611102 วันแห่งความตายที่ระลึกถึง
611102 วันแห่งความตายที่ระลึกถึง
Day of the Dead commemoration by DrPK
คนตายไม่มีวันลบเลือนไปจากความทรงจำของผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ ถึงแม้ความตายจะพรากพวกเขาไปจากเรา จึงจัดงานเพื่อระลึกว่า พวกเขาจะอยู่ในความทรงจำของเราไปตลอดกาล
คนไทยจะมีวันสงกรานต์ 13 เมษา รวมญาติทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้ว เช่นเดียวกับชาวจีนมีวันเชงเม้ง 5 เมษา ทั้ง 2 งานนี้เป็นการอุทิศให้แก่ญาติพี่น้องของตนในเดือนเมษายน ไม่ห่างกันกี่มากน้อย
ในสหรัฐอเมริกา ไอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร แคนาดา ออสเตรเลีย กับนิวซีแลนด์มีวันฮาโลวีน 31 ตุลาคม ทุกคนไม่กลัวผี แต่งกายเป็นผีกันถ้วนหน้า และจัดงานวันฮาโลวีน วันปล่อยผี เพื่อความสนุกสนาน ด้วยความเชื่อว่า ภูติผีวิญญาณจะช่วยดลบันดาลให้สิ่งที่เราต้องการได้
ที่เม็กซิโกมีวันแห่งความตาย 1 – 2  พฤศจิกายน เพื่อรำลึกและแสดงความอาลัยถึงคนรักที่ได้ล่วงลับไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว เพื่อน หรือว่าคู่ชีวิต
ทางเอเซียเมื่อพูดถึงความตายมักจะหวาดกลัว สยดสยอง โศกเศร้าและหม่นหมอง แต่ทางตะวันตก กลายเป็นเทศกาลที่สดใสและเต็มไปด้วยความชื่นใจ
ทั้งหมดจัดงานจากความเชื่อว่า ประตูสวรรค์จะเปิดเพื่อให้วิญญาณกลับมาหาคนที่ยังมีชีวิตอยู่ รวมทั้งเป็นการรำลึกถึงผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ ไม่ว่าเป็นหรือตายดวงใจที่ผูกสัมพันธ์รักใคร่กันคงไม่เสื่อมสลายแม้ความตายจะพรากพวกเขาและเราให้ห่างไกลกันจนติดต่อด้วยวิธีธรรมดาไม่ได้



Create Date : 03 พฤศจิกายน 2563
Last Update : 3 พฤศจิกายน 2563 10:14:13 น.
Counter : 338 Pageviews.

0 comment
โชคดีปี 2563
ปี 2563 ปีแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ดาวใหญ่หลายดวงโคจรพร้อมกัน ขอให้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีเป็นทวีคูณ ทุก ๆ ท่าน รวมทั้งข้าพเจ้า ครอบครัว ญาติสนิทมิตรสหาย
หมอดูทุกสำนักต่างทำนายทายทักว่า จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่คล้าย 84 ปี ที่แล้ว ยังไม่ได้ดูเลยว่าเกิดอะไร ขอไปดูก่อน แต่บ้านเมืองคงเปลี่ยนแปลงแน่ ๆ ขอให้ทุกคนผ่านพ้นสิ่งไม่ดี และเจอแต่สิ่งที่ดี ๆ





Create Date : 01 มกราคม 2563
Last Update : 1 มกราคม 2563 7:31:19 น.
Counter : 611 Pageviews.

0 comment
ชาติกำเนิดไม่ชัดเจนว่าใครคือพ่อ
ชาติกำเนิดไม่ชัดเจนว่าใครคือพ่อ
 
               เด็กที่เกิดมาจากความเคลือบแคลงสงสัยว่าตนคือลูกใครกันแน่ ย่อมโหยหาความจริงแท้ที่จะขจัดความสงสัยนี้ให้หมดสิ้นไป ความรักในพ่อแม่ที่เลี้ยงดูจะเป็นรักที่หล่อหลอมให้เติบโตมาด้วยดีได้หรือไม่
               นายศรีเติบโตมาในฐานะบุตรชายคนโตของพระศรีธรรมากับแม่นางอิน ที่เลี้ยงดูด้วยความรักใคร่อย่างเต็มเปี่ยมในฐานะพ่อกับแม่ แต่ทว่ายังคงมีเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่า แม่นั้นคือแม่นางอินจริงแต่พ่อล่ะ ใช่จริงหรือไม่ คงไม่ใช่แม่แต่งกับพ่อแล้วแอบมีชู้ แต่เป็นเพราะพ่อที่แท้จริงไม่ยอมรับในฐานะลูกจึงโยนภาระนี้ให้แก่พระศรีธรรมา
               เสียงพูดซุบซิบดังไปทั่ว จนมาเข้าหูนายศรีหลายครั้งหลายครา ความเป็นเด็กอาจจะยังไม่รู้สึกน้อยอกน้อยใจมากนักว่าเหตุใดคนเป็นพ่อแท้จริงจึงไม่ยอมรับตนในฐานะลูก มีแต่ความสงสัยว่าทำไมคนจึงพูดกันหนาหู
               เมื่อได้ยินเสียงซุบซิบบ่อยครั้งเข้า นายศรีจึงถามแม่อินว่า “แล้วจริง ๆ ลูกเป็นลูกใครกันแน่ ลูกของแม่จริง ๆ หรือเปล่า แล้วใครเป็นพ่อที่แท้จริงล่ะ แม่อิน”
               แม่นางอินจะยืนยันเสียงแข็งทุกครั้งเช่นกันว่า “แม่เป็นแม่ของลูก และพ่อเป็นพ่อของลูก มิผิดไปจากนี้หรอก ลูกรัก คนก็พูดกันมากความให้ลูกข้องใจไปเล่น ๆ อย่างนั้นเอง อาจจะแค่เย้าแหย่ลูกเล่น”
               เมื่อนายศรีได้ฟังคำยืนยันจากแม่เช่นนี้ทุกครั้ง จะเถียงคอเป็นเอ็นเมื่อได้ยินใครพูดว่า นายศรีเป็นลูกของใครกันแน่ และจะตอบโต้ทันทีด้วยน้ำเสียงโกรธนิด ๆ ว่า “ตนเป็นลูกของพระศรีธรรมากับแม่นางอิน”
               ไม่มีสักครั้ง ไม่มีสักครา ที่แม่จะเผลอพูดความจริงออกมาหรือแสดงท่าทีมีพิรุธให้ลูกสังเกตจับผิดได้ แม่จะยืนยันด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นจริงจังเสมอมา บางครั้งยังถามว่า “ลูกไปได้ยินใครพูดมา แม่จะไปเอาเรื่อง” ท่าทีเช่นนี้เพื่อตอกย้ำว่าจะไปหาเรื่องกับคนที่พูดให้ลูกไม่สบายใจ
 
