happy memories
Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2557
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
21 สิงหาคม 2557
 
All Blogs
 
เสพงานศิลป์ ๑๓๓




ภาพจากเวบ deviantart.com





"ฉันได้จากโลกนี้ไปแล้วโดยไม่เสียใจ

เพราะฉันได้อุทิศชีวิตของฉันให้กับ

บางสิ่งที่เป็นประโยชน์

ในฐานะเป็นผู้รับใช้ที่ต่ำต้อย

ในงานศิลปของฉัน

ชีวิตนั้นสั้น....แต่ศิลปะยืนยาว


ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี





Romance - Yuhki Kuramoto











ปราสาทเมืองสิงห์ อุทยานประวัติศาสตร์แห่งแรก


ในจารึกของขอมได้ระบุชื่อ ศรีชัยสิงห์บุรี ไว้ ซึ่งไม่สามารถรู้ว่าอยู่ที่ใด แต่เมื่อมีการพบโบราณสถานบนฝั่งแม่น้ำแควน้อย จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ ด้วยเป็นปราสาทขอมหนึ่งเดียวที่ตั้งขึ้นในภาคตะวันตกที่เข้าใจว่าคือ ปราสาทขอมที่พบใหม่แห่งนี้คือ ศรีชัยสิงห์บุรีที่เรารู้จักกันในนามปราสาทเมืองสิงห์ อาทิตย์นี้ ได้เดินตามรอย หาภูมิสถานของ ศรีชัยสิงห์บุรี ไปที่ตำบลไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี กับ นายเอนก สีหมาตย์ อธิบดีกรมศิลปากรและคณะ ที่มีโครงการทดลองปลูกป่ารักเพื่ออนุรักษ์ภูมิปัญญาไทย อันเนื่องมาจากพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีในโครงการศึกษายางรักเพื่อการอนุรักษ์ไว้ในแผ่นดิน ซึ่งได้ทดลองปลูกขึ้นเป็นแห่งแรกใน๕แห่ง





ปรางค์ประธานของเมืองศรีวิชัยสิงห์บุรี



ปราสาทเมืองสิงห์แห่งนี้ตั้งอยู่ทางทิศเหนือในตำบลสิงห์ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ที่ล้อมรอบด้วยทิวเขาเป็นแนวยาว ลักษณะเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า คือแม่น้ำแควน้อยไหลผ่านด้านทิศใต้ ทำให้พื้นที่ด้านนี้ขยายออกไปตามแนวแม่น้ำ สำหรับด้านทิศตะวันออก ทิศตะวันตก และทิศเหนือ แนวกำแพงต่อกันเป็นรูปสี่เหลี่ยม รอบนอกกำแพงจะเป็นคูคันดินล้อมรอบอยู่ โดยเฉพาะด้านตะวันตกปรากฏซากคันดินอยู่ถึง๗ ชั้น กำแพงและประตู คูคันดินนี้จะล้อมรอบกลุ่มโบราณสถานสำคัญ ซึ่งประกอบด้วยโบราณสถานหมายเลข๑-๔ ส่วนกว้างของเมืองนั้นยาวประมาณ ๘๕๐ เมตร มีประตูเข้าออก ๔ ด้าน กำแพงเมืองก่อด้วยศิลาแลงสูงประมาณ ๗ เมตร มีคูน้ำคันดินล้อมรอบ ภายในเมืองมีสระน้ำ ๖ สระ และสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ





นางปรัชญาบารมิตา



ปราสาทเมืองสิงห์แห่งนี้น่าจะถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นศาสนสถานในพุทธศาสนา นิกายมหายาน จากการขุดตกแต่งของกรมศิลปากรที่ดำเนินการค่อยทำค่อยไปมาตั้งแต่ พ.ศ ๒๔๗๘ นั้นทำให้พบว่าเป็นโบราณสถานขนาดใหญ่ที่มีสถาปัตยกรรมและปฏิมากรรม คล้ายคลึงกับปราสาทในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่๗ (พ.ศ.๑๗๒๐-๑๗๘๐) กษัตริย์ผู้เป็นนักสร้างปราสาทแห่งขอม จึงได้เริ่มบุกเบิกกันกันอย่างจริงจังเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๗ จนสามารถจัดตั้งเป็นอุทยานประวัติศาสตร์เมื่อ พ.ศ.๒๕๓๐ ปราสาทเมืองสิงห์นี้ได้พบศิลปกรรมที่สำคัญยิ่ง คือ พระพุทธรูปนาคปรก พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร และ นางปรัชญาปารมิแล้ว ยังพบรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเปล่งรัศมีอีกองค์หนึ่ง รูปลักษณ์คล้ายกับที่พบในกัมพูชา ปัจจุบันพระรูปโพธิสัตว์นี้กรม ศิลปากรได้นำไปเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร





พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร



ศิลาจารึกปราสาทพระขรรค์ เมืองพระนคร ประเทศกัมพูชา ซึ่งจารึกโดย พระวีรกุมาร พระราชโอรสของพระเจ้าชัยวรมันที่๗ ได้ข้อความสรรเสริญความกล้าหาญและการบุญกุศลของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ และมีตอนหนึ่งกล่าวถึงชื่อเมืองต่างๆ ๒๓ แห่ง ว่าเป็นที่ประดิษฐานพระชัยพุทธมหานาถ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปฉลองพระองค์พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ซึ่งน่าจะเกี่ยวข้องกับเมืองสิงห์และบริเวณใกล้เคียงโดยเฉพาะได้ระบุชื่อเมือง ๖ เมือง ได้แก่ ลโวทยะปุระ สุวรรณปุระ ศัมพูกปัฏฏนะ ศรีราชบุรี ศรีชัยสิงหบุรี และชัยวัชรบุรี ซึ่งเป็นเมืองอยู่ในภาคกลางไทย กล่าวคือ เมืองลโวทยปุระคือเมืองละโว้หรือลพบุรี สุวรรณปุระคือเมืองสุพรรณบุรี ชัยราชบุรีคือเมืองราชบุรี ชัยวัชรบุรีคือเมืองเพชรบุรี และเมืองศรีชัยสิงหบุรีก็คือเมืองสิงห์ที่ตั้งปราสาทเมืองสิงห์ในจังหวัดกาญจนบุรีแห่งนี้





พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร



รูปแบบปราสาทขอมที่พบในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยานั้นแม้จะตรงข้ามกับบรรดาปราสาทที่พบตามเส้นทางคมนาคมจากละโว้ไปยังเพชรบุรีและปราสาทเมืองสิงห์ ซึ่งแต่ละแห่งนั้นรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป แม้จะมีความคล้ายคลึงในรูปเคารพพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรและนางปรัชญาปารมิตา ก็ชี้ให้เห็นว่าน่าจะแพร่หลายมาจากเมืองละโว้ และพระโพธิสัตว์บางองค์นั้นก็น่าจะนำมาจากเมืองพระนคร ที่ทำให้ไม่ปฏิเสธความสัมพันธ์ทั้งสังคมและวัฒนธรรมระหว่างละโว้กับเมืองพระนครในกัมพูชาได้เลย ในสมัยรัชกาลที่๑นั้นเมืองสิงห์ได้มีฐานะเป็นเมืองหน้าด่าน ต่อมาสมัยรัชกาลที่ ๔ โปรดให้เจ้าเมืองสิงห์เป็น พระสมิงสิงห์บุรินทร์ จนเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นมณฑลเทศาภิบาลเมืองสิงห์จึงถูบยุบให้เหลือเป็นเพียงตำบลหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรีเท่านั้น ปราสาทเมืองสิงห์เป็นอุทยานประวัติศาสตร์แห่งแรกของไทยทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ ๓เมษายน พ.ศ.๒๕๓๐ โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานในพิธี ปัจจุบันปราสาทเมืองสิงห์ได้รับการพัฒนาและขุดค้นบูรณะตกแต่งให้มีความสง่างามสมกับเคยเป็นเมืองสำคัญในอดีตมาก่อน





