Group Blog All Blog
|
ตอนที่ 1 ท้องฟ้าสีเทาเข้ม พายุกระหน่ำ
ตอนที่ 1 ท้องฟ้าสีเทาเข้ม พายุกระหน่ำ พายุฝนกระหน่ำมาสองสามวันแล้ว และคงจะยังคงมืดครึ้ม ซึมเซา หงอยเหงาต่อไปอีกหลายวัน ทั้งที่หลังฝนตกหนัก ฟ้าย่อมสว่างใส แต่นี่มันไม่ใช่แค่พายุฝนธรรมดา ที่พอจะทำใจได้ มันหนักหนาสาหัสมากเกิน ณ โรงเรียนแห่งหนึ่ง ชั่วโมงแนะแนว ที่อาจไม่มีเกรดให้ แต่ช่วยให้รู้จักตัวเอง ช่วยปรับตัว ช่วยให้ตัดสินใจเลือกอาชีพที่เหมาะกับตนเอง ครูสุพรรณี เป็นครูแนะแนวด้วยหัวใจ ให้นักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมด้วยความสนุกและเต็มใจ ครูหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ชีวิตครูแนะแนวน่าจะช่วยให้นักเรียนมีความสุข และประสบความสำเร็จในชีวิต ครูสุ ชื่อที่ทั้งเพื่อน และนักเรียนใช้เรียก บางคนรู้ว่า ครูสุจบเอกคณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษเกียรตินิยม จบโททางด้านจิตวิทยาพัฒนาการ และจิตวิทยาการแนะแนว จบปริญญาเอกด้านการวิจัยและพัฒนาหลักสูตร คนที่รู้ประวัติ ถามว่า แล้วทำไม มาเป็นครูแนะแนวล่ะ คำตอบง่าย ๆ ครูชอบจิตวิทยาและแนะแนวมากที่สุด ทำไมไม่สอนคณิตศาสตร์ล่ะ ได้สอนพิเศษ รวยได้นะ คำตอบหรือ อ๋อ ไม่ต้องตรวจการบ้านทุกวัน กองเป็นตั้ง ๆ แล้วที่ตรวจน่ะ มันเหมือนกันเกือบทุกเล่มเลย คงลอกกันมา ครูสุศึกษาค้นคว้าตำราจิตวิทยาฝรั่ง เอาเทคนิคดี ๆ มาปรับใช้ เวลาครูสุพูดถึงประวัติการเรียนของตัวเอง มักแทรกคำต่อท้ายว่า “ไม่ได้โม้นะ” เลียนแบบเสียงของนักมวย เพื่อเรียกเสียงหัวเราะ วันนี้ ข่าวดังของโรงเรียนมัธยม ชั้น ม.3 ชั้นเดียวกับที่เธอสอน วันนี้นักเรียนน่าจะได้อภิปรายเรื่องนี้อย่างเสรี เพื่อให้รู้ว่า แต่ละคนคิดอะไร อย่างไร เธอตั้งใจฟังคำตอบของทุกคน แล้วเก็บไว้ในความทรงจำ เพื่อจะได้รู้จักทุกคนเป็นอย่างดี คำพูดจะสื่อถึงความคิดของคนนั้น หลังจบชั่วโมง เธอจะจดโน้ตถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ความคิดของเด็ก และสิ่งที่ค้นพบความผิดปกติ ที่จะได้ช่วยเด็กได้ทันท่วงที ครูแนะแนวสะเทือนใจกับข่าวนี้ โทรศัพท์พูดคุยกับเพื่อนวิชาเดียวกัน ได้รู้มุมมองและวิธีช่วยเหลือ เธอไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์ร้าย ๆ เหมือนเด็กในข่าว ที่มีหลายประเด็น บางคนสงสารที่เด็กถูกทำร้ายทั้งร่างกาย จิตใจ จากเพื่อน และไม่ได้รับการดูแลช่วยเหลือจากครูประจำชั้น จากครูแนะแนว และฝ่ายปกครอง พวกครูแนะแนวต่างเชื่อมั่นว่า ครูและโรงเรียนเป็นเกราะกำบังความชั่วร้ายได้ ให้พวกเขาได้เติบโตมาอย่างมีความสุข วันนี้ครูสุเขียนคำว่า “หยุด” บนกระดานตัวโต นักเรียนสงสัย ครูเขียนคำนี้ทำไม ห้อง ม. 3/2 เงียบกว่าทุกวัน คงเป็นเพราะได้ฟังข่าวสะเทือนใจเมื่อวานนี้ มันน่าเศร้าสลด น่ากลัว ถึงจะไม่ใช่โรงเรียนของตัวเอง ก็ตามทีเถอะ เงียบจนได้ยินเสียงพัดลมเพดานหมุนครืด ๆ อยู่เหนือศีรษะ เสียงเก้าอี้จากห้องข้าง ๆ ลากไปกับพื้น เสียงรองเท้าของนักเรียนที่เดินผ่านหน้าห้อง และเสียงรถยนต์จากถนนด้านหน้าโรงเรียนที่ดังเข้ามาเป็นระยะ เมื่อก่อนเสียงเหล่านี้ไม่มีความหมายอะไร แต่วันนี้ทุกเสียงทำให้เด็กบางคนสะดุ้ง แพรวานั่งริมหน้าต่าง มือสองข้างกอดกระเป๋าไว้บนตักแน่น เธอไม่ได้คุยกับเพื่อนตั้งแต่เช้า ในใจอาจคิดว่า เผื่อมีอะไร จะได้วิ่งหนีทันพร้อมกระเป๋า นนท์นั่งแถวกลาง ก้มหน้ามองโทรศัพท์ แม้ครูประจำชั้นจะประกาศไปแล้วว่าไม่ให้ใช้โทรศัพท์ในเวลาเรียน เขาอาจคิดว่า เผื่อมีอะไร จะได้โทรบอกแม่ทัน ภูมินั่งตัวตรงประจำที่ วันนี้เขาไม่พูดมาก ไม่เดินไปเดินมา ฟ้านั่งอยู่หลังห้อง เธอมองเพื่อนทีละคน แล้วถอนหายใจเบา ๆ นี่คือ ผลจากความสะเทือนใจที่ส่งต่อมาถึง ไม่มีใครอยากพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ทุกคนกำลังคิดถึงมัน เธอรู้ดีว่า เด็กกำลังกลัวกับเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดแบบไม่คาดฝัน เธอไม่คิดจะโจมตีใครทั้งสิ้น แต่จะใช้เหตุการณ์นี้ให้เด็กได้คิดว่า เราสามารถจะหยุดโทสะที่พุ่งปรี๊ดนี้ได้อย่างไร และไม่เป็นคนก่อเหตุร้ายนั้นเสียเอง ตีเหล็กต้องตีตอนร้อน วันนี้เหมาะที่สุดแล้ว เมื่อวานนี้ ข่าวเหตุการณ์รุนแรงที่ไม่มีใครคาดคิด นักเรียนชั้น ม.3 คนหนึ่งก่อเหตุทำร้ายผู้คนภายในโรงเรียน เหตุการณ์จบลงแล้ว เจ้าหน้าที่เข้ามาดูแล ผู้ปกครองมารับลูกกลับบ้าน โรงเรียนนั้นหยุดการเรียนการสอนไปหนึ่งสัปดาห์ ข่าวถูกนำเสนออย่างต่อเนื่อง ผู้ใหญ่พูดถึงเหตุการณ์นั้น สังคมพูดถึงเหตุการณ์นั้น ข่าวนี้กลายเป็น Talk of the town ไปในชั่วพริบตา กระแสข่าวมีจริง มีเท็จ มั่วไปหมด เพราะมีแต่คนมาให้ข่าว คนเขียนข่าวปะติดปะต่อ นั่งเทียนเขียนเองบ้าง ฟังจากแหล่งที่น่าเชื่อถือบ้าง คนเสพข่าววิพากษ์วิจารณ์ตามประสบการณ์ของตน บ้างสงสารเด็ก บ้างโจมตีรุนแรง บางคนโกรธ หาเหยื่อที่จะเป็นตัวแทนของความผิด บางคนสับสนกับข่าวที่นำเสนอ แต่ยิ่งเสพมากขึ้น ทำให้ไม่รู้จะเชื่อแหล่งใดดี พาลทำให้เครียดตาม ทั้งที่ไม่ได้อยู่ในสถานการณ์นั้นแม้แต่น้อย เด็กโรงเรียนนั้นคงหวาดกลัว แล้วเด็กที่อื่นล่ะ จะรู้สึกหวาดผวาบ้างหรือไม่ เมื่อเหตุการณ์นั้นเพิ่งผ่านไปเมื่อวานนี้เอง เด็กอาจจะเศร้า อาจจะสับสน และกังวลมากเกิน บางคนทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะเข้าใจว่า ไม่ใช่ที่นี่ บางคนหวั่นวิตก เพราะไม่รู้ว่า อาจเกิดการเลียนแบบ บางคน งง งง ไม่รู้ว่าจะรับมือกับความรู้สึกของตัวเองอย่างไร ครูสุสังเกตปฏิกิริยาของเด็กทุกคน หลังจากเขียนคำว่า “หยุด” บางคนตั้งสติ และสงสัย ครูเขียนทำไม ครูแนะแนว ไม่มีแฟ้ม ไม่มีหนังสือเรียน ไม่มีเอกสารกองโตเหมือนวิชาอื่น ๆ ในมือของเธอมีเพียงปากกาสีดำเขียนกระดานหนึ่งด้าม ครูสุเดินไปที่โต๊ะ วางปากกาลง มองนักเรียนทั้งห้อง ไม่มีใครพูดอะไร เธอไม่ได้พยายามทำให้บรรยากาศดีขึ้นด้วยประโยคปลอบใจ ไม่ได้พูดว่า “ไม่ต้องกลัวนะ” ไม่ได้พูดว่า “ทุกอย่างผ่านไปแล้ว” และไม่ได้พูดว่า “อย่าคิดมาก” เพราะเธอรู้ดีว่า สำหรับเด็กบางคน มันยังไม่ผ่านไป และพวกเขายังคิดถึงมันอยู่ทุกนาที ครูสุเดินไปที่กระดาน ชี้ไปยังคำว่า “หยุด” อีกครั้ง “วันนี้ครูไม่ได้จะมาบอกพวกเธอว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถูกหรือผิด” ไม่มีใครขยับ “เพราะเรื่องนั้นทุกคนคิดเองอยู่แล้ว แต่ครูพยายามจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก” ครูสุหยุดเล็กน้อย “สิ่งที่ครูอยากชวนพวกเธอคิดวันนี้คือ ก่อนที่เหตุการณ์หนึ่งจะเกิดขึ้น มันมีอะไรเกิดขึ้นมาก่อนบ้าง ทุกอย่างมีเหตุผลในตัวของมัน ผลย่อมมาจากเหตุ และบางทีมาจากหลาย ๆ สาเหตุปนเปกันไปหมด” คำถามนี้จุดประกายความคิดเห็นต่อเรื่องรุนแรงที่ได้เกิดไปแล้ว ภูมิขมวดคิ้ว “ครูหมายถึงอะไรครับ?” “หมายถึง ก่อนคนหนึ่งจะระเบิดอารมณ์ ก่อนคนหนึ่งจะตัดสินใจทำบางอย่าง ก่อนคนหนึ่งจะคิดว่าไม่มีทางออก มันมีอะไรเกิดขึ้นในใจเขาบ้าง” มินตรายกมือ “ครูหมายถึงเด็กที่ก่อเหตุเหรอคะ?” ครูสุมองเธอ “อาจจะใช่หรือไม่ใช่ เป็นใครก็ได้ที่นึกถึง” “ผมว่า ครูหมายถึงนายคนนั้นที่ก่อเหตุ มันแน่ ๆ อยู่แล้ว ว่าเขาทำผิด” ภูมิถาม “เมื่อเขาทำผิด เขาก็ต้องรับผิดไม่ใช่เหรอ?” “ใช่” คำตอบของครูสุมาเร็วมาก ภูมิชะงักเล็กน้อย “ครูไม่ได้บอกว่าเขาไม่ต้องรับผิด คนทำผิดต้องรับผิด แม้ว่าจะมีเหตุให้เขาทำผิดก็ตาม” เธอหันกลับไปเขียนบนกระดานอีกสองคำ “เข้าใจ” แล้วเขียนอีกคำหนึ่ง “แก้ตัว” จากนั้นขีดเส้นคั่นระหว่างสองคำ “สองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน” ห้องเรียนเงียบ “การพยายามเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นในใจคนคนหนึ่ง ไม่ได้แปลว่าเรากำลังบอกว่าการกระทำของเขาถูกต้อง” เธอหันกลับมา “ถ้าเราบอกว่า ‘เขาโกรธเพราะถูกทำร้ายจิตใจ’ นั่นคือการพยายามเข้าใจ แต่ถ้าเราบอกว่า ‘เพราะเขาโกรธ เขาจึงมีสิทธิ์ทำร้ายคนอื่น’ นั่นคือการแก้ตัว” ครูสุชี้ไปที่คำว่า เข้าใจ “ครูอยากให้พวกเธอเรียนรู้ที่จะเข้าใจ” จากนั้นชี้ไปที่คำว่า แก้ตัว “แต่ไม่ใช้ความเข้าใจเป็นข้ออ้างในการทำร้ายใคร” ฟ้าพยักหน้าเบา ๆ เธอเริ่มเข้าใจว่าชั่วโมงแนะแนว ไม่เหมือนชั่วโมงวิชาอื่น ครูสุแจกกระดาษให้ทุกคนคนละแผ่น กระดาษสีขาวธรรมดา ไม่มีชื่อโรงเรียน ไม่มีตราสัญลักษณ์ ไม่มีคำสั่งยาว ๆ มีเพียงคำถามสามข้อ 1. ถ้าเด็กคนหนึ่งกำลังมีปัญหาหนักมาก เขาจะรู้สึกอะไร? 