               เมื่อนายศรีเริ่มโตพอรู้ความมากขึ้น นายศรีจะไม่ถามแม่เช่นเดิม เพราะแม่คงจะยืนยันคำเดิมทุกคราไป แต่ในใจเริ่มปะติดปะต่อในเรื่องราวที่ใคร ๆ ก็พูดกันถึงชาติกำเนิดของตน
               ถึงจะถามไปกี่ครั้ง คงไม่ได้คำตอบที่แท้จริง แต่เสียงลือนั้นเริ่มเบาบางลง ด้วยเหตุการณ์ที่ผ่านมาคงนานวันขึ้น คงเหมือนข่าวลือทั่วไปที่มักจะกระพือโหมแรงในช่วงแรก ๆ เท่านั้น พอนาน ๆ เข้าคนก็ไม่รู้จะพูดไปทำไม มันไม่ทันสมัย เว้นเสียแต่จะมีเหตุการณ์ใดมาทำให้เกิดการปะทุขึ้นมาอีกครั้ง
               บางคนแอบซุบซิบว่า “แท้จริงแล้วนายศรีเป็นโอรสลับของเจ้าเหนือหัวนรสิงห์ สังเกตสิว่า พระองค์โปรดปรานและรักใคร่เอ็นดูในนายศรีมากกว่าลูกท่านหลานเธอทั้งหลาย เพียงแต่ไม่ยกย่องอย่างออกนอกหน้านอกตาเท่านั้น”
               ทั้งนี้เป็นไปเช่นนั้นจริง ๆ ที่นายศรีมักได้รับอภิสิทธิ์เหนือกว่าการเป็นลูกของญาติพระสนม และยังได้รับการถามไถ่อย่างเอ็นดูเกือบทุกครั้งที่พบเจอพระศรีธรรมากับแม่นางอินว่า นายศรีเป็นเช่นไร สบายดีหรือไม่
               ทว่าเสียงซุบซิบที่แอบเล็ดลอดมาเข้าหูนายศรีนั้นมีหลายกระแส บ้างก็ว่า “ไม่ใช่หรอกที่กล่าวกันว่า นายศรีเป็นโอรสลับของเจ้าเหนือหัวนรสิงห์น่ะ แท้จริงนายศรีเป็นโอรสลับของเจ้าเหนือหัวนรลักษณ์ ตอนที่ไปออกรบต่างหาก แล้วองค์ท่านได้กับหญิงชาวบ้านหรือสาวชาวลาว เลยรับเด็กคนนั้นกลับมาให้พระศรีธรรมากับแม่นางอิน
เลี้ยงดู ไม่ใช่ลูกแม่นางอินเสียด้วยซ้ำ นายศรีน่ะลูกชาติลูกตระกูลเชียวนะ”
               พวกที่ยืนยันว่า “นายศรีเป็นโอรสลับของเจ้าเหนือหัวนรสิงห์นั้น กล่าวต่อไปอีกว่า “จะให้ยกย่องได้เช่นไร ในเมื่อตอนที่แม่นางอินตั้งท้อง พระสนมที่เป็นญาติ องค์ที่เป็นแม่ของจ้าวอินทรที่มาจากบางปะอินด้วยกันโกรธลูกพี่ลูกน้องคนนี้ยิ่งนัก แทบจะเอาเป็นเอาตายกันทีเดียว ถึงจะเป็นญาติแต่เกลียดกันเข้ากระดูกดำตั้งแต่รุ่นพ่อแม่กันแล้ว พอรู้ว่ามาตั้งท้องกับผู้ชายคนเดียวกัน ยิ่งเป็นเรื่องราวใหญ่โต”
               บางพวกที่ไม่เชื่อตามที่พูดจะแย้งว่า “บางทีเป็นเรื่องพูดเล่นเย้าแหย่กันของแม่นางอินลูกพี่ลูกน้องคนนี้ให้พระสนมแค้นเล่น เลยแกล้งยั่วให้หึง คนได้ยินเลยพูดต่อ ๆ กันมาจนดูเป็นเรื่องจริงไป เป็นเรื่องโอละพ่อไปเสียนี่”
               “ไม่ใช่พระโอรสของพระองค์หรอก แม่เป็นญาติสนิทของพระสนมที่ได้เข้าวังครั้งที่เจ้าเหนือหัวนรสิงห์ ติดเกาะและพบรักกัน ณ เกาะบางปะอิน เจ้าเหนือหัวนรสิงห์รับหญิงนั้นมาเป็นบาทบริจาริกา เป็นพระสนมที่ทรงรักใคร่เสน่หามาก ไม่น่าจะนอกใจเป็นอื่นกับญาติของคนที่รัก” เสียงนี้ไม่เชื่ออีกเช่นกัน
               บางเสียงแอบนินทาว่าร้ายว่า “สองสาวนี้เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน แต่แท้ที่จริงพ่อแม่ของนางทั้งสองไม่ใคร่ปีนเกลียวกันสักเท่าใดนัก ถึงจะเป็นญาติจึงเหมือนไม่ใช่ญาติ และทั้งสองต่างแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันมาตลอด คนพี่ดุมากนัก ไม่ยอมให้น้องสาวได้ดีมาตีเสมอตน และประกาศชัดเจนว่า ยังไงเสียจะไม่ยอมให้น้องคนนี้ได้มายืนในตำแหน่งเดียวกับตน” บางคนยังตีขลุม พูดราวกับเป็นคนสนิทไปเสียอย่างนั้นจึงรู้แม้กระทั่งความในใจของพระสนม
“ถ้าเป็นเรื่องจริง ที่ว่ามีสามีคนเดียวกันก็คงยอมกันไม่ได้ เมื่อพี่สั่งห้ามยกย่องน้องเด็ดขาด ให้ยกแก่ผู้ใดผู้หนึ่งก็ได้ ถึงแม้นมารู้ภายหลังว่าติดท้องมาก็ตามที แล้วให้แล้วกันไป” นี่ก็คนที่ยังเชื่อว่าเป็นจริง
 
