แก้อาการท้องอืด เป็นกรดในท้อง ที่เกิดในนักภาวนาทีปฏิบัติจนได้ผลดีในระดับหนี่งแล้ว
บทความนี้ เป็นการนำประสบการณ์การแก้ปัญญาในการภาวนา  
ทีภาวนาแล้วทำให้เกิดอาการท้องอืด  เป็นโรคกระเพาะ
ถ้าท่านทีเข้ามาอ่าน ไม่มีอาการนี้ แนะนำให้ผ่านไปได้เลยครับ
***
1..ถ้าท่านเป็นนักภาวนาทีปฏิบัติมานาน มีดวงตาเห็นธรรมเกิดแล้ว
มีญาณเห็นความเป็นไตรลักษณ์ของจิตปรุงแต่งได้ดีพอสมควร
อารมณ์ปรุงแต่งของจิตใจได้ลดน้อยลงไปพอสมควร
แต่ถ้าท่านมีอาการของท้องอืดอยู่เสมอ หรือ มีกรดหลั่งในท้องบ่อย ๆ เหมือน
เป็นโรคกระเพาะอาหารละก็  ลองอ่านและพิจารณาเรื่องนี้ในบทความนี้
อาจเป็นประโยชน์ในการแก้ปัญหาเรื่องอาการท้องอืด กรดหลั่งในกระเพาะอาหารได้
*
2..คนโดยทั่วไปคงไม่มีใครเชื่อว่า การภาวนานั้นในทางเดินทีจะเดินผ่านไป แฝงไว้
ด้วยอุปสรรคต่าง ๆ มากมาย และ สิ่งหนี่งทีเกิดจากการภาวนาก็ตือ การป่วยทางกาย
ทีเกิดจากการภาวนาของคนเรา อาการนี้ ก็คือ
อาการท้องอืด มีกรดหลั่งในท้องอยู่เสมอ  กินยาโรคกระเพาะอย่างไรก็ไม่หาย
ทั้งนี้เป็นเพราะ เป็นโรคภัยทีเกิดจากการภาวนานั่นเอง
*
3..ในตัวจิตนั้น จะมี 2 ส่วน ส่วนหนี่ง ทำหน้าทีเป็นพลังงาน หล่อเลี้ยง
กลไกการทำงานของร่างกาย ให้สามารถคงอยู่ต่อไปได้
แต่ถ้าไม่มีจิตส่วนนี้ ทำงาน คนก็จะตายทันที   
ต่อไป จะเรียกจิตส่วนนี้ว่า จิตพลังงาน
*
ส่วนทีสองนั้น ตัวจิตทำหน้าทีรู้    (ต่อไปจะเรียกว่า จิตตัวรู้ )ทีทำหน้าที่
รู้ปรมัตถธรรมทีเกิดได้ เช่น รู้ผัสสะได้ รู้ความรู้สีกได้  รู้ความเป็นไตรลักษณ์ของ นามรูป ได้ 
*
แต่จิตตัวรู้ไม่สามารถรู้เรื่องราวทางโลกได้  ตัวอย่างเรื่องราวทางโลกเช่น
รู้ว่า นีคือ สุนัข นีคือแมว นี่คือ น้ำอัดลม นี่คือไฟแดงจราจร ต้องหยุดรถ
และ เรื่องราวอื่นๆ ทางโลกอีกมาก 
การรู้เรื่องราวทางโลก จะทำงานโดยขันธ์ 5  ทีถูกสร้างมาจาก จิตพลังงาน 
*
4..ในความเป็นคนทีเกิดมา ธรรมชาติ ได้สร้างจิตขึ้นมา 
ซี่งจิตพลังงานนั้นจะมีอำนาจ มีพลังมาก ตัวจิตเพลังงาน
ไปทำงานสร้างขันธ์ขึ้นทีเรือน 
(อ่านเรื่องนี้ได้ที่ https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=namasikarn&month=12-2019&date=16&group=17&gblog=182 )
ในจิตปุถุชน จิตทีทำหน้าทีรู้  หรือ จิตตัวรู้ จะถูกจิตพลังงานครอบงำไว้
ทำให้จิตพลังงานและจิตตัวรู้ รวมเป็นหนี่งเดียวแล้วอยู่ทีเรือน
เมื่อจิตพลังงานสร้างขันธ์ขึ้น จิตตัวรู้ก็ได้รับกระทบจากขันธ์ทีถูกสร้างขึ้นมาด้วย
ทำให้คนเรา ทุกข์ ใจ หรือ สุขใจ  ไปตามสัมผัสทีรับเข้ามาทางอายตนะอยู่เสมอ
*
4.1  มีเรื่องหนี่งทีเป็นธรรมชาติทีสำคัญของตัวจิตทั้งสองก็คือ
จิตพลังงานนั้น ถ้าไม่มี จิตตัวรู้ เข้าไปผสมอยู่ด้วย จิตพลังงานจะทำงานปรุงแต่งไม่ได้นาน
นี่เป็นกลไกทีสำคัญ ซี่งจะมีผลต่อ ทุกข์ทีถูกสร้างขึ้นโดยจิตพลังงาน กล่าวคือ