2. ก่อนที่คนเราจะทำสิ่งที่รุนแรง อารมณ์อะไรจะเกิดขึ้นก่อน? 3. ถ้าเรากำลังโกรธมาก เราจะหยุดตัวเองได้อย่างไร? “ตอบตามความคิดของตัวเอง” ครูสุบอก “ไม่ต้องตอบให้เหมือนเพื่อน และไม่ต้องตอบให้เหมือนที่ครูอยากได้” “คำตอบไม่มีผิด ไม่มีถูกนะ ไม่มีคะแนน เขียนตามที่คิด” การให้แต่ละคนตอบอย่างเสรี จะได้รู้ว่า เด็กคิดเห็นเช่นไร กับปัญหาและวิธีแก้ปัญหา การทำความผิด และผลจากการทำผิด เด็ก ๆ เริ่มเขียน ภูมิเขียนเร็วที่สุด มินตราใช้เวลาคิดอยู่นาน นนท์ไม่เขียนอะไรเลย เขาเอาปากกาวางไว้บนโต๊ะแล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง ครูสุเดินผ่านโต๊ะของเขา เธอไม่ได้ถามว่า “ทำไมไม่เขียน?” เพียงแต่พูดเบา ๆ “ถ้ายังไม่พร้อมเขียน วาดก็ได้” นนท์เงยหน้าขึ้น “วาดอะไรครับ?” “อะไรก็ได้ที่บอกความรู้สึกของเธอ” “ผมไม่ได้รู้สึกอะไร” ครูสุยิ้มบาง ๆ “ไม่รู้สึกอะไร ก็เขียนคำว่า ‘ไม่รู้สึกอะไร’ ก็ได้” นนท์ทำหน้าหงุดหงิด “ครูชอบถามอะไรแปลก ๆ” “ครูรู้” เธอเดินต่อ แต่ก่อนจะเดินไป ครูสุเห็นว่าเด็กชายกำปากกาแน่นกว่าปกติ มือของเขาสั่นเล็กน้อย เธอไม่ได้พูดอะไร บางครั้งการสังเกตใครสักคน ไม่จำเป็นต้องทำให้เขารู้ว่า เรากำลังสังเกต ผ่านไปสิบห้านาที ครูสุขอให้นักเรียนอาสาอ่านคำตอบ มินตราเริ่มก่อน “ข้อหนึ่ง หนูคิดว่าเด็กที่มีปัญหามาก ๆ อาจรู้สึกว่าไม่มีใครเข้าใจค่ะ” “ดี” “ข้อสองอาจโกรธ เสียใจ อาย กลัว หรือรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า” ครูสุพยักหน้า “ข้อสามล่ะ?” มินตราอ่านจากกระดาษ “ถ้าโกรธมาก หนูคิดว่าต้องหยุดก่อน แล้วค่อยคิดว่าจะทำอะไร” ครูสุยิ้ม “คำว่า ‘หยุด’ สำคัญมาก” ภูมิยกมือ “แต่บางครั้งเราหยุดไม่ได้หรอกครับ ถ้าโกรธมาก ๆ” “จริง” เด็กหลายคนหันมามอง ครูสุตอบอย่างไม่รีรอ “เวลาโกรธมาก ๆ คงยากจะตั้งสติได้ ยิ่งถ้าไม่เคยผ่านการฝึกมาก่อน” “บางคนสอนว่า พอเริ่มตงิด ๆ ให้ท่องคำว่า ขันติ ขันติ” นายภูมิรีบแซว “กลัวขันติจะกลายเป็นขันแตกเสียก่อน” เรียกเสียงฮาจากเพื่อน ครูสุ “ใช่ เราจึงหมั่นฝึกมีสติ หยุดให้ได้ก่อน” การคิดให้รอบคอบอาจทำได้ยากขึ้นจริง ๆ เพราะฉะนั้นการควบคุมอารมณ์ไม่ได้เริ่มตอนที่เรากำลังจะระเบิด” เธอเขียนบนกระดาน ให้ต่อท้ายประโยคต่อไปนี้ ก่อนโกรธมาก ............................................................................. รู้จักตัวเอง .................................................................................. รู้สัญญาณ ................................................................................. มีวิธีหยุด .................................................................................... รู้ว่าจะขอความช่วยเหลือจากใคร ................................................ “การแตะเบรกทางอารมณ์ไม่ได้เกิดขึ้นในวินาทีสุดท้ายเสมอไป” เธอพูด “เราต้องมีเบรก และใช้เบรกเพื่อหยุดเหตุร้ายที่กำลังจะเกิดต่อหน้าต่อตาใช่ไหม” “ใครพอจะมีตัวอย่างบอกสิว่า ทำไมต้องเบรก และใช้เบรกเพื่ออะไร” ฟ้า “หนูคิดว่า ถ้าเราขี่จักรยานแล้วหลุมเห็นบ่อข้างหน้า ต้องรีบเบรก” มินตรา “ใช่ ขับรถ แล้วมีคนตัดหน้ากะทันหัน ต้องเบรกค่ะ” “ครูครับ” ภูมิยกมืออีกครั้ง “ผมไม่ตอบเรื่องเบรก แต่ผมสงสัย เราต้องควบคุมอารมณ์ตลอดเวลาเหรอครับ?” “ไม่” คำตอบทำให้เขาชะงัก “แล้วจะควบคุมทำไม?” “ครูอยากให้เธอแยกสองคำนี้ก่อน” ครูสุเขียน ควบคุม และกด “สองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน” เธอหันกลับมา “การกดอารมณ์คือการบอกตัวเองว่า ห้ามโกรธ ห้ามเสียใจ ห้ามร้องไห้ ไม่เป็นไร ทั้งที่ข้างในไม่ใช่แบบนั้น” “ส่วนการควบคุมอารมณ์คือการยอมรับว่า ‘ใช่ ตอนนี้ฉันโกรธมาก’ แล้วถามต่อว่า ‘ฉันจะจัดการกับความโกรธนี้อย่างไรโดยไม่ทำให้เรื่องแย่ลง?’” ฟ้ายกมือ “แปลว่าเรายังโกรธได้ใช่ไหมคะ?” “ได้สิ” “ยังเสียใจได้?” “ได้” “ยังร้องไห้ได้?” “ได้” “แล้วถ้าอยากตะโกนล่ะคะ?” ครูสุยิ้ม “ตะโกนใส่หมอนอาจต่างจากตะโกนใส่คนอื่น” เด็กบางคนหัวเราะ บรรยากาศในห้องผ่อนคลายลงเล็กน้อย ครูสุจึงพูดต่อ “อารมณ์ไม่ใช่ศัตรูของเรา” เธอเขียนประโยคหนึ่งลงบนกระดาน อารมณ์เป็นข้อมูล ไม่ใช่คำสั่ง “ความโกรธกำลังบอกเราว่ามีบางอย่างไม่โอเค” “ความเศร้าอาจกำลังบอกว่าเราเสียบางสิ่งที่สำคัญ” “ความกลัวอาจกำลังบอกว่าเรารู้สึกไม่ปลอดภัย” “ความอิจฉาอาจกำลังบอกว่าเราต้องการบางอย่าง” “ความอายอาจกำลังบอกว่าเรากลัวการถูกตัดสิน” เธอหยุด “แต่ข้อมูลไม่ใช่คำสั่ง” เด็ก ๆ มองกระดาน “ถ้าความโกรธบอกว่า ‘เอาคืน’” ครูสุพูดช้า ๆ “เราไม่จำเป็นต้องทำตาม” หลังจากนั้น ครูสุแบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่มเล็ก ๆ “สมมติว่าเพื่อนโพสต์ข้อความว่าเราในกลุ่มห้อง” เธอเขียนสถานการณ์บนกระดาน “ทุกคนหัวเราะกับโพสต์นั้น เรารู้สึกอับอายมาก” “ถ้าเป็นพวกเธอ จะทำอะไร?” “ด่ากลับครับ” ภูมิตอบทันที เสียงหัวเราะดังขึ้น ครูสุมองเขา “แล้ว?” “ก็บอกให้ลบโพสต์” “ถ้าเขาไม่ลบ?” “ก็ด่าหนักกว่าเดิม” “แล้วถ้าเขาแคปหน้าจอไปโพสต์ต่อ?” ภูมิเงียบ ครูสุถามต่อ “ถ้าเธอโกรธมากจนมือสั่น เธอจะส่งข้อความตอนนั้นเลยไหม?” ภูมิลังเล “อาจจะครับ” “นี่แหละที่ครูอยากให้พวกเธอรู้จักคำว่า ‘เบรก’” ครูหยิบปากกาขึ้นมา เขียนเป็นขั้น ๆ หยุด หายใจ ตั้งชื่ออารมณ์ ถอยออกจากสถานการณ์ ค่อยเลือก “ขั้นแรก ไม่ตอบทันที” “ขั้นที่สอง ทำให้ร่างกายเย็นลงก่อน” “ขั้นที่สาม บอกตัวเองตรง ๆ ว่า ‘ฉันกำลังโกรธและอับอาย’” “ขั้นที่สี่ ถ้าสถานการณ์กำลังร้อนมาก ให้ถอยออกมาก่อน” “ขั้นสุดท้ายจึงค่อยถามว่า ‘ทางออกไหนดีที่สุด?’” มินตราพูดขึ้น “ครูคะ แล้วถ้าเรารู้สึกว่าอีกฝ่ายทำผิดจริง ๆ ล่ะคะ?” “ก็จัดการปัญหาได้” “ยังไงคะ?” “บอกเขาอย่างชัดเจน” “ถ้าเขาไม่ฟัง?” “ขอความช่วยเหลือจากครู” “ถ้าเขายังไม่หยุด?” “ใช้ช่องทางของโรงเรียนและผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้อง” ครูสุเน้นคำสุดท้าย “การแตะเบรกไม่ได้แปลว่าเราต้องยอมให้คนอื่นทำร้ายเรา” เด็ก ๆ เงียบ “เราสามารถปกป้องตัวเองได้ โดยไม่ทำร้ายอีกฝ่าย” ช่วงพักกลางวัน ครูสุกลับมาที่ห้องแนะแนว เธอเปิดแฟ้มงานเก่า ในแฟ้มมีแบบประเมินนักเรียนหลายสิบคน เธอสนใจ “ช่องหมายเหตุ” เด็กบางคนเขียนว่า “ไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร” “พ่อแม่อยากให้เรียนหมอ” “ไม่อยากเหมือนเพื่อน” “รู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งอะไรเลย” “ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร” ครูสุนั่งนิ่ง เธอเคยเห็นข้อความแบบนี้มาหลายปี และรู้ว่าเด็กวัย ม.ต้น มักถูกถามว่า “โตขึ้นอยากเป็นอะไร?” แต่ไม่ค่อยมีใครถามว่า “ตอนนี้เธอเป็นใคร?” เธอจึงเขียนหัวข้อใหม่ลงในสมุดเตรียมการสอน ฉันเป็นใคร? นักเรียนกลับเข้าห้องแนะแนวอีกครั้ง ครูสุเขียนคำถามบนกระดาน “ถ้าคะแนนสอบ ตำแหน่งในกลุ่ม และคำชมของคนอื่นหายไปหมด เราจะยังรู้ไหมว่าเราเป็นใคร?” เด็ก ๆ ส่งเสียง “โห ครู!” “คำถามยากไปไหมครับ?” “ตอบไม่ได้เลย” ครูสุหัวเราะ “ดี” “ดีตรงไหนครับ?” “เพราะเราไม่ได้มาที่นี่เพื่อทำข้อสอบที่มีคำตอบเดียว” เธอแจกกระดาษอีกชุดด้านบนเขียนว่า แผนที่ตัวฉัน มีช่องให้เติม สิ่งที่ฉันชอบ............................................................................. สิ่งที่ฉันไม่ชอบ............................................................................. สิ่งที่ฉันทำได้ดี............................................................................. สิ่งที่ฉันยังทำไม่ได้....................................................................... สิ่งที่ฉันให้ความสำคัญ................................................................ สิ่งที่ฉันกลัว.............................................................................. คนที่ฉันรู้สึกปลอดภัยเมื่ออยู่ด้วย................................................. สิ่งที่ฉันอยากลอง...................................................................... คนที่ฉันอยากเป็นในอนาคต....................................................... เด็ก ๆ เริ่มเขียน บางคนเขียนเร็ว บางคนเขียนช้า บางคนเว้นช่องว่างหลายช่อง ครูสุบอกว่า “ช่องว่างไม่ใช่คำตอบผิด” “บางอย่างเรายังไม่รู้ ก็เขียนว่า ‘ยังไม่รู้’ ได้” เธอเดินผ่านโต๊ะ “การค้นหาตัวเองไม่ใช่การรีบตั้งชื่อให้ตัวเอง” “มันคือการทดลองใช้ชีวิต แล้วค่อย ๆ รู้ว่าอะไรใช่ อะไรไม่ใช่” นนท์นั่งมองกระดาษอยู่นาน ครูสุเดินมาหยุดข้างโต๊ะ “ติดตรงไหน?” “ผมไม่รู้ว่าผมเก่งอะไร” “ไม่เป็นไร” “ผมไม่รู้ว่าผมชอบอะไรด้วย” “ก็ไม่เป็นไร” “ผมไม่รู้ว่าผมอยากเป็นอะไร” ครูสุนั่งลงข้าง ๆ “ก็ยังไม่เป็นไร” นนท์เงยหน้า “ครูไม่คิดว่าผมมีปัญหาเหรอ?” “ไม่” “เพื่อนผมบางคนรู้หมดแล้ว” “เขารู้วันนี้” “แล้วผมล่ะ?” “เธอกำลังค้นหา” นนท์เงียบ ครูสุพูดต่อ “คนเราไม่ได้มีเวลาพร้อมกันทุกเรื่อง” “บางคนรู้ว่าอยากเป็นอะไรตอนสิบสาม” “บางคนรู้ตอนยี่สิบ” “บางคนเปลี่ยนใจหลายครั้ง” “สิ่งสำคัญไม่ใช่การตอบให้เร็วที่สุด” เธอชี้ไปที่กระดาษ “แต่คืออย่าให้คนอื่นตอบแทนเธอทั้งชีวิต” นนท์มองช่อง สิ่งที่ฉันอยากลอง เขาเขียนลงไปหนึ่งคำ วาดรูป ครูสุยิ้ม “เริ่มจากตรงนั้นก็ได้” วันต่อมา เกิดเรื่องขึ้นในห้อง เด็กชายคนหนึ่งชื่อเจตนาทะเลาะกับเพื่อนเรื่องงานกลุ่ม เจตนาพูดเสียงดัง “ทำไมต้องให้กูทำทุกอย่างด้วย!” เพื่อนตอบ “ก็เพราะนายไม่เคยส่งงาน!” เจตนาลุกขึ้นทันที เก้าอี้กระแทกพื้นเสียงดัง เด็กบางคนหันมามอง สถานการณ์เริ่มร้อน ครูประจำวิชากำลังจะเข้ามาห้าม แต่ครูสุซึ่งเดินผ่านหน้าห้องเห็นเหตุการณ์พอดี เธอไม่ได้เข้าไปพูดว่า “ใจเย็น ๆ” เพราะรู้ว่าคำว่า “ใจเย็น” ในเวลาที่คนกำลังเดือด อาจทำให้ยิ่งโกรธ เธอเพียงพูด “เจตนา มองครู” เด็กชายหันมา “ตอนนี้ยังไม่ต้องแก้ปัญหา” เจตนาหายใจแรง “แต่เขา” “ครูรู้” “เขา” “ครูรู้ว่าเธอโกรธ” เจตนาหยุด “แต่ตอนนี้สมองของเขากำลังร้อน” ครูสุพูดช้า ๆ “เราจะคุยกันหลังจากเธอหายใจได้เต็มปอดโดยไม่ต้องเถียงกับใครก่อน” เด็กบางคนหัวเราะ เจตนามองค้อน แต่สุดท้ายก็นั่งลง ครูสุไม่ได้แก้ปัญหาให้เขาทันที เธอให้เวลาเขา สิบห้านาทีต่อมา เจตนากลับมาที่ห้องแนะแนว “ผมยังโกรธอยู่ครับ” “ดี” คำตอบนี้ทำให้เจตนางง เพราะคำว่าโกรธ ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ดี แต่ครูกำลังจะอธิบายว่า การรู้อารมณ์ตนเอง เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เขาขมวดคิ้ว “ดีตรงไหน?” “เพราะอย่างน้อยตอนนี้เธอรู้แล้วว่าเธอโกรธ” “แล้วไงครับ?” “ทีนี้เราค่อยหาว่าโกรธเรื่องอะไร” เจตนาเงียบ “ผมไม่ได้โกรธเรื่องงาน” “แล้ว?” “ผมโกรธที่ทุกคนคิดว่าผมเป็นคนไม่รับผิดชอบ” ครูสุพยักหน้า “นี่แหละ” “อะไรครับ?” “สิ่งที่อยู่ใต้ความโกรธ” ครูสุวาดวงกลม ตรงกลางเขียนว่า โกรธ รอบ ๆ เขียน อาย เสียหน้า กลัวถูกมองว่าไม่มีค่า รู้สึกไม่ยุติธรรม ผิดหวัง “อารมณ์หนึ่งอาจซ่อนอีกอารมณ์หนึ่งอยู่” เธอบอก “บางครั้งเราโกรธคนอื่น เพราะจริง ๆ เรากำลังเจ็บ” เจตนามองกระดาษ “ถ้าผมรู้ว่าผมเจ็บ แล้วผมต้องทำอะไรครับ?” “คำถามดี” ครูสุยิ้ม “นี่คือขั้นต่อไป” เธอเขียนว่า เผชิญหน้า “การเผชิญหน้าไม่ได้แปลว่าไปทะเลาะกับคนอื่น” “แล้วแปลว่าอะไรครับ?” “กล้ายอมรับความจริงของตัวเอง” เธอยกตัวอย่าง “ฉันโกรธ ฉันเสียใจ ฉันรู้สึกถูกปฏิเสธ ฉันอาย ฉันกลัว ฉันต้องการความช่วยเหลือ” “การพูดความจริงกับตัวเองเป็นก้าวแรกของการแก้ปัญหา” เจตนานิ่งไปนาน ก่อนพูดเบา ๆ “ผมไม่เคยคิดว่าความโกรธจะมีอย่างอื่นอยู่ข้างใต้” ครูสุตอบ “เพราะเวลามันดัง เรามักไม่ได้ยินเสียงอื่น” หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป ห้อง ม. 3/2 เริ่มกลับมามีเสียงหัวเราะ แต่ไม่เหมือนเดิมทั้งหมด เด็ก ๆ ยังคงจำเหตุการณ์นั้นได้ บางคนยังกลัว บางคนยังไม่อยากพูด แต่พวกเขาเริ่มมีคำศัพท์ใหม่สำหรับความรู้สึกของตัวเอง “ผมกำลังหงุดหงิด หนูรู้สึกกดดัน ผมรู้สึกอาย หนูรู้สึกถูกทิ้ง” “ผมยังไม่รู้ว่าผมเป็ นอะไร แต่ผมรู้ว่าผมไม่โอเค” สำหรับครูสุ ประโยคสุดท้ายนั้นสำคัญมาก เพราะการพูดว่า “ฉันไม่โอเค” อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการขอความช่วยเหลือ การรู้เท่าทันในอารมณ์ของตนเอง เป็นสิ่งสำคัญ วันศุกร์ ครูสุกลับเข้าห้องพร้อมกระดาษแผ่นหนึ่ง นอกจากครูสุเป็นครูแนะแนวแล้ว ยังเป็นครูที่ปรึกษาของห้องนี้ด้วย การพบปะกันทุกเช้า ในคาบโฮมรูมจึงเกิดขึ้น และทำให้ครูสุกับนักเรียนสนิทสนมและเข้าใจกันดีขึ้น เธอเขียนว่า ทางออก แล้วถามว่า “เวลามีปัญหา พวกเธอคิดว่ามีทางออกกี่ทาง?” “หนึ่งครับ” “สอง” “หลายทาง” “ไม่มีทางครับ” คำตอบสุดท้ายทำให้ห้องเงียบ ครูสุมองเด็กที่พูด “ทำไมคิดว่าไม่มีทาง?” เด็กคนนั้นยักไหล่ “บางปัญหามันแก้ไม่ได้” ครูสุพยักหน้า “จริง” เธอไม่รีบเถียง “บางปัญหาแก้ไม่ได้ทันที” จากนั้นเธอเขียนเพิ่ม แก้ไม่ได้วันนี้ ≠ ไม่มีทางออก “บางครั้งเราไม่สามารถเปลี่ยนสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว” “เราไม่สามารถบังคับให้คนอื่นคิดเหมือนเรา” “เราไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ความผิดพลาด” “เราไม่สามารถควบคุมทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต” เธอหยุด “แต่เรายังเลือกได้ว่า จะทำอะไรต่อจากนี้” เด็ก ๆ เงียบ “ทางออกบางอย่างไม่ใช่การแก้ปัญหาทั้งหมด” “แค่ทำให้วันนี้ปลอดภัยขึ้น” “พรุ่งนี้เบาลง” “หรือทำให้เราไม่ต้องแบกมันไว้คนเดียว” ครูสุให้เด็ก ๆ เขียน “แผนทางออกส่วนตัว” เมื่อเจอปัญหาที่รับมือยาก ฉันจะหยุดก่อน ฉันจะตั้งชื่อความรู้สึก ฉันจะถามตัวเองว่าปัญหาคืออะไร ฉันจะคิดทางเลือกอย่างน้อยสามทาง ฉันจะเลือกทางที่ปลอดภัยที่สุด ถ้ายังแก้ไม่ได้ ฉันจะขอความช่วยเหลือ และด้านล่างสุด คนที่ฉันสามารถติดต่อได้เมื่อไม่ไหว เด็กหลายคนเขียนชื่อพ่อแม่ บางคนเขียนชื่อครู บางคนเขียนชื่อเพื่อน บางคนเขียนชื่อญาติ บางคนยังเว้นว่าง ครูสุเดินผ่านแล้วบอกว่า “ถ้ายังไม่มีชื่อ ไม่เป็นไร” “แต่ภายในปีนี้ ครูอยากให้ทุกคนมีอย่างน้อยหนึ่งคน” “คนที่เราสามารถพูดกับเขาได้ว่า” เธอหยุด แล้วพูดช้า ๆ “ตอนนี้ฉันไม่ไหวแล้ว ช่วยฉันหน่อยได้ไหม?” ก่อนหมดชั่วโมง ภูมิยกมือ “ครูครับ” “ว่าไง?” “ถ้าคนหนึ่งโกรธมาก ๆ แล้วรู้วิธีแตะเบรก แต่เขาไม่ยอมแตะล่ะครับ?” ครูสุมองเขา คำถามนั้นทำให้ทั้งห้องเงียบ “นั่นเป็นคำถามที่ยาก” เธอตอบ “เพราะมนุษย์ไม่ได้ทำสิ่งที่ดีเสมอไป แม้จะรู้ว่าสิ่งไหนดีกว่า” เธอหยิบปากกาขึ้นมา เขียนคำว่า ความรับผิดชอบ “เราต้องรับผิดชอบการกระทำของเรา การโกรธไม่ใช่ความผิด” “แต่ถ้าเราเลือกทำร้ายคนอื่น เราต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ทำ” ภูมิพยักหน้า “แล้วครูคิดว่าเราป้องกันได้ทุกครั้งไหมครับ?” ครูสุนิ่งไปครู่หนึ่ง “ไม่” เด็กหลายคนมองเธอ “ครูไม่อยากโกหกพวกเธอว่า ถ้าเราเรียนรู้เรื่องอารมณ์แล้วจะไม่มีเหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้นอีก” เธอวางปากกา “ชีวิตซับซ้อนกว่านั้น” “แต่เราสามารถทำบางอย่างได้” “เราสามารถสร้างพื้นที่ที่เด็กกล้าพูดว่าไม่ไหว” “เราสามารถสอนให้เด็กสังเกตอารมณ์ของตัวเอง” “เราสามารถสอนให้เด็กแตะเบรกก่อนตัดสินใจ” “เราสามารถสอนให้เด็กแก้ปัญหาโดยไม่ใช้ความรุนแรง” “และเราสามารถทำให้การขอความช่วยเหลือไม่ใช่เรื่องน่าอาย” เธอมองเด็กทุกคน “เราอาจเปลี่ยนทุกอย่างไม่ได้” “แต่ถ้าเราช่วยใครสักคนให้หยุดก่อนที่จะทำสิ่งที่ย้อนกลับไม่ได้” ครูสุเว้นช่วง “นั่นก็คุ้มค่าที่จะทำแล้ว” วันนั้นก่อนกลับบ้าน ครูสุลบคำทั้งหมดบนกระดาน เหลือเพียงคำเดียว หยุด เธอไม่ได้ลบมัน เพราะอยากให้เด็ก ๆ เห็นในวันจันทร์ และวันอังคาร และวันต่อ ๆ ไป คืนนั้น เธอกลับถึงบ้านเกือบสองทุ่ม วางกระเป๋าลง ชงชา แล้วเปิดสมุดบันทึกของตัวเอง เธอเขียนว่า “เด็กวัยสิบสี่สิบห้าปีไม่ได้ต้องการคนที่บอกพวกเขาว่าอย่ารู้สึก” “พวกเขาต้องการคนที่ช่วยให้รู้ว่า กำลังรู้สึกอะไร” “และเมื่อรู้แล้ว ต้องทำอย่างไรต่อ” เธอหยุดเขียน นึกถึงเด็กคนหนึ่งในห้อง เด็กที่แทบไม่พูด เด็กที่บอกว่า “ผมไม่เป็นไร” ทั้งที่มือกำแน่นตลอดเวลา ครูสุปิดสมุด เธอรู้ดีว่าเรื่องราวของห้อง ม.3/2 ยังไม่จบ เพราะเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นในโรงเรียนไม่ได้มีเพียงคำถามว่า “ใครทำ?” ยังมีคำถามอีกมากมาย “ก่อนหน้านั้นเกิดอะไรขึ้น?” “ใครกำลังเจ็บ?” “ใครกำลังโกรธ?” “ใครกำลังถูกทิ้งไว้ข้างหลัง?” และที่สำคัญที่สุด “เราจะช่วยกันสร้างทางออกก่อนที่ใครบางคนจะรู้สึกว่าไม่มีทางออกเหลืออยู่ได้อย่างไร?” เช้าวันจันทร์ ครูสุเดินเข้าห้อง ม.3/2 อีกครั้ง คำว่า หยุด ยังอยู่บนกระดาน เด็ก ๆ เริ่มทยอยเข้าห้อง เจตนาเดินเข้ามามองกระดาน แล้วพูดขึ้นว่า “ครูครับ” “ครับ?” “ผมว่าครูเขียนผิด” ครูสุหันไปมอง “ผิดตรงไหน?” เจตนาเดินไปหน้าห้อง หยิบปากกาสีแดงขึ้นมา แล้วเขียนใต้คำว่า หยุด อีกคำหนึ่ง เลือก เด็ก ๆ เริ่มหัวเราะ ครูสุมองคำสองคำนั้นแล้วพยักหน้า “ถูกของเธอ” เจตนายิ้ม “หยุดอย่างเดียวก็ไม่พอ” ครูสุมองเด็กทั้งห้อง แล้วพูดว่า “ใช่” “เพราะชีวิตไม่ได้ให้เราเลือกได้ว่า จะรู้สึกอะไร” “แต่หลังจากรู้สึกแล้ว” “เรายังเลือกได้ว่าจะทำอะไรกับความรู้สึกนั้น” เสียงกริ่งดังขึ้น นักเรียนทยอยนั่งประจำที่ ครูสุหันกลับไปมองกระดานอีกครั้ง คำสองคำยังอยู่ตรงนั้น หยุด เลือก และนั่นอาจเป็นบทเรียนแรกของเด็กวัยสิบห้า ที่ไม่มีอยู่ในหนังสือเรียนเล่มไหน เพราะเมื่อความโกรธมาเยือน เมื่อความเสียใจเข้ามา เมื่อความกลัวทำให้หัวใจเต้นแรง เมื่อคำพูดของใครบางคนทำให้เราอยากตะโกนกลับ เมื่อเรารู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า หรือเมื่อชีวิตพาเราไปถึงจุดที่คิดว่า “ฉันไม่ไหวแล้ว” สิ่งสำคัญที่สุดอาจไม่ใช่การเป็นคนที่ไม่เคยโกรธ ไม่เคยเสียใจ ไม่เคยผิดหวัง และไม่เคยล้มเหลว แต่อาจเป็นการรู้ว่า เมื่อไรควรหยุด เมื่อไรควรถอย เมื่อไรควรพูด เมื่อไรควรขอความช่วยเหลือ และเมื่อไรควรเลือกทางออกที่ไม่ทำร้ายตัวเองและไม่ทำร้ายคนอื่น ครูย้ำคำว่า หยุดการทำร้าย ทำลายตนเองและผู้อื่น ทั้งทางกายและวาจา หยุดการข่มขู่คุกคามผู้อื่นด้วยการกระทำและคำพูด ครูสุหยิบปากกา เปิดสมุด แล้วเริ่มบทเรียนใหม่ โดยไม่รู้เลยว่า ในห้องเรียนแห่งนี้ เด็กบางคนกำลังซ่อนคำถามที่ใหญ่กว่าที่พวกเขาเคยกล้าถามออกมา Psychology Corner จิตวิทยาที่ซ่อนอยู่ในตอนนี้ 1. อารมณ์ไม่ใช่การกระทำ การโกรธเป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นได้ แต่การทำร้ายผู้อื่นเป็นพฤติกรรมที่เราต้องรับผิดชอบ 2. Emotional Regulation — การกำกับอารมณ์ เป้าหมายไม่ใช่การ “ไม่มีอารมณ์” แต่คือการรู้เท่าทันอารมณ์และเลือกการตอบสนองที่เหมาะสม 3. Emotional Awareness — การรู้เท่าทันอารมณ์ การตั้งชื่ออารมณ์ เช่น “ฉันกำลังโกรธ ฉันกำลังอาย หรือ ฉันกำลังกลัว” ช่วยให้เราเริ่มแยกอารมณ์ออกจากการกระทำ 4. Identity — การค้นหาอัตลักษณ์ วัยรุ่นอยู่ในช่วงสำคัญของการสำรวจว่า “ฉันเป็นใคร ฉันให้คุณค่าอะไร และฉันอยากเป็นคนแบบไหน” 5. Coping — วิธีเผชิญปัญหา การถอยออกมาชั่วคราว การพูดคุย การเขียน การพัก การแก้ปัญหาเป็นขั้นตอน และการขอความช่วยเหลือ ล้วนเป็นวิธีรับมือที่สามารถเรียนรู้ได้ ลองถามตัวเอง ถ้าวันนี้คุณรู้สึกโกรธมากที่สุด คุณมักทำอะไรเป็นอย่างแรก? ตอบตัวเองอย่างซื่อสัตย์ ไม่ต้องตอบให้ดูดี แล้วถามต่อว่า “สิ่งที่ฉันทำตอนโกรธ ช่วยให้ปัญหาดีขึ้น หรือทำให้มันใหญ่ขึ้น?” และถ้าคำตอบคือ “ทำให้มันใหญ่ขึ้น” คำถามต่อไปคือ “ครั้งหน้า ฉันจะแตะเบรกตรงไหนได้บ้าง?” เพราะบางครั้ง เราไม่ได้ต้องการชีวิตที่ไม่มีปัญหา เราเพียงต้องการรู้ว่า เมื่อปัญหาเกิดขึ้น เราจะไม่ปล่อยให้อารมณ์เป็นคนเลือกทางแทนเรา ตอนที่ 2 ช่องว่างระหว่างผู้ล่ากับเหยื่อ
ตอนที่ 2 ช่องว่างระหว่างผู้ล่ากับเหยื่อ
การกลั่นแกล้ง การเสียหน้า ความอับอาย การถูกปฏิเสธ และการแตะเบรกก่อนเอาคืน “แค่ล้อเล่นเอง” เป็นเหตุการณ์ที่ดูเหมือนเล็ก แต่โลกภายในของวัยรุ่น บางคนที่อ่อนไหวต่อการถูกล้อเลียน การเสียหน้า การดูหมิ่นศักดิ์ศรี การถูกกีดกัน การหาเรื่อง กลายเป็นความโกรธที่กำลังสะสม ไม่สามารถเอาคืนหรือหยุดยั้งการกลั่นแกล้งด้วยตนเองได้ กลายเป็นความเครียดที่พร้อมจะเอาคืนอย่างสาสม ให้โลกระบือลือลั่นกันไปเลย การเรียนรู้ว่า “ความรู้สึกเจ็บของเราไม่จำเป็นต้องเกิดจากความสนุกหรือการรังแกจากคนอื่น” และเราสามารถเลือกทางออกได้โดยไม่ต้องเอาคืน ครูสุเป็นทั้งครูแนะแนว และเป็นครูที่ปรึกษาประจำห้อง 3/2 หน้าที่การดูแลปกป้องให้นักเรียนทุกคนในห้องได้รับความปลอดภัยเป็นสิ่งจำเป็น เธอคิด โรงเรียนต้องเป็นสถานที่ปลอดภัย เหมือนป้ายที่โรงพยาบาล ที่เขียนว่า หยุดความรุนแรงทุกรูปแบบทั้งคำพูดและการกระทำที่คุกคาม ข่มขู่ผู้อื่น ซึ่งเธอชื่นชอบมาก และจะเสนอให้โรงเรียนทำเช่นกัน เช้าวันหนึ่ง ครูสุได้รับคำถามในคาบโฮมรูม หลังจากที่เด็กในห้องไว้ใจและเชื่อใจเธอมากขึ้น คำถามของเด็ก คำพูดทุกคำ จะมีความหมายเบื้องหลังเสมอ ครูต้องตั้งใจฟัง หานัยยะสำคัญเบื้องหลังคำพูดนั้นให้ได้ คำพูดที่จะเปิดเผยตัวเอง ทีละคน ทีละเรื่อง ทีละบาดแผล “ถ้าเราเห็นสัญญาณที่ไม่ดีบางอย่างในเพื่อน แล้วไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร เราควรเงียบ หรือควรพูด?” ครูสุชอบบอกว่า วันนี้มีภาษาอังกฤษวันละคำ แล้วให้เด็กช่วยแปลเป็นไทย เพื่อเป็นการเริ่มต้นกิจกรรม วันจันทร์หลังเลิกเรียน ห้อง ม.3/2 ควรจะเงียบลงแล้ว แต่เสียงหัวเราะยังดังอยู่หลังห้อง เสียงหัวเราะแบบที่คนหนึ่งกำลังสนุก และอีกคนกำลังพยายามไม่ร้องไห้ “เอ้า! ดูนี่ดิ!” เสียงของบอสตะโกนขึ้น เด็กหลายคนหันไปมองโทรศัพท์ในมือเขา ภาพหนึ่งถูกส่งต่ออยู่ในกลุ่มห้อง เป็นภาพของต้น เด็กชายรูปร่างผอมบางที่นั่งอยู่แถวหน้าสุด ต้นเป็นเด็กเงียบขรึม ไม่ต่อปากต่อคำ เกเรหรือหาเรื่องใครก่อนและหลังถูกแกล้ง ทำให้บอสเหิมเกริม เพราะรู้ว่า ต้นไม่มีน้ำยาจะมาต่อกร อื้อหือกับเขาแม้แต่น้อย เมื่อแหย่ครั้งแรกแล้วไม่เกิดอะไรตอบโต้ การล้อเล่นของ บอสเร่งความถี่และความรุนแรงขึ้น บอสเอารูปของเขาไปตัดต่อ เติมข้อความใต้ภาพว่า “คนอะไรทำการบ้านเหมือนจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยทุกวัน” เสียงหัวเราะดังขึ้น ต้นเดินเข้าห้องมาในจังหวะนั้นพอดี เขาหยุดอยู่หน้าประตู เห็นโทรศัพท์หลายเครื่อง เห็นรอยยิ้มของเพื่อน และเห็นภาพตัวเองบนหน้าจอ เสียงหัวเราะของกลุ่มบอสดังสนั่น เขาไม่ได้พูดอะไร เพียงเดินไปที่โต๊ะ วางกระเป๋า แล้วนั่งลง บอสเดินตามมา “เฮ้ย ต้น อย่าเครียดดิ แค่ล้อเล่นเอง” ต้นไม่ตอบ แม้สีหน้าจะเคร่งเครียดขึ้น “โกรธเหรอ?” บอสรู้สึกว่า ต้นไม่พอใจ แต่ยังคะนองอยู่ แทนที่จะขอโทษ ยังพูดต่อด้วยเสียงดังขึ้น ราวกับให้เพื่อนในกลุ่มได้ยิน “โห แค่นี้เอง” เพื่อนคนหนึ่งหัวเราะ “ต้นมันจริงจังตลอดอ่ะ” ต้นกำมือใต้โต๊ะ เล็บกดลงบนฝ่ามือ เขาอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่ไม่รู้จะพูดว่าอะไร เพราะทุกครั้งที่เขาเคยบอกว่าไม่ชอบ คำตอบมักเป็นประโยคเดิม “แค่ล้อเล่นเอง” เขาจึงเงียบ และเมื่อคนอื่นหัวเราะ เขาก็ทำเหมือนกำลังหัวเราะด้วย แม้ข้างในจะไม่ได้รู้สึกขำเลยสักนิด อย่างนี้กระมัง เมื่อต้นไม่เคยตอบโต้อย่างรุนแรง หรือเอาไปฟ้องครู ยิ่งทำให้บอสผยองมากขึ้น เช้าวันอังคาร ครูสุเดินเข้าห้อง บนกระดานมีคำสองคำ แค่ล้อเล่น การกลั่นแกล้ง ไม่ได้พูดถึงต้น ไม่ได้ถามว่าใครทำอะไร เพียงหันมามองเด็ก ๆ “วันนี้ครูอยากถามเรื่องหนึ่ง” เธอชี้ไปที่กระดาน “คำว่า ‘แค่ล้อเล่น’ หมายความว่าอะไร?” บอสยกมือ “ก็เล่นกันครับครู ไม่ได้คิดอะไร” “ถ้าคนที่ถูกล้อหัวเราะด้วย ก็แปลว่าโอเคครับ” “แล้วถ้าเขาไม่หัวเราะ?” บอสยักไหล่ “เขาก็ขี้งอน” เสียงหัวเราะดังขึ้นบางส่วน ครูสุไม่ได้ดุ เธอถามต่อ “ถ้าคนที่ถูกล้อบอกว่า ‘ให้หยุด’ แล้วล่ะ?” บอสเงียบไป ครูสุเขียนบนกระดาน เจตนาและผลกระทบ “สมมติว่าเธอไม่ได้ตั้งใจทำร้ายเขา” เธอพูด “แต่เขารู้สึกเจ็บ” “อะไรสำคัญกว่ากัน?” “เจตนาของคนพูดอาจไม่สำคัญ เพราะไม่ได้คิดถึงผลที่จะตามมา” เธอพูดต่อ “แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับคนฟังก็สำคัญมากเหมือนกัน” เธอเขียนเพิ่ม ฉันไม่ได้ตั้งใจ ≠ เธอไม่ได้เจ็บ ต้นเงยหน้าขึ้น เขามองประโยคนั้นอยู่นาน ถึงแม้ครูจะไม่ได้เอ่ยชื่อของเขาออกมาตรง ๆ แต่เขารู้สึกว่า ครูกำลังพูดถึงตัวเขา ครูสุแบ่งห้องออกเป็นสี่กลุ่มตามความสมัครใจ “ครูจะให้สถานการณ์ แล้วร่วมกันอภิปราย” เพื่อนคนหนึ่งถูกเรียกว่า “อ้วน” ด้วยน้ำเสียงล้อเลียน เพื่อนบอกว่าไม่ชอบ แต่คนพูดตอบว่า “แค่ล้อเล่นเอง” “ให้แต่ละกลุ่มร่วมกันพูดคุย แสดงความคิดเห็นเพื่อตอบสามคำถาม” เธอเขียนบนกระดาน 1. คนพูดรู้สึกอะไร? 2. คนถูกล้อรู้สึกอะไร? 