All Blog
หนังสือสุดยอดนักคิด ผู้พลิกชะตาโลก


หนังสือสุดยอดนักคิดเล่มนี้ เขียนขึ้นโดยหวังใจว่าผู้อ่านจะได้เรียนรู้วิวัฒนาการของการคิดจากผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นสุดยอดนักคิดของโลกฝั่งตะวันตก
เป็นบทสรุปที่ได้รวบรวมความคิดของนักคิดระดับโลก
หลายความคิดจะเป็นคำตอบที่ดี แก่เราที่กำลังงุนงงสงสัยในบางคำถามที่หาคนตอบได้ยาก
หลายความคิดเป็นมหัศจรรย์แห่งความรู้ที่ต่อยอดมา จนเป็นศาสตร์สาขาต่าง ๆ ในโลกปัจจุบัน
หลายความคิดทำให้ชีวิตดีขึ้นเพราะทำให้เราได้รู้จักคิดมากขึ้น
บางครั้ง ความคิดของเขาเหล่านี้ อาจทำให้บางคนเกิดจุดหักเหชีวิต
สิ่งที่นักคิดเหล่านี้ได้สร้างเกียรติภูมิ คือ ภูมิปัญญาอันยิ่งใหญ่ในหลากหลายสาขาเพื่อแก้ไขหรือตอบปัญหาในบริบทของสังคมช่วงขณะนั้น
การสะสมต่อยอดจากฐานความรู้ของคนยุคหนึ่งไปสู่คนอีกยุคหนึ่งหรือจากซีกโลกหนึ่งไปอีกซีกโลกหนึ่งจนถึงปัจจุบัน กลายมาเป็นองค์ความรู้ในวิชาสมัยใหม่ซึ่งนับเป็นมรดกอันล้ำค่าที่คนรุ่นหลังควรจะได้เรียนรู้และสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นต่อไป
            การเรียงลำดับสุดยอดนักคิดของโลกฝั่งตะวันตก จะเรียงตามลำดับปีที่เกิดของนักคิดจากน้อยไปหามาก ทำให้มองเห็นการต่อยอดของความคิดที่เพิ่มขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
อาจมีบางคนได้เป็นนักคิดคนต่อไปเพราะได้เรียนรู้สิ่งที่ผู้อื่นคิดมา เป็นฐานความรู้ของตน
การนำความคิดของผู้อื่นมาต่อยอดนี้ ไม่น่าจะเป็นการขโมยลิขสิทธิ์ เพราะไม่ใช่การนำความรู้ที่คนนั้นคิดมาโดยตรง แต่ได้คิดจากสิ่งที่คิด วิธีคิดและกระบวนการคิดมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการทำงานของตนต่างหาก
            คำว่านักคิด (Thinker) จะมีความหมายใกล้เคียงกับคำในภาษาอังกฤษว่า philosopher, sage, intellectual, savant, guru แปลความนักคิดได้ว่า คือคนที่ชอบคิดและวางแผนสิ่งต่าง ๆ เป็นนักคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ
            อันที่จริงโดยธรรมชาติของมนุษย์ ต้องถือว่า เป็นนักคิดด้วยกันทุกคน เพราะเรามีสมองไว้สำหรับคิด
บางคนใช้สมองเพียงน้อยนิด คิดแต่เรื่องไร้สาระ หรือคิดแต่เรื่องส่วนตัว ไม่เคยใช้ประโยชน์จากสมองอย่างเต็มที่ที่จะคิดอย่างเป็นระบบ คิดให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและสังคม เราจึงไม่มีโอกาสได้เป็นนักคิดกับเขาสักที
เมื่อเรารู้คุณค่าของสมอง รู้ว่าเคยมีใครคิดเช่นไร เมื่อนั้นเราจะได้มีโอกาสคิดอย่างเป็นระบบ ถึงจะไม่มีโอกาสได้เป็นนักคิดที่ยิ่งใหญ่แต่เราคงได้ทำประโยชน์ให้กับชีวิตของเราและผู้คนรอบข้างบ้าง
            การเป็นนักคิดมีประโยชน์เช่นไร ผู้ที่เคยคิดจะรู้คุณค่าของมันอย่างมหาศาล เราสามารถดำรงชีวิตได้อย่างเป็นปกติสุข ใจเป็นสุข และเจริญก้าวหน้าในชีวิตเต็มขีดความสามารถแห่งตน
ผู้รู้บอกว่าเมื่อคนเราคิด เซลล์ปลายประสาทสมองจะแผ่ขยายออกไป ถึงร่างกายจะเสื่อมโทรมลง แต่ส่วนของสมองจะฉลาดเฉลียวมากยิ่งขึ้น
เราจะไม่เป็นอัลไซเมอร์หรือโรคสมองเสื่อม แต่สามารถทำให้สมองทำงานได้อย่างเต็มที่ไม่ว่าวัยจะล่วงเลยไปมากมายเพียงใดก็ตาม
            ด้วยการเกริ่นนำเรื่องการคิด ประโยชน์ของการคิดมาพอสมควรแล้วเมื่อได้อ่านสิ่งที่สุดยอดนักคิดได้คิด ได้รู้วิธีคิด กระบวนการคิด แรงจูงใจและความมุมานะที่จะให้คนอื่นได้รู้ว่าสิ่งที่ตนคิดนั้นสามารถเป็นจริงได้แล้วนั้น
หวังใจว่าผู้อ่านจะซาบซึ้งกับการอ่านแล้วนำมาคิดให้เกิดประโยชน์ต่อไปแทนการเก็บสิ่งที่รู้ไว้ให้มันนอนสงบในลิ้นชักเฉย ๆ และคงจะเพลิดเพลินกับสิ่งที่จะได้อ่านต่อไปนี้
 



