เมื่อเริ่มต้นภาวนาใหม่ๆ จะดี แต่พอภาวนาไปสักพักจะไม่ดี
นักภาวนาจะพบว่า เมื่อตนได้เริ่มต้นภาวนาใหม่ๆ การภาวนาช่างราบรื่น ไม่ติดขัด มีความสุขดี แต่พอภาวนาไปสักพัก เช่นสัก 1 เดือนขึ้นไป กลับรู้สึกว่า ไม่ดีเลย

สิ่งไม่ดีทีนักภาวนาพบ ก็คือ การจมอยู่กับจิตปรุงแต่งอะไรสักอย่าง จิตปรุงแต่งที่ไม่ดีนั้น มักเป็นจุดอ่อนของตัวนักภาวนาเอง เช่น นักภาวนากลัวว่าแฟนจะไปมีกิ๊ก ก็จะคิดวนซ้ำ ๆ ว่า แฟนไปมีกิ๊ก ทำให้คิดอยู่อย่างนั้น ไม่ยอมหยุด แล้วก็เกิดทุกข์ขึ้นมา ทำอย่างไรก็ไม่หายคิดสักที ทั้งๆ ที่ก่อนการภาวนา มีคิดบ้าง แต่ไม่คิดหนักไม่ยอมหยุดแบบนี้

ปัญหานี้เกิดได้อย่างไร

1..จิตปรุงแต่งนั้น ปกติจะมีอยู่แล้วในจิตใจ แต่ยังไม่แสดงผลอะไรออกมา แต่ก็พร้อมจะปะทุออกมาได้เสมอ ถ้ามีอะไรไปสะกิดมันเข้า ถ้านักภาวนาได้ลงมือภาวนาแล้วมีพลังจิตมากพอ นักภาวนาจะเห็นได้ว่า อันว่าจิตปรุงแต่งนั้น มันจะละเอียดยิบๆ มากมาย คล้ายๆ ดาวฤกษ์อยู่มากมายที่เกิดอยู่ใน มโน

2..ตัณหา ที่เป็นเครื่องยีดติดในจิตใจนั้น ก็ปกติยังมีอยู่อย่างแข็งแรงเช่นกัน

3..เมื่อนักภาวนาได้ลงมือภาวนาไป พอจิตเริ่มมีกำลังมากขึ้น กำลังทีมากขึ้นของจิตนี้ จะส่งผลให้จิตปรุงแต่งทีมันยิบ ๆ อยู่ใน มโน นั้นมีพลังแรงขึ้นตามไปด้วย ทำให้อะไรคือสิ่งที่เป็นจุดอ่อนในตัวของนักภาวนาจะปะทุออกมาได้อย่างง่าย แต่เนื่องด้วย ตัณหา ยังสูงอยู่เพราะกำลังสัมมาสมาธิยังไม่สามารถต่อสู้ได้ ผลก็คือ เกิดการยีดติดของจิตปรุงแต่งนั้น ทำให้มีการคิดวน ๆ ซ้ำ ๆ เรื่องที่เป็นทุกข์นั้น ทำอย่างไรก็ไม่หาย เพราะเกิดการยีดติดไปแล้วนั่นเอง


ปัญหานี้จะแก้ได้อย่างไร

การแก้ใขนั้น นักภาวนาต้องเข้าใจว่า ทำไมจีงเกิดปัญหานี้ขึ้นก่อน ก็คือ ข้อ 1/2/3 ข้างบน
วิธีการแก้ใขนั้นมีอยู่ 3 แนวทางดังนี้

1..แบบทิ้งภาวนาไปเลย แล้วไปจมกับกองกิเลสอีกครั้ง
แบบนี้ คือ นักภาวนาไม่รู้ว่าจะแก้อย่างไรดี และมักจะสรุปว่า ภาวนาไปก็แค่นั้น ดับทุกข์ไม่ได้จริง ก็หมดศรัทธา หันหลังกลับไปกับกองกิเลสเช่นสมัยก่อนทีจะภาวนา เมื่อหันหลังกลับตอนนี้ ผลก็คือ จิตทีเริ่มมีพลังเพราะการภาวนามา ก็จะเสื่อมลง เมื่อจิตเสื่อมลง การปะทุของจิตปรุงแต่งก็ลดลงไป และนักภาวนามีกิเลสทีเป็นตัวย้อมจิตสุขมาแทนที ทุกข์ที่คิดวน ๆ ก็จะหายได้ แล้วนักภาวนาก็จะสรุปว่า เลิกภาวนาเถอะ ไปเสพย์สุขดีกว่า แล้วก็จะหมดศรัทธาการภาวนาไป

2..แบบซาดิสต์
แบบนี้ คือ นักภาวนาจะสู้กับทุกข์ ไม่ยอมถอย แบบนี้ นักภาวนาจะยอมก้มหน้ารับทุกข์ที่คิดวน ๆ นั้น ทุกข์ก็ทุกข์เถอะ ขอสู้ไปเรื่อยๆ นักภาวนาจะจมกับกองทุกข์ไปสักระยะหนี่ง เช่นสัก 1 - 2 อาทิตย์ แล้วทุกข์จะคลายตัวออกเอง
ทีเป็นอย่างนี้ เพราะเมื่อจิตไปยีดติดไปสักพักแล้วจะคลายการยีดติดได้เองเมื่อเวลาผ่านไปสักระยะหนี่ง