               หลายเสียงที่ผ่านเข้ามา ไม่แน่ชัดสักเรื่อง
               หลายเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาแตกต่างกัน จนจับประเด็นที่ชัดเจนไม่ได้
               แต่ที่คิดว่าเป็นไปได้แน่ ๆ คือ ตนคงไม่ใช่ลูกที่แท้จริงของพ่อและแม่ที่เลี้ยงดูตนมาแน่นอน
               แล้วใครล่ะจะเป็นพ่อและแม่ ผู้ให้กำเนิด
               อาจจะเป็นพระโอรสของเจ้าเหนือหัวนรลักษณ์กับเจ้านางคนใดคนหนึ่ง ยามออกรบหัวเมือง
               อาจจะเป็นพระโอรสของเจ้าเหนือหัวนรสิงห์กับพระสนมองค์ใดองค์หนึ่ง แล้วโดนกีดกัน
               อาจจะเป็นพระโอรสของเจ้าเหนือหัวองค์ใดองค์หนึ่งกับแม่นางอิน แม่แท้ ๆ ของตน
               มีแต่คำว่า อาจจะ และอาจจะ มันไม่ชัดเจนสักประเด็น
               ในใจของเด็กตัวน้อย ๆ มีแต่ความสับสนและวุ่นวายใจ
แล้วทำไมล่ะ จึงไม่ยอมรับฐานะและตำแหน่งของตน
               นายศรีจึงได้ชื่อว่ามีประวัติอันอึมครึม เพราะเชื่อว่า ถ้าไม่มีมูลคนคงไม่เอามาฟื้นฝอยหาตะเข็บ แล้วใครจะให้คำตอบนี้ได้ ไม่ใช่แค่ข่าวลือที่พูดกันไปพูดกันมา พอถามว่ารู้จากใครจะโบ้ยไปเสียอย่างนั้น ไม่รู้ใครคือต้นตอที่พูดครั้งแรกด้วยซ้ำ อันข่าวลือนี่เชื่อถือไม่ได้จริง ๆ กระนั้นหรือ
               ครั้งหนึ่ง นายศรีเคยเอ่ยปากถามบิดาพระศรีธรรมาว่า “ข้อเท็จจริงเป็นเช่นไร ให้ตอบมาตามตรง ตนรับได้
ทุกเรื่องราว” ฝ่ายบิดาได้แต่หัวเราะหึหึ บอกว่า “คนก็พูดกันไป ไม่ใช่เช่นนั้นหรอก เจ้าน่ะลูกแท้ ๆ ของพ่อ”
               ส่วนนายเดชและนายชัยเพื่อนสนิท บอกว่า “พ่อของตนพูดเช่นตามคำซุบซิบว่า นายศรีนั้นแท้จริงเป็น
โอรสลับของเจ้าเหนือหัวนรสิงห์จริง ๆ เพราะช่วงที่เจ้าเหนือหัวนรสิงห์พาสาวสองนางจากเกาะบางปะอินเข้าวังนั้น สองสาวได้อยู่ในพระราชวังด้วยกัน จนมาเกิดเรื่องราวทะเลาะวิวาทเสียงดังของสองสาว ทำให้คนน้องต้องออกเรือนไปอยู่กับพ่อของพี่ท่าน”
 