Create Date : 22 พฤษภาคม 2564
Last Update : 22 พฤษภาคม 2564 14:35:37 น.
Counter : 491 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
กาลิเลโอ กาลิเลอี


กาลิเลโอ กาลิเลอี (Galileo Galilei : A.D. 1564 – 1642)
 
จงเชื่อมั่นและยืนหยัดในความคิดของตน
ถ้าคิดว่าถูกต้อง มันก็จะถูกต้อง
 
            กาลิเลโอเป็นชาวอิตาลี  สืบเชื้อสายจากครอบครัวผู้ดีเก่า  แต่ไม่ร่ำรวย  บิดาเป็นพ่อค้าขนสัตว์  สมัยเด็กมีความสามารถด้านดนตรี ศิลปะ ภาษา และคณิตศาสตร์ 
คนสมัยนั้นที่มีโอกาสเล่าเรียนเขียนอ่าน จะรอบรู้ในศาสตร์ทุกสาขาพร้อมกัน
ดังนั้นลูกผู้ดีมีสกุลจึงรอบรู้สารพัดเรื่อง เพราะไม่รู้ว่าเมื่อเติบโตขึ้นจะใช้ศาสตร์สาขาใดมาประทังชีพเลี้ยงตน ผิดกับสมัยนี้ ยิ่งเรียนสูงมากเท่าใด จะเรียนเจาะลึกในเรื่องเล็ก ๆ เท่านั้น ไม่ครอบคลุมไปทุกศาสตร์พร้อมกัน
แม้แต่ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เมื่อเลือกศิลป์ จะไม่เน้นวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ทำให้หลายคนพลาดโอกาสในการเลือกเรียนต่อ ในบางสาขาอาชีพ
เขาจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยปิซา และได้เป็นศาสตราจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยปิซา
            ลักษณะเด่นของเขา คือ มีความคิดเห็นเป็นของตนเอง  เชื่อมั่นตนเองสูงมาก มีอิสระในการคิด  ไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ จนกว่าจะผ่านการพิสูจน์ให้รู้แจ้งเห็นจริงด้วยตาของตนเองเท่านั้น 
ความเชื่อมั่นในความคิดของตนเองมีมากอย่างแรงกล้านี้ น่าจะมากเกินคนทั่วไป จนไม่กลัวอิทธิพลทางศาสนจักรที่มีอำนาจล้นฟ้า และสั่งเป็นสั่งตายให้กับคนคิดต่างได้อย่างง่ายดาย
ความคิดและความเชื่อนี้มากเพียงพอที่จะขัดขืนต่อความเชื่อของคนส่วนใหญ่ในยุคนั้น  กล้าโต้เถียงกับผู้อื่นเพื่อที่จะยืนยันว่าความคิดเห็นของตนนั้นถูกต้อง 
เป็นไงล่ะ ส่วนใหญ่จะหงอ กลัวโน่นกลัวนี่ ปล่อยไปตามเรื่อง ใครจะคิดเช่นไร ช่างเขา เรื่องอะไรจะไปโต้แย้ง ให้ลำบากและอันตรายต่อชีวิตของตนเองทำไม
ความรู้ในสมัยนั้นทางด้านวิทยาศาสตร์มักเป็นสิ่งที่ได้มาจากความรู้ที่อริสโตเติ้ลได้ค้นพบด้วยหลักวิชาตรรกศาสตร์  ไม่ได้ทดลองให้เห็นจริงตามหลักวิชาวิทยาศาสตร์  จึงเกิดการขัดแย้งทางความคิด กับคนในยุคที่วิทยาศาสตร์เฟื่องฟู ต้องทดลองให้เห็นจริงเท่านั้น
