปว่า จ้าวทัศน์คิดก่อกบฏ ปล่อยข่าวไปทั่วบ้านทั่วเมือง จนพวกชาวบ้านหลงเชื่อว่าเป็นจริง มันน่านัก” หลวงพิชัยทำเสียงฮึ่มเข้าให้ เหมือนอยากจะต่อยปากหรือเตะไอ้คนที่กำลังพูดถึงด้วยความเคียดแค้นยิ่งนัก
ทั้งสามเจรจาเรื่องราวที่ต้องแอบพูดกับแบบเงียบ ๆ ไม่ใช่เรื่องที่จะพูดกันอย่างเอิกเกริกหรือให้รู้ไปทั่วได้ คงคุยกันเฉพาะพวกของตนเท่านั้น
เมื่อเจรจามากยิ่งขึ้น จึงได้เรื่องราวที่ต่างฝ่ายต่างรู้ แล้วมาปะติดปะต่อจนเกือบจะได้เรื่องราวทั้งหมด สรุปประมาณว่า ทั้งออกพระนายไวยและสมุหพระกลาโหมกำลังคิดก่อกบฏแน่นอน ในขณะเดียวกันมุ่งหวังทำร้ายจ้าวทัศน์ให้ถึงแก่ชีวิตด้วย
“พวกมันคงไม่หยุดแต่เพียงเท่านี้แน่ คงรุกคืบต่อ แต่ด้วยวิธีใด คงไม่อาจรู้หรือคาดคะเนได้อย่างแม่นยำ แม้แต่องค์เจ้าเหนือหัว ยังมิอาจเอ่ยปากหรือให้ความคิดเห็นใด ๆ ในเรื่องนี้ ได้แต่นิ่งเงียบ องค์ท่านคงรู้ดีกว่าใคร ๆ แต่ด้วยมีนัยยะที่ลึกซึ้ง จึงมิอาจเปิดเผยข้อเท็จจริงที่เป็นอันตรายต่อองค์ท่านหรือต่อชาติ เพราะมันฉลาดนัก ที่โบ้ยว่า คำพูดขององค์ท่านที่ทำให้จ้าวทัศน์เสียพระทัยจนต้องปลิดชีพองค์เอง”
“พวกเรากำลังคาดการณ์ทั้งหมดกันเอง จริงเท็จแค่ไหน ยังไม่รู้ แต่ต้องระวังตัวให้มากขึ้น อย่างน้อยมีสองคนที่น่าจะก่อกบฏคือออกพระนายไวยกับสมุหพระกลาโหม” จมื่นศรีกล่าวสรุป ก่อนจะแยกย้ายกลับเรือนของตน
 
เรื่องซุบซิบแบบนี้ต่างฝ่ายต่างป้องปากแอบกระซิบพูดกันไม่เว้นแม้แต่ผู้ใดในกรุงราฐมัณฑ์ที่จะไม่พูดถึง ทั่วทั้งเมืองกลับพูดเรื่องเดียวกันแต่อาจต่างกันไปในสาระที่รับรู้มา
 
บางเรื่องผ่านไปแล้วยากแก่การแก้ไข
รอเรื่องใหม่ที่จะผ่านมาอย่าเกิดซ้ำอีก
บางเรื่องเกิดแล้วปกปิดกะให้มิดชิด
แต่คนรุ่นหลังขุดคุ้ยให้โผล่มาได้อีก
 
 



Create Date : 24 กรกฎาคม 2564
Last Update : 24 กรกฎาคม 2564 8:52:53 น.
Counter : 365 Pageviews.

0 comment
ความลับที่ไม่มีใครรู้ข้อเท็จจริง
ความลับที่ไม่มีใครรู้ข้อเท็จจริง
 
            บางเรื่องราวที่เกิดขึ้น บางคนอาจรู้เพียงผิวเผินจากข่าวลือที่เล่าต่อ ๆ กันมา และกลายเป็นตำนานที่ไม่มีแม้แต่ผู้ใดล่วงรู้ข้อเท็จจริงนอกจากผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ปล่อยให้ผู้คนพิศวงงงงวยคาดเดาไปต่าง ๆ นานา
            ข่าวการปลิดชีพด้วยยาพิษของจ้าวทัศน์พระมหาอุปราชก่อให้เกิดคำถามต่าง ๆ ตามมามากมาย บางคนเชื่อแน่ว่าปลิดชีพด้วยองค์เอง บ้างคิดว่าเป็นแผนลอบสังหารของฝ่ายตรงข้าม แล้วเรื่องใดเป็นจริงเป็นเท็จ คงหาคำตอบที่ถูกต้องเต็มร้อยไม่ได้แน่
ประวัติศาสตร์ได้จารึกไว้ว่า จ้าวทัศน์พระมหาอุปราชทรงยาพิษด้วยองค์เอง เพราะน้อยใจในพระราชบิดาที่ตรัสต่อว่า “จักเป็นกบฏเหรอ”
เหตุบ้านการเมืองขณะนั้น การเมืองคุกรุ่น ด้วยจ้าวทัศน์พระมหาอุปราชหลังจากได้ตำแหน่งพระมหาอุปราชแล้วได้ขอเปลี่ยนแปลงกำลังทหารในบังคับการของสมุหพระกลาโหม และฝึกปรือทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์อย่างเข้มงวดกวดขันมากยิ่งกว่าเดิม ทำให้ฐานอำนาจเก่าไม่พึงพอใจ หาทางขัดขวางไม่ให้จ้าวทัศน์พระมหาอุปราชได้ขึ้นครองราชย์ต่อ
ข่าวลือเรื่องจ้าวทัศน์สิ้นพระชนม์เป็นไปในหลายกระแส แตกต่างกันไปตามแต่แหล่งที่ได้รับข่าวสาร แล้วต่างมาปะติดปะต่อจนเป็นเรื่องราวได้ตามแต่จินตนาการของคนนั้นจะพาไป
 