ปรางค์ประธานเมืองศรีวิชัยสิงหบุรี





ปรางค์ประธานเมืองสิงห์





แม่น้ำน้อยหน้าเมืองสิงห์





กำแพงเมืองสิงห์





ขุดตรวจแนวกำแพง๗ชั้้น





อธิบดีกรมศิลปากรและคณะหน้าประตูเมืองสิงห์



ภาพและข้อมูลจากเวบ
naewna.com














ร้อยนิทรรศน์ยลรัตนโกสินทร์ ชุด สินในน้ำ


กว่า ๒oo ปีแห่งความรุ่งเรือง “รัตนโกสินทร์” ไม่เคยหลับใหล กาลเวลาที่เปลี่ยนไปสั่งสมอารยธรรมทรงคุณค่ามากเหลือ ความงดงามดังปรากฏนี้จุดประกายให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ผุดไอเดียรื่นรมย์สานต่อแนวคิดฟื้นฟูอารยธรรมแห่งรัตนโกสินทร์ศกสู่ชาวไทยและชาวโลก ด้วย ๗ มหากิจกรรมวัฒนธรรมที่ดึงเอกลักษณ์ความเป็นรัตนโกสินทร์ ทั้งด้านข้อมูล ศิลปกรรมการนำเสนอสุดวิจิตรบรรจง สะท้อนความงาม วิถีชีวิต และภูมิปัญญาจากอดีตสู่ปัจจุบัน


ใกล้รูดม่านเปิดฉากอย่างวิจิตรอลังการเต็มที จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา เจ้าสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ในฐานะพ่องานใหญ่ เล่าขานที่มาของการจัดงานว่า หลังจากที่เปิดตัวอาคารนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ไปเมื่อต้นปีแล้วนั้น จึงได้ร่วมมือกับผู้ชำนาญการด้านการนำเสนอมรดกคุณค่าแห่งวัฒนธรรม จัดนิทรรศการหมุนเวียน และกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่สมบูรณ์แบบที่สุด ทั้งหมดรวมอยู่ใน “ร้อยนิทรรศน์ยลรัตนโกสินทร์”


“นิทรรศน์รัตนโกสินทร์จะเป็นมรดกแห่งคนไทย ให้ตระหนักถึงอารยธรรมของชาติที่หล่อหลอมจากภูมิปัญญา คุณค่าการดำรงชีวิต ความศิวิไลซ์ และค่านิยมอันงดงามของคนไทย เชื่อว่าจะช่วยปลุกรัตนโกสินทร์ให้มีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น ผู้เข้าร่วมชมจะอิ่มเอมไปกับเนื้อหาและความวิจิตรอย่างไม่เคยมีมาก่อน” พ่องาน กล่าว






การนำเสนอคุณค่าแห่งรัตนโกสินทร์ด้วยรูปแบบบูรณาการทั้งส่วนของนิทรรศการหมุนเวียนภายในและภายนอก ตลอดจนกิจกรรมการมีส่วนร่วมของประชาชน ถือเป็นกิจกรรมที่มีรายละเอียดค่อนข้างมาก เสริมคุณ คุณาวงศ์ นายใหญ่ ซีเอ็มอีเวนท์ ซีเอ็มโอกรุ๊ป ในฐานะผู้ดูแลการผลิตทั้งหมด ยอมรับว่างานนี้ไม่ง่ายต้องมีการศึกษาค้นคว้าข้อมูลย้อนหลังไปตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ ทั้งในส่วนของต้นกำเนิดทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญา การดำรงชีวิต และที่สำคัญคือพระราชกรณียกิจอันสำคัญยิ่งของกษัตริย์และราชวงศ์ในทุกรัชกาล ทำให้ตระหนักได้ว่า ความยากของการทำงานชิ้นนี้มิใช่เพียงข้อมูลทางวัฒนธรรมรัตนโกสินทร์จำนวนมาก หากเป็นการเฟ้นหาคุณค่าความงามอันแท้จริงเพื่อนำเสนอให้ชาวไทยได้รับรู้ ซึ่งมากมายหลายอย่างชาวไทยได้ละทิ้งไปกับอดีต






กิจกรรมร้อยนิทรรศน์รัตนโกสินทร์จะจัดให้มีขึ้นทั้งหมด ๗ กิจกรรม หมุนเวียนตลอด ๗ เดือน ตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีนี้ไปจนถึงกุมภาพันธ์ปีหน้า โดยเนื้อหาที่เลือกมานำเสนอในแต่ละเดือนได้เฟ้นจากช่วงเวลาสำคัญ ๆ และกิจกรรมแห่งความทรงจำของพสกนิกรชาวไทยตลอดแห่งการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งในเดือนสิงหาคมเปิดฉากด้วยกิจกรรมเทิดพระเกียรติ ชุด “พระคู่พระบารมี” เพื่อแสดงถึงพระจริยวัตรทุกกรณียกิจ และพระอัจฉริยภาพของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในฐานะพระคู่พระบารมีใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
ตื่นตากับกิจกรรมกลางแจ้งบริเวณพื้นที่ลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ อาทิ นิทรรศการสวนดอกไม้เฉลิมพระเกียรติกลางแจ้ง ส่งตรงจากโครงการหลวง และออกแบบอย่างพิถีพิถันจากนักจัดดอกไม้ชั้นนำ โดยไฮไลท์สำคัญคือประชาชนจะได้เพลิดเพลินกับการมีส่วนร่วม กับการสาธิตทำบุหงารำไป ร้อยดอกไม้สด เครื่องแขวนจากพรรณไม้ทรงคุณค่าอย่างดอกควีนสิริกิติ์ ดอกดอนญ่าควีนสิริกิติ์ และแคทลียาควีนสิริกิติ์ เป็นต้น






นอกจากนี้ภายในอาคารนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ยังมีนิทรรศการหมุนเวียน ด้วยการนำเสนอทั้งส่วนของสายใยรัก สายใยความผูกพัน และส่วนของผลงานชิ้นเอกกว่า ๑๒ ชิ้น จากโครงการส่งเสริมศิลปาชีพบางไทร


ส่วนกิจกรรมไฮไลท์ในเดือนอื่น ๆ อย่างเดือนกันยายน จัดในชื่อ “เรืองรองราชนัดดา หนึ่งในหล้าโลหะปราสาท” จะมีนิทรรศการแสดงประวัติและความสำคัญทางศิลปะ สถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์ของโลหะปราสาท ๑ ใน ๓ ของโลก ส่วนเดือน ตุลาคม จัดกิจกรรมชุด “พระบารมีล้นเกล้า พระพุทธเจ้าหลวง” เนื่องในโอกาสครบ ๑oo ปี แห่งการสวรรคตพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) ตื่นตากับนิทรรศการภาพพระราชกรณียกิจของ สมเด็จพระปิยมหาราช พร้อมร่วมเดินทางย้อนอดีตกับละครดำดำบรรพ์ที่หาชมได้ยาก