กาลิเลโอเป็นนักวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่นักคณิตศาสตร์ที่เชื่อในหลักตรรกศาสตร์เพียงอย่างเดียว เขาต้องทดลองตามหลักที่เรียนรู้มา
สิ่งที่กาลิเลโอพยายามบอกใคร ๆ และย้ำว่า ควรจะเชื่อเฉพาะสิ่งที่เป็นจริงที่สามารถพิสูจน์ให้เห็นจริงได้เท่านั้น 
ทว่าสิ่งที่เขาค้นพบนั้น บังเอิญให้ขัดต่อความเชื่อของคนส่วนใหญ่ และเท่ากับลบล้างคำสอนในพระคัมภีร์ที่ศาสนจักรกำลังเรืองอำนาจสุดขีด 
การกระทำของเขาเท่ากับการท้าทายผู้มีอำนาจในยุคนั้น 
การพิสูจน์ให้คนส่วนใหญ่เห็นว่าวัตถุที่มีน้ำหนักต่างกันจะตกลงมาถึงพื้นในเวลาที่เท่ากัน ที่หอเอนปิซาโด่งดังเป็นอย่างมาก เพราะเท่ากับพลิกวิชาความรู้หรือปฏิรูปวิธีการคิดในยุคนั้นทีเดียว
โทษฐานเผยแพร่ความคิดทางวิทยาศาสตร์ที่ขัดต่อคำสอนของอริสโตเติ้ล ผู้มีบทบาทต่อคำสอนทางคริสต์ศาสนา ทำให้เขาต้องโทษโดนจำขัง
แม้เมื่อต้องขังในฐานะผู้ที่มีความคิดเป็นปฏิปักษ์ต่อความเชื่อในศาสนาและผู้มีอิทธิพลในยุคนั้น กาลิเลโอหาได้เกรงกลัวไม่ 
ในเมื่อสิ่งที่ผ่านการพิสูจน์เห็นจริงแล้วจะโดนข้อกล่าวหาว่าไม่เป็นจริง
มันจะเป็นไปได้อย่างไร ความจริงย่อมต้องเป็นความจริงวันยังค่ำ แต่เขาลืมไปว่า ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย แต่คนพูดความจริงอาจตายได้
เขาพร้อมจะพิสูจน์ให้ประชาชนได้รับทราบข้อเท็จจริง  แม้จะโดนสั่งห้ามค้นคว้าต่อ เขาก็หายินยอมไม่ ยังคงศึกษาค้นคว้าต่อไป เพื่อพิสูจน์ความจริงของโลกและจักรวาล  
ในเมื่อคนส่วนใหญ่เชื่อว่าพระอาทิตย์โคจรรอบโลก  การขัดขืนต่อคำสั่งของผู้มีอำนาจในสังคม  การหักล้างความเชื่อในศาสนา  ทำให้เขาไม่เป็นที่พึงประสงค์ของผู้มีอำนาจในยุคนั้น 
เขาใช้เวลาส่วนใหญ่กับการศึกษาค้นคว้าเพื่อพิสูจน์ความคิดนี้ 
ผลงานที่สำคัญในฐานะนักคณิตศาสตร์ นักฟิสิกส์ นักดาราศาสตร์  เป็นผู้ค้นพบความจริงว่าโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์  แทนที่จะเป็นดวงอาทิตย์โคจรรอบโลก  และความจริงข้อนี้เองที่เป็นจุดรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์  ได้เปลี่ยนแปลงความคิดความเชื่อของคน
            วิชากลศาสตร์ การเคลื่อนที่ของวัตถุ  ได้ทดลองเรื่องการตกลงมาของสองสิ่งที่หนักไม่เท่ากันจะตกลงมาพร้อมกัน หักล้างทฤษฎีของอริสโตเติ้ลและสรุปทฤษฎีใหม่ว่า เทหวัตถุทั้งหมดจะตกลงมาในระยะทางเท่ากันในเวลาที่เท่ากัน โดยไม่ต้องคำนึงถึงน้ำหนัก ระยะทางของเวลาที่ตก
 