3. ถ้าเราเป็นเพื่อนที่เห็นเหตุการณ์ เราจะทำอะไรได้บ้าง? พอถึงตอนรายงาน กลุ่มของมินตราบอกว่า “คนพูดอาจไม่ได้คิดอะไร แต่คนถูกล้อคงอาย” อีกกลุ่มบอกว่า “ถ้าโดนทุกวันก็อาจเครียด” บอสพูดขึ้น “แต่บางคนก็ล้อกันเป็นเรื่องปกตินะครับ” ครูสุพยักหน้า “ใช่” “การหยอกล้อระหว่างเพื่อนที่ทั้งสองฝ่ายสนุกด้วยกัน คงไม่เป็นไร แต่รู้ได้อย่างไรว่าสนุกจริงทั้งสองฝ่าย หรือสนุกแค่ฝ่ายเดียว แต่ทำให้อีกฝ่ายเจ็บ ทั้งสองอย่างแตกต่างกันมากนะ มันไม่ใช่เรื่องเดียวกัน” เธอเขียนคำว่า ความยินยอม พร้อมพูดต่อ คงไม่มีใครสนุกกับการตกเป็นเป้าให้คนอื่นหัวเราะเยาะขบขันหรอกนะ จริงไหมบอส ครูสุหันไปถาม หรือเธอคิดว่า ถ้าเธอเป็นเป้าให้คนอื่นแซว หัวเราะเยาะ ถึงขั้นจะเป็นการดูหมิ่น เหยียดหยาม คุกคามจิตใจคนอื่น เธอจะสนุกด้วยจริงไหม บอสไม่ตอบ หน้าเริ่มเจื่อน จากท่าทีที่โอหัง เป็นตัวต้นเรื่องให้เพื่อนหัวเราะต้น พร้อมคำติดปากว่า “แค่ล้อเล่นเอง” กับการต่อปากต่อคำตลอดในช่วงระยะเวลานี้ ทำให้ครูสุต้องเน้นไปถามบอสอย่างจริงจัง “การล้อเล่นที่ดีต้องมีพื้นที่ให้ทั้งสองฝ่ายบอกว่า ‘พอแล้ว’” “ถ้าคนหนึ่งบอกว่าพอ แล้วอีกคนยังทำต่อ มันแปลว่า เรากำลังคุกคาม ทำร้ายจิตใจเขานะ” ครูสุขีดเส้นใต้คำว่า พอ “มันไม่ใช่การเล่นที่เคารพกันอีกต่อไป” ต้นยกมือขึ้น “ครูครับ” “ว่าไง?” “ถ้าเราโดนล้อ แล้วเราไม่ชอบ เราต้องบอกเขาตรง ๆ เหรอครับ?” “ถ้าปลอดภัยพอที่จะพูดได้ ก็เป็นทางเลือกหนึ่ง” “แล้วถ้าไม่กล้าล่ะครับ?” “ก็ไม่จำเป็นต้องเผชิญหน้าคนเดียว” ต้นมองครูสุ “หมายถึง?” “เธอสามารถบอกครู บอกผู้ปกครอง หรือบอกผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้” “แต่บางคนจะหาว่าเราฟ้อง” คำว่า”ฟ้อง” นี่ ในวัยรุ่น มันแย่มาก จะยิ่งทำให้เพื่อนไม่ชอบมากขึ้น และตกเป็นเป้าได้ง่ายขึ้น ครูสุเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วถามว่า “ถ้าเพื่อนของเธอถูกทำร้าย เธอจะเรียกคนมาช่วยไหม?” “ครับ” “แล้วถ้าเธอถูกทำร้ายเองล่ะ?” ต้นไม่ตอบ ครูสุพูดเบา ๆ “การขอความช่วยเหลือไม่ใช่การฟ้อง เมื่อเรากำลังเจอกับสิ่งที่รับมือคนเดียวไม่ไหว” ห้องเงียบ ประโยคนี้เหมือนกระแทกเข้ากับอะไรบางอย่างในใจของเด็กหลายคน เพราะในวัยนี้ การถูกมองว่า “ฟ้องครู” บางครั้งน่ากลัวกว่าการถูกล้อเสียอีก วันนี้ บอสเริ่มรู้สึกตัวแล้วว่า ตัวเองได้ทำอะไรแย่ ๆ ลงไป แต่มันก็แค่ เริ่มรู้สึกเท่านั้นเอง คงไม่ถึงขั้นที่หยุดพฤติกรรมไม่ดีนั้น พักกลางวัน ต้นเดินเข้าห้องแนะแนว ครูสุกำลังจัดเอกสารอยู่ “เข้ามาสิ” ต้นยืนอยู่หน้าประตู “ครูครับ ผมถามอะไรหน่อยได้ไหมครับ?” “ได้สิ” “ถ้าเราไม่ชอบให้คนล้อ แต่เราบอกเขาแล้ว เขายังทำต่อ เราควรทำยังไง?” ครูสุวางเอกสารลง “เกิดอะไรขึ้น? บอกครูบ้างได้ไหม” ต้นนิ่ง “ไม่มีอะไรครับ” ครูสุมองเขา “ครูไม่ได้ถามว่าเธอทำอะไรผิด” ต้นก้มหน้า “เขาเอารูปผมไปทำมีม” ครูสุพยักหน้า “แล้ว?” “ส่งในกลุ่มห้อง” “เธอบอกเขาหรือยังว่าไม่ชอบ?” “บอกแล้วครับ” “เขาหยุดไหม?” ต้นส่ายหน้า “แล้วเขาพูดว่าอะไร?” “แค่ล้อเล่นเอง” ครูสุเงียบไปครู่หนึ่ง “ต้น” “ครับ” “ถ้าเธอบอกว่าไม่ชอบ แล้วเขายังทำต่อ ความรู้สึกของเธอมีความสำคัญ” ต้นกลืนน้ำลาย “แต่ผมไม่อยากให้เรื่องใหญ่” “ครูเข้าใจ” “ผมกลัวเพื่อนมองว่าเรื่องมาก” “ครูเข้าใจ” “ผมก็เลย” เขาหยุด “เลยทำเหมือนไม่เป็นอะไร” ครูสุมองเขานิ่ง ๆ “แต่จริง ๆ เป็นอะไร?” ต้นเงียบ น้ำตาเริ่มคลอ “ผมอายครับ” ครูสุไม่พูดอะไร ปล่อยให้เขาพูดต่อ “ทุกคนเห็นหมด” “ผมรู้สึกเหมือนทุกคนกำลังหัวเราะผม” “แล้วผมก็รู้สึกว่าผมมันน่าอายจริง ๆ” ครูสุเลื่อนกล่องกระดาษทิชชูไปใกล้เขา ต้นหยิบขึ้นมาเช็ดหน้า “ครูครับ” “ครับ” “ถ้าคนอื่นหัวเราะเรา เราควรทำยังไงให้ไม่รู้สึกอะไร?” ครูสุตอบทันที “ไม่ต้องพยายามไม่รู้สึก” ต้นเงยหน้า “ทำไมครับ?” “เพราะเธอเป็นมนุษย์” ครูสุหยิบกระดาษขึ้นมา วาดรูปวงกลม ตรงกลางเขียน เหตุการณ์ แล้วเขียนลูกศรต่อ ความคิด แล้วต่อด้วย ความรู้สึก “คนอื่นหัวเราะเธอ” เธอพูด “นั่นคือเหตุการณ์” “จากนั้นสมองของเราอาจตีความว่า” เธอเขียน “ทุกคนคิดว่าฉันน่าอาย” “แล้วความรู้สึกก็เกิดขึ้น” อาย เสียใจ โกรธ อยากหนี “แต่ถ้าเราหยุดตรงนี้” เธอวงคำว่า ความคิด “เราสามารถตรวจสอบได้ว่า ความคิดนั้นเป็นความจริงทั้งหมดหรือเปล่า” ต้นคิด “ผมไม่รู้ครับ” “คนทั้งห้องหัวเราะเธอจริงไหม?” “บางคนครับ” “ทุกคนหรือเปล่า?” “ไม่ครับ” “มีใครหัวเราะเพราะเห็นเพื่อนหัวเราะ เลยหัวเราะตาม แต่ไม่ได้คิดหัวเราะเยาะเธอจริง ๆ มีไหม?” ต้นพยักหน้า “อาจมี” “นี่คือสิ่งที่ครูอยากให้เธอเรียนรู้” เธอเขียนว่า ความรู้สึกจริง แต่ความคิดที่เกิดพร้อมความรู้สึกอาจต้องตรวจสอบ พร้อมพูดต่อ “เธอรู้สึกอายจริง ๆ แต่การที่คิดว่า เพื่อนหัวเราะเยาะเธอทุกคนนั้นจริงไหม ยังไม่อาจสรุปผลได้ ต้องตรวจสอบ” ต้นมองกระดาษ “แปลว่า สิ่งที่คิด อาจไม่จริงทั้งหมดก็ได้ ใช่ไหมครับ? แต่เป็นเพราะผมกำลังอาย?” “ใช่” “แล้วผมต้องทำยังไง?” ครูสุยิ้ม “ตอนนี้เราเข้าสู่ขั้นที่สำคัญที่สุด” เธอเขียนคำว่า เลือก “เธอโกรธได้” “เธอเสียใจได้” “เธออายได้” “แต่หลังจากนั้น เธอต้องเลือกว่าจะทำอะไร” ต้นถาม “ถ้าผมอยากเอาคืนล่ะครับ?” “ความคิดแบบนั้นเกิดขึ้นได้” “ครูไม่ดุเหรอ?” “ไม่” “ทำไม?” “เพราะความคิดกับการกระทำไม่ใช่เรื่องเดียวกัน” ครูสุเขียน คิด ≠ ทำ “คนเรามีความคิดที่ไม่ดีได้ มีความคิดอยากตะโกน อยากหนี อยากเอาคืน อยากให้คนอื่นรู้สึกแบบเดียวกับเรา แต่เราไม่จำเป็นต้องทำตามทุกความคิด” ต้นนั่งนิ่ง “ถ้าผมอยากเอาคืนมาก ๆ ล่ะครับ?” “ยิ่งต้องแตะเบรก” “ยังไงครับ?” ครูสุเขียนทีละข้อสั้น ๆ พร้อมอธิบายให้ฟังเพิ่มเติม 1. อย่าตอบโต้ทันที ขณะนั้นอารมณ์กำลังพลุ่งพล่าน จะควบคุม คำพูด การกระทำอย่างมีสติไม่ได้ แล้วจะยิ่งทำให้เราเสียใจมากขึ้นในภายหลังได้ จากผลที่เกิดขึ้น มันรุนแรงเกินเหตุ 2. ออกจากสถานการณ์ก่อน เดินหนีออกมาจากต้นเหตุ หาทางตั้งหลัก ตั้งสติ 3. ให้ร่างกายสงบลง ยามที่จิตใจว้าวุ่น พลุ่งพล่านด้วยอารมณ์โกรธ เครียด หัวใจจะเต้นแรง ท้องไส้ปั่นป่วน ให้ดูที่ลมหายใจ ทำจิตให้นิ่งให้ได้ 4. บอกคนที่ไว้ใจ มันต้องมีใครสักคนหรอกน่า ให้เราได้ระบายออกมา พูดคุยด้วยได้ แค่พูดออกมา ทำให้ใจสงบขึ้น และช่วยให้หาทางออกที่ดีขึ้นได้ 5. เก็บหลักฐาน หากเป็นการกลั่นแกล้งออนไลน์ยิ่งเก็บได้ง่ายขึ้น ถ้าเกิดขึ้นจริง ให้เพื่อนสนิทช่วยบันทึกคลิป แอบถ่ายก็ยิ่งดี จะมองเห็นชัดขึ้น ในห้องเรียนที่มีกล้องวงจรปิด ให้ไปขอหลักฐานคลิปมาเก็บไว้ 6. ใช้ช่องทางของโรงเรียนหรือผู้ใหญ่ช่วยจัดการ ที่โรงเรียนมีฝ่ายปกครอง หรือถ้าปกครองทำเฉย มีหลักฐานมากพอ แจ้งความตำรวจได้ ถ้าเป็นความผิด มีโทษทางอาญาเชียวนะ 7. อย่าตัดสินใจตอนอารมณ์กำลังพุ่งสูง จำไว้ ทุกอย่างที่จะตอบโต้ ต้องทำอย่างมีสติ ทุกอย่างที่พูด ต้องเป็นเหตุร้ายแรง รุนแรง หลังจากพูดกันดี ๆ เตือนแล้วหลายครั้ง ยังคุกคามข่มขู่อย่างต่อเนื่อง ต้นอ่านทีละข้อ “ครูครับ” “ครับ?” “ถ้าผมทำแบบนี้ ผมจะดูอ่อนแอไหม?” ครูสุส่ายหน้า “ตรงกันข้าม” เธอมองเขา “การหยุดตัวเองตอนโกรธ บางครั้งต้องใช้ความเข้มแข็งมากกว่าการเอาคืนเสียอีก” วันถัดมา ครูสุไม่ได้เรียกบอสไปดุ เธอเชิญบอสเข้าห้องแนะแนว “ครูมีเรื่องอยากคุยด้วย” บอสนั่งลง “เรื่องต้นเหรอครับ?” “ใช่” “ผมไม่ได้คิดอะไรเลยครับครู แค่เล่น” ครูสุพยักหน้า “ครูเชื่อว่าเธออาจไม่ได้ตั้งใจให้มันรุนแรง” บอสเริ่มผ่อนคลาย “ครับ” “แต่ต้นบอกว่าเขาไม่ชอบ” บอสเงียบ “แล้วเธอยังทำต่อ” “ผม” “ครูไม่ได้เรียกมาเพื่อดุหรือประจาน” บอสก้มหน้า “ครูอยากให้เธอลองคิดจากอีกฝั่ง” เธอวางกระดาษสองแผ่นตรงหน้าเขา แผ่นแรกเขียนว่า ฉันตั้งใจทำอะไร? แผ่นที่สอง เขาได้รับอะไร? บอสอ่าน “ครูหมายถึง?” “เธอตั้งใจจะเล่นสนุก” “แต่ต้นได้รับความอับอาย” บอสเงียบ “ถ้าเธอรู้แล้วว่าเขาเจ็บ เธอจะทำอะไรต่อ?” เขานั่งนิ่งนานมาก ก่อนตอบ “ผมควรลบรูปครับ” “แล้ว?” “ขอโทษ” “แล้ว?” “ไม่ทำอีก” ครูสุพยักหน้า “นี่คือการรับผิดชอบ” บอสถามเบา ๆ “ครูครับ” “ครับ?” “ถ้าผมขอโทษ แล้วเขายังโกรธอยู่ล่ะ?” “เธอควบคุมไม่ได้ว่าเขาจะหายโกรธเมื่อไร” “แต่เธอควบคุมได้ว่า เธอจะรับผิดชอบอย่างไร” บอสพยักหน้า บางครั้งการขอโทษไม่ได้ทำให้ทุกอย่างกลับมาเหมือนเดิมทันที แต่การรับผิดชอบ คือการเริ่มต้นซ่อมสิ่งที่ตัวเองทำพัง