ถ้าจิตพลังงานสร้างทุกข์ขึ้นมาแล้ว ถ้ามีจิตตัวรู้ เข้าไปผสมด้วย ทุกข์นั้นจะเกิดและคงตัวอยู่ได้นาน
*
แต่ถ้าจิตพลังงานสร้างทุกข์ขึ้นมาแล้ว  แต่ไม่มีจิตตัวรู้ เข้าไปผสมด้วย ทุกข์นั้นจะเกิดแล้วคงตัวอยุ่ไม่ได้นาน  นี่คือ อาการที่นักปฏิบัติเห็นไตรลักษณ์ของจิตปรุงแต่งเกิดขึ้น เพราะสาเหตุนี้
*
5.. การภาวนาทีมีความก้าวหน้า ตัวจิตตัวรู้ จะมีพลังมากขึ้น ถ้ากล่าวในทางธรรมก็คือ โมหะทีครอบงำจิตตัวรู้เบาบางลงไปแล้ว และ บางครั้ง จิตตัวรู้ยังสามารถหลุด
ออกจากการครอบงำของจิตพลังงานได้เป็นครั้งคราว โดยการหลุดจากการครอบงำนี้ เกิดเมื่อจิตตัวรู้มีกำลังของสติ สมาธิ เพิ่มขึ้นสูง 
เมื่อใด ทีจิตตัวรู้หลุดออกจากการครอบงำ มาเป็นอิสระได้ ในเวลานั้น
จิตตัวรู้จะไปรู้เห็น อาการของขันธ์ 5 ปรากฏเป็นไตรลักษณ์ได้
แต่ถ้า จิตตัวรู้ หมดพลังไปชั่วคราว จิตพลังงานก็จะดูดจิตตัวรู้
ให้กลับเข้าไปได้อีกแล้วก็ครอบงำจิตตัวรู้อีก
ซี่งจะวนเวียนอย่างนี้ไปเสมอ
*
5.1  จิตของปุถุชน จิตพลังงานครอบงำจิตตัวรู้ เรียกว่า โมหะ เกิดขึ้น 
จิตตัวรู้ทีถูกโมหะครอบงำ จะหมดประสิทธิภาพในการรู้ปรมัตถธรรมทีเกิดขึ้น
*
แต่ถ้าเมื่อใด ทีจิตตัวรู้ สามารถหลุดออกจาการครอบงำของจิตพลังงานได้เมื่อใด
และเป็นการหลุดออกจากการครอบงำทีมีคุณภาพสูง กล่าวคือ
จิตตัวรู้จะมีกำลังของสัมมาสติ สัมมาสมาธิ ทีมั่นคงขึ้น หรือภาษาในการภาวนาว่า จิตตั้งมั่น
ได้เกิดขึ้นแก่จิตตัวรู้แล้ว ต่อไป ถ้าจิตตัวรู้ และ จิตพลังงานรวมตัวกันอีกด้วยเหตุที่ว่า
มีการสนใจทำงานทางโลกเกิดขึ้น จิตตัวรู้ถึงจะเข้ารวมตัวกับจิตพลังงาน แต่จะไม่ถูก
จิตพลังงานครอบงำได้อย่างเต็มที่ ดังเช่นทีเกิดกับจิตปุถุชน  
*
6 ....สติของคนเรามี 2 อย่าง  คือ
.
6.1 สติทางโลก  สติตัวนี้  มนุษย์ใช้ในกิจการทางโลก การทำงานทางโลก ถ้าคนไม่มีสติทางโลก คนจะทำงานไม่ได้  หลบภัยไม่ได้  กินอาหารไม่ได้ พูดฟังไม่รู้เรือง เมื่อสติทางโลกทำงาน  จิตพลังงานจะถูกใช้งานไปสร้างขันธ์ขึ้น แล้ว ขันธ์ทีถูกสร้างนี้ ก็จะขับดันร่างกายให้ทำงานทางโลกต่อไป
.
6.2 สติทางธรรม สติตัวนี้ ตำราจะเรียกว่า สัมมาสติ ซี่ง เมื่อสัมมาสติเกิด
จิตตัวรู้จะทำงานได้ โดยจิตตัวรู้นี้ จะไปรู้ ปรมัตถธรรมของกาย และ ใจ  
ถ้ากล่าวโดยภาษาชาวบ้าน เมื่อสัมมาสติเกิด จะเกิดการรู้ขึ้นทีเป็นการทำงานของจิตตัวรู้ 
ทีไปรู้การทำงานของตัวจิตพลังงาน การรู้เหล่านี้ได้แก่
**รู้ว่า มีการทำงานของอายตนะต่าง  ๆ  เช่น  ตาเห็นสิ่งต่างๆ  ได้ หูได้ยินเสียงได้ จมูกได้กลิ่นได้
ลิ้นรู้รสได้  ผิวกายรู้สัมผัสทีเกิดขึ้นทีผิวกายได้  เมื่อมีการนีกคิด หรือ อารมณ์ปรุงแต่ง ก็สามารถรู้ได้ว่า มีอารมณ์ปรุงแต่ง มีการนีกคิดเกิดขึ้น**
*
7..ภาพสมมุติทีอธิบายกลไกของทุกข์ทีเกิดขึ้น