วิชาดาราศาสตร์ ได้ผลิตกล้องโทรทรรศน์ส่องดูดาว ค้นพบความจริงตามธรรมชาติของโลกและจักรวาล  ปรากฏการณ์บนท้องฟ้า ดาวพฤหัสบดีมีดวงจันทร์เป็นบริวาร 4 ดวง  ดาวเสาร์มีวงแหวน  มีสีต่างกัน 3 แถบ   ดาวศุกร์เว้าแหว่งเหมือนดวงจันทร์  และพบจุดดำในดวงอาทิตย์
 
ผู้ยิ่งใหญ่ คือ ผู้ที่กล้าพิสูจน์ให้เห็นความจริงแท้
ของปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ
 
 



Create Date : 15 พฤษภาคม 2564
Last Update : 15 พฤษภาคม 2564 15:49:40 น.
Counter : 364 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
รูปแบบการคิด
รูปแบบการคิด
การคิดมี 2 รูปแบบ คิดเท่าเดิม กับคิดสิ่งใหม่ ๆ
แบบแรกคิดเฉพาะในสิ่งที่เคยคิดและเคยรับรู้มาเท่านั้น ไม่เปิดใจกว้างยอมรับสิ่งใหม่ ๆ  
แบบที่สองคิดในสิ่งที่ผ่านเข้ามาใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเคยรู้จักมักคุ้นหรือไม่ก็ตาม ยินดีที่จะรับเข้ามาในสมองแล้วไตร่ตรองว่าจะนำมันมาใช้ได้อย่างไร เรียกว่าเปิดใจกว้างยอมรับสิ่งใหม่ ๆ
แล้วเรามีอัตราส่วนแบบใดมากกว่ากัน หรือมีแค่แบบเดียวคือแบบแรกเท่านั้น
 
