รู้ หรือว่า เห็น ในวิปัสสนา
ในตำราพระไตรปิฏก จะเขียนไว้ว่า .รู้.
สำหรับครูบาอาจารย์ บ้างก็พูดว่า รู้ บ้างก็พูดว่า เห็น
แล้วอย่างไรจีงจะถูกระหว่าง รู้ และ เห็น

ถ้าตอบสั้น ๆ ก็คือถูกทั้งคู่ แต่จะให้เป็น รู้ หรือว่า ให้เป็น เห็น ขึ้นอยู่กับสภาวะของผู้ภาวนาครับ

1..ก่อนทีจะไปถีงเรื่อง รู้ หรือว่า เห็น สมควรทำความเข้าใจในขบวนการของวิปัสสนาก่อนครับว่า ขบวนการวิปัสสนาเกิดได้อย่างไร เพราะมีมากเหลือเกินทีพูดว่า ให้พิจารณาธรรมนั้นคือวิปัสสนา ซี่งคำพูดแบบนี้ มันกำกวมมาก และ คนส่วนมากทีเข้าใจภาษาไทยแล้ว ถ้าพูดว่า พิจารณา คือ การนำสิ่งใดสิ่งหนี่งขึ้นมาดู ขึ้นมาคิดหาเหตุผล แยกแยะรายละเอียด

ถ้าทำอย่างที่เข้าใจในภาษาไทย นั้นไม่ใช่วิปัสสนาครับ แต่เป็นเพียงจินตมยปัญญา การคิดเอาเอง ไม่ใช่การรู้แจ้งเห็นจริงของวิปัสสนา มีภาษาล้อกันว่า ถ้าทำแบบนี้ คือการทำ วิปัสนานึก

ขบวนของวิปัสสนานั้น จะเกิดเมื่อจิตไม่มีความคิด จิตตั้งมั่นอยู่ในฐาน แล้วจิตไปเห็นสภาวะธรรมทีเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ นี่คือ วิปัสสนา

ถ้าถามว่า แล้วสภาวะธรรมทีจิตไปเห็นเป็นอะไรในสติปัฏฐาน 4 ระหว่าง กาย เวทนา จิต ธรรม
คำตอบก็คือ สภาวะธรรมทีเกิดนั้นบังคับไม่ได้ว่าจะให้จิตเห็นอะไร สิ่งใดทีจิตเห็นเองด้วยธรรมชาติจะบังคับไม่ได้เลย ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นในกาย เวทนา จิต ธรรม แล้วจิตไปเห็นได้เอง ใช้ได้ทั้งหมดครับ

2..เมื่อเข้าใจสภาวะของวิปัสสนาแล้ว ต่อไป ก็คือ การรู้ และ การเห็น

เมื่อนักภาวนาฝีกฝนการเจริญอริยมรรคมีองค์ 8 ไปพอสมควร จิตจะตั้งมั่นแล้วเกิดขบวนการของวิปัสสนาได้

ใหม่ๆ นั้น จิตยังไม่ชำนาญ จะเป็นการ *เห็น* เพราะ *มีจิต*ที่ไป *จ้องเห็น* สภาวะธรรมทีเกิดนั้น ซ๊่งเมื่อเกิดการเห็น จะเป็นเหมือนว่า จิตเป็นผู้เห็น สภาวะธรรม นั้น

แต่ถ้านักภาวนาชำนาญมากขึ้น ตัณหาทีหุ้มห่อจิตเบาบางลงไปมาก วิปัสสนานั้นจะเกิดเป็นการ *รู้ * สภาวะธรรม ไม่ใช่การเห็น เพราะจิตมีความชำนาญ จิตไม่มีการจ้องสภาวะธรรมอีก จึงเป็นการ รู้ ขึ้น

>>> สรุปก็คือ ถ้ามีจิตไปจ้อง จะเป็นการเห็น ถ้าไม่มีการจ้องของจิต จะเป็นการรู้

3...ผมจะยกตัวอย่าง รู้ และ เห็น ซี่งพอจะใช้ได้ แต่ไม่เหมือนทีเดียวนัก

สมมุติว่า ท่านเดินอยู่ในบ้านไม้เก่า ท่านไม่ได้ใส่รองเท้า เผอิญมีตะปู 1 ตัวมันโผล่มาบนไม้ ท่านไม่รู้ ท่านก็เดินไปเหยียบตะปูเข้า วินาทีแรกทีท่านเหยียบตะปู ท่านจะรู้สีกเจ็บแป๊บทันทีอย่างรวดเร็ว นี่คือ **การรู้** ได้เกิดขึ้นแล้ว ท่านไม่ได้มองเท้าด้วยซ้ำไป แต่ท่านรู้ได้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นแล้ว พอการรู้ผ่านไป ท่านก้มลงไปมองทีเท้า นั่นคือ *การเห็น* แต่เป็นการเห็นด้วยตาเนื้อ ซี่งจะต่างจากวิปัสสนาทีว่า การเห็นนั้นต้องเห็นด้วยจิตเท่านั้น

จากตัวอย่างทีให้ไว้ข้างบน ถ้าท่านนักภาวนาทำอสุภกรรมฐาน ใช้ตาเนื้อไปมองซากศพ แล้วคิดพิจารณาว่า มันน่าเกลียด ไม่น่าดู อย่างนี้จะเป็นการเห็นด้วยตาเนื้อและใช้ความคิดเอาเองว่า น่าเกลียด จึงไม่ใช่วิปัสสนาแต่อย่างใด



Create Date : 02 สิงหาคม 2557
Last Update : 2 สิงหาคม 2557 13:42:42 น.
Counter : 1953 Pageviews.

0 comments
มาฆะบูชา ประกาศหัวใจพุทธศาสนา พรหมสิทธิ์
(2 ส.ค. 2563 01:02:59 น.)
พู่กันเดียว : จบที่จิต จบที่ใจ กะว่าก๋า
(2 ส.ค. 2563 06:44:49 น.)
ทุกศาสนามีการลิขิตหมด พรหมสิทธิ์
(26 ก.ค. 2563 10:35:15 น.)
ONE PEN : ธรรม กะว่าก๋า
(23 ก.ค. 2563 06:27:16 น.)
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะ VIP Friend
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Namasikarn.BlogGang.com

นมสิการ
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 140 คน [?]

บทความทั้งหมด