ขอให้ดูจากภาพประกอบข้างบน
AA... ด้านบนซ้ายมือ จะมีรูปสี่เหลื่ยม วงกลม ทีมีตัวเลข 1 2 3 อยู่ภายใน
สิ่งต่างๆ  ทีแสดง คือ วัตถุ เรื่องราวต่าง ๆ ทีอยู่ในโลกมนุษย์ของเรา
เช่น คน สัตว์ สิ่งของ บริษัท ธุรกิจ และ อื่น ๆ อีกมาก 
คนทั่วไป จะเข้าใจในเรื่องราวนี้ได้ และพบกับสิ่งเหล่านี้ทุกวัน 
ต่อไป จะเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า โลกภายนอก
*
ฺฺBB... ภาพคล้ายก้อนเมฆ ขนาดเล็ก ทีมีอักษร A B C D E  คือ
ก้อนจิตพลังงาน ทีจะไปปรากฏในทีต่างๆ ภายในร่างกาย 
ซี่งจะอธิบายต่อไป ดังนี้
*
ฺBBA...ก้อนจิตพลังงาน A  ไปยีดติดทีโลกภายนอก  อาการนี้ เกิดในจิตปุถุชนกันทุกคน
ปกติ ในจิตปุถุชน ก้อนจิตพลังงาน A ทีไปยีดติดทีโลกภายนอกนี้ จะพา จิตตัวรู้ เกาะติดไปด้วยเสมอ 
เมื่อก้อนจิต A ทีประกอบไปด้วยจิตพลังงานและจิตตัวรู้ ไปยีดติดทีโลกภายนอก ทำให้ จิตตัวรู้  ไม่สามารถรู้อาการต่างๆ ของร่างกายและจิตใจได้ 
*
แต่ถ้า อาการนั้นจะเป็นอาการทีรุนแรง เช่น ร่างกายบาดเจ็บสาหัสจากการป่วยไข้ จากอุบัติเหตุ อย่างนี้ ตัวจิตพลังงานและจิตตัวรู้ จะเคลื่อนกลับมายึดติดทีตำแหน่งของกายทีเจ็บป่วย 
เช่น ถ้าปวดฟัน จิตก็จะมายีดติดทีฟันทีกำลังปวดอยู่  ทำให้อาการปวดคงอยู่ต่อไปเพราะตัวจิตไปยีดติดอยู่ทีนั่น
*
ฺBBB..ก้อนจิตพลังงาน B มาอยู่ที *เรือน*  (อ่านเรื่อง  https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=namasikarn&month=12-2019&date=16&group=17&gblog=182 )  ถ้าจิตมาอยู่ที่ *เรือน* จิตพลังงานจะมาสร้างความคิด และ จิตปรุงแต่งก็จะเกิดขึ้นทีเรือนนี้
*
สภาวะธรรมของปุถุชน  ปกติ ก้อนจิตจะอยู่ที A เป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากมีการทำงานทางโลกขึ้น แต่ถ้ามีเรื่องทีต้องนีกคิดเมื่อใด ก้อนจิต A จะเคลื่นตัวมาที ตำ่แหน่ง B ทันที ทำให้คนสามารถ รู้เรื่องราวต่างๆ  ทางโลกได้ รู้จักว่า นีคือ คนชื่ออะไร สัตว์เรียกว่าอะไร เป็นต้น รู้ว่า สิ่งทีได้ยินเป็นคำพูด หมายความว่าอย่างไร  รู้ว่าสิ่งทีเห็นอยู่หมายความว่าอย่างไร และอื่นๆ อีกหลายอย่างในทางโลก