คิดได้ตามประสบการณ์และความถนัด
คนที่คิดได้คิดเป็น ไม่จำเป็นต้องคิดและแสดงออกเหมือนกัน
คนที่ถนัดด้านภาษา
ผู้ที่คิดได้คิดเป็นบางคน จะแสดงออกด้วยการพูดการเขียน การใช้สัญลักษณ์ ท่าทาง ภาษาพูด เพื่อสื่อสารให้บุคคลอื่นได้รับรู้ความรู้สึกนึกคิดของตน
คนที่พูดออกมาทื่อ ๆ โผงผาง ไม่ขัดเกลาสำนวนให้ผู้ฟังรู้สึกดี แสดงว่า ขาดความสามารถในการคิดด้านการใช้ภาษา ในขณะที่นักคิดนักเขียนนักพูด จะรู้จักเลือกสรรการใช้ภาษาสละสลวยในการแสดงความคิดเห็น
คนที่คิดเก่งด้านคำนวณ
คนที่เรียนวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ได้ดีเป็นเพราะเขามีความสามารถในการคิดด้านสัญลักษณ์ การให้เหตุผล
ด้วยเหตุนี้จึงมีบางคนบอกว่าคนเก่งอาจจำแนกได้หลายแบบ ไม่ว่าจะเก่งด้านใดนับเป็นคนเก่งได้ทั้งสิ้น และคนเก่งเหล่านี้ต่างเป็นคนที่มีความคิดในแต่ละด้านแต่ละแบบ ขึ้นอยู่กับความถนัดที่แต่ละคนมี
ในขณะที่คิด จะเกิดภาพพจน์ในการคิด เกิดภาษาและสัญลักษณ์ที่จะใช้เพื่ออธิบายสิ่งที่กำลังคิดให้ผู้อื่นเข้าใจ ภาพพจน์ในการคิดอาจเป็นรูปภาพในใจที่แสดงถึงวัตถุสิ่งของที่เป็นรูปธรรมและเป็นประสบการณ์ที่เคยรับรู้ในรูปของสิ่งที่เป็นนามธรรม
 
เรื่องของการคิด บางคนชอบคิดแต่ไม่ชอบทำ บางคนชอบคิดและทำในสิ่งที่คิด บางคนคิดแต่ไม่ได้นำสิ่งที่คิดมาใช้ให้เกิดประโยชน์ คิดเรื่อยเปื่อยไปเรื่อย ๆ พอนานวันเข้าลืมในสิ่งคิดไปแล้ว ในขณะที่บางคนพอคิดได้นึกออกจะรีบจดบันทึกทันทีในรูปของภาษา สัญลักษณ์ ภาพวาดเพื่อเตือนความจำ
คนที่กำลังหมกมุ่นครุ่นคิดถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่งและต้องการค้นหาคำตอบ อาจไม่ได้คำตอบในทันทีทันใด ต่อเมื่อสมองปลอดโปร่งโล่งอุรา คำตอบจะพรั่งพรูออกมาในทันทีและเขาจะรีบจดบันทึกคำตอบนั้นไว้ในทันใดเช่นกัน
ต้องหาว่าพลังชีวิตพีคสูงสุดเวลาใด เช่น บางคนสมองปลอดโปร่งแจ่มใสที่สุดตอนเช้ามืดหลังตื่นนอน สิ่งที่ค้างคาอยู่ในใจ คิดเท่าไรไม่ออก พอตื่นนอนเท่านั้น คำตอบพรั่งพรูออกมาทันที บางคนตอนนั่งเพลิน ๆ มองฟ้ามองดิน สิ่งที่คิดค้างไว้ มันโผล่คำตอบให้เห็นได้
บางคนชอบทำโดยไม่คิด และอีกประเภทคือ ไม่คิดและไม่ทำ ประเภทไหนจะแย่ที่สุด
ผู้บริหารบางคนแอบบ่นในใจที่มีบางคนชอบทำจังเลยแต่สิ่งที่ทำล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดปัญหาที่ต้องตามล้างตามเช็ดอยู่ร่ำไป ครั้นจะห้ามปรามจะยิ่งสร้างความร้าวฉานมากขึ้น
อีกประเภทเป็นเช้าชามเย็นชาม วัน ๆ ไม่ต้องทำอะไรให้มากความ แค่รับผิดชอบกิจวัตรประจำวันให้เรียบร้อยเป็นอันใช้ได้
ไม่ว่าประเภทไหน ถ้าแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ คงไม่เข้าท่าทั้งนั้น
 
คนฉลาดคือคนคิดเป็น
คนคิดเป็นคือคนที่รู้วิธีคิด
ทำอย่างไรจึงจะรู้วิธีคิด
ทำอย่างไรจึงจะคิดเป็น
ต้องเรียนรู้วิธีคิด
ต้องฝึกทักษะการคิด
 