ฤดูกาลหอบลมหนาวมาเยือน ต้อนรับเดือน พฤศจิกายน กับ “เทศกาลดนตรีแห่งรัชกาลที่ ๙” รวบรวมทุกวง ทุกแนว ตั้งแต่ทศวรรษ ๕o จนถึงปัจจุบัน ให้คนรุ่นปู่ รุ่นลูก และรุ่นหลานได้สนุกสนานร่วมกัน เข้าสู่ ธันวาคม เดือนแห่งความรื่นรมย์ กับงานเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๕ ธันวามหาราช “มหาจักรี นฤบดินทร์” นอกจากนิทรรศการพระราชกรณียกิจและพระอัจฉริยภาพแล้ว ยังมีการประดับไฟเฉลิมพระเกียรติงดงามสว่างไสวประกอบน้ำพุดนตรีอีกด้วย


เริ่มต้นปีใหม่เทศกาลแห่งความสุข เดือน มกราคม กับ “กาลครั้งหนึ่ง...สยามสมัย” ตอน “อารยะแห่งสยามสมัย” ผ่านนิทรรศการและละครร้อง, เด็กแนว บางกอก และมหรสพอื่น ๆ และกิจกรรมท้ายสุดในเดือนแห่งความรัก กุมภาพันธ์ กับ “เทศกาลหนังกลางแปลง” แสงและเงาสู่ภาพยนตร์ ตำนานมหรสพแบบไทยที่เคียงคู่กับวิถีไทย ไม่ว่าจะเป็นหนังเงียบ หนังล้อมผ้า หนังขายยา หนังเร่ และหนังพากย์สด


หอบลูกจูงหลานร่วมซึมซับคุณค่าร้อยนิทรรศน์ยลรัตนโกสินทร์ได้ตั้งแต่ ๑๑ สิงหาคมนี้เป็นต้นไป ภายในอาคารนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ ถนนราชดำเนินกลาง วันอังคาร-ศุกร์ เวลา ๑๑.oo-๒o.oo น. เสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา ๑o.oo-๒o.oo น. และบริเวณลานพลับพลาเจษฎาบดินทร์ หน้าวัดราชนัดดา ตั้งแต่เวลา ๑๗.oo-๒o.oo น. สอบถามเพิ่มเติมโทร.o-๒๕๕๙-o๕o๕



ภาพและข้อมูลจากเวบ
komchadluek.net














เพลงพลบ ของ เทพย์ สิทธานี กวีวณิพก
โดย ศักดิ์สิริ มีสมสืบ


เมื่อต้นเดือนสิงหาคม ผมได้ไปร่วมเป็นวิทยากรในโครงการ "ศรียารักษ์ภาษาไทย" "เพาะเมล็ดอักษราศรียานุสรณ์" ที่โรงเรียนศรียานุสรณ์ อ.เมือง จันทบุรี โรงเรียนมัธยมศึกษาที่ ชมัยภร แสงกระจ่าง เคยเรียนในวัยเยาว์


หัวข้อมหัศจรรย์แห่งการอ่าน ผู้อภิปรายมี ๔ คน คือเรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์ ประชาคม ลุนาชัย ชมัยภร แสงกระจ่างและ ศักดิ์สิริ มีสมสืบ


นักเรียนกว่าร้อย ทุกคนเข้ารับความรู้จากวิทยากร ๔ คน ๔ ฐาน นวนิยาย สารคดี เรื่องสั้น และบทกวี


สามวันที่ผมร่วมเป็นวิทยากร นอกจากได้พบเด็ก ๆ คุณครู เจ้าภาพใจดียังพาเที่ยวพากิน อาหารเฉพาะถิ่นจันทบุรี


แกงมัสมั่นไก่ทุเรียน ตำทุเรียน ยำมังคุด แกงหมูชะมวง วันสุดท้ายมื้อกลางวันได้กินก๋วยเตี๋ยวหมูเลียง และยังมีโอกาสได้พบ เทพย์ สิทธานี กวีวณิพก ฉายานี้ได้มาจากการที่เขาเป็นกวีที่มี่ความสามารถในการขับขานเพลงขอทาน ซึ่งเขานับเป็น"ศิษย์มีครู" ครูของเขาคือ พ่อหวังเต๊ะ และครูประทีป หนองปลาหมอ


เขาทราบว่าเรามาเยือนจันทบุรีเขาจึงมาหามาเจอเหมือนเช่นทุกครั้ง ครั่งนี้เขามีหนังสือมาฝาก" กวีนิพนธ์ร่วมสมัย เพลงพลบ" จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ศรีปัญญา จำกัด


เพลงพลบ เป็นบทกวีที่เขียนขึ้นต่างกรรมต่างวาระนำมารวมไว้ด้วยกัน โดยใช้ภาพถ่ายในกาละที่เขาได้เดินทางท่องเที่ยวชม "มาชูปิกชู" ศาสนสถานของชาวอินคา ที่ประเทศเปรูเป็นภาพประกอบ ซึ่งทำให้เขวไขวจากเนื้อหาไปบ้าง


"นับปีเดือน เลื่อนผันวันต่อวัน ผ่านพบเรื่องเอนกอนันต์อันหลากหลาย.........เขียนกลอนตลาดขายชาตินี้ ราคาเยา เท่าที่มีซื้อได้ พอประทังชีวิตลิขิตใจ ความมุ่งมาดปรารถนาให้ได้สมปอง..........โลกเป็นไปเปลี่ยนแปลงทุกแห่งหน ทุกขณะนับวน คนก็เปลี่ยน.....................ธรรมดาชีวิต .. ใดจีรัง..ม่านมายา..ฟ้าฝน..เมฆ ต้นไม้ นก..ศิลปินในใจ..กูกวี..กวีที่รัก ..ดนตรีไทยที่รัก..ปากกาชีวิต..มายาชีวิต..เกิดมาเขียน..เขียนมนุษย์..เขียนหล่อเลี้ยงหัวใจตนเอง..คุกชีวิต..ดนตรีแห่งชีวิต..ลมหนาวแห่งความเกลียดชัง..แบบฝึกหัดชีวิต..ต้นฉบับชีวิต..หนาวใจ..แด่นักอ่านคนสุดท้าย..ตกหลุมรักนักอ่าน..ทะเลเห่ใจ..เขานอก นกไพร .....และเพลงพลบ..