ในใจส่วนหนึ่งนายศรีคิดว่าตนเป็นโอรสลับของเจ้าเหนือหัวนรสิงห์ตามเสียงซุบซิบที่อื้ออึงไปทั่ว แม้เวลาจะผ่านมานานพอควร เสียงเหล่านี้ยังคงมีอยู่ มิได้จางหายไปเลย
               ไม่ว่ายามหลับหรือยามตื่น อาจแวบ ๆ ผ่านเข้ามาให้ใจประหวัดนึกถึง แสดงว่ามันคงซ่อนเร้นแอบซ่อน
เมื่อนายศรีมีโอกาสได้เข้าเฝ้าใกล้ชิดเจ้าเหนือหัวนรสิงห์พร้อมบิดายิ่งทำให้มองเห็นชัดว่า นายศรีมีเค้าหน้าละม้ายไปทางเจ้าเหนือหัวนรสิงห์มากกว่าพระศรีธรรมาผู้บิดา ทำให้เสียงพูดนี้ยิ่งหนาหู แถมบางคนยังเอ่ยเสียอีกว่า นายศรีมีเค้าหน้าละม้ายไปทางเจ้าเหนือหัวนรสิงห์มากกว่าพระโอรสองค์ใด ๆ ด้วยซ้ำ
แล้วเช่นนี้จะไม่ทำให้นายศรีแอบคิดในใจได้เช่นไร
ถ้าเป็นจริงตนควรมีสิทธิ์ในบัลลังก์เช่นเดียวกับบรรดาโอรสทั้งหลาย
นายศรีได้แต่คิดแต่มิกล้าเอ่ยปากออกมาตรง ๆ ด้วยเป็นเรื่องใหญ่โตเกินกว่าจะมาพูดเล่น ๆ ที่อาจทำให้หัวหลุดจากบ่าได้ง่าย ๆ ถ้าบังเอิญรู้ถึงพระเนตรพระกรรณแล้วเดาทิศทางแห่งอารมณ์ของเจ้าเหนือหัวนรสิงห์ขณะนั้นมิได้ อาจระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท หาว่าจาบจ้วงเกินเหตุ เหาจะกินหัว
ถึงนายศรีจะมิกล้าเอื้อนเอ่ยวาจาออกมาตรง ๆ ว่า ตนคือพระโอรสแห่งองค์เจ้าเหนือหัวเช่นกัน แต่การละเล่นกับเพื่อนในวัยเด็กนั้น นายศรีมักกระทำตนราวกับตนคือองค์เจ้าเหนือหัวเสมอ ๆ
               นายเดชและนายชัยเพื่อนสนิทรู้อยู่แก่ใจเช่นกันว่าในใจของนายศรีนั้นคิดเห็นเช่นไร ด้วยความอ่อนเยาว์กว่าและเคารพรักพี่ท่านเหนือสิ่งอื่นใด โดยปกติจะทำตามโดยมิเคยเอื้อนเอ่ยถามหาเหตุผลอยู่แล้ว เมื่อสั่งให้ทำการใดมักทำตามโดยไม่รีรอแม้แต่น้อย
               ในการเล่นหลายครั้ง นายศรีชอบนั่งบนจอมปลวกแล้วทำท่าสั่งการ ราวกับตนเองใหญ่โตเสียนี่กระไร เลียนแบบเจ้านายที่ชอบชี้นิ้วสั่งบ่าวไพร่ เพื่อน ๆ ที่วิ่งเล่นด้วยกันรวมทั้งนายเดชและนายชัยเพื่อนสนิทจะนั่งยอง ๆ กับพื้นแล้วยกมือไหว้ประหลก ๆ รอรับคำสั่งให้เล่นเช่นไร
               ไม่เคยเลยสักครั้งที่นายศรีจะทำตัวต่ำต้อยหรือรอรับคำสั่งจากเพื่อน ๆ จนทุกคนรู้ว่า นายศรีคือหัวหน้าแก๊งที่จะคอยสั่งการและดูแลเพื่อน ๆ เสมอ อาหาร ข้าวต้ม ขนมขบเคี้ยวนั้นไม่ต้องกังวล นายศรีจะสั่งให้บ่าวไพร่เอามาเลี้ยงเพื่อนฝูงให้อิ่มหนำสำราญ นี่ยิ่งทำให้ความเป็นผู้นำของนายศรีเด่นชัดขึ้น
               นายศรีรู้ว่าคนเป็นหัวหน้าต้องใจกว้าง ต้องให้ของกินเพื่อนจนพึงพอใจ เพื่อน ๆ จะทำตามคำสั่งโดยมิมีบิดพริ้วแม้แต่น้อย ความคิดเช่นนี้ส่งผลต่อมาเมื่อนายศรีเติบโตขึ้น
               นิสัยใจใหญ่ใจโตแจกจ่ายให้แก่ลูกน้องหรือคนที่เชื่อฟังคำสั่งตนอย่างใจเติบและเต็มที่นี้ ส่งผลให้มีคนพร้อมจะเข้ามารับใช้ใกล้ชิดสนิทสนมตั้งแต่วัยเยาว์จนเติบใหญ่ หรือแม้นตลอดชีวิต เมื่อใครก็ตามมีโอกาสเข้ามาใกล้ชิดและชิดใกล้จะรู้สึกเคารพยกย่องด้วยใจกันแทบทุกคน
               มิมีเลยที่จะเอารัดเอาเปรียบลูกน้องหรือคนสนิทแม้แต่น้อย ไม่ดูถูกเหยียดหยามหรือบริภาษด่าทออย่างสาดเสียเทเสีย ยิ่งทำให้เกิดความจงรักภักดีและพร้อมจะรับใช้
               ความรู้สึกส่วนลึก ถึงจะไม่ได้ประจักษ์ด้วยพยานหลักฐานชัดเจน แต่นายศรีแอบคิดในใจเสมอว่า แท้จริงแล้วคำเล่าลือนั้น อาจจะเป็นจริงก็ได้นะ จึงมักวาดฝันกลางวันเสมอว่า ตนนั้นแท้จริงเป็นพระโอรสของเจ้าเหนือหัวจริง ๆ แต่ไม่แน่ชัดว่า เจ้าเหนือหัวนรลักษณ์องค์พี่หรือเจ้าเหนือหัวนรสิงห์องค์น้องเท่านั้น
               ความรู้สึกเช่นนี้ก่อตัวเป็นจิตใต้สำนึกเสมอมาว่า จะมิมีวันทำตัวให้ต่ำต้อยหรือมีปมปัญหาเด็ดขาด มีแต่สร้างตัวสร้างตนให้สูงเด่นและเพียบพร้อม เผื่อนะ เผื่อว่า วันหนึ่งข้างหน้าฝันนี้จะเป็นจริงขึ้นมา จะได้ไม่มีใครกังขาในฝีมือและความสามารถที่มีแห่งตน ให้ผู้คนตั้งแง่รังเกียจได้เป็นอันขาด
               เด็กบางคนอาจคิดน้อยใจและทำตัวสำมะเลเทเมา เพราะคิดว่า ตนเป็นลูกที่พ่อแม่ไม่ต้องการ แต่คงไม่ใช่กับนายศรีแน่นอน เพราะเขาเตรียมพร้อมเสมอที่จะก้าวและโลดแล่นไปยังหนทางข้างหน้าที่สูงส่ง
               ในใจของนายศรีแอบคิดว่า จอมปลวกนี้แหละคือบัลลังก์ที่ตนเห็นในพระราชวัง มันจะสูงเด่นเป็นสง่าเหนือใคร ๆ แล้วตนคือเจ้าเหนือหัวที่สั่งการบรรดาขุนนางอำมาตย์ทั้งหลายในท้องพระโรง ทุกคนจะเชื่อฟังตนในฐานะและตำแหน่งของเจ้าเหนือหัว
               นายเดชและนายชัยรู้เรื่องเหล่านี้ดี ด้วยคลุกคลีตีโมงกันมาแต่วัยเด็ก จึงยอมทำตามทุกเรื่องราวโดยไม่คัดค้านหรือขัดแย้ง ทำให้เพื่อนคนอื่น ๆ พลอยเชื่อฟังโดยดีด้วยเช่นกัน และนายศรีมิเคยทำให้เพื่อน ๆ ผิดหวังหรือโกรธแค้นเลยแม้แต่น้อย ด้วยภาวะที่เป็นผู้นำที่ดีมาโดยตลอด
สักวันหนึ่งเถอะ ตนจะนั่งบัลลังก์จริง ๆ ให้จงได้ นายศรีคิดสั่งการกับตนเองในวัยเยาว์ แล้วจะเป็นจริงหรือไม่ในอนาคต อาจเป็นเพียงความฝันลม ๆ แล้ง ๆ ของเด็กคนหนึ่งเท่านั้นก็เป็นได้ หรืออาจจะเป็นจริงขึ้นมาก็ได้
แม้นว่าหนทางข้างหน้าอาจจะขมุกขมัวในสายตาของใครต่อใคร แต่สำหรับนายศรีคิดว่า เมื่อฝันสูงย่อมเกิดความทะเยอทะยานสูง สิ่งที่ได้รับย่อมสูงตาม ดีกว่าไม่คิดฝันอยากได้ใคร่ดีแล้วชีวิตจะตกต่ำ
อย่างน้อยนะ น่าจะได้ตำแหน่งสูงกว่าพ่อที่เลี้ยงดูตนมา พระศรีธรรมา อาจจะก้าวไปเป็น ออกญา หรือพระยา หรือสูงส่งกว่านั้นถ้าจังหวะมีโอกาสมา ใครจะไปรู้อนาคตในกาลข้างหน้า
สิ่งที่ไม่คาดฝันอาจเกิดขึ้นได้จริง ถ้ามีใจที่มุ่งมั่น และมีลิขิตฟ้าชะตาชีวิตกำหนดชี้ทาง
 