Create Date : 11 พฤษภาคม 2564
Last Update : 11 พฤษภาคม 2564 16:34:38 น.
Counter : 164 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
การคิดสำคัญกว่าการรู้
การคิดสำคัญกว่าการรู้
ในโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก เกินความคาดหมาย โดยเฉพาะคนรุ่นปู่ย่าตายาย ที่งงงวยกับสิ่งใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น จนตามแทบไม่ทัน รูปแบบการเรียนรู้เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย แล้วพวกเขาสามารถรู้ทันและก้าวตามได้ หรือหยุดนิ่งอยู่กับที่
จากแต่เดิมที่นานมากแล้วจนใคร ๆ ลืมกันไปหมด สมัยตักศิลาที่ใครอยากเรียนรู้วิชาใดต้องมาที่นี่เท่านั้น กลายเป็นใครอยากรู้อะไรรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา มหัศจรรย์ไหมล่ะกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
เด็กรุ่นใหม่อาจจะไม่เคยได้ยินชื่อตักศิลาซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของรัฐปัญจาบ ประเทศอินเดีย ตักศิลาเป็นมหาวิทยาลัยและเป็นศูนย์กลางของศิลปวิชาการ
ครูมีสิทธิ์ที่จะเลือกรับเฉพาะลูกศิษย์ที่ตนพึงพอใจเท่านั้น ดีจัง ถ้าครูสมัยนี้มีสิทธิ์เลือกได้เช่นนี้ คงสุดยอด ลูกศิษย์ต้องทำตัวให้ครูพึงพอใจมาก ๆ กว่าจะได้เรียนรู้ และจะรู้เฉพาะที่ครูอยากบอกอยากสอนเท่านั้น ครูจึงเป็นแหล่งความรู้ที่ดีที่สุด
ครูดูเป็นใหญ่มาก ลูกศิษย์ต้องเอาใจครูสุด ๆ จึงจะได้เรียนรู้สักเรื่อง ผิดกับสมัยนี้ เด็กไม่อยากไปโรงเรียน ในมือถือที่เสียค่าเนต มีทุกอย่างที่ครูจะสอน อาจจะมากกว่าและดีกว่าเสียด้วย
เมื่อหนังสือเข้ามามีบทบาท ผู้ที่อ่านมากย่อมรู้มากถึงแม้จะไม่ค่อยเข้าห้องเรียนมากนัก ยิ่งเมื่อมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยสามารถไขว่คว้าหาความรู้ได้ในทุกที่ทุกเวลาแล้ว ความรู้กลายเป็นสิ่งหาง่ายยิ่งกว่าไปหาซื้ออาหารตามตลาดสดเสียอีก เพราะตลาดสดหายากและอยู่ไกล
ส่วนปลายนิ้วแค่กดหาจะพรั่งพรูตามมาเป็นชุด ๆ ทีเดียว แต่ต้องเสียเงินเพื่อหาซื้อเครื่องที่ว่านี้ให้ได้เสียก่อนนะ เด็กรุ่นใหม่ร้องหาและส่วนใหญ่พ่อแม่ที่พอมีเงินจำต้องซื้อหาให้เกือบทุกคน
หากการรู้มากทำให้คนฉลาดได้แล้วไซร้ โลกนี้คงมีแต่คนฉลาด เดินไปที่ไหนมีแต่คนเก่งคนรู้เดินขวักไขว่เต็มถนนไปหมด ถามอะไรรู้ทุกเรื่องเพราะใช้ปลายนิ้วสัมผัส ที่จริงอยากเรียกว่าระบบลูบไล้เพราะอาการที่ทำน่าจะลูบไล้มากกว่าสัมผัส แต่หลายคนร้องยี้คิดได้อย่างไรกันนี่ ฟังแล้วมันจั๊กจี๋หัวใจพิกล
เมื่อมีคนที่สามารถรู้ทุกเรื่องได้ทุกที่ทุกนาทีแล้วเราจะมีคนที่เก่งเหนือคนอื่นได้หรือไม่
คนที่คิดเป็นคิดได้น่าจะเก่งกว่าคนที่แค่รู้หรือไม่ เพราะเขาสามารถคิดได้มากกว่าคนอื่น แล้วทำอย่างไรเราจึงจะได้ชื่อว่าคิดเป็น แต่เท่านี้อาจจะยังไม่เพียงพอ เพราะเราต้องสามารถสร้างความคิดให้เฉียบคมมากกว่าคนอื่น เราจึงจะมีโอกาสไปยืนอยู่แถวหน้าได้อย่างสง่างามและยาวนาน
แค่รู้ได้คงไม่เพียงพอ รู้เท่าคนอื่นคงไม่พอ ต้องรู้มากกว่าคนอื่น และคิดได้มากกว่า สร้างสรรค์ผลงานจากสิ่งที่รู้ให้ยังประโยชน์ต่อโลกและสังคม รวมทั้งตัวเอง ได้เป็นอย่างดีด้วย
 
