ระหว่างเดินจงกรมและนั่งสมาธิ อย่างไหนดีกว่ากัน เพราะอะไร
บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัว เพียงฝากไว้พิจารณาเท่านั้น

*******************************************
1..ส่วนมากคนจะเข้ากันว่า การเดินจงกรม (รวมไปถีงการฝีกในอิริยาบทเคลื่อนไหว) คือ การเจริญสติ ส่วนการนั่งหลับตาขัดสมาธิ คือ การทำสมาธิ

ความเข้าใจดังกล่าว มีทั้งใช่และไม่ใช่อย่างนั้น

จะพูดเรื่อง สมาธิ ก่อน

ในสมัยก่อนพุทธกาล มีการสอนทำสมาธิกันอยู่แล้วในอินเดีย ซี่งเจ้าชายสิทธัตถะก็ไปเรียนมา
สมาธิแบบน้้น ผมจะเรียกว่า สมาธิแบบฤาษี ซี่งเป็น มิจฉาสมาธิ ซี่งหมายความว่า ทำสมาธิแบบนี้ ไม่อาจทำให้พ้นทุกข์ได้ แต่ก็ยังมีคนไทยเป็นส่วนมาก มักเข้าใจว่า สมาธิฤาษ๊ทีเป็นมิจฉาสมาธินั้นเพราะไม่มีวิปัสสนา เพียงทำสมาธิฤาษี แล้วไปทำวิปัสสนาก็พ้นทุกข์ได้แล้ว ซี่งความเข้าใจแบบนี้ ก็ไม่ตรงอีกเช่นกัน

สมาธิแบบฤาษี ใครทีฝีก ไม่มีวันทำวิปัสสนาต่อยอดได้เลย ไม่มีทาง ไม่มีทางครับ
ทำไมถีงไม่ได้ ผมจะเขียนต่อไป

เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะไปเรียนสมาธิฤาษีมาแล้ว พระองค์ทรงปัญญาก็ทรงรู้ว่า สมาธิแบบนี้ ไม่ใช่สิ่งทีพระองค์กำลังตามหาอยู่ แล้วพระองค์ก็จากสำนักฤาษีไป แล้วต่อมา พระองค์ก็ทรงค้นพบสมาธิอีกแบบหนี่ง ทีมีการตั้งชื่อเรียกว่า สัมมาสมาธิ ซึ่งเป็นสมาธิทีทำให้นักปฏิบัติสามารถหลุดพ้นไปจากกองทุกข์ได้

ซี่งสัมมาสมาธิทีพระพุทธองค์ทรงประกาศไว้ สามารถปฏิบัติได้ทุกอิริยาบท ยืน เดิน นั่้ง นอน ทำกิจกรรมอะไรก็ทำได้หมด ซ๊่งผิดกับสมาธิแบบฤาษีหรือมิจฉาสมาธิ ทีต้องใช้การนั่งเป็นหลัก โดยทีอิริยาบทอื่น ทำสมาธิแบบฤาษีได้ยากมากหรือทำไม่ได้เลยโดยเฉพาะการเดิน จะทำไม่ได้เลย

ดังนั้น สัมมาสมาธิ นั้นจะใช้อิริยาบทใดก็ได้ ส่วนใครจะเรียกว่า การเดินจงกรมคือการเจริญสติ
นั่นเป็นเพียงชื่อเรียกทีไม่เหมือนกันเท่านั้น ส่วนเนื้อแท้แล้ว การเดินจงกรม ถ้าปฏิบัติได้ถูก ก็เป็นการทำสัมมาสมาธิเช่นกัน

2..ทำไมสมาธิแบบฤาษี หรือ มิจฉาสมาธิ จึงไม่อาจต่อยอดสู่วิปัสสนาได้เลย

ก่อนอื่น ขอให้ทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่าง สัมมาสมาธิและมิจฉาสมาธิก่อน
ขอให้อ่านเรื่องได้ที //www.bloggang.com/viewdiary.php?id=namasikarn&month=07-2010&date=02&group=8&gblog=53