ความฝันในวัยเด็กของใครบางคน
อาจเป็นจริงเมื่อเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่
มันคือเป้าหมายชีวิตที่สร้างแรงบันดาลใจ
ให้พยายามทะยานไปถึงปลายฝันนั้น
 

 



Create Date : 17 พฤศจิกายน 2562
Last Update : 17 พฤศจิกายน 2562 7:09:12 น.
Counter : 307 Pageviews.

0 comment
มิตรภาพอันเกิดจากวัยเยาว์
มิตรภาพอันเกิดจากวัยเยาว์
 
พระยากลาโหมศรีวรวงศ์ มหาอำมาตย์เอก พระเดชณรงค์เจ้ากรมทหารรักษาพระองค์ พระพิชัยยุทธ์เจ้ากรมพระตำรวจหลวง ทั้งสามเป็นเพื่อนสนิทมิตรสหายมาแต่เยาว์วัย
สืบเนื่องจากบิดาทั้งสามเป็นเกลอเก่าที่รู้จักมักคุ้นกันมาก่อนเข้ารับราชการ และบ้านเรือนอยู่ใกล้เคียงกัน บรรดาลูก ๆ จึงสนิทสนมคุ้นเคยและเล่นหัวกันอย่างสนุกสนาน ถึงแม้จะต่างวัยเล็กน้อยแต่นับถือเป็นเกลอกัน
               เขาว่ากันว่า มิตรภาพที่ก่อตัวมาแต่วัยเด็กมักจะยืนยาวและต่อเนื่องมาจนแก่เฒ่าโดยไม่คิดแทงข้างหลัง
เมื่อครั้งยังเป็นเด็ก เป็นเพียงนายศรี นายเดช นายชัย เด็กหัวจุก หางเปีย วิ่งเล่นตามประสา แต่มีโอกาสเข้านอกออกในเขตพระราชฐานได้ ด้วยมารดาของนายศรีนั้นเป็นญาติพระสนมของเจ้าเหนือหัวนรสิงห์ทีเดียว
เด็กชายสมัยนั้นนอกเหนือจากนายศรี นายเดช นายชัยแล้วยังมีเพื่อนวิ่งเล่นอีกหลายคน แต่ที่สนิทสนมกันจริง ๆ จนเป็นเกลอเก่ากันอย่างแท้จริงจากวัยละอ่อนจนถึงบัดนี้คงมีแค่ 3 คนนี้เท่านั้น
นายศรีนับเป็นพี่ใหญ่ด้วยเกิดก่อนสัก 2 ปี รองลงมาเป็นนายเดช อ่อนสุดต้องเป็นนายชัย เมื่อนายศรี สั่งทำอะไร นายเดช นายชัยมักทำตามโดยไม่เคยเอ่ยปากถามถึงเหตุผลด้วยเชื่อมั่นในตัวเพื่อนที่เหมือนเป็นพี่คนนี้
 