*
เมื่อมีการนึกคิดอยู่ที ตำแหน่ง B ถ้าการรับรู้นี้ เกิดอาการพอใจ ไม่พอใจขึ้น ก็จะเกิดการปรุงแต่งขึ้นที ตำแหน่ง B นี้เช่นกัน  
*
แต่เพราะปุถุชน จิตตัวรู้ถูกโมหะครอบงำอยู่ ไม่มีดวงตาเห็นธรรม
จึงไม่สามารถเห็นก้อนจิตพลังงานทีทำงานอยู่ A หรือ B 
เมื่อจิตตัวรู้ ถูกจิตพลังงานครอบงำ เมื่อเกิดการปรุงแต่งขึ้น คนก็เข้าใจว่า การปรุงแต่งนั้นเป็นตัวเรา
หรือทีเรียกว่า อาการ ตัวกู ของกู เกิดขึ้น
*
BBC.. ถ้าก้อนจิตพลังงาน C อยู่ทีตำแหน่งนี้  จะเกิดการนีกคิดได้ แต่ไม่สามารถมีการปรุงแต่งได้
การทีก้อนจิตพลังงานจะมาอยู่ C ได้นี้  จะเกิดในนักปฏิบัติทีปฏิบัติสติปัฏฐานได้ดีในระดับหนี่งแล้ว
*
ฺBBD..ถ้าก้อนจิตพลังงาน D อยู่ที่ตำแหน่งนี้ จะเกิดทุกข์กายขึ้น มีอาการจุกทีลำคอ
จะเกิดในนักปฏิบัติทีปฏิบัติสติปัฏฐานได้ดีในระดับหนี่งแล้ว 
*
ฺBBE..ถ้าก้อนจิตพลังงาน E อยู่ทีตำแหน่งนี้ จะเกิดทุกข์กายขึ้น มีอาการกรดหลั่งในท้อง ทำให้ท้องอืด จะเกิดในนักปฏิบัติทีปฏิบัติสติปัฏฐานได้ดีในระดับหนี่งแล้ว
หรือ ในปุถุชน ทีเกิดความคิดแล้วมีเครียดสูง ก็จะเกิดอาการนี้เช่นกัน ทีชาวบ้านเรียกว่า ความเครียดลงกระเพาะ
*
8...อาการท้องอืดเกิดได้อย่างไร และวิธีแก้ไข
*
8.1  ปุถุชน จะไม่มีอาการท้องอืดนี้  เพราะ
ในสภาวะธรรมชองปุถุชนนั้น  ตัวจิตทั้ง 2 เวลาส่วนใหญ่จะอยุ่ 2 ตำแหน่ง
คือ ตำแหน่ง A (ดูภาพประกอบข้อ 7 )  เมื่อคนไปสนใจสิ่งต่าง  ๆ ทีโลกภายนอก
เช่น คนไปเห็นมือถือรุ่นใหม่ทีถูกใจ จิตทั้งสองก็จะไปอยู่ทีมือถือทีกำลังเห็นอยู่ เป็นต้น
ถ้าคนมีการนึกคิด ปรุงแต่งขึ้นมา เช่น เห็นมือถือร่นใหม่ สวยถูกใจ ราคาน่าคบ ก็เกิดความยินดี
ก็เกิดการนึกคิด เกิดความอยากได้เกิดขึ้น ซี่งจิตทั้งสองนี้ จะเคลื่อนมาอยู่ที่ B ทันที