มิจฉาสมาธินั้น การฝีกฝน จิตจะจับยีดติดแนบชิดกับสิ่งทีจิตไปรู้เข้า ซ๊่งแบบนี้ จิตใช้กำลังของตัณหาในการยีดติด ส่วนสัมมาสมาธินั้น จิตแยกห่างจากสิ่งที่ไปรู้เข้า นี่คือความต่างกันของสมาธิทั้ง 2 แบบ

มิจฉาสมาธินั้น เมื่อฝีกให้จิตยีดติดด้วยตัณหาอยู่เนืองๆ ตัณหาก็ยิ่งเหนียวแน่นติดแน่นในจิต
จิตจึงไม่อาจเห็นสภาวะธรรมทีเกิดขึ้นได้จริงเพราะการยีดติดนี้ ส่วนสัมมาสมาธิ จิตแยกห่างออกมา ทำให้จิตสามารถเห็นสภาวะธรรมทีเกิดขึ้นได้จริง นีคือสาเหตุทีมิจฉาสมาธิไม่อาจย่อยอดสู่วิปัสสนาได้ เพราะการฝีกฝนนั้นไม่เกือหนุนให้จิตลดละตัณหา แต่กลับฝีกให้จิตยีดติดมากยิ่งๆ ขึ้นไปอันเป็นการเพิ่มตัณหาให้มากขึ้นไปอีก

ท่านนักภาวนาครับ..ในพระไตรปิฏกได้เขียนไว้ว่า ถ้าใครเจริญสติปัฏฐานอยู่เสมอ อย่างช้า 7 ปีจักเป็นพระอรหันต์หรือไม่ก็อย่างน้อยก็พระอนาคามี ท่านลองพิจารณาตัวท่านเองครังว่า ท่านภาวนาไปกี่ปีแล้ว มีวี่แววอย่างทีกล่าวไว้ในพระไตรปิฏกหรือไม่ นอกจากท่านจะไม่เชื่อในพระไตรปิฏกว่าเป็นจริง ก็เป็นอีกเรื่องหนี่ง แต่ถ้าท่านเชื่อในพระไตรปิฏก ท่านลองพิจารณาสมาธิทีท่านฝีกอยู่ครับว่า มันคือ มิจฉาสมาธิหรือสัมมาสมาธิกันแน่ ..

3..เดินจงกรมไม่ดีใช่ใหม เพราะเข้าฌานไม่ได้ด้วยการเดินจงกรม

ท่านทีเข้าใจแบบนั้น บอกได้ครับว่าท่านเข้าใจผิด
ถ้าท่านทำสมาธิแบบฤาษี ครับจะเป็นแบบนั้นทีท่านเข้าใจ
แต่ถ้าท่านทำสัมมาสมาธิ การเดินจงกรมสมารถเข้าได้ถีงฌาน 4 ได้เช่นกัน

ในพระไตรปิฏก ได้เขียนอานิสงค์การเดินจงกรมไว้ว่า ทำให้สมาธิตั้งอยู่ได้นาน
ไม่น่าเชื่อใช่ใหม ตำราไม่ผิดครับ ขอให้ท่านฝีกให้ตรงแล้วพิสูจน์ตำราด้วยตนเองครับ

การทำสมาธิด้วยการเดินจงกรม ไม่ต่างอะไรจากการนั่งสมาธิ
ถ้านักภาวนาเข้าใจสัมมาสมาธิไม่ผิดเพี้ยน



4..ท่านั่งสมาธิ (แบบสัมมาสมาธิ) ดีกว่าการเดินจงกรมอย่างไร

ข้อดีของการนั่งสมาธิทีดีกว่าการเดินคือ คือ จิตเข้าไปรู้ในจิตล้วน ๆ ได้ง่ายกว่าแบบเดินจงกรม
แต่แบบเดินจงกรมก็ทำได้เหมือนกัน แต่จะยากกว่า

