การเจ็บป่วยจากการปฏิบัติธรรม - ปวดหัว ปวดท้อง ปวดกระดูกสันหลัง
เมื่อนักภาวนาปฏิบัติธรรมมาได้ผลดีในระดับหนี่ง มีปัญญาในการกำจัดโมหะได้พอสมควร มีพลังสัมมาสติ สัมมาสมาธิ ทีสามารถเห็นอารมณ์ปรุงแต่งเป็นไตรลักษณ์ได้บ้างแล้ว บางท่านจะพบกับอาการเจ็บป่วยของร่างกาย

การเจ็บป่วยนี้ จะมีอาการหนักอยู่ 2 ประเภท คือ 1..ปวดหัว 2.ปวดท้อง ปวดกระดูกสันหลัง พอไปหาแพทย์ แพทย์จะตรวจไม่พบสาเหตุ และกินยาอะไร ก็ไม่หายขาด การเจ็บป่วยนี้ จะรุนแรงมากขึ้นไปเรื่อยๆ จนร่างกายของนักภาวนาต้องตายไป

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นได้
กลไกของธรรมชาตินั้น สร้างมาดีเพื่อให้ร่างกายสามารถอยู่ได้นานหลายปี โดยธรรมชาติสร้างโมหะ ให้แก่จิต โมหะนี้ จะไปบดบังพลังงานอันมหาศาลของตัวจิตทีเป็นพลังงานไว้ และให้สัตว์นั้นมุ่งหาความอยู่รอดจากภัยต่างๆ ทีอยู่รอบตัว ทำให้สัตว์ต้องส่งกระแสจิตออกไปยังโลกภายนอก เพื่อป้องกันภัยให้แก่ตนเอง

เมื่อนักภาวนามาปฏิบัติ จนจิตนั้นส่งออกนอกลดลงไป หรือ ไม่ส่งออกนอกเลย และ ได้กำจัดโมหะให้เบาบางลงไป ทำให้ตัวจิตทีเคยท่องเที่ยวไปยังโลกภายนอก จะกลับมาวนเวียนอยู่ในร่างกายนี้ และโมหะทีเคยปกคลุมจิตไว้ก็เบาบางลงไป ทำให้ตัวจิตทีมีพลังมหาศาลทีอยู่ในร่างกาย สามารถส่งผลให้ร่างกายเจ็บป่วย คือ เกิดอาการปวดท้อง-ปวดกระดูกสันหลัง เกิดอาการปวดหัว แล้วแต่ว่า พลังงานจิตนี้ จะไปฝังตัวอยู่ทีส่วนใดของร่างกายเป็นส่วนใหญ่

แล้วจะแก้ไขอาการนี้ได้อย่างไร

การแก้ทำได้หลายอย่าง ขึ้นกับความรู้ความสามารถในด้านการทำสมาธิของตัวนักภาวนาเอง
ผมจะนำการแก้นั้นจะมีหลายแบบ ดังตัวอย่างนี้

แบบที่ 1..เมื่อจิตฝังตัวในร่างกาย จะทำให้ร่างกายเจ็บป่วย นักภาวนาก็ให้จิตอย่าไปฝังตัวในร่างกาย โดยให้จิตรู้แบบกระจายไปทั่วทั้งกายตามผิวหนังแทน
เช่น ให้รู้สึกไปทั้งกาย โดยรู้ถึงการสัมผัสของผิวหนังกับเสื้อผ้าทีสวมใส่อยู่
เพียงรู้สึกไปแบบนี้ นักภาวนาจะพบว่า อาการปวดจะลดลงไป แต่ยังไม่หายขาด
แต่นักภาวนาต้องทำไปเรื่อยๆ หลาย ๆ วันอาการปวดจะลงไปเรื่อยๆ จนหายขาดได้ แต่อาจใช้เวลานานเป็นเดือน ทีเป็นดังนี้ เพราะร่างกายทรุดโทรมไปมากแล้วจากการทำลายของตัวจิตพลังงานนี้ ต้องให้ร่างการพื้นฟูขึ้นมาทีละนิดจากหายขาดได้

แบบที 2.. ให้ใช้ผ้าเย็นไปโป๊ะทีบริเวณท้ายทอย ให้ทำบ่อยๆ เพียงท้ายทอยโดยผ้าเย็นโป๊ะเท่านั้น นักภาวนาจะพบอาการคลายตัวจากการเจ็บป่วยได้ทันที แต่ก็ต้องทำบ่อยๆ เพื่อให้ร่างกายฟื้นฟูขึ้นมาด้วยจนหายจากการป่วย

แบบที่ 3 ..สำหรับนักภาวนาทีมีความสามารถในการทำสัมมาสมาธิได้ดีพอ ให้ทำอาณาปานสติ และ รู้ได้ถึงอาการจิตทีสงบเงียบอยู่ภายใน ทำแบบนี้ จะหายขาดได้เร็วกว่า แบบที 1 และ 2 แต่ก็ต้องใช้เวลาเช่นกัน
-หมายเหตุ 1.. กรุณาอย่าได้ถามผมว่า ทำอย่างไร ท่านต้องไปเรียนจากผู้รู้ทีเป็นครูบาอาจารย์ทีสอนสัมมาสมาธิแบบพระพุทธเจ้าสอน
หมายเหตุ 2..สมาธิแบบฤาษ๊ใช้ได้ไหม ผมไม่ทราบเพราะผมไม่มีประสบการณ์สมาธิฤาษ๊

แบบที่ 4...สำหรับนักภาวนาทีสามารถเข้าอัปปาสมาธิได้แล้ว ให้เข้าฌานลึก จิตสงบเงียบ เวทนาทั้งหมดจะหายไปเอง
-หมายเหตุ 1.. กรุณาอย่าได้ถามผมว่า ทำอย่างไร ท่านต้องไปเรียนจากผู้รู้ทีเป็นครูบาอาจารย์ทีสอนสัมมาสมาธิแบบพระพุทธเจ้าสอน
หมายเหตุ 2..สมาธิแบบฤาษ๊ใช้ได้ไหม ผมไม่ทราบเพราะผมไม่มีประสบการณ์สมาธิฤาษ๊






Create Date : 14 พฤศจิกายน 2560
Last Update : 14 พฤศจิกายน 2560 7:59:31 น.
Counter : 903 Pageviews.

0 comments
พู่กันเดียว : จบที่จิต จบที่ใจ กะว่าก๋า
(2 ส.ค. 2563 06:44:49 น.)
ทุกศาสนามีการลิขิตหมด พรหมสิทธิ์
(26 ก.ค. 2563 10:35:15 น.)
ONE PEN : ระวัง กะว่าก๋า
(25 ก.ค. 2563 06:53:10 น.)
เหตุใดเราจึงถวายผ้าห่มพระธาตุเจดีย์ พรหมสิทธิ์
(21 ก.ค. 2563 21:46:37 น.)
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะ VIP Friend
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Namasikarn.BlogGang.com

นมสิการ
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 140 คน [?]

บทความทั้งหมด