ชาวบ้านทั้งบ้านทั้งเมืองพูดคุยกันเรื่องเจ้านายเป็นว่าเล่นอยู่แล้ว แต่บางกลุ่มอาจตกข่าว ด้วยอยู่ไกลปืนเที่ยง เมื่อมีบางคนทำตัวเป็นผู้รู้จึงเป็นที่สนอกสนใจเป็นพิเศษ
สภากาแฟกลุ่มเดิมที่เคยคุยว่าจ้าวทัศน์คิดจะก่อกบฏแย่งชิงอำนาจจากพระราชบิดาของพระองค์เอง รีบประชุมด่วน เมื่อมีข่าวใหม่ที่ล่ากว่าเดิมว่า คนที่คิดจะก่อกบฏกลับตาลปัตรตรงกันข้ามเสียสิ้น
“เฮ้ย ข่าวล่ามาเร็ว มาฟังกันให้ชัด ๆ ได้ยินมาจากวงในเชียวนะ” คนแรกคนเดิมเปิดประเด็นอีกแล้ว เพื่อนฝูงรีบเข้ามาล้อมวง หวังว่าจะได้ยินข่าวเพิ่มเติมที่ลูกจะแย่งชิงอำนาจจากพ่อได้อย่างไร
“แล้วเป็นไง ก่อกบฏสำเร็จไหม ลูกแย่งพ่อได้ไหม” อีกคนตั้งคำถามรัว ๆ หวังจะได้ยินคำตอบเรื่องเดิม แต่กลับทำให้คนแรกที่เปิดประเด็นหัวเราะร่า
“หัวเราะทำไมวะ เรื่องคอขาดบาดตายเช่นนี้” คนนี้ยังไม่รู้เรื่องและอยากรู้ใจจะขาด “เป็นอย่างไรล่ะ ที่เล่าค้างไว้วันก่อนไงล่ะว่าลูกคิดจะก่อกบฏน่ะ”
“เฮ้ย ตกข่าวไปแล้วเรื่องนั้นน่ะ” คนเล่าหยุดพูด หวังดึงความสนใจให้มากขึ้น
“อะไรวะ ทำอมพะนำอยู่ได้ คนยิ่งอยากรู้ตอนจบอยู่” อีกคนเร่งเร้าให้รีบเล่าให้จบ
“ฟังให้ดีนะ มันไม่ใช่อย่างนั้น ตอนนี้กลับกลายเป็นว่า จ้าวทัศน์ฆ่าองค์เสียเอง วุ่นกันไปทั้งเมือง พวกเราอาจต้องเตรียมไว้ทุกข์ให้เจ้านาย หรือไปงานของท่านแล้ว” พอพูดจบ ทุกคนที่ตกข่าว ต่างตกตะลึงกันไปถ้วนหน้า
“ว่ายังไงนะ ใครสิ้น จ้าวทัศน์น่ะเรอะ ไหนว่าองค์ท่านคิดกบฏอย่างไรล่ะ”
“ก็องค์ท่านเอ่ยมาว่า คิดจะลาออกจากตำแหน่งพระมหาอุปราชในท้องพระโรงน่ะสิ แล้วองค์เจ้าเหนือหัวตรัสถามว่า หรือเจ้าจะคิดก่อกบฏล่ะ แค่นั้นแหละ คืนนั้นจ้าวทัศน์ดื่มยาพิษฆ่าองค์เองเลย”
“ท่านคงกลัวโดนโทษหนักน่ะสิ เลยหนีความตายเสียก่อนกระมัง”
“ใช่ ๆ โทษกบฏ ถึงขั้นตัดหัวเสียบประจานเชียวนะ ดีไม่ดี โดนทั้งเจ็ดชั่วโคตร การที่เจ้าเหนือหัวนรสิงห์ตรัสถามเช่นนี้ แสดงว่าจะเอาเรื่องจ้าวทัศน์แล้ว” คนนี้ทำท่ารู้ดี
ทั้งวงต่างพากันเจรจาถึงเรื่องนี้อย่างเมามัน แต่ทว่ามีอีกคนที่ยังไม่เชื่อเต็มร้อย เอ่ยปากถาม
“หรือจะมีคนแอบวางยาองค์ท่าน” อีกคนตั้งประเด็นใหม่ขึ้นมา
“แล้วใครล่ะ เป็นผู้แอบวางยาจ้าวทัศน์” เมื่อมีคนเสนอข้อคิดเห็นใหม่ ทั้งวงเปลี่ยนประเด็นอีกแล้ว ราวกับเป็นนักสืบรับจ้างหาข้อเท็จจริง
“ใครจะไปรู้ล่ะ มีคนอยากได้อำนาจตั้งมากมาย”
“หรือว่าเป็นพวกสมุหพระกลาโหมที่หวังจะให้จ้าวธรรมาพระโอรสเจ้าเหนือหัวนรลักษณ์ได้ครองราชย์แทนจ้าวทัศน์เป็นคนวางยา” คนนี้ทำราวกับผู้รู้เรื่องราวในอดีต
ทั้งวง งง กันอีกแล้วกับประเด็นใหม่ ทำให้คุยกันอย่างจริงจังว่าควรเป็นอย่างไรกันแน่
วงนี้คงหาข้อสรุปไม่ได้อีกตามเคย ด้วยต่างคนต่างไม่รู้ข้อเท็จจริง คงต้องรอข่าวใหม่ในวันต่อไป แต่พยายามเสนอข้อคิดเห็นของตัวเองกันให้มากที่สุด เพื่อจะเข้าเค้าบ้าง
ข่าวการกินยาพิษด้วยองค์เองของจ้าวทัศน์นี้ โด่งดังมาก ต่างพูดกันไปคนละเรื่องคนละราว ไม่มีใครรู้ข้อเท็จจริงสักคน ไม่รู้ว่าเป็นเช่นไรกันแน่
ถ้าไม่ได้กินยาพิษด้วยองค์เอง ย่อมมีการวางยาหมายปลิดชีพ ใครล่ะ คือคนวางยา ทั้งวังจะไม่รู้เห็นเชียวหรือว่ามีคนเข้านอกออกใน ส่วนคนที่วางยาตัวจริงจะรู้สึกเช่นไรคงไม่ต้องสงสัย เมื่อไม่มีใครตั้งประเด็นการวางยา กลุ่มนี้คงลอยตัวไป
ถ้ามีคนสงสัย ต้องเถียงคอเป็นเอ็นว่า “ไม่ใช่ตัวการแอบวางยา” หรือกระซิบกระซาบกับก๊วนเพื่อนสนิทว่า “แผนการสำเร็จด้วยดี” คงไม่มีใครรู้แน่นอกจากคาดเดากันไปเองต่าง ๆ นานา และไม่รู้ว่า ใครเป็นตัวสั่งการ ใครเป็นผู้ลงมือ
หลังข่าวแพร่สะพัดออกไปในหลายทิศทาง โดยธรรมชาติของข่าวลือย่อมผิดเพี้ยนไปมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เกิดกระแสการวิพากษ์วิจารณ์หลากหลาย
หลายคนคิดว่าเพราะคำพูดของพระราชบิดาทำให้พระโอรสองค์โตน้อยพระทัยคิดสั้นปลิดชีพองค์เอง หรือเพราะจ้าวทัศน์รู้ว่าคงไม่พ้นโทษอาญาแผ่นดินในฐานะกบฏ จึงหนีความผิดปลิดชีพองค์เองเสียจะดีกว่าโดนโทษประหารให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศและน่าสยดสยองถ้าต้องลดฐานะจากพระมหาอุปราชเป็นแค่นักโทษประหาร
พระราชบิดาที่ตกเป็นข่าวว่า จ้าวทัศน์สิ้นพระชนม์เพราะคำพูดที่ออกจะรุนแรงเช่นนั้นเท่ากับเสียงที่เล็ดลอดมาเข้าหูคือการตำหนิว่าพระองค์ทำสิ่งใดที่รุนแรงมากเกินฤา พระโอรสจึงคิดสั้นถึงกับทำร้ายองค์เองเช่นนี้
ไม่มีคำอธิบายใด ๆ ออกจากพระโอษฐ์ของเจ้าเหนือหัวนรสิงห์พระราชบิดา ผู้ซึ่งใครต่อใครรู้กันว่าทรงรักพระโอรสองค์โตนี้ยิ่งกว่าพระโอรสองค์อื่น ๆ เหตุใดจึงใช้คำพูดที่รุนแรงมากเช่นนี้ในท้องพระโรงต่อหน้าบรรดาขุนนางอำมาตย์
 ผู้ที่ใคร ๆ ต่างพากันกล่าวหาลับหลังว่า ใช้คำพูดที่เชือดเฉือนน้ำพระทัยพระโอรสว่า เจ้าคิดจะก่อกบฏจริงหรือ ไม่มีแม้สักคำที่จะอธิบายให้แม้แต่ผู้หนึ่งผู้ใดได้ล่วงรู้ความจริง
            เพราะเท็จจริงไม่มีผู้ใดที่ล่วงรู้เบื้องหลังคำสนทนาระหว่างบุคคลทั้งสองก่อนจะถึงวันเกิดเหตุ ที่มีโอกาสพบกันตามลำพังในพระตำหนักส่วนพระองค์ และทรงห้ามผู้ใดเข้าใกล้บริเวณนั้นแม้แต่ออกพระนายไวยคนที่ใกล้ชิดที่สุด
 ต่างคาดเดากันไปเองเพราะมีข่าวลือหนาหูเช่นนี้มาก่อนหน้า
พระองค์ปิดพระโอษฐ์เงียบ ไม่ได้พูดให้ใครฟังสักนิดว่า แท้จริงแล้วเหตุใดจึงใช้คำพูดเช่นนี้ มีเหตุผลใดอยู่เบื้องหลังหรือไม่ ได้แต่เศร้าโศกเสียพระทัยตรอมใจกับการจากไปของพระโอรสองค์โตที่ทรงรักและคาดหวังมากที่สุด
 
ไม่มีใครรู้ข้อเท็จจริงในวันนั้นอย่างแท้จริง มีแต่เสียงลือเสียงเล่าอ้างเท่านั้น
ใครจะพูดเช่นไร มิมีใครไปห้ามปรามขัดขวางได้เลย ปล่อยให้พูดกันไปอย่างนั้นเอง
สามนายทหารคนสนิทคงเศร้าไม่น้อยไปกว่าผู้ใด เพราะจ้าวทัศน์เป็นทั้งเจ้านายสายตรง เป็นทั้งเพื่อนร่วมงานที่พูดคุยปรึกษาหารือและคอยดูแลช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาตลอด
ช่วงระหว่างงานพระศพ ทั่วทั้งวังต่างวิ่งวุ่นกับการตระเตรียมงาน มิมีแม้แต่ผู้ใดในวังที่จะมาสืบค้นหาข้อเท็จจริงแม้แต่น้อยว่า ยาพิษนี้เป็นของผู้ใดและมาอยู่ในห้องของจ้าวทัศน์ได้เช่นไร เพราะแต่เดิมไม่เคยมีใครเห็นยาพิษนี้ในพระราชวัง แล้วมันโผล่มาในห้องได้เช่นไร มันต้องมีคนเอาเข้ามา แต่เป็นใครกัน
ทั้งสามได้พูดคุยเรื่องยาพิษในช่วงเวลาสั้น ๆ
“ใครกันที่นำยาพิษชนิดนี้เข้ามาในเขตพระราชฐานได้” หลวงพิชัยเอ่ยปากถามก่อน “ใครกันที่สามารถเข้านอกออกในพระตำหนักของจ้าวทัศน์และผสมลงในเครื่องดื่มหรืออาหารได้”
“แน่นอน มันต้องไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส จนจ้าวทัศน์ที่กำลังจะดื่มหรือกิน รู้สึกถึงความผิดปกติ นอกจากเมื่อไหลลงคอแล้วมิอาจช่วยเหลือตัวเองได้แม้แต่น้อย อาจจะน้ำลายไหลฟูมปาก ตาเหลือกตาค้างและสิ้นลมหายใจลงไปในบัดดล เพราะความร้ายแรงของยาพิษชนิดนี้” หลวงเดชพูดขึ้นมาบ้างและพูดต่อไปว่า “เพราะไม่มีใครได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือแม้แต่น้อยดังออกมาจากห้องของจ้าวทัศน์ ทั้งที่มีมหาดเล็กยืนอยู่หน้าประตู
“ถ้าเช่นนั้นเบาะแสน่าจะอยู่ที่มหาดเล็กยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูนี่แหละ ที่จะรู้ว่าใครนำพระกระยาหารไปถวาย หรือมีใครเข้านอกออกในบ้างจริงไหมขอรับ” หลวงพิชัยตั้งข้อสังเกต
“ถ้าจ้าวทัศน์นำเข้ามาด้วยองค์เอง ใครกันที่พาเสด็จออกไปนอกวังแล้วพาไปซื้อยาพิษ ผู้ที่พาไป ผู้ที่จำหน่ายยาพิษต้องรู้ว่า โทษของยาพิษนี้ร้ายแรงขนาดไหน ทำไมจึงปล่อยให้ซื้อหาได้โดยอิสระเสรี ไม่ไต่ถามแม้สักน้อยหน่อยหนึ่งเหรอว่าจะเอาไปทำไม แล้วไม่ห้ามปรามกันบ้างเชียวรึ”
คราวนี้จมื่นศรีเปรยขึ้นมาบ้าง และเสริมว่า “ยาพิษนี้เป็นของผู้ใดกันแน่นะ และมาอยู่ในห้องของจ้าวทัศน์ได้เช่นไร เพราะแต่เดิมไม่เคยมีใครเห็นยาพิษนี้ในเขตพระราชฐานเลย แล้วมันโผล่มาในห้องได้เช่นไร มันต้องมีคนเอาเข้ามา แต่เป็นใครกัน น่าสงสัยมากเลย”
 