นายศรีไว้ผมจุก ส่วนนายเดช นายชัยไว้ผมเปีย
เพลงล้อเล่นที่ร้องกันบ่อย ๆ จนกว่าจะได้ตัดจุกตัดเปียเมื่ออายุ 13 นั้น ทั้งสามจำแม่นและชอบเอามาร้องเล่นเมื่อยามดื่มน้ำเมาเข้าไปเต็มที่และนึกถึงวัยเด็กของตน พร้อมเสียงหัวเราะ 555 ต่อท้ายเสมอ
ผมจุกคลุกน้ำปลา เหม็นขี้หมา มานั่งจ๊องหง่อง
ผมเปียมาเลียใบตอง พระตีกลองตะลุ่มตุ้มเม้ง
เพื่อนคนอื่นมีทั้งผมโก๊ะ ผมแกละ แล้วแต่
นายศรีพี่คนโต ฉลาดและเก่งกาจสุดจนนายเดช นายชัยนับถือด้วยใจนั้น มักตั้งคำถามที่เด็กวัยเดียวกันไม่เคยนึกมาก่อน
วันหนึ่งนายศรี ถามผู้เฒ่าผู้แก่ในเรือนว่า “ทำไมทรงผมจึงไม่เหมือนกัน และทำไมต้องไว้ผมทรงนี้ด้วย”
ส่วนนายเดช นายชัยตั้งใจฟังแบบอ้าปากหวอแต่อดปากไม่ได้ “เอพี่เราทำไมถามเช่นนี้ล่ะ ใคร ๆ เขาก็ไว้กัน ไม่เห็นจะน่าแปลกตรงไหนเลย” พี่เรานี่ขี้สงสัยเสียจริง
คำตอบจากผู้เฒ่าผู้แก่ทำให้ทั้งนายเดช นายชัยอ้าปากหวอกว้างยิ่งขึ้นจนน้ำลายแทบจะหยดแหมะออกจากปากเป็นที่ขบขันแก่ผู้เล่า
ถ้าเป็นสมัยนี้คงนึกถึงนิยายแม่มดของแฮรี่ พอตเตอร์ตอนที่เลือกหมวกเพื่อไปอยู่ในปราสาทแต่ละหลังแล้ว
ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่า “เราชาวกรุงราฐมัณฑ์เชื่อว่าเด็กเล็กทุกคนมีแม่ซื้อที่จะมาคอยดูแลช่วยเหลือ ถ้าเป็นชาวคริสต์จะมีเทวดาประจำตนแต่ละคน มันเป็นประเพณี แปลว่าใคร ๆ เขาทำกันทั้งนั้น ไม่มีใครสงสัยหรือมาตั้งคำถามเช่นนายศรีเลย” คนเล่าคงงงเหมือนกัน ทำไมต้องมาถามเช่นนี้ แต่เล่าให้ฟังอย่างละเอียดลออ
คนในเรือนต่างเรียกว่า “นาย” แล้วต่อท้ายด้วยชื่อ เช่น ศรี เป็นนายศรี แสดงถึงการยกย่องว่าเป็นบุตรของเจ้านาย ไม่ได้เรียก “ศรี” หรือ “ไอ้ศรี” ตามอย่างคนทั่วไป
ถ้าเป็นลูกตาสีตาสา ไม่ใช่ลูกขุนนาง คงโดนเรียกว่า ไอ้ศรี ไอ้เดช ไอ้ชัยไปแล้ว
คำว่าไอ้ อี ไม่ใช่คำหยาบคาย แต่บ่งบอกเพศของเด็กเท่านั้น เด็กชายมักขึ้นต้นด้วยไอ้ ส่วนเด็กหญิงเป็นอี
สมัยต่อมา คำว่าอีใช้กับความเจริญเสียด้วยซ้ำ อะไร ๆ เป็นอีไปหมด
 
เมื่อแม่นายให้กำเนิดเด็กชายคนนี้ ทุกคนพร้อมใจตั้งชื่อว่า “ศรี” เพราะมีความหมายที่ดี คือ สิริมงคล มิ่งขวัญ ความรุ่งเรือง ความสว่างสุกใส ความงาม ความเจริญ มิ่งมงคล และคาดหวังว่า นายศรีคนนี้จะนำแต่ความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ตระกูล
ส่วนนายเดชนั้น พ่อแม่บอกว่า เดชแปลว่าอำนาจ ภายภาคหน้าจะได้เป็นผู้มีอำนาจยิ่งใหญ่
แล้วชัยล่ะ ชัยแปลว่าการชนะ ความชนะ ด้วยหวังว่า ต่อไปเมื่อเติบใหญ่ คิดทำการสิ่งใดจะได้รับแต่ชัยชนะ
เมื่อทั้งสามเติบใหญ่ นายศรีจะได้เป็นผู้นำความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ตระกูลจริงหรือไม่ นายเดชจะเป็นผู้มีอำนาจ และนายชัยจะมีชัยชนะ จริงตามความคาดหวังของพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดหรือไม่ หรือเป็นแต่เพียงแค่ความหวัง เท่านั้น ซึ่งไม่อาจเป็นจริงได้เลย
 
คำพูดที่ว่า เด็กช่างซักช่างถาม เด็กวิ่งเล่นซุกซน จะเป็นเด็กฉลาด แต่ถ้านั่งเฉย ๆ ซึม ๆ เซา ๆ ล่ะแย่เลย ทุกคนในบ้านจำต้องคอยตอบคำถามนายศรีเสมอเพราะท่านแม่นายสั่งเอาไว้ ด้วยหวังว่าจะช่วยเพิ่มความฉลาด
แม่นายเป็นผู้หญิงที่เก่งและมีความรู้ ได้เลือกสรรแต่สิ่งที่ดีให้แก่นายศรีเสมอ ซึ่งทำให้นายเดช นายชัยที่ชอบมาคลุกคลีตีโมงด้วย พลอยฟ้าพลอยฝนได้รับอานิสงส์ผลบุญนี้ตามไปเช่นกัน
เขาถึงว่าคบคนพาล พาไปหาผิด คบบัณฑิต พาไปหาผล การเลือกอยู้ใกล้ใครจะได้เช่นนั้นเสมอแล
 
ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าต่อไปว่า “พออายุครบโกนจุกจะไม่โกนจนเกลี้ยงเลย ต้องเหลือไว้กระหย่อมหนึ่งตรงกลางกระหม่อมเพราะคิดว่าผมเป็นตัวแทนของขวัญที่คอยดูแลเด็ก หลังจากโกนจุกแล้วนี่จะปล่อยให้ผมยาวไปเรื่อยจนเป็นทรงผมของหนุ่มน้อย ส่วนที่ใครจะไว้จุก โก๊ะ แกละหรือเปียต้องแล้วแต่เด็กเลือกตอนเล็ก ๆ พวกเจ้าคงจำไม่ได้แล้วกระมัง” ผู้เฒ่าผู้แก่หันมาย้อนถามเด็ก ๆ ถึงความหลังครั้งเก่าก่อน
ทั้งสามส่ายหน้าพร้อมกัน ตอบว่า “จำได้นิดนึง ว่าถ้าชอบตัวไหน จะได้ไว้ผมทรงนั้น แต่ไม่รู้ว่า ทำไมถึงชอบตัวนั้น ลืมแล้ว” พร้อมเสียงแฮะ ๆ ประกอบว่าลืมจริง ๆ
ตุ๊กตาดินเหนียว 4 ตัวที่มีทรงผมจุก โก๊ะ แกละ เปีย เป็นตัวเสี่ยงทายว่าเด็กเล็กที่ยังไม่รู้ประสีประสาจะหยิบตัวใดขึ้นมาก่อน เมื่อเลือกตัวใด เด็กคนนั้นจะได้ไว้ผมทรงนั้น
               นายศรี ยังตั้งคำถามต่อไปว่า “แล้วขวัญกับกระหม่อมคืออะไร” นายเดช นายชัยงงอีกแล้ว งงตามลูกพี่ 
“ใช่แล้วมันคืออะไร” พลอยเอออออยากรู้ตามลูกพี่ไปด้วย พึมพำเหมือนสงสัยเสียเต็มประดา
               ผู้เฒ่าผู้แก่อธิบายต่อไปว่า “ยายก็ไม่รู้ว่าขวัญอยู่ตรงไหน แต่ใคร ๆ บอกกันว่า ทุกคนมีขวัญติดตัว มองไม่
เห็น ดูไม่รู้ เหมือนเป็นเทวดาคุ้มครองกระมังนายศรี ถ้าขวัญอยู่กับเนื้อกับตัวคนนั้นจะสบายเนื้อสบายตัว ไม่ตกใจ
ง่าย ๆ ไม่ขวัญหนีดีฝ่ออย่างไรเล่า” ยายตอบเท่าที่รู้ ใครจะไปรู้เสียทุกเรื่องราวล่ะ
               ยายอีกคนที่นั่งใกล้ ๆ เถียงขึ้นทันใดว่า “ขวัญอยู่ตรงกลางหัวไงเล่า แต่นายศรีอาจมองไม่เห็น มันจะขด ๆ เวียนเหมือนก้นหอย ต้องลองเปิดดูหนังหัวตรงกลางดูสิว่ามีกี่ขด ถ้ามีก้นหอยขดเดียวเรียกว่ามีขวัญเดียว ถ้ามีก้นหอย 2 ขด มีสองขวัญ  ยายเคยเห็นมีมากสุดสามขวัญเลยนะ” ยายรีบตอบเพราะรู้นิสัยนายศรีที่จะถามต่อว่า แล้วสูงสุดจะมีกี่ขวัญ
               ทุกคนในเรือนรู้ดีว่า นายศรีนั้นช่างซักช่างถาม ใคร่รู้ไปเสียทุกเรื่องราว มีแต่สงสัย แล้วจะเอ่ยปากถามทันที มิมีเสียล่ะ ที่จะเก็บความสงสัยนั้นไว้กับตัว เมื่อคนตอบ ตอบทุกคำถาม เลยยิ่งทำให้นายศรีเป็นเด็กฉลาดมากขึ้น
               ทุกคนรีบเปิดดูขวัญของเพื่อน เพราะมองขวัญของตัวเองไม่เห็น แล้วตอบ “มีคนละขวัญขอรับ”
               นายศรี ถามต่อว่า “แล้วกระหม่อมคืออะไร เคยได้ยินแต่พวกมหาดเล็กแทนตัวว่ากระหม่อม แล้วทำไมต้องเหลือผมไว้กระหย่อมหนึ่งตรงกลางกระหม่อม”
               นายศรี เป็นเช่นนี้เอง ช่างซักช่างถามจนกว่าจะหายสงสัย นิสัยเช่นนี้เองทำให้นายศรี รอบรู้ไปเสียทุกเรื่องราว ยิ่งเมื่อโตขึ้นจะสนใจใฝ่รู้ให้เข้าใจชัดเจน ไม่มีสิ่งใดคั่งค้างในใจเลย
               ผู้เฒ่าผู้แก่อธิบายต่อไปว่า “ตอนเด็กเกิดใหม่  ๆ นั้น ตรงกลางหัวจะมีส่วนที่นุ่ม ๆ นิ่ม ๆ ตรงนั้นเรียกว่ากระหม่อม พอโตขึ้นส่วนนั้นจะแข็งมองไม่เห็นแล้ว อยากรู้ต้องไปขอดูจากเด็กเล็กก่อน 2 ขวบ เมื่อคนใหญ่คนโตจะให้ศีลให้พรลูกหลานหรือบริวารจะเป่าตรงกระหม่อมนั่นแหละ”
               เป็นอันจบเรื่องที่นายศรี อยากรู้อยากเห็นไปอีกเรื่อง สบายใจขึ้นหน่อยที่รู้ตามที่อยากรู้แล้ว
 