สรุป ก็คือ เวลาส่วนใหญ่นั้น ตัวจิตทั้งสองทีเกาะติดกันอยู่ จะอยู่ที ตำแหน่ง A และ ฺB
อาการท้องอืดจึงไม่เกิดขึ้น
หมายเหตุ อาการท้องอืดจะเกิดขึ้น เมื่อมีจิตพลังงานอยู่ทีตำแหน่งที่ E 
*
8.2   สภาวะธรรมของนักภาวนาทีภาวนาได้ผลดีในระดับหนี่ง แล้วเกิดอาการท้องอืดขึ้น
*
เมื่อนักภาวนามาภาวนาตามสติปัฏฐาน 4 ซีงมีมรรค 8 เป็นแม่บท
เมื่อภาวนาแล้วได้ผลพอสมควร  โมหะเบาบางลง การรับรู้ธรรมของจิตตัวรู้มีประสิทธิภาพดีขึ้นกว่า
ตอนเป็นปุถุชน

สาเหตุทีทำให้เกิดอาการท้องอืดขึ้นเป็นเพราะว่า
เมื่อมีการสนใจสิ่งต่าง ๆ ทางโลก หรือ เมื่อมีการนีกคิด
จิตพลังงานไปสร้างเรือนขึ้นเพื่อทำงานทางโลก
เมื่อจิตตัวรู้ มีกำลังของสัมมาสติ สัมมาสมาธิอ่อนแอลงไป แต่ก็ไม่ถึงกับหมดพลัง
เหมือนจิตของปุถุชน 
********
ในขณะทีจิตพลังงานทำงานในทางโลกอยู่อย่างตั้งใจมาก
จิตพลังงานสร้างขันธ์ ทีเป็นส่วนประกอบของกายมากขึ้น
เพราะต้องใช้ขันธ์ในการทำงาน 
เมื่อขันธ์ถูกสร้างมากขึ้น ความเป็นกาย ก็จะปรากฏเข้มมากขึ้น
จิตตัวรู้ ทีมีกำลังของสติ และ สมาธิ อยู่บ้าง แต่จะมีกำลังอ่อน
แต่ยังสามารถรู้ *กาย*ทีเข้มมากขึ้น 