หลังเสร็จสิ้นงานพระศพ ค่อยคลายความทุกข์โศกหายตระหนกตกใจลงไปบ้าง
สามนายทหารได้มีโอกาสมาพูดคุยกันเรื่องนี้อย่างจริงจังอีกครั้ง
จมื่นศรีคนแรกที่เอ่ยปากว่า “ร้อยไม่เชื่อพันไม่เชื่อว่าจ้าวทัศน์จะคิดสั้นดื่มยาพิษด้วยองค์เอง เพราะวันก่อนยังมาปรึกษาหารือถึงแผนการสับเปลี่ยนกำลังพลรวมทั้งการฝึกอย่างเข้มในกรมทหารรักษาพระองค์”
             “ใช่  ไม่น่าจะเป็นไปได้ ไม่มีทีท่าให้เห็นแม้แต่น้อยว่าคิดจะปลิดชีพองค์เอง แม้แต่คืนก่อนที่เข้าไปพบพระราชบิดาเป็นการส่วนพระองค์ พอออกมาจากห้องที่พูดคุยกันตามลำพัง องค์ท่านไม่ได้แสดงทีท่าผิดปกติอันใด” หลวงเดชพูดเสริมด้วยทีท่าไม่เห็นด้วยว่า จ้าวทัศน์คิดสั้นน้อยใจ
            “คนคิดสั้นน้อยใจคงไม่คิดกะการเตรียมการใหญ่ วางแผนการสำหรับอนาคตหรอกนะขอรับ” หลวงพิชัยเปรยขึ้นมาบ้างแบบคนที่กำลังใช้ความคิด
“พระองค์ยังเปรยว่า จะกราบทูลรายงานพระราชบิดาให้รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ รวมทั้งพูดว่า กลุ่มนายทหารของสมุหพระกลาโหมผู้ที่คิดจะก่อกบฏตัวจริงมีการเคลื่อนไหว” เสียงจมื่นศรีเริ่มเบาลงราวกับกระซิบกระซาบทั้งที่อยู่กันตามลำพังเพียงสามในที่ห่างไกลจากผู้คน
หลวงพิชัยผู้ที่โดนหักอกจากฤทธิ์เดชของสมุหพระกลาโหมรีบเอ่ยปากเสริมทันทีด้วยความรู้สึกคุกรุ่นโกรธแค้นพวกของสมุหพระกลาโหมว่า
“ข่าวที่ว่าถ้าจ้าวทัศน์ได้เป็นใหญ่จริง กลุ่มทหารของสมุหพระกลาโหมจะไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจเด็ดขาดและจะก่อกบฏขึ้นมาโดยเร็ววัน” เสียงยิ่งเบาลงเมื่อพูดถึงเรื่องนี้
หลวงเดชกล่าวอย่างจริงจัง “อาจมีคนมาแอบวางยาเพราะพวกเขาคาดคะเนว่า เจ้าเหนือหัวนรสิงห์อาจจะอยู่ฝ่ายจ้าวทัศน์ก็เป็นได้และคงหาทางแก้เกมการเมืองครั้งนี้
“สังเกตไหมว่า พระองค์ไม่เปรยเลยสักนิดว่า คืนก่อนที่อยู่ตามลำพังได้คุยกันเรื่องใด อาจกำลังมีแผนซ้อนแผนตลบหลังอีกฝ่ายก็เป็นได้ และไม่คิดจะสืบสาวหาข้อเท็จจริง ด้วยเป็นไปได้ว่า ไม่ต้องการให้อีกฝ่ายหาเหตุก่อกบฏ เพราะพวกกบฏคงเตรียมการพร้อมแล้วที่จะก่อกบฏ ถ้ามีเหตุนิดหน่อยจะได้ก่อการทันที”
จมื่นศรีเห็นด้วยกับเพื่อน ๆ กล่าวว่า “คนวางยาต้องการกำจัดเสี้ยนหนามต้นตอเสียก่อนที่พวกเขาจะโดนโค่นอำนาจ และการวางยาเป็นวิธีที่ดูปลอดภัยที่สุดแล้ว
แถมปล่อยข่าวว่า คืนก่อนหน้านั้น จ้าวทัศน์เข้าไปหาแล้วโดนตำหนิอย่างรุนแรง จนเอ่ยปากขอลาออกในวันต่อมาในท้องพระโรงต่อหน้าขุนนางอำมาตย์ แล้วเมื่อได้ยินคำพูดตรัสตอบเช่นนั้น จึงน้อยใจปลิดชีพองค์เอง มันเป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อไม่เคยเห็นทีท่าที่ท้อถอยหรือน้อยอกน้อยใจให้เห็นแม้แต่น้อย”
หลวงเดชคิดว่าน่าจะเป็นไปเช่นนั้นแน่จึงเสริมต่อว่า “มีแต่แผนการที่คิดจะทำโน่นทำนี่ คนคิดมากน้อยใจจนซึมเศร้าคงไม่คิดวางแผนได้มากมายเท่านี้”
จมื่นศรีนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่แล้วพูดเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน “เอหรือมีข่าวซุบซิบเรื่องที่ท่านแอบติดต่อกับกองทัพล้านช้างให้มาปราบพวกญี่ปุ่นที่มันกำแหงมากนัก ถ้าเรื่องนี้เป็นจริงแล้วรู้ถึงพระเนตรพระกรรณ องค์เจ้าเหนือหัวทรงพิโรธโกรธกริ้วจนทำให้องค์ท่านน้อยใจจริง ๆ ว่าทำอะไรไม่ดีสักอย่าง แล้วนี่เป็นความผิดมหันต์เหมือนชักศึกเข้าบ้าน”
หลวงเดชไม่เห็นด้วยกับกรณีนี้ คิดว่า “เรื่องนี้ใหญ่โตมากนัก ถ้ารู้ถึงพระเนตรพระกรรณจริงคงไม่แค่ตำหนิหรอก อาจต้องโทษโดนอาญาที่รุนแรงกว่านี้ แล้วที่คิดว่าองค์ท่านจ้าวทัศน์คิดติดต่อกับเจ้าล้านช้าง หรือจ้าวธรรมา โอรสในเจ้าเหนือหัวนรลักษณ์ให้ยกทัพเข้ามาก็ไม่น่าเป็นจริงเช่นกัน”
ทั้งสามคุยเรื่องนี้นานพอควรแล้วสรุปกันเองว่าน่าจะเป็นแผนการของฝ่ายตรงข้ามเป็นแน่แท้ แต่ทำให้ดูเนียนเท่านั้นเอง เพราะยาพิษชนิดนี้ไม่เคยปรากฏในสารบบบัญชีของสำนักพระราชวัง แล้วพระองค์ท่านจะไปเอามาจากไหนในเวลาเช่นนั้น
ถ้าจะสั่งยาพิษเข้ามาด้วยองค์เองนี้ ต้องเตรียมการมานาน แต่มันขัดกับที่แสดงออกด้วยการสั่งการทำโน่นทำนี่ และเหตุการณ์ในท้องพระโรงเพิ่งจะเกิดขึ้น
ถึงจะสรุปไม่ได้แน่ชัด ด้วยผู้วางแผนการทำเนียนได้ยอดเยี่ยมมาก ทั้งได้วางแผนให้แต่ละช่วงเวลาเป็นเช่นไร จนข่าวลือทำให้คนเชื่อแน่ว่า เป็นจริง
ทั้งสามไม่เชื่อในข่าวลือนี้แน่นอน แล้วความลับนี้จะเป็นความลับที่ดำมืดตลอดไปหรือจะมีผู้เปิดเผยให้เห็นข้อเท็จจริงในภายหลัง
 
หนึ่งเรื่องแต่ต่างความคิด
พูดไปพูดมายิ่งบานปลาย
ถ้าคิดต่างอย่าคุยด้วยจะเกิดเรื่อง
ถ้าคิดตรงกันคุยเอามันส์ได้เลย
 
 
 



Create Date : 24 กรกฎาคม 2564
Last Update : 24 กรกฎาคม 2564 8:51:48 น.
Counter : 190 Pageviews.

0 comment
ปกหน้า

ทองนพคุณ

 
 
พัทธดนย์
 
เพราะฟ้าลิขิตขีดเส้นใต้ บังคับเส้นทางให้ก้าวเดิน ดลบันดาล
เพื่อให้เป็นจอมราชันย์สร้างความยิ่งใหญ่ให้แก่ผืนปฐพี
บนเส้นทางที่ขรุขระเต็มไปด้วยขวากหนาม อุปสรรคร้อยแปด
มิได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แม้จะเกิดมาเป็นเจ้า แต่มิได้รับเป็นเจ้า
ทุกสิ่งลิขิตมาเพื่อท้าทายฝีมือสติปัญญาอย่างอาจหาญทรนง
ก้าวข้ามผ่านแต่ละก้าว มีทั้งกลิ่นคาวเลือดและน้ำตาที่ไหลนอง
จนก้าวมาเป็นจ้าวเหนือหัว ทรงพระนาม “ทองนพคุณ”
หมายถึง ทองเนื้อแท้บริสุทธิ์ หรือ ทองร้อยเปอร์เซ็นต์
ได้รังสรรค์แผ่นดินถิ่นเกิดจนเป็นแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง
ชาวประชาหน้าใส ร่ำรวยกันถ้วนหน้ายิ่งกว่ายุคใด ๆ ที่ผ่านมา
 
 



Create Date : 24 กรกฎาคม 2564
Last Update : 24 กรกฎาคม 2564 8:44:33 น.
Counter : 469 Pageviews.