ในชั่วโมงแนะแนววันศุกร์ ครูสุนำเหตุการณ์ของต้นมาพูดกับทั้งห้อง เธอไม่เอ่ยชื่อ “ถ้าคนหนึ่งถูกล้อจนเสียใจ” เธอถาม “คนที่เห็นเหตุการณ์ควรทำอะไร?” ฟ้ายกมือ “เข้าไปห้ามค่ะ” “ถ้ากลัว?” “บอกครูค่ะ” “ถ้าเป็นในโลกออนไลน์?” มินตราตอบ “ไม่ส่งต่อ” “แล้ว?” “รายงานโพสต์” “แล้ว?” “บอกผู้ใหญ่” ครูสุพยักหน้า “ดี” เธอเขียนบนกระดาน ผู้เห็นเหตุการณ์ก็มีพลัง “บางครั้งการกลั่นแกล้งดำเนินต่อไปเพราะคนหนึ่งทำ อีกคนถูกทำ และคนอีกสิบคนยืนหัวเราะ” เธอหันกลับมา “เสียงหัวเราะของคนดูอาจกลายเป็นกำลังใจให้คนที่กำลังทำร้ายคนอื่น” “แต่ในทางกลับกัน” เธอเขียนอีกคำ หยุด “คนดูหนึ่งคนก็สามารถเปลี่ยนบรรยากาศได้” ฟ้าถาม “ต้องพูดว่าอะไรคะ?” ครูสุยกตัวอย่าง “พอเถอะ เขาไม่ชอบ ไม่ต้องส่งต่อ มันไม่ตลกแล้วหยุดเถอะ เดี๋ยวเราไปบอกครูกัน ประโยคสั้น ๆ ก็มีความหมาย” เธอหยุด “แต่ถ้าสถานการณ์ไม่ปลอดภัย อย่าเข้าไปเผชิญหน้าคนเดียว ให้ขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่” วันนั้นต้นได้รับข้อความจากบอส “ขอโทษนะ เราไม่คิดว่านายจะรู้สึกแย่ขนาดนี้” ต้นอ่านอยู่พักหนึ่ง เขาไม่รู้จะตอบอะไร ในที่สุดเขาพิมพ์ “โอเค” แล้วลบ พิมพ์ใหม่ “ขอบใจที่ขอโทษ แต่เราไม่ชอบให้เอารูปเราไปทำแบบนั้น” เขามองข้อความ ลังเล แล้วกดส่ง เราต้องกล้าพูด ในสิ่งที่เราคิด แต่อย่างสุภาพ ไม่ก้าวร้าวตอบโต้ ให้ยิ่งรุนแรงขึ้น ก้าวแรกของการตอบโต้ อย่ายอมให้คนอื่นทำร้ายอย่างง่ายดาย เริ่มบอกให้รู้อย่างสุภาพ ถ้าไม่ได้ผล คงต้องใช้คำที่รุนแรงมากขึ้น ถ้ายังไม่ได้ผลอีก คงต้องพึ่งผู้มีอำนาจที่ใส่ใจ พร้อมช่วยอย่างจริงใจ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นทันที ไม่มีเพลงประกอบ ไม่มีปาฏิหาริย์ ไม่มีใครปรบมือ เพียงแค่ข้อความหนึ่งข้อความถูกส่งออกไป แต่สำหรับต้น มันเป็นเรื่องใหญ่ คิดในใจ เรานี่กล้ามากเลยนะ จะโดนมากกว่าเดิมหรือเปล่านะ แค่คิดก็ให้สยองมากแล้ว เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เขาพูดความรู้สึกของตัวเองออกไปโดยไม่ต้องตะโกน ไม่ต้องด่า ไม่ต้องเอาคืน และไม่ต้องแกล้งทำว่าไม่เป็นอะไร เขากำลังเรียนรู้ว่า การตั้งขอบเขตไม่ใช่การหาเรื่อง สัปดาห์ต่อมา ครูสุเพิ่มภาษาอังกฤษวันละคำอีกแล้ว “Brainstorming” ครูสุจะอนุญาตให้นักเรียนใช้มือถือ เพื่อค้นหาคำแปล “ระดมสมอง” บางคนยกมือถาม มันเข้าใจยากเหมือนกัน อะไรคือสมอง จะให้เอามีดมาผ่าหัว แล้วเอาสมองมารวมกันอย่างนั้นรึ นี่มันเป็นคำที่กวนโอ๊ย ครูสุเข้าใจวัยรุ่นดี เลยบอกว่า “เอาล่ะ มันควรเป็นคำไทยที่เข้าใจง่าย ๆ ว่าอะไรดี” ภูมิคนเก่ง ฝีปากกล้า รีบยกมือแล้วพูดว่า หลายหัวดีกว่าหัวเดียวครับ ทุกคนพอใจกับคำตอบนี้ รวมทั้งครูสุด้วย ครูสุอธิบายหลักการง่าย ๆ ว่า ห้ามหัวเราะเยาะ ใช้คำดูหมิ่นความคิดเห็นของเพื่อนโดยเด็ดขาดนะ เมื่อทุกคนเข้าใจ ฟ้าพูดต่อ เหมือนการเล่นเกม เราต้องยอมรับกฎเกณฑ์ก่อน แต่ละเกมจะมีกติกาที่แตกต่างกัน ฟ้าเป็นเด็กหญิงที่ชาญฉลาด มักมีคำอธิบายง่าย ๆ มาเสริมให้เพื่อนเข้าใจง่ายขึ้น ครูสุเขียนประโยคหนึ่งลงบนกระดาน หัวข้อคือ “เวลาฉันถูกทำร้ายความรู้สึก ฉันอยากให้คนอื่นรู้ว่า” ทุกคนได้พูดอย่างอิสระ คำตอบมีมากมาย “ฉันก็เจ็บเป็น” “อย่าบอกว่าแค่ล้อเล่น” “ถ้าฉันบอกให้หยุด ขอให้หยุด” “ฉันไม่ได้อยากทำเป็นเรื่องใหญ่” “บางทีฉันแค่ไม่รู้ว่าจะพูดยังไง” “ฉันไม่ได้อ่อนแอ” “ฉันอยากให้มีคนฟัง” “ฉันไม่อยากเอาคืน แต่ฉันก็ไม่อยากถูกทำร้าย” แล้วทุกคนหยุดอยู่กับประโยคหนึ่งที่ต้นพูดขึ้น “บางทีคนที่หัวเราะอาจเป็นคนที่เจ็บที่สุดในภายหลังก็ได้” ไม่มีใครพูดต่อ แต่ทุกคนกำลังคิด เพราะพวกเขาเริ่มเข้าใจว่า คนเราไม่ได้แสดงความเจ็บปวดเหมือนกันทุกคน บางคนร้องไห้ บางคนเงียบ บางคนหนี บางคนทำเป็นไม่สนใจ บางคนหัวเราะ บางคนโกรธ บางคนเครียดมากกับการล้อเล่นของเพื่อนโดยที่ตัวเองไม่อาจตอบโต้ได้เลย บางคนในกลุ่มของบอสรู้ดีเพราะเคยแกล้งต้น ครูสุเพิ่มภาษาอังกฤษวันละคำอีกคำ Roleplay ภูมิรีบเปิดมือถือ แล้วตอบอย่างรวดเร็วว่า “โรลเพลย์ (Roleplay) หรือการสวมบทบาทสมมติ คือการที่ผู้เล่นรับบทเป็นตัวละครตัวหนึ่ง โดยคิด พูด และกระทำตามลักษณะนิสัยของตัวละครนั้น อาจจะเป็นตัวละครจาก เกมอนิเมะ หรือตัวละครที่สร้างเอง เพื่อร่วมกันดำเนินเรื่องราวไปกับผู้อื่น ครูสุเขียนคำว่า ความโกรธ ความเครียดบนกระดาน แล้วถาม “ถ้าคนหนึ่งถูกล้อซ้ำ ๆ เขาอาจโกรธไหม?” ให้ทุกคนสมมติตัวเองว่า ในเกมที่มีผู้ล่าและเหยื่อ แล้วเราเป็นเหยื่อ จะรู้สึกอะไร คิดอะไร และอยากทำอะไร ในห้องนี้ ทุกคนรู้ว่าตัวเองมีอิสระที่จะคิด พูด โต้ตอบ โดยไม่กลัวครูดุ หลังจากทุกคนพูดกันได้สักพัก ครูสุสรุปว่า เราจะโกรธมากไหม หรือเฉย ๆ หรือสนุกตามเพื่อนไปด้วย คงไม่นะเพราะเราเป็นเหยื่อ ไม่ใช่ผู้ล่า ใช่ไหม แล้วเหยื่อมีสิทธิ์ลุกขึ้นมาต่อสู้ตอบโต้ไหม นี่เป็นอีกคำถาม การโกรธตอบผิดไหม? เด็กหลายคนตอบพร้อมกัน “ไม่ผิด” “แล้วถ้าเขาเอาคืนด้วยการทำร้ายคนอื่นต่อล่ะ?” ห้องเงียบ “ผิดไหม?” หลายเสียงตอบ “ผิดครับ” ครูสุพยักหน้า “นี่คือสิ่งที่ครูอยากให้พวกเธอจำให้แม่น” เธอเขียนตัวใหญ่ ความรู้สึกของเราเป็นของเรา แต่การกระทำของเรามีผลต่อคนอื่น เธอมีสิทธิ์โกรธ มีสิทธิ์เสียใจ มีสิทธิ์ไม่พอใจ มีสิทธิ์ปฏิเสธ มีสิทธิ์บอกว่าไม่ชอบ แต่เราไม่มีสิทธิ์ใช้ความรู้สึกเหล่านั้นเป็นเหตุผลในการทำร้ายคนอื่น และคนอื่นก็ไม่มีสิทธิ์ใช้คำว่า ‘แค่ล้อเล่น’ หลังเลิกเรียน ต้นเดินมาหาครูสุ “ครูครับ” “ครับ?” “ผมคิดว่าผมเข้าใจแล้ว” “เรื่องอะไร?” “ตอนแรกผมคิดว่าถ้าผมไม่สนใจ เดี๋ยวมันก็หาย” ครูสุมองเขา “แต่ไม่หาย” “ครับ” “แล้วตอนนี้?” ต้นยิ้มบาง ๆ “ผมคิดว่าผมต้องพูด” “ใช่” “แต่ถ้าพูดแล้วไม่ดีขึ้น?” “ก็พูดกับคนที่ช่วยได้มากขึ้น” “ถ้ายังไม่ดีขึ้น?” “ก็เปลี่ยนวิธี” “ถ้ายังแก้ไม่ได้?” ครูสุยิ้ม “ก็อย่าอยู่กับมันคนเดียว” ต้นพยักหน้า ก่อนเดินออกจากห้อง เขาหันกลับมา “ครูครับ” “ครับ?” “คำว่า ‘แค่ล้อเล่นเอง’ นี่” “ว่าไง?” “ต่อไปผมจะไม่ใช้กับคนอื่นแล้วครับ” ครูสุยิ้ม “ดี” ต้นเดินออกไป “ถ้าไม่มีใครฟังเรา เราจะทำอย่างไรให้เสียงของเราดังขึ้น?” “ไม่มีใครฟัง” อาจเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาหลายอย่าง ดังนั้นบทเรียนต่อไป จึงไม่ใช่เรื่องของการโกรธอีกแล้ว แต่เป็นเรื่องของ “การฟัง” Psychology Corner จิตวิทยาที่ซ่อนอยู่ในตอนที่ 2 1. การล้อเล่นกับการกลั่นแกล้งไม่เหมือนกัน การหยอกล้อที่ดีต้องมีความยินยอมและทั้งสองฝ่ายสามารถสนุกได้ หากฝ่ายหนึ่งบอกว่าไม่ชอบแล้วอีกฝ่ายยังทำซ้ำ ความสัมพันธ์นั้นจำเป็นต้องมีการตั้งขอบเขตและขอความช่วยเหลือเมื่อไม่สามารถจัดการเองได้ 2. เจตนาไม่ลบล้างผลกระทบ คนหนึ่งอาจ “ไม่ได้ตั้งใจทำร้าย” แต่การกระทำก็ยังสามารถสร้างความเจ็บปวดได้ การรับผิดชอบจึงไม่ได้หมายความว่าเราต้องยอมรับว่าเราเป็น “คนเลว” แต่คือการยอมรับผลของสิ่งที่เราทำและปรับพฤติกรรม 3. ความคิดไม่เท่ากับความจริง เมื่อเราอายหรือถูกปฏิเสธ สมองอาจสร้างความคิดแบบเหมารวม เช่น ทุกคนเกลียดฉัน ทุกคนหัวเราะฉัน ฉันไม่มีค่า ความรู้สึกนั้นเป็นเรื่องจริง แต่ความคิดที่เกิดขึ้นพร้อมกับความรู้สึกควรถูกตรวจสอบก่อนสรุปว่าเป็นความจริงทั้งหมด 4. ความคิดไม่เท่ากับการกระทำ วัยรุ่นสามารถมีความคิดที่รุนแรงหรืออยากเอาคืนได้โดยไม่จำเป็นต้องทำตามความคิดนั้น การสร้าง “ช่องว่าง” ระหว่างแรงกระตุ้นกับการกระทำคือทักษะสำคัญของการกำกับอารมณ์ 5. การตั้งขอบเขต ประโยคง่าย ๆ อย่าง ฉันไม่ชอบแบบนี้ หยุดเถอะ อย่าเอารูปฉันไปโพสต์ ไม่ใช่การหาเรื่อง แต่เป็นการสื่อสารขอบเขตของตัวเอง 6. เมื่อปัญหาเกินกำลัง วัยรุ่นไม่จำเป็นต้องแก้ปัญหาทุกอย่างด้วยตัวเอง หากการกลั่นแกล้งเกิดขึ้นซ้ำ ๆ มีการคุกคาม หรือทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัย ควรบอกผู้ใหญ่ที่ไว้ใจได้และใช้ระบบช่วยเหลือของโรงเรียน แบบฝึกหัด “แตะเบรกก่อนเอาคืน” ครั้งต่อไปที่มีใครทำให้คุณโกรธ ลองถามตัวเอง 5 ข้อ 1. ตอนนี้ฉันรู้สึกอะไร? 2. สิ่งที่ฉันกำลังคิดเป็นข้อเท็จจริงทั้งหมดหรือไม่? 3. ฉันกำลังอยากทำอะไรเพราะอารมณ์? 4. ถ้าฉันทำตอนนี้ อีกหนึ่งชั่วโมงจะเกิดอะไรขึ้น? 5. มีทางออกอะไรที่ปกป้องฉันโดยไม่ทำร้ายคนอื่น? แล้วจำประโยคนี้ไว้ “ฉันไม่จำเป็นต้องชนะคนที่ทำให้ฉันโกรธ ฉันต้องไม่ปล่อยให้ความโกรธทำให้ฉันแพ้ตัวเอง” คำถามท้ายตอน ลองถามตัวเองว่า เคยมีใครพูดกับคุณว่า “แค่ล้อเล่นเอง” ทั้งที่คุณไม่ได้รู้สึกตลกไหม? ถ้าเคย คุณเคยทำอย่างไร? เงียบ หัวเราะตาม โกรธ เอาคืน หรือเดินหนี ถ้าวันนั้นย้อนกลับมาได้อีกครั้ง คุณอยากเลือกวิธีไหน? ตอนที่ 2 นี้จะทำหน้าที่เป็น “สะพาน” จากการควบคุมความโกรธ → การถูกปฏิเสธ → การตั้งขอบเขต → การเลือกทางออก #อิงซูเหยาฮองเฮา #พรรณีเกษกมล