ทำไมการคิดจึงสำคัญมากกว่าการรู้
จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ เป็นวลีอันอมตะที่อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ทิ้งเอาไว้ให้แก่โลก
ความรู้ทำให้เราฉลาดขึ้น แต่มันจะเป็นสิ่งที่อยู่คงเดิมอย่างนั้น หากเราไม่นำความรู้นั้นไปใส่จินตนาการเพิ่มเติม เปรียบเทียบง่าย ๆ ความรู้ก็เหมือนกับปัจจุบัน ขณะที่จินตนาการเปรียบได้กับอนาคต
ทำไม ไอแซค นิวตันคิดกฎแรงโน้มถ่วงของโลกได้ เมื่อเห็นลูกแอปเปิ้ลตกจากต้นไม้ ทั้งที่ผลไม้ตกจากต้นไม้มาหลายร้อยหลายพันปี และมีคนเห็นเช่นนั้น แต่ทำไมเขาเหล่านั้นจึงไม่คิดเช่นนักวิทยาศาสตร์เอกของโลก
 
ถึงแม้โดยธรรมชาติ การคิดจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในทุกผู้คน
ระดับความสามารถที่เกิดขึ้นย่อมไม่เท่ากัน
ดูแค่เรื่องของร่างกาย ใครออกกำลังกายมาก จะแข็งแรงมาก
คนที่ใช้สมองมากจึงฉลาดมากได้เช่นกัน
เมื่อออกกำลังกายแล้วร่างกายแข็งแรง ทำไมไม่ออกกำลังสมองให้สมองฉลาดขึ้นบ้างล่ะ
 
การคิดทำให้สามารถทำในสิ่งที่ดีมีคุณค่ามากกว่าคนอื่น ๆ ได้ จริงหรือไม่
บางคนยังตั้งข้อสงสัย บอกคนจบเกียรตินิยมทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง เพราะคนนั้นแค่รู้เท่าที่ครูอยากให้รู้ต่างหาก เขาได้คะแนนดีเพราะรู้ว่าครูต้องการคำตอบเช่นไร
ในสังคมที่สลับซับซ้อนและมีการแข่งขันสูงมาก การที่เราคิดได้มากกว่าคนอื่นเท่ากับเราไปได้ไกลกว่าเขาแล้วอย่างน้อย 1 ก้าว
ถ้าเราไม่ชอบคิด หรือคิดไม่เป็นเท่ากับเราถอยหลังไปอีก 1 ก้าว ทำไปทำมายิ่งเพิ่มจำนวนก้าวที่ห่างกันมากยิ่งขึ้น เพราะคนก้าวไปข้างหน้าวันละก้าวแต่เรากลับถอยหลังวันละก้าว
 