0 comment
เศร้านี้สะท้านฟ้าสะเทือนดินยิ่งนัก



           
 
Seller Link: https://www.mebmarket.com/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMTU0MjQwMiI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjEyNjQ3NyI7fQ
 
 

            เมื่อแผนการไม่อาจเป็นไปตามที่คาดฝัน จะคิดการใดต่อไป เดินหน้าสู้ต่ออย่างเต็มกำลังหรือถอยหนีเพื่อตั้งหลัก หรือหันหลังไม่คิดจะต่อกรด้วย ปล่อยทุกอย่างไปตามที่ควรจะเป็น ให้เป็นไปตามลิขิตฟ้าชะตากำหนดแล้วกัน
เวลาผ่านไปเพียง 4 เดือนเศษ หลังจากที่จ้าวทัศน์ดำรงตำแหน่งพระมหาอุปราชแห่งกรุงราฐมัณฑ์ ด้วยรูปลักษณ์อันงามสง่า ผิวพรรณผุดผ่อง แถมด้วยสติปัญญาอันล้ำเลิศ เหมาะสมอย่างยิ่งด้วยประการทั้งปวงต่อตำแหน่งที่ได้รับ ได้เกิดเหตุที่ไม่คาดคิด สะท้านฟ้าสะเทือนดินได้ทั่วทุกหย่อมหญ้า อะไรกันนี่ มันเกิดขึ้นได้เยี่ยงไร
ผู้คนทั่วหล้าต่างชื่นชมยินดีแลโสมนัสยิ่งนักที่ได้รับทราบข่าวการแต่งตั้งพระมหาอุปราช พร้อมตั้งความหวังว่าจ้าวน้อยพระองค์นี้จะนำพาประเทศชาติสู่ความเจริญรุ่งเรืองด้วยพระปรีชาสามารถเหนือยิ่งกว่าพระโอรสองค์ใด
ด้วยพระปรีชาสามารถเด่นเหนือใคร ด้วยรูปลักษณ์อันงามสง่ามีราศรีจับ ด้วยท่วงท่ากิริยาพาทีเป็นมิตรต่อพสกนิกรและเหล่าข้าราชบริพารผู้ใกล้ชิด ไม่มีคำน้อยที่น่าเกลียด สบประมาทด่าทอหรือเหยียบย่ำให้เจ็บช้ำน้ำใจแม้แต่น้อย จึงมีแต่คนรักใคร่เอ็นดูและเชิดชูสรรเสริญกันถ้วนหน้า
ด้วยคุณสมบัตินานัปการนี้จึงเหมาะสมด้วยประการทั้งปวงต่อการก้าวเป็นเจ้าเหนือหัวองค์ต่อไป
แต่ทว่าคงไม่ได้คิดเช่นเดียวกันนี้กับทุกคนทั่วหล้า เพราะไม่มีชนหมู่ใดที่คิดพ้องเหมือนกันเป๊ะถ้วนหน้าทุกตัวคน ไม่มีขัดแย้งแม้แต่น้อย เป็นไปไม่ได้ใช่ไหม และด้วยคุณสมบัติอันดีเลิศประเสริฐศรีเช่นนี้อาจขัดขวางหรือเป็นอุปสรรคต่อคนอีกกลุ่มหนึ่งก็เป็นได้ ในอันที่จะขัดผลประโยชน์ที่เคยได้รับมาแต่กาลก่อนในอดีต
หนึ่งในนั้นที่มิได้เห็นคล้อยตามคนหมู่มาก คงมีขุนนางกับนายทหารกลุ่มหนึ่งเท่านั้นที่ไม่ยินดีปรีดาด้วย และพร้อมจะเข้าขัดขวางไม่ให้เดินเรื่องต่อ หรือเล่นว่าวไปจนสุดสายป่าน
จากความปีติยินดีกลายเป็นความเคลือบแคลงสงสัย ด้วยข่าวลือที่หนาหูลือกระฉ่อนไปทั่วทั้งพิภพโลกาว่า จ้าวทัศน์ไม่ได้ยินดีแต่เพียงตำแหน่งของพระมหาอุปราชแห่งกรุงราฐมัณฑ์เท่านั้นแต่หมายปองสูงยิ่งไปกว่า โดยหวังจะครอบครองราชบัลลังก์แทนพระราชบิดาโดยมิรอช้าให้ถึงกาลที่ควรเป็นไป
 
กลุ่มชาวบ้านได้ตั้งวงกันราวกับเป็นสภากาแฟ เพื่อถกเถียงเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องของตัวเองกันอีกแล้ว ชอบนักคุยโม้เรื่องของเจ้านายนี่ สนุกปากกันจริง ทั้งที่ไม่มีใครรู้จริงแม้สักคน
“เฮ้ย ข่าวใหญ่เลยนะนี่” คนแรกเปิดประเด็นให้คนอื่นหูผึ่ง
“ข่าวอะไร ใหญ่แค่ไหนกัน” คนอยากรู้ตั้งคำถามรัว ๆ ขึ้นมาทันทีทันใด
“ไม่ได้ยินข่าวรึว่า จ้าวทัศน์น่ะคิดก่อกบฏ จะแย่งชิงอำนาจจากเจ้าเหนือหัว” คนแรกนี้ป้องปากกระซิบ เพื่อดึงดูดความสนใจ หรือเกรงว่าพูดดังไป อาจโดนทางการจับกุม
“อะไรนะ ข้าน่ะแก่แล้ว หูตาฟ้าฟาง ไม่ค่อยได้ยิน พูดเบาเสียอย่างนั้น ข้าจะไปได้ยินได้อย่างไร”
“เรื่องแบบนี้ ใครเขาพูดกันดัง ๆ ล่ะ” อีกคนตอบ
คนแก่หูตึงตอบโต้ “โธ่ พวกเราก็อยู่กันแค่นี้ ใครจะมาได้ยิน มีแต่พวกเรากันทั้งนั้น”
“เอาล่ะ พูดซ้ำก็ได้” เสียงดังฟังชัดขึ้นมาอีกนิด “เขาว่ากันว่า จ้าวทัศน์น่ะคิดก่อกบฏ จะแย่งชิงอำนาจจากเจ้าเหนือหัว”
“เฮ้ยเป็นไปได้อย่างไรกัน เขาพ่อลูกกันนะ พ่อลูกแท้ ๆ เทียว ใช่คนอื่นคนไกลเสียที่ไหนกันล่ะ” คนแก่หูตึง พอได้ยินถนัดถนี่รีบเถียงเสียงดังลั่น
“เขาลือกันไปทั้งบางเชียวนะ เขาว่านะ มาจากวงในทีเดียว แม่นแน่” คนแรกรีบอธิบายต่อ พลอยทำให้วงพลอยขยับเข้ามาใกล้กันยิ่งขึ้น เบียดชิดราวกับฟังเขาเล่าเรื่องผี ๆ กันทีเดียว
“คำนินทาว่าร้ายเช่นนี้หมายความลึกได้เพียงไร ข้าสงสัย พ่อลูกกันจะทำกันเพียงนี้เชียวรึ”
อีกคนชิงพูดขึ้นมา ราวกับสงสัยเสียเต็มประดา “ข่าวลือนี้จริงหรือเปล่านี่”
“อะไรกันล่ะ ไม่เข้าใจรึไร หมายชิงบัลลังก์หมายถึงเช่นไรได้ล่ะ นอกจากอย่างนั้นเชียวล่ะ”
“ก็หมายถึงเช่นไรล่ะ ใคร่อยากรู้นัก”
“คงหมายถึงแย่งชิง ด้วยการทำร้ายคนเก่าน่ะซิ” อีกคนทำเสียงเบามากแทบไม่ได้ยินอีกแล้ว
“จะขนาดนั้นเชียวรึ” อีกคนพลอยตั้งข้อสงสัยเพิ่มอีกคน
สภากาแฟวงนี้คงคุยกันอีกนานกับข่าวลือที่ได้ยินมาจากหลายทอด แล้วยืนยันว่า มาจากวงใน แต่ในขนาดไหน แล้วใครกันแน่ที่กล้าปล่อยข่าวลือเช่นนี้ได้ ไม่มีใครกล้ายืนยันแหล่งข่าวหรอก.
ทั้งวงตั้งข้อสงสัยกันไปมา จริงหรือไม่จริง ถ้าจริงจะร้ายแรงปานใด และจะเกิดในเร็ววันนี้หรือไม่ เผื่อจะได้หาทางขยับขยาย เก็บซ่อนทรัพย์สินที่พอมีน้อยนิด ให้รอดพ้น
ไม่นานเลยใช่ไหมจากชายหนุ่มผู้หาญกล้าและกระตือรือร้นหวังจะให้บ้านเมืองเจริญก้าวหน้าโดยเร็ว เมื่อโดนเสียงใส่ร้ายป้ายสีสาดโคลนไปทั่วทุกสารทิศเช่นนี้ กลับเกิดสลดหดหู่และคิดว่าโลกนี้ไม่ใช่โลกอันสวยสดงดงาม โลกแห่งความฝันห่างกันไกลลิบลับจากโลกแห่งความเป็นจริง และคงทำให้ใกล้กันไม่ได้เลย
จากใจอันหาญกล้า ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ กลับหดหู่เศร้าหมองและท้อถอย เกิดความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าทั้งกายและใจ จนคิดจะหนีลาจากภาระอันหนักอึ้งด้วยเสียงนินทาว่าร้ายทุกเช้าค่ำจากฐานอำนาจเก่าและปวงประชา
ใครจะกล้าแกร่งมากพอที่จะทนเสียงก่นด่าว่าร้ายในเรื่องที่ไม่จริงแม้สักนิดได้ ถ้าคนนั้นไม่ได้ฝึกความอดทน การมีภาวะผู้นำที่สามารถเอาชนะอุปสรรคปัญหาทั้งปวงทั้งเรื่องเล็กน้อยแลเรื่องใหญ่คับฟ้า
 
