สติ สมาธิ ปัญญา เป็นอย่างไร
AAA... สติ

สติ จะมี สติทางโลก และ สติทางธรรม (บางก็เรียก สัมมาสติ หรือ สติในองค์ )

1..เมื่อเผลอ หรือ หลงไป สติทางธรรมจะว๊าบจิต ทำให้หลุดการเผลอ หลุดการหลงได้ ถ้าใครมีดวงตาเห็นธรรมเกิดแล้ว จะเห็นแสงว๊าบสั้น ๆ เร็วมาก เหมือนแสงไฟจากกล้องถ่ายรูปเกิดขึ้น
การเกิดว๊าบ ทำให้หลุดเผลอ หลุดการหลงได้ ตรงนี้เป็นสติทางธรรม

2..สติเป็นตัวประกอบในจิตผู้รู้ ทำให้รู้ได้ทีโลกภายใน ตรงนี้ นีคือสติปัฏฐาน 4 ทีรู้ทีโลกภายใน ซี่งตรงนี้เป็นสติทางธรรม

3..สติ เป็นตัวควบคุมให้ทำหน้าทีการงานไม่ผิดพลาด ตรงนี้เป็นสติทางโลก
เช่นขับรถอยู่ ก็ขับรถไปตามหน้าที จิตไม่เฉไฉไปทางอื่น

4..สติ ไม่ใช่ ความรู้สีกตัว 2 สิ่งนี้ไม่เหมือนกัน
ความรู้สีกตัว เป็นอาการทีไม่เผลอไป เช่น ไม่ใจลอย
เมื่อเกิดความรู้สีกตัวขึ้น จะทำให้จิตมีความสามารถในการรับรู้ได้
ซึ่งการรับรู้ได้นี้ จะแบ่งเป็น 2 ระดับ คือ

**4.1 การรับรู้ด้วยอายตนะ ตาเห็น หูได้ยิน จมูกได้กลิ่น กายรุ้สัมผัส เป็นต้นซึ่งเป็นการรับรู้สิ่งต่างๆ ในโลกภายนอก
**4.2 การรับรู้ด้วยตัวจิต เป็นการใช้ สติ และ ญาณ ในการรับรู้โลกภายใน


ดังนั้น เมื่อความรู้สีกตัวอยู่ เกิดพร้อมกับ สติ
จิตจะรู้ได้ทั้งโลกภายนอก และ โลกภายใน

BBB...ปัญญา

ปัญญา คือ การยอมรับ การเข้าใจธรรม

เรื่องปัญญา จะเข้าใจยากสักหน่อย ผมจะยกตัวอย่างให้เข้าใจมากขึ้น

ตัวอย่างเรื่องการยอมรับ...
สาว ๆ มักห่วงไม่สวย พอสาว ๆ เห็นใบหน้าเริ่มเหี่ยวย่นมีริ้วรอย ถ้ามีปัญญาก็ยอมรับความจริงว่าของมันต้องเหนี่ยวเป็นธรรมดา ก็จะไม่กลุ้มใจทีหน้าเหี่ยวย่น

ส่วนการเข้าใจธรรม เช่น เข้าใจเรื่องไตรลักษณ์ เรื่องอนัตตา เรื่องสุญญตา เรื่องเหตุและปัจจัย เรื่อง สมมุติ ปรัมัต เป็นต้น การเข้าใจนี้ จะเกี่ยวเนื่องกับ ปัญญา 3 อย่างทางตำรา คือ สุตมยปัญญา จินตมยปัญญา ภาวนามยปัญญา

ในการแบ่งพระอริยบุคคล ก็มาจากตรงนี้ ปัญญามาก หรือ ปัญญาน้อย
แต่ปัญญาของพระอริยบุคคล ทีว่ามากน้อย ต้องมาจากภาวนามยปัญญาเท่านั้น


CCC...สมาธิ
สมาธิมี 2 อย่าง คือ มิจฉาสมาธิ และ สัมมาสมาธิ
ซี่ง 2 อย่างนี้ ต่างกันอย่างไร
ขอให้อ่านในเรื่องที link นี้ เรื่อง
เรื่องของ สมาธิ ภาค 1 -ลักษณะของสัมมาสมาธิ มิจฉาสมาธิ
//www.bloggang.com/mainblog.php?id=namasikarn&month=02-07-2010&group=8&gblog=53

คำว่า สมาธิ ทีจะกล่าวต่อจากนี้ จะเป็นเรื่องของ สัมมาสมาธิ เท่านั้น

สมาฺธิคือ อาการที่จิตตั้งมั่น จิตไม่ขยับตัวไหลออกเมื่อถูกแรงดึงของตัณหา ดังนั้น สมาธิจะทำงานต้องมีแรงดึงของตัณหา ถ้าไม่มีแรงดึง สมาธิไม่ต้องทำงาน
ในกิจกรรมสอนการภาวนา ผมสอนให้ดูทีวีพร้อมรู้สีกทีกายไปด้วย ในขณะทีดูทีวี จะมีแรงดึงของตัณหา คือ ตาทีไปมองทีวี นี่มีแรงดึง ถ้าดูทีวี แล้วยังรู้กายได้ นี่แสดงว่า ตอนนั้น มีสมาธิอยู่ ถ้าดูทีวี แล้ว จิตไหลไปยังทีวี กายจะรู้ไม่ได้ แต่มีเรื่องราวของทีวีเท่านั้น นี่คือ การหลุดของสมาธิ
แนะนำอ่านเพิ่มเติมเรื่อง ชักกะเย่อ //www.bloggang.com/viewdiary.php?id=namasikarn&month=07-2009&date=28&group=1&gblog=68



Create Date : 26 มีนาคม 2560
Last Update : 24 มิถุนายน 2560 8:29:09 น.
Counter : 798 Pageviews.

0 comments
ONE PEN : เห็นผิด กะว่าก๋า
(26 ก.ค. 2563 08:41:39 น.)
ONE PEN : ระวัง กะว่าก๋า
(25 ก.ค. 2563 06:53:10 น.)
ONE PEN : ตนเตือนตน กะว่าก๋า
(22 ก.ค. 2563 07:13:24 น.)
กรรมสะท้อน ย้อนยอกชีวิต อาจารย์สุวิมล
(20 ก.ค. 2563 21:40:34 น.)
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะ VIP Friend
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Namasikarn.BlogGang.com

นมสิการ
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 140 คน [?]

บทความทั้งหมด