"อาทิตย์อัสดงลงแล้ว ลับแนวโพ้นสมุทรสุดเหงา แดงเหลืองเรืองส้มอมเทา ชมพูฟ้าเฝ้าเงาแจรง
เข้าไต้เข้าไฟใจเปลี่ยว ดายเดียวรู้สึกลึกแปร่ง ทอดถอนหายใจไร้แรง อกสะอื้นฝืนแฝงแข่งกาล...
ไฉนวัยโอ้ โพล้เพล้ คลื่นทะเลเห่หวนครวญไห้ ชีวิตเดินทางคว้างไกล ตราจิตใจไว้ใดเหลือ...
วิญญาณเลือดเนื้อ บรรเลงเพลงเรือเพื่อพบ พบเพื่อพรากลา...จำนวน ๔๙ บท ดูจากปี พ.ศ.ที่บันทึกไว้ ๒๖๔๙-๒๕๕๗ ย่อมแสดงว่าเขายังคงเขียนบทกวีอยู่อย่างสม่ำเสมอ


เขียนถึงเขา และเพลงพลบ ของกวีวณิพก ก็เพราะรู้สึกยินดีที่ได้พบกัน หนังสือเล่มเล็ก ๆ ที่ปรากฏตัวขึ้นห่างไกลจากสายตาเพื่อนพ้องน้องพี่ ยังดีที่ผมคนหนึ่งละที่มีโอกาสได้สัมผัสได้จับต้อง เราต่างคนต่างคิดต่างเขียนกันไปตามศรัทธา จะอย่างไร ถ้อยคำของเราก็ยังสื่อความหมายถึงกันเสมอ


ผมมาทำหน้าที่ครู สอนเด็ก ๆ เขียนบทกวี หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งวรรณศิลป์ไว้บนแผ่นดินฤดีของพวกเขา ขณะที่ เทพย์ สิทธานี ยังคงทำหน้าที่ของเขาเช่นกัน เขายังคิดยังเขียน ยังขับร้องบทเพลงบรรเลงดนตรีที่เขารัก


เขายังบรรเลง "ดนตรีชีวิต" และยังเขียน "เขียนเพื่อหล่อเลี้ยงหัวใจตนเอง" เขียนด้วย "ปากกาชีวิต"


"เพลงพลบ" กวีนิพนธ์ร่วมสมัย รวมบทกวีเล่มเล็ก ๆ ที่อยู่ห่างไกลจากความสนใจของผู้คน ก็เช่นเดียวกับบทกวีบทอื่น ๆ เล่มอื่น ๆ ที่ไม่ได้รับความสนใจ


บทกวีของเด็ก ๆ เมล็ดพันธํเล็ก ๆ ที่ชำแรกแทรกตัวบนผืนดิน รอฟ้ารอฝน รอความใส่ใจดูแลเกื้อกูล


"หนึ่งชีวิตเลือกเอา เท่ากัน เลือกฝันเลือกหวัง ตั้งใจเขียน เลือกวิถีกวีเป็นเช่นแสงเทียน ริบหรี่ เพียร เปล่งแสง ใช่แข่งใคร"



ภาพและข้อมูลจากเวบ
komchadluek.net














ชุบชีวิตใหม่ให้กระดาษเหลือใช้


จากความคิดเล็ก ๆ ที่อยากจะเก็บรูปปั้นจากดินน้ำมันไว้ให้นานที่สุด ความบังเอิญพลิกผันให้ตุ๊กตาเปเปอร์มาเช่จากเศษกระดาษกลายมาเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ให้กับครอบครัวตนเองและชุมชนรอบข้างได้อย่างเป็นล่ำเป็นสัน วันนี้ Rebirth Paper พร้อมออกเดินทางไปทั่วประเทศแล้ว นันธิดา รอดสถิตย์ อุ้มตุ๊กตานกฮูกตัวยักษ์ความสูง ๖o เซนติเมตรมาให้ชม นกฮูกตัวนี้เป็นผลงานเปเปอร์มาเช่ชิ้นใหญ่ที่ได้รับความนิยมอยู่ในขณะนี้






"ไม่ได้ตั้งใจทำเป็นธุรกิจเลยค่ะ เป็นงานอดิเรกที่เรากับน้องสาวช่วยกันทำ พอนำไปขายแล้วผลตอบรับดีมาก ทำให้หันมาทำจริงจัง " นันธิดา เล่าถึงความบังเอิญที่เกิดขึ้นจากการทำของเล่นประสาพี่ ๆ น้อง ๆ ที่เรียนกันมาทางด้านศิลปะด้วยกันทั้งคู่ นันธิดาจบคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ส่วนน้องสาวจบคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่






"ชอบปั้นดินน้ำมันเล่น เราอยากเก็บมันไว้ให้นานกว่าดินน้ำมันจึงนำวัสดุใกล้ตัวมาทำเล่น ๆ กันก่อน ปั้นดินน้ำมันแล้วทำแม่พิมพ์ พอเวลาถอดพิมพ์ออกมาแล้วยังทำได้อีก เราก็นั่งเพ้นท์ทาสีไปเรื่อย ๆ พอได้จำนวนมากขึ้นเลยนำไปลองขาย จำได้ว่าขายวันแรกที่หน้าเซ็นทรัลเวิลด์ ขายดีมาก หมดเลย"






ตุ๊กตาเปเปอร์มาเช่รูปน้องหมาน่ารัก ๆ วางคู่กับเปเปอร์มาเช่รูปแมว ควาย กระต่าย หมี บ้างก็เป็นพวงกุญแจ ที่ติดตู้เย็น กระปุกออมสิน ถูกตาถูกใจผู้ซื้อเป็นอย่างมาก ทำให้สองพี่น้องต้องออกจากงานประจำมาลงมือทำตุ๊กตากระดาษกันอย่างจริงจัง






"ไม่เคยทำธุรกิจมาก่อนเลย เคยทำงานเป็นกราฟฟิกดีไซเนอร์ แต่ด้วยความที่เรียนศิลปะมา งานปั้น งานพิมพ์ งานเพ้นท์ ทำได้อยู่แล้ว เราชวนน้องมาช่วยกันออกแบบ ขายตามงานแฟร์ ฝากขายบ้าง ขายในเว็บไซต์ ทำมา ๗ ปีแล้ว ตอนนี้หลัก ๆ คือ นั่งอยู่บ้านรับโทรศัพท์ ใครอยากได้สั่งมาเราส่งให้ทั่วประเทศ งานเยอะมากค่ะ"






สำหรับขั้นตอนการทำตุ๊กตาเปเปอร์มาเช่ นันธิดาบอกว่าไม่หวงเขียนบอกวิธีทำเอาไว้ในเว็บไซต์เรียบร้อย หากทดลองทำตามดูสามารถทำได้ไม่ยาก ทุกวันนี้เธอกับน้องสาวถ่ายทอดวิชาให้กับชุมชนว่างงานที่สุพรรณบุรีบ้านเกิดและชุมชนใกล้บ้านย่านนนทบุรีอีกด้วย






"ขั้นตอนเริ่มจาก ปั้นรูปดินน้ำมัน ถอดพิมพ์ด้วยปูนปลาสเตอร์ นำกระดาษตัดละเอียดผสมกาวเข้าไปใส่ในพิมพ์ตากแดด แกะออกมาแล้วนำมาประกอบเข้าด้วยกัน ขัดผิว ระบายสี เคลือบเงา ขั้นตอนเยอะ เราแบ่งงานให้กับคนตามความถนัด ตอนนี้เท่ากับเราได้กระจายรายได้ให้กับชุมชน สอนงานให้กลุ่มคนว่างงานในหมู่บ้านช่วยกันทำ กระดาษหนังสือพิมพ์มูลค่าน้อยมาก กิโลกรัมละ ๔ -๕ บาทเท่านั้นเอง เรานำกระดาษกลับมาสร้างมูลค่า สร้างชีวิตขึ้นมาใหม่ ตอนแรกไม่ได้คิดว่างานของตัวเองจะเป็นงานออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อมนะ






มาตอนนี้รู้สึกภูมิใจที่ได้ทำงานที่ตัวเองรัก ทำให้กระดาษเหลือใช้มีคุณค่าขึ้นมา กระจายรายได้ให้คนรอบข้าง ตอนนี้เป็นธุรกิจของครอบครัวไปแล้วค่ะ "