วันหนึ่งจ้าวทัศน์ได้เสนอว่า “คิดจะลาออกจากตำแหน่งพระมหาอุปราชแห่งกรุงราฐมัณฑ์ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทั้งปวงอันอาจจะเกิดขึ้นด้วยตนเพียงคนเดียวที่จะทำให้ราชบัลลังก์สั่นคลอนได้”
แทนการปลอบประโลมให้พระโอรสเข้มแข็งและมีใจฮึกเหิมพร้อมจะต่อสู้เพื่อราชบัลลังก์และประเทศชาติด้วยเป็นผู้ที่เหมาะสมที่สุดที่จะนำพาให้ประเทศก้าวไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง แต่สิ่งที่ได้รับกลับต่ำกว่าที่คาดหมายไว้เยอะด้วยพระสุรเสียงที่กล่าวออกมาว่า “เจ้าคิดจะก่อกบฏจริงหรือ”
คำพูดเช่นนี้ก่อให้เกิดความสะเทือนใจอย่างรุนแรงต่อจ้าวทัศน์ ผู้ที่คิดว่า น่าจะมีใครสักคนเข้าใจความคิดและการกระทำด้วยใจสุจริต แต่ไม่มีเลยแม้นสักคนในท้องพระโรงแห่งนั้น ที่ทัดทานคัดค้าน มีแต่นิ่งเฉย เท่ากับยอมรับว่า ควรเป็นไปเช่นนั้นแล
คงมีแต่พระสหายคนสนิทที่เข้าใจความจริงแท้ที่ซ่อนอยู่ และกำลังคิดวางแผนต่อสู้ฝ่ายตรงข้าม จะมีผู้ใดร่วมด้วยช่วยกัน ไม่มีใครรู้ได้ แต่ต้องกำจัดเศษซากสวะที่ลอยเกลื่อนน้ำให้หมดสิ้นไปโดยเร็ว
คำนั้น คำที่จะลาออกจากตำแหน่งพระมหาอุปราชแห่งกรุงราฐมัณฑ์ เป็นเพียงการเปรยเพื่อโยนหินถามทางว่าจะมีผู้ใดในท้องพระโรงคัดค้าน จะได้รู้ไปว่า ไผเป็นไผ ทำให้ซึ้งแก่ใจแล้วว่า ที่นี่มีแต่พวกของสมุหพระกลาโหมเท่านั้น หรืออาจจะมีสักคนสองคนก็คงมิกล้าเอื้อนเอ่ยปากให้ระคายหูกลุ่มมาเฟียนั้นไม่
จ้าวทัศน์ไม่ได้รอคำตอบหรือคำพูดต่อจากคำว่า “เจ้าคิดจะก่อกบฏจริงหรือ” เพียงได้ยินคำถามเช่นนั้น หัวใจหล่นตุ๊บไปกองที่พื้นทันใด ไม่ได้คิดเป็นอื่น นอกจากพระราชบิดาคิดเห็นเช่นคนทั่วไปที่เกิดจากคำพูดยุแยงตะแคงรั่ว
จ้าวทัศน์รีบผลุนผลันวิ่งออกจากท้องพระโรงกลับไปยังตำหนักส่วนพระองค์ ปิดประตูเงียบลั่นดานมิให้ใครเข้าไปพบ ยกเว้นเสียแต่สั่งพระกระยาหารเข้าไปเสวยตามลำพังพระองค์เดียว มิได้ออกมาร่วมเสวยกับพระญาติเช่นดั่งปกติดังเคย
 
            ครั้นเช้าวันรุ่งขึ้น มหาดเล็กได้พบว่าจ้าวทัศน์สิ้นพระชนม์ และเห็นยาพิษที่ตกอยู่ข้างกาย ทันใดนั้นทั้งพระราชวังวุ่นวายด้วยต้องเตรียมงานพระศพ พร้อมกับเสียงร้องไห้ระงมที่ดังไปทั่ว
            ขณะเดียวกันอาจจะมีบางกลุ่มก้อนที่เสียงหัวเราะดังลั่นแทนการร้องไห้คร่ำครวญ แต่จะเป็นกลุ่มไหนกัน
            ข่าวลือเช่นที่กล่าวมาดังไปทั่วทั้งวัง พร้อมกับเสริมต่อว่า “จ้าวทัศน์น้อยใจในพระราชบิดาหลังจากเหตุการณ์ที่สร้างความตระหนกกับคำกล่าวขององค์เจ้าเหนือหัวที่ตรัสตอบ แล้วจ้าวทัศน์ผลุนผลันกลับเข้าพระตำหนักขังองค์เองไว้ไม่อยากออกมาพบปะผู้ใด ปลิดชีพองค์เอง”
            บางคนบอกว่า “เพราะองค์เจ้าเหนือหัวรู้น่ะซิ จึงตรัสถามเช่นนี้ต่อหน้าขุนนางอำมาตย์ในท้องพระโรง เพื่อเป็นการปรามว่า ทุกคนรู้กันไปหมดนั่นแหละ ว่าคิดก่อกบฏจนบ้านเมืองวุ่นวายเช่นนี้”
            ความเศร้าโศกเข้ามาเยือนอย่างรวดเร็ว ทั่วทั้งวังวุ่นวายยุ่งเหยิง ด้วยต้องจัดการให้สมพระเกียรติพระมหาอุปราชแห่งกรุงราฐมัณฑ์
 
            ชาวบ้านร้านถิ่นต่างตระหนกตกใจกับข่าวคราวที่ออกมาจากพระราชวังว่า จ้าวทัศน์สิ้นพระชนม์ ต่างร้องไห้ระงมเสียงดังระเบ็งเซ็งแซ่ไปทั่ว พร้อมจะไว้ทุกข์ให้กับการจากไปอย่างปัจจุบันทันด่วน
            วงสนทนาชาวบ้านมีหรือจะไม่กล่าวถึงเรื่องเช่นนี้ ข่าวแบบนี้ ทำให้หลายคนที่เคยเล่าว่าจ้าวทัศน์คิดก่อกบฏ เปิดประเด็นใหม่ กลุ่มก๊วนเสนอกันหน้าสลอน อยากรู้อยากเห็นกันจริง ๆ
“ข่าวเขาออกมาว่า จ้าวทัศน์สิ้นพระชนม์เพราะยาพิษ มหาดเล็กเห็นยาพิษตกอยู่ข้าง ๆ ทำไมจึงต้องฆ่าองค์เอง” เล่นตั้งคำถามแบบนี้ ยิ่งช่วยกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นมากยิ่งขึ้น
“ทำไมคิดจะก่อกบฏ แต่ยอมแพ้ง่าย ๆ ล่ะ แทนที่จะสู้” อีกคนตั้งคำถามขึ้นมา
 เมื่อข่าวการสิ้นพระชนม์ออกจากปากผู้หนึ่งผู้ใดแล้วขยายความต่อไปอย่างรวดเร็ว กลับผิดเพี้ยนไปราวกับเป็นคนละเรื่อง เขาถึงว่า ข่าวลือนี้เชื่อถือไม่ได้จริง ๆ
ข่าวลือยิ่งผิดเพี้ยนเมื่อออกจากปากผู้ที่ได้แต่งแต้มเติมสีให้มากความไปยิ่งขึ้น ว่าพ่อลูกทะเลาะเสียงดังลั่นแล้วลูกคิดจะทำร้ายพ่อจนโดนตำหนิอย่างรุนแรงโดยหวังจะสืบอำนาจเสียเองตามคำกล่าวลือไปก่อนหน้านั้นว่า จ้าวทัศน์คิดก่อกบฏ
“โถ ทำเป็นจะลาออกจากการเป็นพระมหาอุปราช ไม่รู้พูดทำไม พอเจ้าเหนือหัวนรสิงห์ได้ยินเท่านั้นแหละ ตวาดเสียงดังลั่นทุ่งเลยว่า เจ้าน่ะจะก่อกบฏไม่ใช่รึ จะมาลาออกทำไมกัน”
คนเล่าทำท่าราวกับรู้จริง หรือไปเห็นด้วยตามา “เกิดเหตุร้ายแรง ต่อปากต่อคำ ต่อหน้าขุนนางอำมาตย์ทั้งหลาย น่าจะเป็นการตัดพ่อตัดลูกกันอย่างเปิดเผย และอาจปลดจากตำแหน่งเสียด้วยซ้ำ” คนฟังตาโต กับเรื่องที่ได้ยิน
“ขนาดนั้นเชียวรึ ถึงว่า จ้าวทัศน์คงทั้งโกรธทั้งอาย และเสียดายตำแหน่ง เลยกินยาพิษ ขอลาจากไปง่าย ๆ เช่นนี้น่ะ” อีกคนรีบพูดขึ้นมากับเรื่องที่ได้ยิน
ทุกคนในกลุ่ม เชื่อตามคนเล่าว่า จ้าวทัศน์กินยาพิษด้วยทะเลาะกับเจ้าเหนือหัวนรสิงห์จริง ไม่มีแม้สักคน ที่จะคิดเป็นอื่นเลย
ทุกคนเออออห่อหมกไปตามเรื่อง พูดกันไปพูดกันมา ถึงเรื่องนี้ อย่างไม่เมื่อยปากทีเดียว
แต่ละข่าวแต่ละที่อาจผิดแผกแตกต่างกันไปตามแต่ผู้ที่ฟังมาแล้วเล่าต่อ อาจเติมจินตนาการส่วนตัวเข้าไปผนวกด้วย แต่ทั้งหมดในส่วนลึกของจิตใจต่างรู้สึกโศกเศร้าที่สูญเสียพระมหาอุปราชแห่งกรุงราฐมัณฑ์ไปอย่างคาดไม่ถึง แม้อาจมีบ้างในทำนองรู้สึกไม่ดีต่อองค์ท่านบ้างที่ท่านคิดจะก่อกบฏ
 