การคิดเป็นกระบวนการลึกลับที่แอบซ่อนอยู่ภายในจิตใจและสมองของคนเรา แต่ทว่ามันกลับมีบทบาทสำคัญต่อการเรียนรู้ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรเล่าว่า เราหรือเขาเป็นคนที่มีความคิด
ถึงแม้ความคิดเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่ทว่ามันสามารถโผล่หน้ามาให้เห็นได้ด้วยพฤติกรรม การแสดงออกและการกระทำ หลายครั้งที่เราแอบว่าคนอื่นในใจว่า ทำอะไรโง่ ๆ ไม่รู้จักคิด แสดงว่าเรารู้ว่าคนคิดเป็นกับคนไม่คิดแตกต่างกัน
 



Create Date : 11 พฤษภาคม 2564
Last Update : 11 พฤษภาคม 2564 15:51:43 น.
Counter : 342 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
640405 เป็นจุดเริ่มต้นใหม่เสมอ
640405 เป็นจุดเริ่มต้นใหม่เสมอ
            การสอนลูกหลานให้มีเจตคติต่อชีวิตแต่ละบ้านจะต่างกัน
บางบ้านบอกควรเป็นผู้นำ เป็นคนแถวหน้า อุดมการณ์เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งใดควรทำต้องทำ บางบ้านให้อยู่อย่างเจียมเนื้อเจียมตน อย่ามักใหญ่ใฝ่สูง จะได้ไม่ต้องเจ็บตัว
เรื่องที่เขียนไม่เกี่ยวกับไตเติ้ลสักเท่าไรหรอกนะ จะบอกให้ บางสิ่งโดนขีดเส้นมาแล้วว่าต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ผิดฝาผิดตัว ไม่เป็นไปตามที่บ้านคาดหวัง ดังตัวอย่างของตัวเอง
ตอนเป็นเด็ก ได้เรียนที่เมรี่อิมมาคุเลตคอนแวนต์ เลขที่ 10 รุ่นแรกของโรงเรียน แต่เป็น ป.1ก เพราะป้าแนะนำแม่ ตอนนี้ครบ 60 ปีไปแล้ว พอเรียนชลราษฎรอำรุง ได้เป็น มศ.4 รุ่นแรกชั้นเดียวที่เรียนตึกใหม่ และชื่อย่อเป็น ช.ร.อ. แทน ชบ.1
ป. ตรี แม่พาไปรายงานตัวที่ มศว. ประสานมิตร รีบเข้าแถวคนแรก แม่ชอบเป็นคนแรก ๆ จะได้เสร็จเร็ว เลยได้เลข A1  ดีตรงที่ปักผ้าส่งซัก จำง่ายด้วย
ตอนประถมสายตาดี ครูสั่งให้นั่งหลังห้อง กลายเป็นคนสายตาสั้น ใส่แว่นสายตาตลอดชีวิต โทษครูซะเลย พอใส่แว่นเลยจำต้องนั่งแถวหน้า จะได้เห็นชัด ๆ กลายเป็นเด็กแถวหน้าตั้งแต่บัดนั้น
แม้เป็นครูที่เบญจมราชาลัย เป็นวังของเสด็จในกรม กรมขุนมรุพงษ์สิริพัฒน์ ที่มุ่งสร้างครูสตรี เพื่อไปเป็นครูทั่วประเทศ หวังให้เป็นผู้หญิงแถวหน้า พอขยับลงเป็นโรงเรียนมัธยม เมื่อเป็นส่วนหนึ่ง จึงเน้นคำว่า ผู้หญิงแถวหน้าให้แก่นักเรียนหญิง
เคยพูดกับเด็กว่า ไม่ว่าอยู่ในสถานะใด กลุ่มใด ระดับใด ขอให้เป็นผู้หญิงแถวหน้า นำพาทุกสิ่งให้ดีงาม ตามกำลังความสามารถสติปัญญาที่มีอยู่

 



Create Date : 05 เมษายน 2564
Last Update : 5 เมษายน 2564 10:13:59 น.
Counter : 325 Pageviews.
1 comment
(โหวต blog นี้) 
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  

BlogGang Popular Award#17



สมาชิกหมายเลข 4665919
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]



ดร.พรรณี เกษกมล นักเขียน ข้าราชการบำนาญ ครูซี 9 แนะแนว
New Comments