เข้าไปชมผลงานตุ๊กตาเปเปอร์มาเช่จากกระดาษเหลือใช้ได้ที่ เฟซบุค /RebirthPaper



ภาพและข้อมูลจากเวบ
เฟซบุคกรุงเทพธุรกิจวันอาทิตย์r














ครูศิลปะ ศิลปินแห่งชาติ อารี สุทธิพันธุ์


ครูอารีสอนอย่างไร ครูอารีสอนให้คิด และครูทำงานอย่างนั้นมาก่อนทดลองลงตัวแล้วจึงสอน นี้เป็นการวิจัยทางศิลปะ


“คนเป็นครูนั้น ให้ความรักศิษย์ได้ ให้ความคิดไม่ได้ แต่สอนให้คิดได้ การสอนที่ดี ต้องเริ่มที่ศิษย์โดยตรง ตามความจริงที่ว่า ให้เขารู้สองสิ่งแล้ว เขาจะคิดถึงสิ่งที่สามได้ ให้เขาเห็นดวงอาทิตย์ เห็นหยดน้ำ เขาจะคิดถึงสิ่งที่สาม รุ้งกินน้ำได้” นี้คือครู


ครูอารี สุทธิพันธ์ เล่าว่า ครูเกิดราชบุรี เรียนมัธยมที่ราชบุรีแล้วเข้ามาเรียนฝึกหัดครูศิลปะที่เพาะช่าง ตักศิลาย่านพาหุรัด สมัยหลวงกวีจรรยาวิโรจน์ ในยุคนั้นศิลปะต้องทำด้วยความจัดเจน จนกระทั่งมาเรียนที่วิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร อันเป็นที่พลิกชีวิต พลิกความคิดให้กับครู เมื่อเรียนจบจากวิทยาลัยวิชาการศึกษาแล้วก็ได้เป็นครูสอนอยู่ที่วิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร แล้วได้ทุนไปเรียนต่อยังมหาวิทยาลัย อินเดียน่า แห่งสหรัฐอเมริกา (ที่ถวัลย์ ดัชนี เรียก สหปาลีรัฐ) ที่นี่เป็นที่พลิกความคิดและแนวทางในการทำงานศิลปะอีกครั้ง ครูได้เรียนกับอาจารย์ที่เป็นลูกศิษย์ศิลปินใหญ่ทางด้านนามธรรม(Abstract Art) เรียนกันด้วยวิธีสมัยใหม่ มีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ The Nature way to Draw หนทางวาดด้วยวิถีธรรมชาติ มันพลิกวิธีการเรียนศิลปะให้แปลกและแตกต่าง มีการสอนด้วยวิธีใช้เส้นรอบรูป (Contour Drawing) ใช้รูปและพื้น แทนที่จะเป็นการเขียนแบบแสงและเงาเพียงอย่างเดียว






เมื่อจบเป็นมหาบัณฑิตทางไฟน์อาร์ตมาจากอินเดียน่า ครูอารีก็กลับมาสอนและเริ่มเปิดศักราชใหม่แห่งวงการศึกษาศิลปของไทย ในปีพ.ศ. ๒๕๑๑ ได้เปิดการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรี ทาง "การศึกษาศิลปะ" หรือ "ศิลปศึกษา" เป็นหนทางสายใหม่ให้กับคนที่รักจะเรียนศิลปะครูศิลปะอีกทาง เพราะ ณ เพลานั้นสถาบันศึกษาศิลปะของไทย ต่างมีแนวทางชัดเจน เพาะช่างผลิตเพาะช่างและสร้างครูช่าง มหาวิทยาลัยศิลปากร ผลิตบัณฑิตผลิตศิลปิน วิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร สร้างครูศิลปศึกษา ศิลปะเพื่อการศึกษาและการศึกษาเพื่อศิลปะ


หลักสูตร "ศิลปศึกษา" คือ ให้เรียนวิชาการศึกษา จิตวิทยาการศึกษา การแนะแนว เพื่อการเรียนการสอน แล้วก็มีวิชาเอกทางด้านศิลปะ ความซาบซึ้งทางศิลปะ ศิลปนิยม ดรออิ้ง เพนท์ติ้ง และมีเลือกเรียนวิชาโทหนึ่งสาขาวิชา เมื่อครบหน่วยกิต ก็สามารถจบรับปริญญาตรี กศ.บ.การศึกษาบัณฑิต ศิลปศึกษา


เมื่อผลิตครูศิลปศึกษาได้จำนวนมาก ลูกศิษย์ที่ไปอยู่ในแต่ละวิทยาลัยครูปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยราชภัฏ ก็พัฒนาตนเองเปิดวิชาเอกศิลปะกันทั่วประเทศ ครูศิลปะในประเทศไทยจึงพอเพียงและเป็นความก้าวหน้าในวิชาการศิลปศึกษามากยิ่งขึ้น นั้นคือคุณูปการอันยิ่งใหญ่ของครูอารี สุทธิพันธุ์






ครูอารีสอนอย่างไร ครูอารีสอนให้คิด และครูทำงานอย่างนั้นมาก่อนทดลองลงตัวแล้วจึงสอน นี้เป็นการวิจัยทางศิลปะ ครูอารีต้องการให้เกิดการรับรู้ทางความงามไม่ใช่ประวัติศาสตร์ศิลป์ จึงเขียนหนังสือชื่อศิลปนิยม เพียงนิยามคำว่าศิลปะก็สนุกแล้ว ไม่ได้มีคำจำกัดความเป็นอมตะเพียงอย่างเดียว แต่มีถึงสิบหนทาง นับแต่ศิลปะคือการเลียนแบบธรรมชาติ ศิลปะคือการแสดงออกของมนุษย์ ศิลปะคือภาษาอย่างหนึ่งและรวมถึงศิลปะคือประสบการณ์อย่างหนึ่ง ให้ได้มองเห็นความงดงามทางสุนทรีย์ในแต่ละงาน ไม่ว่าแอบสแตรค ป๊อบอาร์ต ออพอาร์ตฯลฯ ศิลปนิยมไม่ได้เป็นประวัติศาสตร์ศิลปะแต่เป็นทางเลือกการทำงานศิลปะ


ครูนำเรื่องการวาด การระบายสีที่แตกต่างมาเป็นรูปและพื้น แทนแสงและเงา มีคอนทัวร์ดรออิ้ง วิชากายวิภาคซึ่งปกติให้ทำจากข้างในไปสู่ข้างนอก ได้ใช้สวนทางจากข้างนอกมาสู่ข้างในและครูจุดประกายความคิดให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ และงานที่ทำทุกชิ้นให้เขียน "Art Manifesto" หมายถึงแถลงการณ์ คำให้การ ทางความคิดหรือกรอบแนวคิด ของศิลปินให้ได้รับรู้ เป็นประโยชน์ในการศึกษา ส่วนของศิลปินจะมีหรือไม่ก็ได้ เพราะเปิดเสรีให้จินตนาการ แต่ภายหลังก็ใช้กันทุกหนแห่ง


ครูอารี สุทธิพันธ์แห่งคลองแสนแสบทุ่งบางกะปิ ประสานมิตร จึงเป็นต้นธารทางศิลปะอีกสายหนึ่ง กล่าวได้ว่าครูฝรั่ง "ศิลป์ พีระศรี" เป็นต้นทางสายธารแห่งศิลปะร่วมสมัยของไทยฉันใด ครูไทย "อารี สุทธิพันธุ์" ก็เป็นต้นธารแห่งศิลปศึกษาของไทยฉันนั้น