งานพระศพพระมหาอุปราชยิ่งใหญ่สมพระเกียรติ โดยมิมีแม้แต่ผู้ใดที่จะเอ่ยถึงสาเหตุแห่งการสิ้นพระชนม์อย่างออกนอกหน้านอกตา อาจแค่ซุบซิบเฉพาะวงใน ทุกคนร่วมแรงร่วมใจจัดงานให้ยิ่งใหญ่ที่ท้องพระเมรุ
รอบพระเมรุมาศประดับตกแต่งด้วยสัตว์หิมพานต์จำนวนมาก บริเวณทั่วทุ่งพระเมรุมีกิจกรรมที่ทำให้ครึกครื้นผ่อนคลายความทุกข์โศก อาทิ โขน หุ่นมือ กายกรรม
ด้วยความรู้สึกจงรักภักดีต่อพระมหาอุปราช กอปรกับพระเมรุมาศที่งดงามตระการตา ยากนักที่จะได้เห็น ทั้งกิจกรรมมากมาย ทำให้ชาวบ้านร้านถิ่นมาร่วมงานจำนวนมากมายแทบทุกคืนและทั้งวันโดยพร้อมใจนุ่งขาวห่มขาวมาทั้งคราบน้ำตา เสียดายสงสารองค์ท่าน ครั้นเข้าร่วมกิจกรรมกลับมีเสียงหัวเราะพูดคุยอย่างสนุกสนานแทน กลายเป็นงานรื่นเริงมหรสพที่นาน ๆ จึงจะได้มาเข้าร่วม
ครั้นถึงวันสุดท้าย ไม่มีมหรสพให้หัวเราะชื่นบานกันแล้ว มีแต่เสียงร่ำไห้คร่ำครวญ เริ่มด้วยเสียงร้องไห้จากนางห้าม แล้วทุกผู้คนปล่อยโฮเสียงดังลั่นท้องพระเมรุและทั่วทุกหนทุกแห่ง
วินาทีที่เรียกน้ำตาให้พรั่งพรูอาบสองแก้มของทุกผู้คน คือช่วงที่ต้องจุดไฟบนกองฟืนกองใหญ่ที่มีไม้จันทน์ ไม้กฤษณา ไม้กลำพักและกำยาน เพื่อกลบกลิ่นอันไม่พึงประสงค์จากพระศพด้วยไม้เนื้อหอมชั้นเลิศราคาแพง
บ้างเป็นลมล้มพับลงไปนอนกองกับพื้น บ้างถือขวดยาหอมยาดมยาหหม่องกระตุ้นหัวใจไม่ให้เป็นลมตามเพื่อน ๆ ที่อยู่ข้าง ๆ ส่วนใหญ่ถือผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาที่ไหลรินโดยไม่รู้ตัว บ้างใช้ผ้าแถบเกาะอกเช็ดน้ำตาป้อย ๆ ไม่มีผู้ใดหน้ายิ้มระรื่น มีแต่เสียงร้องไห้ลั่นระงมดังไปทั่ว ยิ่งทำให้ทุกคนร้องไห้ตามเสียงดังยิ่งขึ้น
หลังจากนั้นได้เคลื่อนขบวน ‘พระโกศ’ ที่บรรจุพระอัฐิและพระอังคารจากพระศพโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคอย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งตกแต่งสวยงามมาก ติดตามไปด้วยเรือเล็กหลายลำ มีพระสงฆ์นั่งเต็ม ซึ่งเป็นพระมีสมณศักดิ์สูงที่สุด
ขบวนเรือเล็ก ๆ หลายลำนี้ บรรทุกรูปปั้นสัตว์ต่าง ๆ เป็นรูปงู สัตว์เลื้อยคลาน เสือ สิงโต คางคก งูใหญ่ ค้างคาว ห่าน เป็ด สุนัข ช้าง แมว แร้ง ว่าว กา และสัตว์อื่น ๆ ซึ่งทำขึ้นมาคล้าย ๆ กันนั้น รูปสัตว์เหล่านั้นดูมีชีวิตชีวาเหมือนกับว่ามีชีวิต
สองฝั่งแม่น้ำลพบุรีที่ชิดใกล้พระราชวังนั้นคราคร่ำด้วยผู้คนที่มาถวายความจงรักภักดีเป็นครั้งสุดท้ายและได้ชมขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ซึ่งยากนักที่จะมีโอกาสมาได้ยล มีเสียงปืนใหญ่ ปืนครก กลอง ระฆัง แตร และเสียงหนวกหูประเภทอื่น ๆ อีก ดังมาให้ได้ยิน
หลังจากพระโกศประดิษฐานในวัดแล้ว ขบวนเรือทั้งหมดจะเผาไหม้ให้หมดสิ้นลงกลางสายน้ำเป็นการถวายพระเกียรติยศครั้งสุดท้ายแด่จ้าวทัศน์พระมหาอุปราชแห่งกรุงราฐมัณฑ์
 
ผู้เป็นที่รักปานดวงใจของคนทั่วหล้า
ปุบปับจากไปอย่างปัจจุบันทันด่วน
ย่อมก่อให้เกิดความรู้สึกเศร้าสร้อยโศกา
ร้องไห้ระงมทุกหย่อมหญ้าไม่เว้นแม้ผู้ใด

 



Create Date : 13 กรกฎาคม 2563
Last Update : 13 กรกฎาคม 2563 18:07:50 น.
Counter : 691 Pageviews.

0 comment
หนทางที่มิอาจเลี่ยงได้แม้แต่น้อย



 
          การเมืองที่ขัดแย้งอย่างชัดแจ้งระหว่างขั้วอำนาจเก่าและขั้วอำนาจใหม่ ย่อมทำให้หญ้าแพรกที่กลัวแหลกราญต้องเลือกข้างว่าจะสังกัดฝ่ายใด แต่บางทีบางคนไม่มีแม้แต่สิทธิ์ที่จะเลือกนะจะบอกให้
            หลังสิ้นเจ้าเหนือหัวนรลักษณ์แล้ว เจ้าเหนือหัวนรสิงห์ได้ขึ้นครองราชย์สืบแทน แต่อำนาจทางทหารส่วนใหญ่ยังอยู่ในกำมือของสมุหพระกลาโหมนายทหารเอกคู่พระทัยในการรบทัพจับศึกเคียงบ่าเคียงไหล่กับเจ้าเหนือหัวนรลักษณ์จนได้ประกาศเป็นเอกราชไม่ขึ้นตรงต่อพม่า
            ตำแหน่งเจ้าเหนือหัวอาจดูเหมือนมีอำนาจใหญ่โตคับฟ้า แต่ผู้ที่มีอำนาจทางทหารสูงสุดคือผู้มีอำนาจรองลงมา ที่อาจจะช่วยค้ำจุนบัลลังก์ให้มั่นคงแข็งแรง หรืออาจสั่นคลอนให้ง่อนแง่นได้ ขึ้นอยู่กับการกลมเกลียวประสานเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของสองฝ่าย หรือความบาดหมางคลางแคลงใจระหว่างกัน
            เจ้าเหนือหัวนรสิงห์นับเป็นผู้ชาญฉลาดในการปกครอง แม้นอาจจะไม่เชี่ยวชาญในการศึก แต่สามารถปกครองบ้านเมืองให้สงบสุขได้ ด้วยการรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา รู้การใดควรทำและการใดควรละเว้น แบ่งปันสิ่งที่ต่างฝ่ายต่างพึงพอใจให้ลงตัว แล้วทุกอย่างน่าจะไปได้สวยตามที่คาดหวังไว้
 
            สมุหพระกลาโหมนับเป็นวีรบุรุษผู้หาญกล้าและทำคุณูประโยชน์นานัปการต่อกรุงราฐมัณฑ์ จึงเป็นที่นับหน้าถือตาและมีเกียรติยศอำนาจมากรองจากเจ้าเหนือหัวทีเดียว เรียกว่ารองเพียงหนึ่งแต่เหนือกว่าคนทั่วหล้า
แม้รัชสมัยต่อจากเจ้าเหนือหัวนรลักษณ์แล้ว เจ้าเหนือหัวนรสิงห์ยังให้ความเคารพนบนอบดุจเดิม นี่คือพระปรีชาในการรอมชอม ยกย่องผู้ที่มีอำนาจเก่า โดยไม่หักหาญราญน้ำใจกันซึ่ง ๆ หน้า
 