เมื่ออาการนี้เกิดขึ้น กล่าวคือ จิตตัวรู้ สร้างขันธ์มาก
จิตตัวรู้ ลงไปรู้ *กาย* แบบอ่อน ๆ 
ผลทีตามมาคือ เกิดอาการกรดหลั่งในกระเพาะอาหารขึ้น
********
เมื่อเกิดอาการกรดหลั่งนี้บ่อย ๆ  ก็จะทำให้เกิดอาการท้องอืดและป่วยเป็นโรคกระเพาะต่อไป
ถ้ายิ่งปล่อยไว้ อาการก็จะยิ่งรุนแรงมากขึ้น จนกลายเป็นป่วยหนักได้
*
สรุปสาเหตุทีทำให้เกิดอาการกรดหลั่ง ก็คือ
แต่จิตตัวรู้ได้เข้าไปรู้ทีกาย ในขณะทีคนกำลังทำงานทางโลกอยู่
ทำให้เกิดอาการกรดหลั่งขึ้น
* *********

9...วิธีแก้ไข 
*
จากข้อ 8 2 ทีได้อธิบายถึงสาเหตุทีทำให้เกิดอาการท้องอืดขึ้น 

การปฏิบัติสติปัฏฐาน เพื่อแก้อาการท้องอืด ก็ต้องไปแก้ทีเหตุ จึงจะได้ผลดีออกมา

ตัวอย่างการแก้ใขแบบที่ 1..
ถ้านักปฏิบัติ มีการทำงานทางโลก  มีการนีกคิด หน้าทีการงานทางโลกการแก้ไขก็คือ ให้สนใจสิ่งทีตนเองกำลังทำงานอยู่ให้เต็มที่
เมื่อสนใจสิ่งทีตนเองกำลังทำงาน
จิตตัวรู้ ก็จะไปรู้อยู่ทีการทำงานของเราเอง  ไม่ลงไปรู้ทีกาย
อาการกรดหลั่งก็จะหายไปได้
*
*
ตัวอย่างการแก้ไขแบบที่ 2. . ให้จิตตัวรู้ ไปรู้ความสงบของจิตแทนการรู้กาย 
ด้วยการรู้ความรู้สึกของใจทีสงบระดับฌาน
อาการของใจทีสงบระดับฌาน  นักภาวนาทีปฏิบัติมาเป็นอย่างดี วันหนี่งจะพบอาการของใจแบบนี้ได้  เมื่อพบได้แล้วรู้จักแล้ว ก็ขอให้รู้ความรู้สีกของใจทีสงบแบบนี้อยู่เนืองๆ   
เมื่อจิตตัวรู้ ไปรู้อาการของใจทีสงบระดับฌานอยู่ อันเป็นการรู้ลงไปที ตัวจิตเอง
เมื่อจิตตัวรู้ ไปรู้ทีตัวจิตเอง  ก็จะไม่ลงไปรู้ทีกาย
อาการท้องอืดก็จะไม่เกิดขึ้น
*
อาการของใจทีสงบระดับฌาน นั้นจะมีอาการดังนี้
1.. มีความสงบเงียบอยู่ภายใน ถึงแม้โลกภายนอกจะหนวกหู มีเสียงดังอย่างไร ก็ยังรู้อาการความสงบเงียบนี้ได้อยู่  2..มีลมหายใจทีละเอียด  3..ไม่มีก้อนพลังงานความคิดปรากฏอยู่ทีศรีษะ
4..จะพูดไม่ได้

*
10  ถ้าท่านนักภาวนาทียังแก้ไขหาวิธีไม่ได้  มีอาการท้องอืด ปวดท้องอยู่เสมอ
การลดอาการท้องอืด สามารถทำได้ โดยการกิน ขมิ้นชัน เพื่อแก้อาการท้องอืดไปก่อนได้
ต่อเมื่อ ท่านรู้ ท่านมีวิธีการแล้ว ท้องไม่อืดแล้ว ท่านไม่ต้องกิน ขมิ้นชัน อีก
**
บทความนี้ เป็นการภาวนาในระดับสูง บางส่วนในเนื้อหา ทีผุ้เขียนเขียนไว้นี้ อาจมีการเข้าใจผิดได้ เนื่องจาก ปัญญายังไม่มากพอ ในขณะทีเขียนเรื่องนี้
ทำให้ในขณะทีเขียนนี้ ไม่ทราบว่า ผิดพลาดอยู่  ผุ้เขียนต้องขออภัยในความผิดพลาดล่วงหน้า ทีอาจมีการผิดพลาดเกิดขึ้นในบทความนี้
*
หวังว่า บทความนี้ จะให้ประโยชน์แก่ท่านนักปฏิบัติทีพบปัญหานี้อยู่
อาจเป็นแนวทางให้ท่านใช้แก้ปัญหาของท่านได้ต่อไป
*

 



Create Date : 23 ธันวาคม 2562
Last Update : 16 กรกฎาคม 2563 8:22:22 น.
Counter : 853 Pageviews.

1 comments
พู่กันเดียว : ดอกไม้ดอกเดียวในแจกัน กะว่าก๋า
(3 ส.ค. 2563 07:08:12 น.)
สภาวะที่รู้อารมณ์คืออะไร พรหมสิทธิ์
(29 ก.ค. 2563 00:40:18 น.)
ทุกศาสนามีการลิขิตหมด พรหมสิทธิ์
(26 ก.ค. 2563 10:35:15 น.)
จับอารมณ์ : หดหู่ กลัว สงบ สมาชิกหมายเลข 5990242
(23 ก.ค. 2563 16:23:03 น.)
  
แนะนำอ่านเพิ่มเติม
เรื่อง การเกิดเป็นทุกข์
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=namasikarn&month=01-2020&date=26&group=6&gblog=62
โดย: นมสิการ วันที่: 27 มกราคม 2563 เวลา:9:31:03 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะ VIP Friend
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Namasikarn.BlogGang.com

นมสิการ
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 140 คน [?]

บทความทั้งหมด