ครูอารีเป็นคนขยันเขียนรูป เขียนทีละหลายรูปพร้อมกัน อย่างรูปผู้หญิงครูบอกเขียนทีละห้ารูป งานที่คนรู้จักครูอารีเป็นเรื่องผู้หญิง นู้ด วัด หรือรามเกียรติ์ เรื่องวัดครูไปเขียนที่วัดจริง ๆ ให้คนได้รู้ว่าวัดคือที่รวมแห่งความดี จะวาดวัดให้ดี เส้นตั้ง เส้นนอนต้องดี โบสถ์ เจดีย์วิหารต้องถูกต้อง ส่วนสีตามแต่ใจไม่เป็นไร สีน้ำของครูดูแล้วชุ่มชื่นตาสบายใจ นอกจากขยันเขียนรูปแล้วยังขยันหนังสือนอกจากศิลปะนิยมเป็นปฐมแล้ว ศิลปะกับมนุษย์ สีน้ำ ปฏิบัติการทางทัศนศิลป์ การวาดเขียน แม้เมื่อน้ำท่วมครูก็เขียนสวะความคิด หลังสุดเมื่อได้เป็นศิลปินแห่งชาติ ครูเขียนหนังสือชื่อ "เพราะผมทำอย่างนี้หรือเขาจึงให้เป็นศิลปินแห่งชาติ"


ครูอารีบอกเสมอว่า ผมเป็นครูศิลปะ ทำงานศิลปะ ครูลงมือทำงานวิจัยจนได้บทสรุปแล้วจึงนำมาสอนศิษย์ ครูจึงเป็นครู เป็นนักวิจัยและเป็นศิลปินผู้สร้างงานศิลปะ การเป็นศิลปินแห่งชาติจึงไม่ผิดฝาผิดตัวแต่อย่างใด แต่จะหาศิลปินที่ทำงานวิจัยงานศิลปะแล้วนำกลับมาพัฒนาสร้างสรรค์งานศิลปะของตนอย่างครู หาได้ไม่ง่ายนักในสังคมไทย


"ผมเป็นครูสอนวิชาศิลปะที่มองเห็นวิชาการลากการระบาย การออกแบบการสร้างรูปทรง และประวัติความเป็นมาของศิลปะมานานหมดเวลาราชการก็ยังสอนต่อทั้งใกล้และไกลตามอัธยาศัยระยะทางไม่เกินหนึ่งร้อยกิโลเมตรนับว่าเป็นการเลือกมีชีวิตอยู่ร่วมกับประสบการณ์ที่ไม่หวังผลตอบแทนอย่างมีความสุข"


เป็นประสบการณ์สุนทรียะแห่งชีวิตของครูศิลปะศิลปินแห่งชาติที่ชื่ออารี สุทธิพันธุ์


ภาพและข้อมูลจากเวบ
bangkokbiznews.com














'นาทีทอง' ของ พิชัย นิรันต์ ปรมาจารย์จิตรกรรม


เนื่องจากบ้านนครชัยศรี จ.นครปฐม ที่อาจารย์พิชัย นิรันต์ ศิลปินแห่งชาติ ใช้เป็นสถานที่สร้างสรรค์งานศิลปะและเป็นที่ศึกษาดูงานศิลปะ ตลอดจนสอนศิลปะให้กับคณะหรือผู้คนที่สนใจ ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี ๒๕๕๔ จึงทำให้ปัจจุบันนี้จิตรกรชั้นครูย้ายมาบ้านที่เชียงใหม่ชั่วคราว พร้อมขนภาพเขียน งานประติมากรรม ซึ่งเป็นสมบัติส่วนตัวหนีน้ำมาเก็บรักษาไว้ที่บ้านแห่งนี้ด้วย






ดังที่หลายคนทราบมาตลอดว่า อาจารย์พิชัยมีความมุ่งมั่นพัฒนางานศิลปะของตนเองมาโดยตลอด ถือเป็นปรมาจารย์ด้านจิตรกรรม สร้างผลงานจากแนวความคิดที่ให้ความสำคัญกับคำสอนของพระพุทธเจ้า ภาพเขียนจึงเต็มเปี่ยมด้วยความรักและศรัทธาในพระพุทธศาสนา ทั้งยังเป็นศิลปินผู้เขียนภาพประกอบหนังสือพระมหาชนก พระราชนิพนธ์ใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว






เมื่อกรมส่งเสริมวัฒนธรรม โดยกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม จัดโครงการพบคนศิลป์ถิ่นล้านนา จังหวัดเชียงใหม่ พาไปเยี่ยมบ้านคารวะอาจารย์พิชัยจึงไม่พลาด สัญจรถึงหมู่บ้านเกศแก้วครั้งนี้ นอกจากได้ท่องไปในโลกศิลปกรรมร่วมสมัยผ่านผลงานจิตรกรรมและประติมากรรมของศิลปินคนสำคัญของชาติที่จัดแสดงไว้ ยังโชคดีได้ชมการเขียนภาพ "สัจธรรมชีวิต" แถมได้ฟังศิลปินเล่าเรื่องชีวิตและการทำงานซึ่งน่าสนใจยิ่งนัก






แต่ก่อนคุยให้ถึงแก่น เห็นแผ่นกระดาษเขียนข้อความ "สวมหมวกก่อนเขียนรูป" ติดอยู่บนเฟรมผ้าใบ จึงเอ่ยถาม อาจารย์พิชัยได้ไขข้อข้องใจว่า เหตุที่เดี๋ยวนี้ต้องสวมหมวกก่อนทำงาน ไม่ใช่อยากโก้เก๋ แต่หมอสั่ง เพราะมีอาการม่านตาอักเสบ ต้องป้องกันสายตาจากแสงไฟ ซึ่งพอจะบอกได้ว่าอาจารย์พิชัยในวัย ๗๗ ปี ยังไม่ยอมวางมือหรือละสายตาจากสิ่งที่รัก แถมบอกใคร ๆ ว่า "นาทีทอง" พร้อมลุยต่ออย่างมีความสุข






รูปเขียนของอาจารย์พิชัยมักเป็นสัญลักษณ์ดอกบัวอยู่เสมอ ซึ่งศิลปินแห่งชาติบอกว่า ดอกบัวมีตูม แย้ม บาน และโรย เหมือนกับวัฏจักรของมนุษย์ มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย ซึ่งเป็นสิ่งที่พระพุทธองค์สอนสั่งเวียนว่ายตายเกิดเป็นธรรมชาติ รวมถึงทรงบำเพ็ญเพียรจนบรรลุนิพพาน แต่ตนนำดอกบัวมาเขียนขึ้นใหม่ในลักษณะร่วมสมัย และมีการจัดองค์ประกอบเป็นสัญลักษณ์แทนพุทธศาสนา ไม่ได้เขียนให้คนไทยซาบซึ้งเท่านั้น ยังให้ต่างชาติที่สนใจงานศิลปะได้ชื่นชม ตั้งใจใช้งานศิลปะเผยแผ่พระพุทธศาสนา






"ศิลปินจะถ่ายทอดความคิดให้ปรากฏในภาพจิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม วรรณคดี ทำงานที่เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะ เดิมผมก็เขียนทิวทัศน์ ดอกไม้ ตลาดต้องการ ขายดี คนรวยซื้อไปประดับบ้านเรือน แต่ไม่ได้ให้ความคิดสำคัญ ๆ ผมจึงเปลี่ยนมาเขียนภาพที่แทรกเรื่องธรรม ใครดูแล้วสงสัย เกิดข้องใจก็ไปหาคำตอบ อย่างน้อยทำให้คนตระหนักถึงความสำคัญของพุทธศาสนา ผลงานจะต่อยอดศิลปกรรมของไทย ไม่ลอกเลียนแบบ" อาจารย์พิชัยเล่าให้ฟัง