เจ้าหญิงตระกูลอิง แห่งแคว้นเฟิ่ง
ณ วังของอ๋อง ตระกูลอิง แห่งแคว้นเฟิ่ง คืนเดือด เลือดสาด การฆ่าล้างตระกูล โดยกลุ่มนายทหารไม่ทราบสังกัดชัดเจน ได้บุกเข้าเขตวัง และเข่นฆ่าผู้คนจนหมดสิ้น ไม่รู้โกรธ เกลียดมากปานใด ถึงต้องฆ่าล้างตระกูล ที่จริงมันแค่ความกลัว หวาดระแวง ของการเปลี่ยนแปลง เมื่ออ๋องผู้น้องเก่งกล้าสามารถมากกว่าฮ่องเต้ แต่เพราะเป็นน้อง จึงต้องให้พี่ ได้สิทธิ์ครองราชย์ไปก่อน เมื่อฮ่องเต้เริ่มมีอาการป่วยไข้บ่อย และมีสัญญาณแห่งอายุที่จะไม่ยืนยาวนาน กลุ่มขุนนาง ขันที ที่เคยระรานต่ออ๋องผู้น้อง ต้องทำอะไรสักอย่างสิน่า เพื่อไม่ให้อ๋องผู้น้องใช้สิทธิ์ ยังไงเสีย ให้องค์ชายองค์โตจากฮ่องเต้ได้ครองราชย์ จะปลอดภัยแก่กลุ่มขั้วอำนาจฝ่ายตน ปฏิบัติการล้มล้างตระกูลอ๋องผู้น้องจึงได้เกิดขึ้น คืนเดือดที่เลือดสาดทั่วทั้งวัง ตระกูลอิง แห่งแคว้นเฟิ่ง ต้องประสบพบกับชะตากรรมอันโหดร้ายชนิดคาดไม่ถึง การฆ่าล้างตระกูล ไม่ให้เว้นแม้ใครสักคนเดียว ลมหนาวกรรโชกเข้ามาทางหน้าต่าง ในเรือนหลังเล็กสุดท้ายของตระกูลอิง ตระกูลที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นกำแพงของราชสำนัก แห่งเมืองหลวง แคว้นที่จงรักภักดี และเก่งกล้าสามารถพร้อมปกป้องฮ่องเต้ แต่บัดนี้ล่มสลาย ด้วยน้ำมือของใคร ที่ไม่แน่ชัด ถ้าไม่ใช่ขันทีเรืองอำนาจ กลุ่มขุนนางตระกูลใหญ่ ที่กำลังครองอำนาจ ผูกขาดการค้าเศรษฐกิจของแคว้น เสียงฝีเท้าทหารเกราะเหล็กดังทั่วจวน ทำให้อ๋องผู้น้องหวั่นเกรงเภทภัยจะเกิดขึ้น เสียงร้องไห้ และเสียงขอชีวิต ดังสนั่นที่ลานหน้าวัง ทหารคุ้มกันวังหายไปกันหมด คงโดนฆ่าตายเสียเป็นรายแรก ๆ ก่อนคนรับใช้จะโผล่มา ด้วยเสียงกรีดหวีดร้องดังระงม คละเคล้ากันเป็นความวุ่นวายที่บดบังราตรี อ๋องผู้น้องรู้ตัวทันใด จากข่าวลือที่แว่ว ๆ มาไม่นานนัก จึงรีบจัดการป้องกันคุ้มภัยแก่ธิดา ให้หลบซ่อนพ้นไปก่อน ที่ที่ปลอดภัยที่สุด ยากแก่การค้นพบโดยง่าย เด็กสาววัยสิบสาม อิงซูเหยา นั่งอยู่ในห้องเล็ก ๆ ตื่นตระหนกตกใจกับเสียงเกราะทหาร กับเสียงกรีดร้องระงม บนตักของนางมีหนังสือปกหนาเล่มหนึ่ง กฎหมายลับของราชวงศ์สมัยปฐมกษัตริย์ หน้ากระดาษเก่าเหลืองกลิ่นฝุ่น เป็นสิ่งเดียวที่พ่อฝากให้นางปกปักรักษา พ่อในชุดเกราะครึ่งยศ คุกเข่าลงตรงหน้าลูกสาว “ซูเหยา” น้ำเสียงพ่อนุ่ม อ่อนแรง “จำไว้นะ เราไม่ได้แพ้เพราะอ่อนแอ เราแพ้เพราะใจเรายังเป็นมนุษย์อยู่” ซูเหยากัดริมฝีปากจนเลือดซึม แต่ไม่ยอมร้องไห้ “ท่านพ่อ” เสียงนางสั่น “ทำไมต้องเป็นเรา ทำไมต้องปกป้องแผ่นดินที่ไม่เคยปกป้องเรา” พ่อส่งยิ้มเศร้าให้ รอยยิ้มของคนที่เติบโตบนสนามรบและความทรยศ “เพราะถ้าเราไม่ปกป้อง มันจะถูกคนไม่คู่ควรคว้าไป” “ลูกอาจไม่เข้าใจวันนี้ แต่วันหนึ่ง ลูกจะยืนอยู่ ณ ที่ที่ไม่มีใครเคยคิดว่าลูกจะยืนได้” ทหารกำลังใกล้เข้ามา พ่อโอบลูกสาวครั้งสุดท้าย กลิ่นเลือดและกลิ่นดินปะปนกัน อบอุ่นในแบบที่เจ็บปวด “ซูเหยา” “หากวันหนึ่ง ลูกต้องเลือกระหว่าง บัลลังก์กับหัวใจ” “จงเลือกสิ่งที่ทำให้ลูกไม่ต้องละอายที่จะมองเงาตัวเองในกระจก” แล้วพ่อก็ดันนางเข้าไปในช่องลับหลังตู้ ช่องที่จะแอบซ่อนเด็กสาวไว้ได้อย่างปลอดภัย เด็กสาวมองผ่านรอยแยกของบานไม้ เห็นพ่อยืนหันหลังให้ ดาบชี้ไปข้างหน้า ตัวสั่นด้วยแรงสุดท้ายของชีวิต ประตูถูกถีบเปิด ทหารพุ่งเข้ามา มีดและหอกแวววาว เลือดกระเซ็นขึ้นสูงราวดอกไม้เหล็กสีแดงคมปลิวว่อนกลางอากาศ ซูเหยากัดแขนตัวเองเพื่อห้ามเสียงร้อง เงียบงัน จนได้ยินเพียงเสียงหยดเลือดตกบนพื้นเย็นชา หลังการล่มสลายของตระกูลอิง ไม่นานนัก มีกลุ่มทหารองครักษ์หน่วยพิเศษประจำองค์ฮ่องเต้ มาค้นหาพยานหลักฐาน และได้ค้นพบซูเหยา ซูเหยาถูกส่งไปเป็น “ตัวประกันเงียบ” ในวังหลวง มีเพียงคนเดียวที่ยอมรับนาง เสด็จลุงฮ่องเต้ คืนหนึ่ง เขาเรียกนางเข้าพบในตำหนัก “เจ้ามีสายตาแบบบิดาเจ้า” เขากล่าว “สะอาดเกินไปสำหรับที่นี่ และอันตรายเกินไป” ซูเหยาคุกเข่า ไม่มีคำตอบใด ฮ่องเต้หัวเราะเบา ๆ ก่อนยื่นพระหัตถ์ไปรับหนังสือปกหนาในอ้อมแขนนาง “กฎหมายนี้เจ้าอ่านหรือยัง” ซูเหยาพยักหน้า “บางบทเพคะ” “งั้นเจ้าคงรู้” “ว่าในราชวงศ์นี้ มีกฎหนึ่งบัญญัติไว้” “หากฮ่องเต้มิอาจปกครองราชสำนักได้จริง ฮองเฮามีสิทธิ์ขึ้นสู่ตำแหน่งด้วยการอ้างอิงกฎหมายนี้” ซูเหยาเงยหน้าขึ้นช้า ๆ แววตาแข็งแกร่งขึ้นในคราวเดียว “เพคะ” “หม่อมฉันรู้ และหม่อมฉันจะจำมันไว้จนวันตาย” ฮ่องเต้ยิ้ม รอยยิ้มเศร้าที่แบกโลกไว้ทั้งใบ “ดีเพราะคืนนี้ ข้าจะฝากบัลลังก์นั้นไว้ที่เจ้า” “ไม่ใช่เพราะข้าไม่ไว้ใจราชสำนัก แต่เพราะข้าไว้ใจ ตระกูลอิง สิทธิ์ของการครองบัลลังก์ที่กำหนดไว้ ผู้หญิงมีสิทธิ์ทัดเทียมชาย ฮองเฮามีสิทธิ์ขึ้นครองบัลลังก์ สืบทอดอำนาจต่อจากฮ่องเต้ ถ้าหากปราศจากองค์ชายรัชทายาท น้องเรียงลำดับต่อจากพี่ มีสิทธิ์เช่นกัน ดังนั้น เจ้าจึงมีสิทธิ์ในบัลลังก์ ทว่าคงมีอีกหลายตระกูลที่ไม่คิดเช่นนั้น และเมื่อนั้น ถ้ามีผู้หวังแย่งชิง อยากขึ้นมาเป็นใหญ่เสียเอง คงไม่ยากเกินไปนัก หากจำกัดคู่ต่อสู้บนสังเวียนให้หมดไป เจ้าพึงรู้ว่า บัลลังก์ไม่ได้ยืนอย่างโดดเดี่ยว หากต้องมีตระกูลใหญ่หลายตระกูล ค้ำบัลลังก์ไว้ ดังนั้นเจ้าจึงควรอยู่เงียบ ๆ อย่าเปิดเผยตัวตนมากนัก เราจะประกาศแต่เพียง ข้าได้เก็บเด็กหญิงคนหนึ่งมาเลี้ยงดูเท่านั้น ไม่ต้องประกาศตนว่าเป็นใคร มาจากตระกูลใด เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนแซ่เสีย เพื่อปกปิดชาติกำเนิด ให้เป็นที่น่าสงสัย และน่าเพ่งเล็ง แก่พวกที่ลอบฆ่าล้างตระกูลเจ้า คงมีกลุ่มหนุนหลังอีกหลายกลุ่ม ที่อยู่เบื้องหลังขันทีโหดพวกนั้น ที่ไม่ต้องการให้ตระกูลอิงที่เก่งกล้าสามารถมาปกครอง จึงคิดกำจัด และโบ้ยความผิดมาให้ข้า ผู้เป็นลุงของเจ้า จำไว้นะ อย่าเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง” วันนั้น เสด็จลุงฮ่องเต้ได้พูดจาเปิดเผยมากที่สุด และคงเป็นครั้งเดียวที่ได้ใกล้ชิดกัน เพื่อป้องกันเหตุเคลือบแคลงสงสัยจากบุคคลอื่น แม้แต่ฮ่องเต้ยังต้องระวังมากมายถึงเพียงนี้ ตัวเธอล่ะ จะไม่คิดป้องกันตัวเองบ้างเชียวหรือ นับแต่บัดนั้น เธอจึงต้องระมัดระวังการพูดจาที่จะระแคะระคาย กลายเป็นเงาหลังบัลลังก์อย่างเงียบ ๆ นานถึง 3 ปีเต็ม จนโอกาสจะประจวบเหมาะ ตามที่ฮ่องเต้ได้สัญญาไว้ ปีนั้น เด็กสาวอายุสิบสามปี กลายเป็นเงาบนกำแพงราชสำนัก ที่ไม่มีใครกล้ามองตรง ๆ เงาที่รอวันเติบโต เพื่อขึ้นไปอยู่เหนือบัลลังก์ทองคำ และเหนือหัวใจของผู้ปกครอง การอยู่อย่างเงียบเชียบในตำหนักหลังเล็ก มีเพียงนางกำนัลที่รู้ใจคอยติดสอยห้อยตาม จะกระทำการสิ่งใด ต้องไม่โฉ่งฉ่างเปิดเผยให้ผู้คนรู้และสงสัย #ฮองเอาเหนือฮ่องเต้ตอน2 #พรรณีเกษกมล
สนามฝึกซ้อมหลังตำหนักเย่ว์เจียง