            นอกจากสมุหพระกลาโหมแล้ว บรรดานายทหารติดตามทั้งหลายยิ่งใหญ่คับฟ้าเช่นกัน
            เมื่อมีอำนาจ สิ่งที่ตามมาติด ๆ คืออะไรล่ะ ถ้าไม่ใช่ยศถาบรรดาศักดิ์ ศักดินาที่นานับไม่หวาดไม่ไหว เงินทองทรัพย์สินลอยมาตามลมได้ดั่งใจนึกฝัน แทบจะชี้ไม้เป็นนก ทุกคนย่อมเห็นเป็นนกเช่นกัน ทุกคนในอำนาจเก่านี้หลงระเริงในอำนาจที่ได้มาจากหยาดเหงื่อแรงงาน การพลีชีพเพื่อชาตินานนับหลายสิบปีในสมรภูมิรบ
            สิ่งที่พวกเขาคิด ทรัพย์สินเงินทองที่ได้มาคือผลตอบแทนจากการอุทิศหยาดเหงื่อแรงกายพลีชีพปกป้องประเทศในยามศึกสงคราม ที่อาจเอาชีวิตไม่รอด ถ้าต้องเพลี่ยงพล้ำ มันคือสิ่งที่ควรได้ มันคือผลพลอยได้
            แม้นอาจมีบางคนคิดว่านี่คือการฉ้อราษฎร์บังหลวง เบียดบังทรัพย์สินที่ควรตกเป็นของรัฐเข้าพกเข้าห่อตัวเองอย่างหน้าด้าน ๆ ใช้อำนาจบีบบังคับคนที่ไม่มีทางสู้ให้ยอมตามโดยไม่เต็มใจ
            เขาว่ากันว่า เมื่อคนขึ้นหลังเสือได้ย่อมยากนักที่จะลงจากหลังเสือ เพราะอะไร
ถ้าลงจากหลังเสือทันทีทันใด อาจโดนเสือตัวอื่นตะปบงับกัดกิน เพราะผู้ที่อยู่บนหลังเสือทุกคนย่อมอยากเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น แล้วเสือตัวที่รับใช้เจ้านายมันคงอยากเป็นเจ้าป่าเช่นกัน
ถ้าอยู่บนหลังเสือต่อไป คนทั่วหล้าต่างยกย่องและหวาดกลัวราวกับตนเป็นเสือเช่นนั้นแล จึงยากนักที่บรรดาลิ่วล้ออยากจะให้เจ้านายตนลงจากเสือ เพราะมีทุกสิ่งอันให้เลือกกินได้ตามอัธยาศัย
เมื่อสมุหพระกลาโหมโดนบรรดาบ่างช่างยุกรอกหูทุกเช้าค่ำ ถึงจะเป็นทหารที่แกล้วกล้าแต่จิตใจย่อมอ่อนไหวตามคำของคนใกล้ชิดที่พูดกรอกหูทุกเช้าค่ำ
เมื่อกาลเวลาผ่านไปจากความลังเลสงสัยเคลือบแคลงกลายเป็นความเกลียดชังและริษยาอาฆาต จนแสดงออกอย่างเปิดเผยให้อีกฝ่ายรับรู้
 
            จ้าวทัศน์ในตำแหน่งพระมหาอุปราช คือขั้วอำนาจใหม่ที่หวังเด็ดปีกขั้วอำนาจเก่าอยู่หรือเปล่า ไม่มีใครรู้ใจจริง แต่คงไม่มีใครหรอกที่เมื่อได้โอกาสครองอำนาจแล้ว อยากอยู่ใต้อำนาจเก่า จริงไหม
จ้าวทัศน์รับรู้แล้วว่าการก้าวสู่อำนาจสูงสุดคงโดนขัดขวางแน่ ถ้าไม่แก้ไขเสียก่อน ไม่แน่นัก แม้แต่ตัวเราอาจไปไม่รอด ด้วยฝ่ายตรงข้ามมีอำนาจเต็มมือและคงไม่ต้องการให้ใครมาเลื่อยขาเก้าอี้ให้เซแม้แต่น้อย ถึงขั้นประกาศเป็นอริอย่างเปิดเผยเช่นนี้ จะร้องเพลง “ถอยดีกว่า” คงไม่ได้อีกแล้ว
ทำไมขั้วอำนาจเก่าจึงคิดว่าพระโอรสกับพระบิดาต่างกัน
เมื่อพระบิดาทำเฉยได้ แต่พระโอรสมีทีท่ารุกคืบด้วยการสับเปลี่ยนกองกำลังและฝึกปรือกำลังในสังกัดให้มาทัดเทียม
เช่นนี้แล้วมิแสดงว่า องค์ท่านเตรียมพร้อมจะเปลี่ยนแปลงประเทศหรอกรึ แล้วข้าเก่าเต่าเลี้ยงอย่างพวกเราจะพลอยโดนอับเปหิออกด้วยหรือเปล่าหนอ
คำถามต่าง ๆ ทำให้เกิดจุดเล็ก ๆ เป็นรอยร้าวที่แผ่ขยายวงกว้างโดยอัตโนมัติ จนเป็นรอยร้าวลึกและแตกในที่สุด คงยากที่จะมาผสานเป็นเนื้อเดียวดังเดิม
            ครั้นจะยอมลงให้แก่คู่อริ คิดหรือว่าเขาจะยินยอมนับตนเป็นพวกได้ ไม่มีทางเสียล่ะที่ใครจะยอมคืนดีกับคู่อริได้อย่างสนิทใจ ดุจดังแก้วบางที่โดนทุบทิ้งแล้วยากจะผสานกลับคืนมาดุจแก้วเนื้อเดิม
            จ้าวทัศน์เมื่อเริ่มรู้ตัวว่า มีคนกลุ่มก้อนใหญ่ในฐานอำนาจเดิมไม่ชอบและไม่ต้องการให้ตนมีอำนาจ ได้มีทีท่าที่อ่อนลง นบนอบและให้เกียรติมากขึ้น แต่หาทำให้อีกฝ่ายรู้สึกต่อตนดีขึ้น กลับแสดงท่าทีที่แข็งกร้าวมากยิ่งขึ้น เลยทำให้คิดว่า เมื่อไม่ยอมคืนดีจงเป็นอริกันต่อไปเถิด และคงไม่ยอมให้อีกฝ่ายมาย่ำยีกันได้ง่าย ๆ อีกต่อไป
            คนเราเมื่อเกลียดขี้หน้ากันแล้ว คงยากที่จะกลับมารักใคร่และดีต่อกัน
 
            ฝ่ายหลวงพิชัยที่หลงรักแม่หญิงบัวหลานสาวของสมุหพระกลาโหมอย่างหัวปักหัวปำจนโงหัวไม่ขึ้น แล้วโดนสมุหพระกลาโหมพรากแม่หญิงบัวไปแต่งงานกับหนุ่มคนอื่นต่อหน้าต่อตาโดยมิอาจต่อต้านขัดขวางแม้แต่น้อย ได้แต่หน้าชื่นอกตรมจนหมองไหม้ และไม่คิดจะญาติดีกับสมุหพระกลาโหมอีกต่อไป
            แค้นนี้ต้องชำระ แต่จะหาโอกาสแก้แค้นได้เมื่อไหร่ นี่สิน่าสงสัยยิ่งนัก อาจโดนถล่มเสียเองอย่างยับเยินจนถอยกรูดหันหลังวิ่งหนีแทบไม่ทันก็เป็นได้ แต่ราตรีนี้ยังอีกยาวนานนัก ใครจะออกหัวออกก้อย คอยดูกันต่อไป
            ตัวเองเป็นแค่หนูตัวเล็ก ๆ แต่สมุหพระกลาโหมเปรียบประดุจดังราชสีห์ แล้วหนูตัวน้อยนี้จะมีโอกาสขย้ำคอราชสีห์ได้ฤา น่าสงสัยยิ่งนัก อาจเป็นได้แค่ฝันลม ๆ แล้ง ๆ รึเปล่าเนี่ย
            ทั้งจมื่นศรี หลวงเดช หลวงพิชัยซึ่งเป็นทหารเอกกรมทหารรักษาพระองค์ จำเป็นต้องอยู่ฝ่ายจ้าวทัศน์แน่นอน อย่างไม่มีข้อสงสัย ไม่มีแม้แต่สิทธิ์ที่คิดจะไปอยู่ฝ่ายตรงข้าม มันเป็นเส้นทางที่ต้องเดินและบังคับให้ก้าวต่อไป แม้ในใจอาจรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงอยู่บ้าง เพราะอีกฝ่ายมีอำนาจที่จะข่มเหงรังแกกันง่าย ๆ ได้
            คงเป็นไปไม่ได้อีกเช่นกัน ที่จะยอมสยบอยู่ใต้อำนาจของอีกฝ่าย เมื่อเขาประกาศชัดแจ้งเสียเช่นนั้น เกลียดขี้หน้าเจ้านาย มีหรือลูกน้องจะหนีพ้น ปลาในเข่งเดียวกัน เมื่อจะทิ้งคงไม่เลือกทิ้งบางตัวเป็นแน่แท้ คงต้องเหมารวมทั้งเข่ง เช่นนี้จะถอยคงไม่ได้ นอกจากเดินหน้าสู้ ส่วนสู้แล้วจะแพ้หรือชนะอีกเรื่องหนึ่ง คอยดูกันฉากต่อไป
            เมฆพยับหมอกมืดครึ้มเสียเช่นนี้ ทำให้อะไร ๆ ปั่นป่วนไปหมดแม้แต่ท้องไส้ แล้วจะทำเช่นไร วิ่งเข้าชน ถอยหนีตั้งหลัก แต่คงอยู่เฉย ๆ ไม่ได้แล้ว รุกฆาตกันถึงเพียงนี้ สู้ก็ตาย ถอยก็ตาย แล้วจะตายเช่นไรดี
            ถ้าทำเฉยหรือถอยกรูด คงต้องตายหยังเขียดหรือตายอย่างหมากลางถนน คงไม่ตายดีแน่ แต่ถ้าสู้ อาจมีโอกาสชนะก็เป็นได้ ถ้าฝึกปรือฝีมือให้กล้าแกร่งเทียมทัด
 