ส่วนที่ย้ายมาอยู่บ้านเชียงใหม่ อาจารย์เล่าว่า เพราะบ้านนครชัยศรีน้ำท่วมครึ่งหลัง สตูดิโอเสียหาย บ้านอยู่ไม่ได้ ตัดสินใจมาพำนักที่นี่ชั่วคราว และใช้เวลาสร้างงานเตรียมเปิดแสดงเดี่ยวครั้งใหญ่ คาดว่าไม่ต่ำกว่า ๖o ชิ้น รวมถึงกำลังหาสถานที่ที่มีทิวทัศน์งดงามในเชียงใหม่เพื่อสร้างห้องแสดงงานที่ได้มาตรฐาน ที่ใคร ๆ ก็เข้าชมได้






ความฝันลึก ๆ ในใจอาจารย์พิชัยจะสำเร็จหรือไม่ ต้องส่งพลังใจให้ แต่ทุกคนเชื่อในหัวใจอันยิ่งใหญ่ของศิลปินชั้นครูผู้นี้ ส่วนใครที่อยากประสบความสำเร็จในวงการศิลปกรรม อาจารย์พิชัยแนะว่า การทำงานศิลปะไม่ง่าย ต้องตั้งใจและทุ่มเท อย่าหลงลาภ ยศ สรรเสริญ หรือหวังรางวัล


"แก่นของศิลปะอันแท้จริงคือการสร้างเสริมจิตใจตัวเอง พัฒนาความคิด ความรู้ ทักษะฝีมือเราให้ก้าวหน้าเพิ่มขึ้น หมั่นศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดเป็นผลงานจากกระบวนการคิดและรูปแบบที่บริสุทธิ์ใจ เรียกได้ว่าเป็นงานในแบบฉบับของตัวเอง แม้ไม่สวยงามในวันนี้ แต่ในอนาคตจะสวยงามและดีขึ้นด้วยการปรุงแต่ง เป็นผลจากความคิดและจิตที่เติบโตขึ้น" จิตรกรคนสำคัญกล่าว พลางแต้มพู่กันเพื่อลงพื้นหาน้ำหนักให้กับภาพเขียนที่ท่านทำค้างอยู่ โดยมีเสียงดนตรีคลาสสิกเปิดคลอไว้ตลอดการทำงาน






เป็นเรื่องที่วิเศษมากไปเยี่ยมบ้านวันนั้น เรายังได้เห็นอาจารย์พิชัยเล่นเปียโนและสีไวโอลิน ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่จิตรกรหลงเสน่ห์และสามารถช่วยในเวลาที่อาจารย์เขียนภาพจะไม่เหนื่อยมาก ผ่อนคลาย เพราะท่วงทำนองเข้ากับจังหวะการหายใจอีกด้วย ทั้งดนตรีและศิลปะ ศิลปินแห่งชาติวัย ๗๗ ปีผู้นี้เชื่อว่าจะทำให้มีอายุยืนยาว และสามารถมีพลังสร้างงานยิ่งใหญ่ฝากไว้แก่แผ่นดิน.



ภาพและข้อมูลจากเวบ
thaipost.net
เฟซบุคTISCO Art Collection
บล็อกคุณสอนสุพรรณ














‘Ephemeral Art’ สร้างศิลปะจากธรรมชาติ


คำว่า Ephemeral แปลว่า ไม่จีรัง ไม่ยั่งยืน ส่วนคำว่า Art แปลว่า ศิลปะ สองคำที่ความหมายดูจะห่างไกลแต่เมื่อจับคู่กันกลับกลายเป็นคำอธิบายถึง ‘งานศิลปะ’ ที่งดงาม เรียบง่าย แฝงความหมายลึกซึ้ง






Ephemeral Art คืองานศิลปะที่เกิดจากการให้ความสำคัญกับความงามอันเรียบง่ายในตัวเองของธรรมชาติรอบ ๆ ตัวเรา และนำมาสร้างสรรค์งานศิลปะ โดยไม่ได้รบกวนหรือทำลายธรรมชาติเหล่านั้น ชิ้นงานศิลปะที่เกิดขึ้นจึงอาจมีอายุสั้นเพียงหนึ่งวัน หรืออาจมากน้อยกว่านั้น ขึ้นอยู่กับกระบวนการ ‘เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป’ ตามธรรมชาติ ที่ศิลปินผู้สร้างงานไม่อาจกำหนดได้






งานศิลปะประเภทนี้ถูกจัดอยู่ในหมวด ‘Land art’ หรือ ‘Earth art’ ซึ่งเล่าลือกันว่ากำเนิดขึ้นในช่วงปลายยุค 60s โดยศิลปินชาวอเมริกันที่มีแนวคิดต่อต้าน ความจอมปลอม ฉาบฉวย ไร้มนุษยธรรมของวงการศิลปะ ส่วนในภาษาไทยเราใช้คำว่า ‘ภูมิศิลป์’ เพราะเป็นงานศิลปะที่เล่นกับภูมิทัศน์ ซึ่งอาจมีขนาดใหญ่โตมโหฬารเท่าภูเขาเลยทีเดียว






สำหรับงานของ Richard Shilling ศิลปินชาวอังกฤษที่มีชื่อเสียงเรื่องการทำงานศิลปะร่วมกับธรรมชาติ เขาเป็นศิลปินแนวภูมิศิลป์ที่ถนัดงานประติมากรรม (Sculpture) แม้ชิ้นงานของเขาไม่ได้ใหญ่โตอลังการ แต่ก็สะท้อนความงามอันยิ่งใหญ่ของธรรมชาติได้อย่างดี ผลงานทุกชิ้นจะถูกถ่ายภาพเก็บไว้ ภายใต้แสงธรรมชาติ ด้วยกล้องฟิล์มธรรมดา และจะไม่มีการตกแต่งภาพด้วยโปรแกรมใด ๆ นอกจากนี้ เขายังตีพิมพ์หนังสือ ‘Land Art for Kids’ เพื่อกระตุ้นและชักชวนให้เด็ก ๆ หันมาสร้างงานศิลปะไปพร้อม ๆ กับการปลูกฝังความรักธรรมชาติไปในตัว






Richard ให้สัมภาษณ์ว่า ปัจจุบัน มีเด็กที่ติดทีวีหรือคอมพิวเตอร์เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ รวมทั้งการปกป้องของพ่อแม่แบบที่ไม่ยอมให้ลูกได้ออกไปเจอกับสภาพอากาศข้างนอกเพราะกลัวลูกจะป่วย สิ่งเหล่านี้ทำให้เขาเชื่อว่า กระบวนการสร้างงานศิลปะจากธรรมชาตินี้จะช่วยให้เด็ก ๆ ได้ออกมาสนุกสนานกับกิจกรรมที่สร้างสรรค์ ได้สูดอากาศบริสุทธิ์ ทำความรู้จักกับการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลต่าง ๆ และเรียนรู้บทเรียนจากธรรมชาติ ซึ่งจะส่งผลดีต่อสุขภาพกายและใจได้อย่างยั่งยืนแน่นอน



