การคลายตัวของทุกข์นี้ มักจะมีปัญญาตามมา นักภาวนาจะเข้าใจอะไรบางอย่างแว๊บขึ้นในจิตใจได้ด้วย

แต่ผลเสียทางสุขภาพก็จะมีด้วยเช่นกัน ในยามที่ต่อสู้กับทุกข์นั้น

3..แบบหลบไปก่อน แล้วมาสู้ใหม่
แบบนี้ นักภาวนารู้สึกแย่กับทุกข์ ก็หาทางออกด้วยการภาวนาโดยการเน้นการรู้กายให้หนักขึ้น
เมื่อฝีกรู้กายหนัก ๆ ตัวจิตผู้รู้จะวิ่งหดเข้าไปภายในกาย เมื่อจิตวิ่งหดเข้าไปภายในกาย การปรุงแต่งจะลดลงเอง เพราะกลไกของจิตเป็นเช่นนี้ เมื่อนักภาวนารู้กายหนัก ๆ ไปสักระยะหนี่ง ผลก็คือ จิตใจดีขี้นมีแรงมากขึ้น ก็ออกมาสู้กับการปรุงแต่งต่อไป เมื่อออกมา อาจจะแพ้ก็ได้ ถ้าแพ้ก็ให้กลับไปรู้กายหนัก ๆ ขึ้นใหม่อีกรอบ แล้วกลับมาสู้กับการปรุงแต่งใหม่อีก ทำซ้ำ ๆ ไปจนชนะที่การปรุงแต่งหยุดได้ และนักภาวนาก็จะมีปัญญาอะไรตามมาเช่นกัน


เมื่อชนะแล้วจะกลับมาอีกไหม
ท่านนักภาวนาอาจมีคำถามนี้ในใจ ผมตอบได้ครับว่า กลับมาอีกครับ พอเรื่องนี้ชนะ เรื่องใหม่ที่เป็นจุดอ่อนก็จะมาอีก พอจบก็จะมาอีกเรื่อง เป็นอย่างนี้ไปตลอดเวลา ไม่จบสิ้น
แต่ถ้านักภาวนาเข้าใจว่า นี่คือ ทุกข์ในอริยสัจจ์ 4 ทีมาปรากฏให้นักภาวนาได้รับรู้ ถ้านักภาวนาศรัทธาในคำสอนของพระพุทธองค์ ก็ต้องละตัณหา โดยการฝีกสัมมาสติ สัมมาสมาธิ ให้ตั้งมั่น แล้วจะสู้กับตัณหาได้ เมื่อกำลังตัณหาอ่อนแอลงด้วยกำลังสัมมาสติ สัมมาสมาธิทีตั้งมั่นแล้ว ทุกข์ก็จะดับลงไปเอง ด้วยธรรมชาติของทุกข์เป็นเช่นนี้ แล้วการดับลงของทุกข์นี้ นักภาวนาก็จะเกิดปัญญาตามมา และการเพิ่มขึ้นของสัมมาสมาธิต่อยอดไปอีก จะวนเวียนเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนกำลังของสัมมาสมาธิตั้งมั้นสุดๆ แล้ว ตัณหาจะอ่อนแอมาก เมื่อจิตปรุงแต่งปะทุออกในอีกในตอนทีตัณหาอ่อนแอเพราะกำลังสัมมาสมาธิตั้งมั่นสุด ๆ ทุกข์ทีเกิดมาจะแตกสลายเป็นไตรลักษณ์ลงอย่างรวดเร็วเอง ยิ่งกำลังสัมมาสมาธิยิ่งตั้งมั่น ตัณหายิ่งอ่อนแอ แล้วการสลายของทุกข์ก็ยิ่งเร็ว จนต่อไป เพียงจิตไหวตัวจะปรุงแต่งเท่านั้น มันก็จะสลายไปทันที

นี่คือ หนทางแห่งการดับทุกข์ที่เกิดขี้น ทีนักภาวนาจะได้พบของจริง คือ พบทุกข์ รู้จักตัณหาว่าทำให้เกิดทุกข์ รู้จักนิโรธ คือ การดับทุกข์ และ รู้จักมรรค คือวิธีการปฏิบัติเพื่อการดับทุกข์จริงๆ





Create Date : 01 กุมภาพันธ์ 2556
Last Update : 1 กุมภาพันธ์ 2556 6:52:42 น.
Counter : 1595 Pageviews.

0 comments
พู่กันเดียว : จบที่จิต จบที่ใจ กะว่าก๋า
(2 ส.ค. 2563 06:44:49 น.)
พู่กันเดียว : ความศักดิ์สิทธิ์ในตัวเรา กะว่าก๋า
(31 ก.ค. 2563 06:46:21 น.)
ONE PEN : ธรรม กะว่าก๋า
(23 ก.ค. 2563 06:27:16 น.)
จับอารมณ์ : หดหู่ กลัว สงบ สมาชิกหมายเลข 5990242
(23 ก.ค. 2563 16:23:03 น.)
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะ VIP Friend
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Namasikarn.BlogGang.com

นมสิการ
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 140 คน [?]

บทความทั้งหมด