พอโตขึ้นมาหน่อยหลังจากโกนจุก ตัดหางเปียแล้ว นายศรี นายเดช นายชัยจะเปลี่ยนสรรพนามกันแล้ว และเรียกพี่หรือน้องแทน เช่น นายชัยเรียก พี่ศรี  พี่เดช หรือเรียกเต็มยศว่าพี่ท่าน ส่วนพี่ศรีจะเรียกน้องเดชกับน้องพล บางทีเรียกรวม ๆ ว่า น้องเรา
ทั้งนี้เพราะพี่ศรี บอกว่า เรียกพี่เรียกน้องดูดีกว่าเรียกนายเหมือนคนไม่สนิทสนมกัน ทำตัวให้สมกับเป็นตระกูลผู้ดีเชื้อสายผู้ดีเป็นพี่เป็นน้องที่คอยดูแลซึ่งกันและกัน เตรียมเข้าไปรับราชการเป็นมหาดเล็กในวัง
เมื่อแรกเริ่มทั้งสามได้เข้ารับราชการในวังหลวงเป็นทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ ซึ่งน้อยคนนักจะมีโอกาสเช่นนี้ เพราะสิทธิ์พิเศษนี้จะให้เฉพาะลูกหลานขุนนางชั้นผู้ใหญ่และมาจากตระกูลผู้ดีเท่านั้น
เมื่อบิดาเป็นขุนนางผู้ใหญ่และมีโอกาสใกล้ชิดพระราชวงศ์ มักได้รับข้อยกเว้นและมีสิทธิพิเศษเสมอ เช่นนำลูกหลานมาเข้าเฝ้าถวายตัวเป็นมหาดเล็ก เพื่อคอยรับใช้เจ้าเหนือหัว พระมเหสี พระสนม และบรรดาพระโอรส รวม ๆ คือคอยรับใช้เจ้านายนั่นเอง
พี่ศรี ได้เข้าเป็นมหาดเล็กวิเศษเพราะอายุถึงเกณฑ์คัดเลือกก่อน ส่วนนายเดชและนายชัยได้เป็นมหาดเล็กจงกรม แล้วทั้งสามได้รับคัดเลือกให้เป็นมหาดเล็กยาม เพราะมีฝีมือทางอาวุธกับศิลปะการป้องตัวที่ได้รับฝึกฝนมา
ก่อนกอปรกับการเป็นลูกท่านหลานเธอ ทั้งสามจึงก้าวพรวดพราดนำหน้าใคร ๆ อย่างคาดไม่ถึงทีเดียว และเป็นเช่นนี้ตลอดมา
เมื่อเป็นมหาดเล็กยามจะได้รับเงินเดือนและโอกาสก้าวหน้าตามลำดับจาก มหาดเล็กยาม มหาดเล็กวิเศษ นายรอง หุ้มแพร จ่า นายเวร จางวางหรือหัวหมื่นหรือจมื่น และผู้บัญชาการกรมมหาดเล็ก
บรรดามหาดเล็กเหล่านี้นับว่าอยู่ในกรมทหารรักษาพระองค์ สังกัดในฝ่ายทหารแต่ไม่ได้อยู่ในบังคับบัญชาของสมุหพระกลาโหม ขึ้นตรงต่อพระเจ้าแผ่นดินเพียงพระองค์เดียว ประกอบด้วย กรมพระตำรวจหลวง กรมสนมทหาร กรมรักษาพระองค์ กรมพลพัน กรมทหารใน กรมทนายเลือก กรมเรือคู่ชัก
ทั้งสามเข้านอกออกในพระราชวังตั้งแต่เป็นเด็กไว้จุก ไว้เปียแล้วก่อนจะเข้ารับราชการเป็นมหาดเล็กด้วยซ้ำ จึงคุ้นเคยและเป็นพระสหายของพระโอรสเจ้าเหนือหัวนรสิงห์ ทั้งจ้าวทัศน์ จ้าวภาคย์ที่ประสูติแต่พระมเหสีเอก จ้าวอินทร จ้าวอินทา จ้าวทองพระโอรสที่เกิดจากพระสนม
 
ทั้งสามเติบใหญ่ได้เป็นใหญ่เป็นโตเจริญก้าวหน้า ในยศถาบรรดาศักดิ์ มีตำแหน่งหน้าที่มิใช่เบา ไม่เคยเลยที่จะทอดทิ้ง ย่ำยี หรือแอบแทงข้างหลังซึ่งกันและกัน มีแต่คอยดูแลช่วยเหลือเกื้อกูลและสนับสนุนค้ำจุนกัน ราวกับเป็นพี่น้องร่วมสาบาน ที่ได้กรีดเลือดร่วมขันในหนังจีนยังไงยังงั้น
นายศรีพี่ใหญ่สุดได้เป็นถึงพระยากลาโหมศรีวรวงศ์ มหาอำมาตย์เอก นายเดชได้เป็นพระเดชณรงค์เจ้ากรมทหารรักษาพระองค์ และนายชัยได้เป็นพระพิชัยยุทธ์เจ้ากรมพระตำรวจหลวง ทั้งสามเป็นเพื่อนสนิทมิตรสหายมาแต่เยาว์วัยและน่าจะเป็นมิตรสนิทไปชั่วชีวิตทีเดียว แต่ใครจะรู้ล่ะว่า จะมีอะไรมาผันแปรมิตรภาพครั้งนี้หรือไม่
เมื่อว่างจากภารกิจหน้าที่ ยามเย็น ทั้งสามมักมานั่งสนทนาปราศรัยถึงหน้าที่การงานที่กำลังปฏิบัติอยู่ อาจช่วยกันแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และนั่งคุยสนุกสนานถึงอดีตที่ผ่านมาร่วมกัน รวมทั้งพูดคุยถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้มาใหม่ ๆ
บางคนแอบสงสัยว่า เมื่อเจริญในอำนาจลาภยศ เป็นไปได้ไหมว่า สามารถสืบทอดความสัมพันธ์อันดีงามนี้ไปตลอดชั่วรุ่นลูกรุ่นหลาน เพราะอำนาจต่างขั้วอาจมาแผ้วพานทำลายมิตรภาพนี้ได้ ยิ่งเมื่อเลือกข้างผิด โอกาสจะเป็นศัตรูย่อมมีมากขึ้น การอยู่ใต้อาณัติผู้มีอำนาจต่างขั้ว มีหรือจะยังคงเป็นมิตรต่อไปได้อย่างสวยงาม
ไม่มีใครรู้อนาคต ไม่มีใครคาดการณ์ได้ แต่ทั้งสามยืนยันว่า มิตรภาพของเราสามจะมั่นคงและยืนยาวไปตลอดกาล แต่จะเป็นเช่นไร คงต้องรอติดตามต่อไป
 
มิตรภาพแท้จริงมักเริ่มจากวัยเยาว์
เพราะไม่มีผลประโยชน์ใด ๆ มาขัดขวาง
ถ้าสานต่อจนถึงวัยหนุ่มสาวเลยจนแก่เฒ่า
นั่นคือมิตรภาพอันแท้จริงยากแก่การสั่นคลอน
 

 
 
 
 



Create Date : 17 พฤศจิกายน 2562
Last Update : 17 พฤศจิกายน 2562 7:08:13 น.
Counter : 124 Pageviews.

0 comment
ขอเปลี่ยนชื่อเรื่องเป็น ลิขิตฟ้า จอมราชันย์
ขอเปลี่ยนชื่อเรื่องเป็น ลิขิตฟ้า จอมราชันย์
และเปลี่ยนชื่อตัวละครทั้งหมด

 



Create Date : 17 พฤศจิกายน 2562
Last Update : 17 พฤศจิกายน 2562 7:05:19 น.
Counter : 188 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  

สมาชิกหมายเลข 4665919
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]



ดร.พรรณี เกษกมล นักเขียน ข้าราชการบำนาญ ครูซี 9 แนะแนว
New Comments