ภาพและข้อมูลจากเวบ
creativemove.com














BUNDITPATANASILPA INSTITUTE NEW IMAGE ARTS


สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ เชิญชมนิทรรศการแสดงผลงานศิลปะ อันเนื่องมาจาก โครงการพัฒนาศิลปะการแสดงด้านทัศนศิลป์ (BUNDITPATANASILPA INSTITUTE NEW IMAGE ARTS)


นอกจากจะแสดงผลงานของเหล่าคณาจารย์จาก สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ยังรวมถึงผลงานของหน่วยงานอื่นๆในสังกัด ได้แก่ คณะศิลปวิจิตร วิทยาลัยช่างศิลป วิทยาลัยช่างศิลปสุพรรณบุรี และวิทยาลัยช่างศิลปนครศรีธรรมราช ซึ่งส่วนหนึ่งได้มีการนำเทคโนโลยีรูปแบบใหม่ๆ มาใช้เพื่อการสร้างสรรค์ผลงาน


นิทรรศการจัดวันที่ ๑๕ สิงหาคม - ๓o สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ ณ ศุภโชค ดิ อาร์ต เซนเตอร์ (S.A.C.) ถ.สุขุมวิท ๓๙ สอบถามโทร. o๘๖-๘๙๑-๑๘๙๓


เปิดนิทรรศการ ในวันที่ ๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ เวลา ๑๖.oo น. โดยมี ศาสตราจารย์ ดร. อภินันท์ โปษยานนท์ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานเปิดนิทรรศการ



ภาพและข้อมูลจากเวบ
เฟซบุค arteyeview














INSPIRATION


สิ่งที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้น เกิดจากการมีแรงบันดาลใจเป็นตัวขับเคลื่อน ส่งผลต่อการพัฒนาในหลายด้าน ทำให้เกิดนวัตกรรม แรงขับที่เกิดขึ้นจากภายในสู่ภายนอก โดยใช้ประสบการณ์หรือการได้พบเห็นสิ่งรอบตัว เช่น ในอดีตมนุษย์เห็นนกที่บินบนท้องฟ้า จึงทำให้เกิดแรงผลักดันที่อยากบินขึ้นไปอยู่บนท้องฟ้าเหมือนนก เลยทำให้เกิดการคิดค้น พัฒนาจนสามารถที่จะบินบนท้องฟ้าได้อย่างนกต่อเนื่องมาถึงจนปัจจุบัน ส่งผลให้เกิดประโยชน์มากมายทั้งการขนส่งสินค้า การเดินทางไปมาจากทวีปหนึ่งไปอีกทวีปหนึ่ง เกิดความเชื่อมโยงของผู้คนใกล้ชิดกันมากขึ้น


การเรียนรู้จากสิ่งภายนอกที่ได้สัมผัส จึงมีผลต่อการตอบสนองและกระตุ้นความต้องการของมนุษย์ ธรรมชาติมีความเกี่ยวพันกับมนุษย์ในหลายด้านอย่างปฏิเสธไม่ได้เป็นต้นกำเนิด ไอเดียทางวิทยาศาสตร์เรื่องแรงโน้มถ่วง พืชพันธุ์บางชนิดยังค้นพบนำมาใช้ตอบสนองรักษาอาการเจ็บป่วย ยาอายุวัฒนะ ความสวยความงาม ผ่านการสะสมความรู้มากมาย ส่งผลต่อการแพทย์แผนปัจจุบันที่มีความทันสมัย ทำให้มีอายุยืนยาว สิ่งที่มีในธรรมชาติถูกนำมาใช้เป็นวัสดุอุปกรณ์ที่ตอบสนองต่อการดำรงชีวิต มีความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมในแบบที่หลากหลาย โดยเฉพาะวิถีการกินอยู่ของมนุษย์ ซึ่งแต่ละพื้นที่หรือทวีป ผู้คนมีการกินอยู่ที่แตกต่างกัน


ยิ่งในปัจจุบันเรามีการเดินทางและการสื่อสารของโลกที่สะดวกมากขึ้น เราจึงได้เห็นสิ่งที่กลุ่มคน สังคม ท้องถิ่น ที่มีความแตกต่างกันทางด้านการบริโภค เช่นประเทศไทยของเรามีการบริโภคแมลงกันเป็นเรื่องปกติ เมื่อมีคนอีกทวีปมาเยี่ยมเยือนและพบเห็น ทำให้เกิดการเรียนรู้วัฒนธรรมการกิน เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถึงประโยชน์ทางอ้อมว่าแมลงเป็นอาหารที่มีโปรตีนชั้นดี ทำให้คนอีกวัฒนธรรมมีการบริโภคตาม อีกทั้งรูปลักษณะยังถูกนำไปใช้ในเชิงความเชื่อเช่นในสมัยอียิปต์โบราณ หรือแม้แต่การนำไปสู่การสร้างบทเพลงมากมาย เช่นในอดีตเรามีนักร้องชื่อดัง คุณพุ่มพวง ดวงจันทร์ กับบทเพลงตั๊กแตนผูกโบว์ หรือเพลงผึ้งน้อย เป็นต้น ภาพยนตร์บางเรื่องยังนำสิ่งที่มีในธรรมชาติมาตั้งชื่อเรื่อง เช่น ผีเสื้อและดอกไม้ อีกทั้งแมลงบางชนิดยังถูกนำไปเป็นต้นแบบ ซุปเปอร์ฮีโร่ จากวัยเด็กที่เราคุ้นเคยกัน ทั้งหมดที่ได้ยกตัวอย่างมา ล้วนแล้วแต่แสดงให้เห็นถึงความผูกพันของมนุษย์ที่มีต่อธรรมชาติที่เราอาศัยอยู่ เพราะเราคือส่วนหนึ่งของธรรมชาตินั้น


แรงบันดาลใจที่ผมนำมาถ่ายทอด เกิดจากการมองเห็นปรากฎการณ์ ความงามทางรูปทรงที่มีอยู่ ในสิ่งแวดล้อมรอบตัวนำมาสร้างสรรค์เป็นผลงานทางศิลปะ เพื่อเติมเต็มในด้านที่อ่อนโยนของมนุษย์และตอบสนองสุนทรียภาพแต่ละบุคคลที่มีอยู่ในตนไม่มากก็น้อย อีกนัยหนึ่งผมก็อยากให้เราช่วยกันดูแลและรักษาธรรมชาติ เพื่อการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตรอบตัวเรา


สนามชัย พวงระย้า

ขอเชิญทุกท่านร่วมพิธีเปิดงานนิทรรศการ INSPIRATION ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ในวันเสาร์ที่ ๖ กันยายน ๒๕๕๗ เวลา ๑๗.oo น. เป็นต้นไป

นิทรรศการ : INSPIRATION
ศิลปิน : สนามชัย พวงระย้า
วันที่ : ๔-๒๘ กันยายน ๒๕๕๗
สถานที่ : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป
รายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ : o๒-๒๘๒-๒๖๓๙-๔o , o๒-๒๘๒-o๖๓๗







ภาพและข้อมูลจากเวบ
artbangkok.com




บีจีจากคุณเนยสีฟ้า ไลน์จากคุณญามี่ กรอบจากคุณ Hawaii_Havaii

Free TextEditor




Create Date : 21 สิงหาคม 2557
Last Update : 21 สิงหาคม 2557 12:12:43 น. 0 comments
Counter : 2736 Pageviews.

haiku
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 156 คน [?]




New Comments
Friends' blogs
[Add haiku's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.