เรื่องนี้ ผมจะอธิบายเพิ่มเติมให้ดังนี้

ในคนทั่วๆ ไปจิตจะรู้สิ่งต่างๆ ได้โดยสามารถแบ่งใหญ่ ๆ ได้ 2 อย่างคือ

4.1 เรื่องภายนอกจิต เช่น เรื่องราวต่างๆ ทางโลกที่ทุก ๆ คนรับรู้กันอยู่แล้วในปัจจุบัน การทำมาหากิน เรื่องครอบครัว เรื่องการงาน เรื่องร่างกาย การเจ็บป่วย อารมณ์เกลียด โกรธ และ อื่นๆ อีกสารพัด

4.2 เรื่องภายในจิตเอง ซี่งไม่มีอะไรเลย นอกจากตัวจิตล้วน ๆ ที่เป็นการรู้การทำงานของอายตนะ แต่ยังไม่มีการปรุงแต่งของจิตเกิดขึ้น และ เป็นความว่างเปล่าเองของตัวจิต

5..ถ้านั่งสมาธิดีในการรู้ในข้อ 4.2 ก็นั่งสมาธิอย่างเดียวก็ได้ซิ ไม่ต้องเดินจงกรม

เรื่องนี้ ต้องแยกก่อนครับว่า ท่านทีต้องการข้อ 4.2 ท่านผ่านด่านข้อ 4.1 มาหรือยัง
คนทีไม่ผ่านด่าน 4.1 ไม่มีวันเข้าถีง 4.2 ได้เลย

ข้อ 4.1 นั้นสิ่งทีดีสำหรับการผ่านด่านคือ การฝีกโดยเดินจงกรมครับ ฝีกให้มากในการเดิน
จะทำให้เกิดปัญญาการไม่ยีดติดใน 4.1 ต่อเมื่อท่านผ่านด่าน 4.1 มาได้แล้วอย่างโชกโชน จนจิตไม่ยีดติดกับอาการใด ๆ ใน 4.1 ได้แล้ว นั่นแหละ ท่านจะไป 4.2 ได้ ซ๊่ง 4.2 นี้ จะฝีกแบบนั่งหรือแบบเดินก็ได้เช่นกัน แต่ถ้าท่านเข้าใจใน 4.2 ได้แล้ว และท่านต้องการไปที 4.2 ท่านจะนั่งก็ไม่มีปัญหา ท่านจะเดินก็ไม่มีปัญหาเช่นกัน แต่น่านั่งจะทำได้ง่ายกว่าเดินเท่านั้นเอง

6..บทสรุป

การเดินจงกรมและการนั่งสมาธิ ทั้ง 2 วิธีไม่ต่างกันในสัมมาสมาธิ
ไม่มีอะไรเด่นกว่าอีกอย่างหนี่ง
แต่ถ้าต้องการข้อ 4.2 การนั่งจะทำได้ง่ายกว่าการเดินครับ





Create Date : 01 สิงหาคม 2557
Last Update : 1 สิงหาคม 2557 10:53:11 น.
Counter : 2877 Pageviews.

0 comments
สภาวะที่รู้อารมณ์คืออะไร พรหมสิทธิ์
(29 ก.ค. 2563 00:40:18 น.)
ONE PEN : เห็นผิด กะว่าก๋า
(26 ก.ค. 2563 08:41:39 น.)
ONE PEN : ธรรม กะว่าก๋า
(23 ก.ค. 2563 06:27:16 น.)
ONE PEN : ตนเตือนตน กะว่าก๋า
(22 ก.ค. 2563 07:13:24 น.)
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะ VIP Friend
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Namasikarn.BlogGang.com

นมสิการ
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 140 คน [?]

บทความทั้งหมด