ใช้วิกฤตให้เป็นโอกาสในการภาวนา - เรื่องจริงจากเหตุการณ์บ้านเมืองในวันนี้
ในปฏิจสมุปบาท ข้อแรกมีว่า  อวิชชา เป็นปัจจัย ให้เกิดสังขาร

อวิชชา คือ ความไม่รู้ ความไม่รู้จักว่า สังขารคืออะไร มีลักษณะอย่างไร ได้เกิดสังขารแล้วหรือไม่ เมื่อมีการกระทบสัมผัสผ่านเข้ามาทางอายตนะ ผลคือ สังขารการปรุงแต่งได้เกิดขึ้นแบบไม่รู้ตัว

เหตุการณ์บ้านเมื่องในวันนี้  คนไทยทีรู้เดียงสา มีหรือจะไม่รับรู้เรื่องราว เพียงแต่ว่า คน ๆ นั้นจะปิดหูปิดตาตัวเอง เพื่อพยายามไม่รับรู้เท่านั้น ซี่งเป็นสิทธิทีเขาจะทำได้โดยชอบธรรม

ในพาหิยะสูตรอันลือลั่นในพระไตรปิฏก ได้ทรงตรัสกับท่านพาหิยะ(โดยย่อดังนี้) ว่า เห็นสักแต่ว่าเห็น ได้ยินสักแต่ว่าได้ยิน แล้วตัวตนของเธอจักไม่มี  นีคือคำสอนของพระพุทธองค์แก่ท่านพาหิยะ

พระพุทธองค์ไม่ได้ทรงสอนชาวพุทธ ให้เอาหูไปนา เอาตาไปไร่  ไม่รับรู้ในสิ่งใด แต่พระองค์กลับสอนให้รับรู้สิ่งรอบ ๆ แต่รู้ด้วยอาการแห่ง สักแต่ว่า  ไม่ปรุงแต่งเข้าทางแห่งอวิชชา

เมื่อมีการรับรู้ทีผ่านเข้ามาทางอายตนะเมื่อไร  เมื่อนักภาวนายังไม่สามารถจะแก้ทางแห่งอวิชชาได้
ย่อมเกิดการปรุงแต่งขึ้นในจิตใจ  แต่ถ้าการปรุงแต่งนั้นได้เกิดขึ้นแล้ว แต่นักภาวนาได้รู้การปรุงแต่งทีเกิดขึ้นนั้นว่า นั่นไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของ ๆ  เรา ได้เมื่อไร  นั่นจึงจะเป็นปัญญาในขั้นต้น

ในทางตรงข้าม เมื่อการปรุงแต่งได้เกิดขึ้นแล้ว แต่นักภาวนารู้ก็จริง แต่ยังไม่อาจจะหยุดยั้งการปรุงแต่งทีเกิดขึ้นได้ กลับเข้าไปยีดถือว่า การปรุงแต่งนั้นเป็นเรา เป็นของเรา  นี่เป็นการเข้าไปยีดติดในกองสังขารแล้ว

การยีดติดในกองสังขารแต่รู้ว่ากำลังยีดติดอยู่ ไม่ใช่เป็นสิ่งเลวร้ายสำหรับนักภาวนา แต่ถ้ายีดติดแล้วแต่ไม่รู้ว่ากำลังยีดติดนี่ซิ คือ สิ่งทีเลวร้ายกว่า 

แต่ด้วยกำลังสัมมาสมาธิทียังไม่ตั้งมั่น การยีดติดย่อมเกิดขึ้น แต่การยีดติดนี้กลับส่งผลให้นักภาวนาได้รับรู้ถีงทุกข์ทีเกิดขึ้น แต่ยังไม่อาจสลัดทุกข์ให้หลุดออกไปได้   ซีงบ่งบอกให้นักภาวนารู้ 2 ประการคือ

1..สิ่งทีนักภาวนาได้ลงมือปฏิบัติตามมรรค 8 นั้น ผลแห่งการปฏิบัติยังไม่เกิดขึ้นจริง นักภาวนาต้องมีความเพียรมากขึ้นอีก

2..หรือว่า สิ่งทีนักภาวนาเข้าใจว่า สิ่งทีตนกำลังปฏิบัติอยู่นั้นถูกต้องตามมรรค 8 ทีแท้จริง สิ่งทีกำลังปฏิบัติอยู่ไม่ใช่ถูกต้องตามมรรค 8 อย่างแท้จริง  ซีงนักภาวนาสมควรได้ฉุกคิด ไตร่ตรอง ให้ละเอียดอีกครั้งว่า ตนได้ทำอะไรผิดทางจากมรรค 8 แล้วปรับให้ถูกต้องต่อไป

แต่ถ้านักภาวนาปิดหู ปิดตา ตนเอง ไม่เข้าไปรับรู้ในสิ่งใด ก็ไม่อาจจะตรวจสอบตนเองได้ว่า สิ่งที่ตนเองกำลังทำอยู่นั้นมันตรงทางแห่งมรรคหรือไม่  หรือว่า ตนภาวนาแล้วได้ผลเพียงใดในการภาวนา

นักภาวนานั้น ถ้ารู้ว่า อวิชชานั้นมีในจิตใจ แต่ยังไม่สามารถชนะมันได้ ย่อมดีกว่าการไม่รู้อวิชชานั้นมีอยู่   

การรู้ว่า มีอวิชชาอยู่ จีงจะส่งผลให้นักภาวนารู้เป้าหมายว่า อะไรคือสิ่งทีตนเองกำลังจะเดินไปสู่องค์มรรค  

แต่ถ้าไม่รู้ว่ามีอวิชชาอยู่ในจิตใจนี่ซิ  ก็เหมือนคนทีกำลังหลงทาง แต่เดินไปทั้งๆ  ทีไม่รู้ว่าตนเองกำลังหลงทางอยู่  

การภาวนานั้น ต้องรู้จักเป้าหมาย เปรียบเหมือน แม่ครัว จะทำแกงไก่ ถ้าแม่ครัวไม่รู้จักแก่งไก่ แม่ครัวไม่มีทางทำแกงไก่ได้เลย

หมายเหตุ ...นโยบายของ blog นี้ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง  เพียงเขียนบทนี้ขึ้นเพื่อประโยชน์ด้านการภาวนาเท่านั้น





Create Date : 26 พฤศจิกายน 2556
Last Update : 26 พฤศจิกายน 2556 10:40:07 น.
Counter : 1241 Pageviews.

0 comments
ONE PEN : เห็นผิด กะว่าก๋า
(26 ก.ค. 2563 08:41:39 น.)
ทุกศาสนามีการลิขิตหมด พรหมสิทธิ์
(26 ก.ค. 2563 10:35:15 น.)
จับอารมณ์ : หดหู่ กลัว สงบ สมาชิกหมายเลข 5990242
(23 ก.ค. 2563 16:23:03 น.)
ONE PEN : ใคร่ครวญ กะว่าก๋า
(18 ก.ค. 2563 06:53:55 น.)
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะ VIP Friend
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Namasikarn.BlogGang.com

นมสิการ
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 140 คน [?]

บทความทั้งหมด