            เมื่อเริ่มใกล้ถึงทางตัน ลองอ่านตำราค้นคว้าหาทางผ่อนหนักเป็นเบา เผื่อจะมีหนทางบ้าง
            ทั้งสามต้องร้อง โอ้โฮเฮะ หลายต่อหลายตลบ เพราะในประวัติศาสตร์ของการช่วงชิงอำนาจในต่างแดนแต่ครั้งอดีตกาลนั้นน่าสยดสยองยิ่งนัก
การฆ่าล้างโคตรเกิดขึ้นจริง ๆ และฆ่ากันอย่างโหดเหี้ยมทารุณเพื่อให้หมดเสี้ยนหนาม รวมทั้งให้คนอื่นที่คิดจะท้าทายในทำนองเดียวกันได้หดหัวในกระดองเต่า
            เสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้จริง ๆ พวกลิ่วล้อนี่น่ากลัวเพราะคอยยุแยงตะแคงรั่วให้เหตุที่ไม่มีกลายเป็นมีเหตุขึ้นมาได้ และคอยถ่างขยายแผลเล็ก ๆ ให้กลายเป็นแผลเหวอะหวะ โดยไม่คำนึงถึงผลร้ายแรงที่จะตามมา
ขอแต่เพียงให้พวกตนคงอำนาจต่อ อีกฝ่ายจะเป็นไรชั่งหัวมัน และใครจะล้มหายตายจากอีกมากมายจากผลแห่งความโลภนี้ก็เป็นเวรกรรมของพวกมัน ไม่ใช่พวกเรานะ ไม่รู้ใช้สมองส่วนไหนคิด สามหนุ่มได้แต่ปลงกับปลง
แล้วนี่พวกเราจะหาทางสู้ด้วยวิธีใดดี
มดตัวเล็กกระจิดริดฤาจะหาญกล้าสู้กับสิงโตเจ้าป่าได้ แต่อ่านนิทานอีสปมันต้องมีวิธีสู้บ้างหรอก อาจต้องขอเวลานานสักหน่อย
 
จ้าวทัศน์ที่เพิ่งจะดำรงตำแหน่งพระมหาอุปราชไม่นาน กลับกลายเป็นเป้านิ่ง ให้พวกมันแทงแล้วแทงอีก ยังหาหนทางต่อสู้ที่ดี ๆ ไม่ได้ นอกจากคิดสับเปลี่ยนกำลังในสังกัดของสมุหพระกลาโหมให้มีพวกของตนเข้าไปคานอำนาจบ้าง เพิ่มการฝึกอย่างเข้มข้นให้กับกรมทหารรักษาพระองค์
ฝ่ายพวกนั้นมีพรรคพวกมากกว่าที่คอยยุยงและกล่าวหา คอยหาทางเพ็ดทูลในท้องพระโรง ซึ่งโจมตีจ้าวทัศน์ว่าคิดแข็งข้อ นัยยะของมันในทำนองว่า จ้าวทัศน์คิดจะขึ้นเป็นเจ้าเหนือหัวแห่งกรุงราฐมัณฑ์เสียในเร็ววัน ซ่องสุมกำลังพลให้แข็งกล้าพร้อมจะกระทำสิ่งใดที่ไม่มีใครคาดคิดได้ถูก
ทั้งที่ในใจของจ้าวทัศน์ไม่ใช่คิดก่อการกบฎ เพียงแต่คิดทำให้บ้านเมืองแข็งแกร่งตามอย่างต่างชาติ และเพื่อปกป้องตนเองเมื่อรู้ว่ามีฝ่ายที่คิดล้มล้างอำนาจใหม่ของตน
 
ถึงแม้อีกฝ่ายจะไม่กล่าวโต้ง ๆ ออกมาว่า จ้าวทัศน์คิดก่อการกบฎ แต่นัยยะแห่งความหมายเป็นเช่นนั้นแถมซ้ำร้ายเที่ยวไปโพนทะนาทั่วร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ ทำให้ผู้คนทั่วไปคิดคล้อยตาม แม้แต่องค์เจ้าเหนือหัวพลอยได้รับรู้เรื่องราวเช่นนี้จากปากหลาย ๆ คนเสียอีก
ความหวาดระแวงแคลงใจขยายวงกว้างออกไปอย่างไร้ขอบเขต จากความคิดของคนเพียงหนึ่งที่คิดหาทางปกป้องผลประโยชน์ของตน กลายเป็นกลุ่มเพื่อนผู้มีพฤติกรรมฉ้อฉลเช่นกันได้สุมหัวกันว่า จ้าวทัศน์ผู้ฉลาดปราดเปรื่องและต้องการทำบ้านเมืองให้สะอาดไร้การโกงกินจะมาขัดรายได้ที่เคยมีมาของพวกตนที่ทำธุรกิจสีเทา
ความคิดที่จะใส่ไฟฝ่ายจ้าวทัศน์ให้ย่อยยับ มีทางเดียวคือ คำว่าก่อการกบฎ เพราะเป็นความผิดร้ายแรงที่สุด ที่ใคร ๆ ไม่อาจยอมยกโทษให้โดยไม่คิดต่อต้าน แม้แต่พ่อคงไม่ยอมให้ลูกก่อกบฏได้ง่าย ๆ เช่นนั้น
 
สิ่งที่ทำเหมือนดาบสองคม มองให้ดีก็ได้ มองให้ร้ายก็ได้
การสับเปลี่ยนกำลังพลในสังกัดของสมุหพระกลาโหมให้มีพวกของตนเข้าไปคานอำนาจบ้าง เพิ่มการฝึกอย่างเข้มข้นให้กับกรมทหารรักษาพระองค์กลับกลายเป็นเป้าที่ทำให้ฝ่ายนั้นโจมตีว่าเป็นกบฎได้ง่ายขึ้น
สิ่งที่คิดดี เจตนาดี แต่ถ้าแปลความผิด ๆ มันก็ไม่แน่หรอกนาย คนทั่วไปอาจคิดว่าผิดก็เป็นได้
 
อันนินทากาเลเหมือนเทน้ำ ไม่ชอกช้ำเหมือนเอามีดมากรีดหิน
ฝ่ายตรงข้ามมองว่า การใส่ไฟไปเรื่อย ๆ สักวันไฟจะลุกไหม้อย่างรวดเร็วยิ่งกว่าไฟไหม้ฟาง และเมื่อนั้นสิ่งที่เริ่มจุดไฟจะเห็นผลได้ชัดเจน
ยุทธการใส่ไฟฝ่ายตรงข้ามนี้มีมานมนานกาเล  เชื่อเถอะ คงใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย ให้เสียงลือเสียงเล่าอ้างนี้สร้างความเกลียดชังฝ่ายตรงข้ามให้ได้มากที่สุด แล้วชาวบ้านที่ตกเป็นเหยื่อให้แพร่กระจายข่าวนี้ล่ะ ชอบยิ่งนักที่หลงคิดว่า ตนล่วงรู้ความลับ แล้วได้แพร่ขยายจากปากหนึ่งไปยังอีกหลายปากอย่างรวดเร็ว
คนที่คิดจะก้าวขึ้นสู่อำนาจจึงต้องฝึกให้เป็นคนที่แกร่ง ทนได้ทุกคำติฉินนินทา และต้องห้ามมีมลทินใด ๆ ให้อีกฝ่ายขุดคุ้ยมาด่าทอได้
จากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสาม แต่ไม่ใช่เพิ่มทีละหนึ่งแล้ว มันกลายเป็นเรื่องที่รู้กันทั้งบ้านทั้งเมือง เสียงระเบ็งเซ็งแซ่ว่าจะมีการผลัดแผ่นดินจากพ่อไปสู่ลูกด้วยวิธีก่อให้เกิดสงครามกลางเมือง เลือดจะนองไปทั่วทั้งแผ่นดินทีเดียวเชียว เสียงนินทาว่าร้ายว่าลูกคิดกบฎกึกก้องไปทั่วท้องพื้นปฐพี
เสียงซุบซิบนินทาว่า ลูกอกตัญญู คิดจะล้มพ่อ หวังจะเป็นใหญ่ ไม่รอวันเวลาให้ล่วงเลยตามกาลอันเหมาะสม คนที่จะพลอยลำบากเดือดร้อน นอกจากทหารแล้ว คงเป็นตาสีตาสา ที่ตาดำ ๆ นี่แหละ ที่จะพลอยฟ้าพลอยฝนตามไปด้วย
บางเสียง พาลเลยไปถึงอดีตว่า เพราะพ่อแย่งบัลลังก์หลานมา ลูกเลยคิดจะแย่งบัลลังก์พ่อ
บางเสียงเอ่ยถึงอดีตว่า แท้ที่จริงคนที่สมควรได้บัลลังก์แต่แรก ไม่ใช่เจ้าเหนือหัวนรสิงห์ แต่เป็นพระโอรสของเจ้าเหนือหัวนรลักษณ์ต่างหาก
ผู้ที่รู้บ้างไม่รู้บ้าง กลายเป็นคนดังประจำวงสนทนา ที่ได้อธิบายขยายความเรื่องของเจ้านาย
น้ำหยดลงหินทุกวัน หินมันยังกร่อน หัวใจอ่อน ๆ มีหรือจะทนทานได้ ไปที่ใดทุกแห่งหนตำบลเซ็งแซ่แต่เรื่องนี้ ใคร ๆ พูดกันไปทั่ว ไม่เว้นแม้แต่ลูกเล็กเด็กแดงที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่
เมื่อเหตุการณ์พลิกผันไปเช่นนี้ จ้าวทัศน์จะคิดก่อการกบฎจริง ๆ ตามเสียงลือหรือไม่ เพื่อตัดกำลังของฝ่ายตรงข้ามให้หมดสิ้นไป แล้วถ้าคิดจะทำจริงจะทำได้สำเร็จหรือไม่ เป็นคำถามที่หลายคนคิด แต่หามีใครตอบไม่
จ้าวทัศน์จะมีวิธีจัดการกับศัตรูทางการเมืองตัวฉกาจอย่างสมุหพระกลาโหมได้หรือไม่ และด้วยวิธีใด หรือยอมแพ้ไม่คิดสู้แม้แต่น้อย
 
อันปากคนนั้นยาวกว่าปากกา
จากหนึ่งกระจายไปหลายทิศทาง
จากคนดีที่เจตนาทำเพื่อชาติ
กลับกลายเป็นคนคิดร้ายไปได้

 
 



Create Date : 13 กรกฎาคม 2563
Last Update : 13 กรกฎาคม 2563 17:58:23 น.
Counter : 437 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  

สมาชิกหมายเลข 4665919
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]



ดร.พรรณี เกษกมล นักเขียน ข้าราชการบำนาญ ครูซี 9 แนะแนว
New Comments