ฤดูหนาว หิมะโปรยลงมากระทบพื้นศิลาอย่างแผ่วเบา เสียงกระบี่ฟาดฟันของเหล่าทหารฝึกทำให้ลมหายใจในอากาศสั่นระริกเป็นระลอก อิงซูเหยา อายุสิบหก เธอแอบซ่อนตัวในวังหลวงนี่นานถึง 3 ปี ไม่ได้รับการยกย่องอย่างเปิดเผย ทำตัวหลบ ๆ ซ่อน ๆ วันนี้เธอยืนแอบอยู่ตรงมุมเงาของศาลาเงียบ มือประคองหนังสือกฎหมายเล่มเดิมเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย นางไม่มีสิทธิ์ฝึก ไม่มีสิทธิ์แสดงตัว เพียงถูกส่งมา “สังเกตการณ์” ตามคำสั่งของฮ่องเต้ผู้กำลังโรยแรง นางไม่ควรอยู่ตรงนี้ แต่ดวงตาของนาง ตั้งแต่วันพ่อเสียชีวิต ก็ไม่เคยก้มมองใครอีกแล้ว เด็กสาวผมยาวถักเปียหลวม ซูเหยายืนซ่อนอยู่หลังเสา ศีรษะตกต่ำ เหมือนพยายามทำตัวให้เล็กที่สุด “หากล้มอย่าร้องไห้ต่อหน้าผู้ใด” คำสั่งสุดท้ายของบิดา ก่อนแยกจากกัน ยังคงก้องอยู่ในหู เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังเข้ามา ก่อนเงาของเด็กหนุ่มในชุดฝึกที่เปื้อนโคลนพุ่งมาตรงหน้าแทบชน เด็กหนุ่มวัยสิบหก ผมยาวมัดรวบหลวม ๆ ใบหน้ามีรอยฟกช้ำจากการฝึกอย่างจริงจัง หายใจถี่รัวเหมือนคนที่กำลังหนีบางอย่าง นางถอยหนึ่งก้าว เขาชะงักหนึ่งจังหวะ นัยน์ตาของเขา หลงเจิน ทายาทราชบัลลังก์ที่ยังไม่รับตำแหน่ง ดวงตาไม่เหมือนบรรพบุรุษ หากแต่เข้มลึก เหมือนบาดแผลที่ซ่อนอยู่ใต้รอยยิ้ม เขารีบโค้งให้นาง ไม่ใช่เพราะรู้สถานะของนาง แต่เพราะมารยาทของคนที่เคยฝึกมา “ข้าขออภัย ข้าไม่ได้ตั้งใจ” เสียงเขาสั่นทั้งที่พยายามทำให้นิ่ง อิงซูเหยามองเสี้ยวหน้าที่มีรอยเลือดแห้งกรัง แม้เขาไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร แต่เธอจำเขาได้ เด็กหนุ่มที่คนทั้งวังเรียกว่า เจ้าชายใหญ่ แต่ในความเป็นจริง ถึงจะเป็นเจ้าชายรัชทายาท ผู้จะได้ครองบัลลังก์เจ้าชายอยู่ภายใต้อำนาจของขันที ที่จะไม่มีอำนาจที่เป็นของเขา เสียงทหารในสนามฝึกตะโกนลั่น “ฝ่าบาทรอง! ถ้าพระองค์หนีอีกครั้ง จะให้ถึงหูฮ่องเต้!” เด็กหนุ่มเม้มปาก ความอับอายแดงวาบขึ้นบนแก้ม เขามองเธอเพียงหนึ่งอึดใจก่อนยื่นดาบฝึกให้ “ลองดูไหม” เขาพูดเรียบ ๆ เธอผงะ เธอส่ายหน้า “ข้าไม่ควรเข้าใกล้องค์รัชทายาทนัก” งั้นก็ยิ่งน่าลอง” เขาวางดาบลงบนมือเธอด้วยแรงเพียงพอจะบังคับให้ยอมรับ “ถือไว้ ถ้าไม่เหมาะ ก็วางลง แต่ลองก่อน” มือเด็กหญิงสั่น ดาบหนักเกินไปสำหรับผู้ที่ไม่เคยจับ เธอหวั่นเกรงสายตานักฝึกมากมายที่เริ่มหันมาสนใจ หลงเจินยืนอยู่ข้างหลัง ค่อย ๆ ประคองมือเธอให้มั่นคง ระยะห่างของทั้งคู่สั้นเกิน จนได้ยินเสียงลมหายใจ เขาพูดเบา ราวกับคำสาบานที่ไม่มีวันเอ่ยอีกครั้ง “อยู่ที่นี่ต้องมีอาวุธบางอย่างไว้ป้องกันตัว ดาบก็ดี คำพูดก็ได้ น้ำตายิ่งใช้ดีในบางคราแต่ห้ามยอมแพ้โดยที่ยังไม่ลอง” ซูเหยาหันไปสบตา เพียงแวบนั้น เธอเห็นความอ่อนโยนซ่อนอยู่ลึกมากในนัยน์ตาที่แข็งกร้าวลึกเสียจนยากจะเชื่อว่ามีอยู่จริง กลองเรียกฝึกดังขึ้น เด็กหนุ่มผละออกไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทิ้งดาบไว้ในมือเธอ เช่นเดียวกับประโยคหนึ่งที่ฝังอยู่ในหัวเธอไปชั่วชีวิต “ถ้าเลือกจะอยู่จงอยู่ให้ชนะ” เขาหันหลังจะหนีต่อ คงไม่อยากอยู่ฝึกต่อ แต่จังหวะนั้นเอง อิงซูเหยาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ราวกับกำลังอ่านถ้อยความในหนังสือ “นอกจากวิ่งหนี พระองค์ทำอะไรได้บ้างหรือไม่” คำพูดนั้นเย็นเฉียบ แต่ไม่ใช่คำเหยียดหยาม เป็นคำถามที่กรีดเข้าไปในกระดูก หลงเจินหยุดชะงัก หันกลับมาช้า ๆ แววตาสั่นไหวเหมือนเด็กที่ไม่เคยถูกถามแบบนี้มาก่อน “ข้าก็ไม่แน่ใจ” เขากล่าวเบา ๆ “แต่ข้าจะไม่ยอมให้ใครกำหนดว่า ข้าควรเป็นใครอีกต่อไป” ซูเหยาหลุบตาลงนิดหนึ่ง “ถ้าเช่นนั้น ก็อย่าหนี” หลงเจินกัดฟัน เหมือนคำพูดของนางเป็นทั้งดาบและกระดูกงูในเวลาเดียวกัน เขาถามในที่สุด เหมือนจะถามลม แต่กลับเจาะจงมาที่เธอเพียงผู้เดียว “แล้วเจ้าล่ะเจ้าอยากเป็นใครในวังที่กำหนดชะตาทุกคน” ลมหายใจในอกของซูเหยาหนักขึ้น ความทรงจำแห่งเลือดและไฟกระชากเข้ามาในใจ นางตอบอย่างช้า ๆ ประโยคที่นางไม่รู้ว่า วันหนึ่งจะกลายเป็นคำสาปร่วมกันของหัวใจทั้งสอง “ข้าอยากเป็นคนเดียวที่เลือกชะตาตัวเองได้” หิมะตกหนักขึ้น ลมหนาวกัดผิวจนชา แต่ในดวงตาของทั้งคู่ มีบางอย่างอบอุ่นขึ้นมาเล็กน้อย อบอุ่นแบบคนที่รู้ว่าตัวเองจะไม่มีสิทธิ์ได้ครอบครองมัน ทหารเริ่มวิ่งมาตามหา หลงเจินถอยหลังไปสามก้าว แตะหน้าอกตัวเองเบา ๆ เหมือนสาบานเงียบ ๆ “หากวันหนึ่งเราพบกันในฐานะอื่น” “ข้าอยาก” เขาหยุด กลืนคำที่กำลังจะเอ่ย เพราะรู้ว่าอนาคตในวังนี้ไม่มีพื้นที่ให้คำว่า “อยาก” อิงซูเหยา เอ่ยแทนด้วยน้ำเสียงเรียบ เป็นดั่งคำทำนาย “วันนั้น เราอาจจำคืนนี้ไม่ได้อีกต่อไป” เธอหมุนตัวเดินจากไป ไม่หันกลับมามอง หลงเจินเฝ้าดูเงาของนางค่อย ๆ จมลงในม่านหิมะ ก่อนกระซิบกับตัวเองอย่างแผ่วเบา “แต่ข้าจะจำแม้เจ้าไม่จำก็ตาม” ในค่ำคืนหนาวนั้น สองหัวใจไม่ได้เต้นเพื่อรัก แต่เต้นเพราะ รู้ว่าโลกกำลังพรากสิ่งสำคัญ บางอย่างไปก่อนที่จะได้เป็นของพวกเขา ภาพสุดท้ายในความทรงจำวัยเยาว์: ดอกเหมยปลิว ตกลงบนไหล่เขา เด็กชายเดินจากไป กับคำว่าชนะ ที่ยังไม่รู้ว่าต้องชนะใคร เมื่อทั้งสองต่างเคยพบกันโดยบังเอิญ ณ ลานฝึกซ้อม มีโอกาสได้พูดคุยกันเล็กน้อย ก่อนที่หลงเจินต้องรีบออกไปฝึกซ้อมต่อ วันนั้นหลงเจินได้เตือนสติว่า อยู่ในวัง ต้องเป็นอาวุธบ้างสักอย่างเพื่อปกป้องตัวเอง ส่วนซูเหยาตอบโต้เช่นกันว่า อย่าหนี ต้องกล้าเผชิญหน้า คำเตือนเล็กน้อยในวันนั้น จะส่งผลถึงชะตาในวันต่อมา #ฮองเฮาเหนือฮ่องเต้ตอน1 #พรรณีเกษกมล
เจ้าหญิงตระกูลอิง แห่งแคว้นเฟิ่ง
สิบสองปีก่อน ตระกูลอิง แห่งแคว้นเฟิ่ง ต้องประสบพบกับชะตากรรมอันโหดร้ายชนิดคาดไม่ถึง การฆ่าล้างตระกูล ไม่ให้เว้นแม้ใครสักคนเดียว ลมหนาวกรรโชกเข้ามาทางหน้าต่าง ในเรือนหลังเล็กสุดท้ายของตระกูลอิง ตระกูลที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นกำแพงของราชสำนัก แห่งเมืองหลวง แคว้นที่จงรักภักดี และเก่งกล้าสามารถพร้อมปกป้องฮ่องเต้ แต่บัดนี้ล่มสลาย ด้วยน้ำมือของใคร ถ้าไม่ใช่ขันทีเรืองอำนาจ เสียงฝีเท้าทหารเกราะเหล็กดังทั่วจวน เสียงร้องไห้ และเสียงขอชีวิต คละเคล้ากันเป็นความวุ่นวายที่บดบังราตรี เด็กสาววัยสิบสาม อิงซูเหยา นั่งอยู่ในห้องใต้ดินเล็ก ๆ บนตักของนางมีหนังสือปกหนาเล่มหนึ่ง กฎหมายลับของราชวงศ์สมัยปฐมกษัตริย์ หน้ากระดาษเก่าเหลืองกลิ่นฝุ่น เป็นสิ่งเดียวที่พ่อฝากให้นางปกปักรักษา พ่อในชุดเกราะครึ่งยศ คุกเข่าลงตรงหน้าลูกสาว มือเปื้อนเลือดจากการปกป้องตระกูลที่ใกล้หมดสิ้น “ซูเหยา” น้ำเสียงพ่อนุ่ม อ่อนแรง “จำไว้นะ เราไม่ได้แพ้เพราะอ่อนแอ เราแพ้เพราะใจเรายังเป็นมนุษย์อยู่” ซูเหยากัดริมฝีปากจนเลือดซึม แต่ไม่ยอมร้องไห้ “ท่านพ่อ” เสียงนางสั่น “ทำไมต้องเป็นเรา ทำไมต้องปกป้องแผ่นดินที่ไม่เคยปกป้องเรา” พ่อส่งยิ้มเศร้าให้ รอยยิ้มของคนที่เติบโตบนสนามรบและความทรยศ “เพราะถ้าเราไม่ปกป้อง มันจะถูกคนไม่คู่ควรคว้าไป” “ลูกอาจไม่เข้าใจวันนี้ แต่วันหนึ่ง ลูกจะยืนอยู่ ณ ที่ที่ไม่มีใครเคยคิดว่าลูกจะยืนได้” เสียงประตูเหนือห้องใต้ดินดังระรัว ทหารกำลังใกล้เข้ามา พ่อโอบลูกสาวครั้งสุดท้าย กลิ่นเลือดและกลิ่นดินปะปนกัน อบอุ่นในแบบที่เจ็บปวด “ซูเหยา” “หากวันหนึ่ง ลูกต้องเลือกระหว่าง บัลลังก์กับหัวใจ” “จงเลือกสิ่งที่ทำให้ลูกไม่ต้องละอายที่จะมองเงาตัวเองในกระจก” แล้วพ่อก็ดันนางเข้าไปในช่องลับหลังตู้ ก่อนจะปิดแผ่นผนังลง เด็กสาวมองผ่านรอยแยกของบานไม้ เห็นพ่อยืนหันหลังให้กับประตู ดาบชี้ไปข้างหน้า ตัวสั่นด้วยแรงสุดท้ายของชีวิต ประตูถูกถีบเปิด ทหารพุ่งเข้ามา มีดและหอกแวววาว เลือดกระเซ็นขึ้นสูงราวดอกไม้เหล็กสีแดงคมปลิวว่อนกลางอากาศ ซูเหยากัดแขนตัวเองเพื่อห้ามเสียงร้อง แต่เสียงสะอื้นไม่อาจหยุดได้ ถ้อยคำสุดท้ายของพ่อดังขึ้นเหนือเสียงตะโกนของทหาร “จะร้องก็ร้องเถิดลูกแต่ขอให้ร้องเป็นครั้งสุดท้าย” เงียบงัน จนได้ยินเพียงเสียงหยดเลือดตกบนพื้นเย็นชา หลังการล่มสลาย ซูเหยาถูกส่งไปเป็น “ตัวประกันเงียบ” ในวังหลวง มีเพียงคนเดียวที่เห็นนาง เสด็จลุงฮ่องเต้องค์ก่อน ผู้ป่วยติดบัลลังก์และถูกเวลาไล่ล่า คืนหนึ่ง เขาเรียกนางเข้าพบในตำหนักมืด “เจ้ามีสายตาแบบบิดาเจ้า” เขากล่าว “สะอาดเกินไปสำหรับที่นี่” ซูเหยาคุกเข่า ไม่มีคำตอบใด ฮ่องเต้หัวเราะเบา ๆ ก่อนยื่นพระหัตถ์ไปรับหนังสือปกหนาในอ้อมแขนนาง “กฎหมายลับนี้เจ้าอ่านหรือยัง” ซูเหยาพยักหน้า “บางบทเพคะ” “งั้นเจ้าคงรู้” “ว่าในราชวงศ์นี้ มีคำสาบานหนึ่งถูกผูกไว้” “หากฮ่องเต้มิอาจปกครองราชสำนักได้จริง ฮองเฮามีสิทธิ์ถอนตำแหน่งด้วยการอ้างอิงกฎหมายดั้งเดิม แม้ต้องแลกด้วยเลือดของตนเอง” ซูเหยาเงยหน้าขึ้นช้า ๆ แววตาแข็งแกร่งขึ้นในคราวเดียว “เพคะ” “หม่อมฉันรู้ และหม่อมฉันจะจำมันไว้จนวันตาย” ฮ่องเต้ยิ้ม รอยยิ้มเศร้าที่แบกโลกไว้ทั้งใบ “ดีเพราะคืนนี้ ข้าจะฝากบัลลังก์นั้นไว้ที่เจ้า” “ไม่ใช่เพราะข้าไว้ใจราชสำนักแต่เพราะข้าไว้ใจ ตระกูลอิง” ปีนั้น เด็กสาวอายุสิบสามปี กลายเป็นเงาบนกำแพงราชสำนัก ที่ไม่มีใครกล้ามองตรง ๆ เงาที่รอวันเติบโต เพื่อขึ้นไปอยู่เหนือทองคำ และเหนือหัวใจของผู้ปกครอง |
BlogGang Popular Award#22
![]() สมาชิกหมายเลข 4665919
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]![]() ดร.พรรณี เกษกมล นักเขียน ข้าราชการบำนาญ ครูซี 9 แนะแนว
Friends Blog Link |



ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [