happy memories
Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2557
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
21 สิงหาคม 2557
 
All Blogs
 
เสพงานศิลป์ ๑๓๒




ภาพจากเวบ deviantart.com





"ฉันได้จากโลกนี้ไปแล้วโดยไม่เสียใจ

เพราะฉันได้อุทิศชีวิตของฉันให้กับ

บางสิ่งที่เป็นประโยชน์

ในฐานะเป็นผู้รับใช้ที่ต่ำต้อย

ในงานศิลปของฉัน

ชีวิตนั้นสั้น....แต่ศิลปะยืนยาว


ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี





Romance - Yuhki Kuramoto









นิทรรศการ “วันวาน วันหนึ่ง วันนี้”


ถ้าให้เอ่ยถึงพระที่นั่งไม้สักทองที่ใหญ่ที่สุดในโลก...ตอบกันได้หรือไม่ว่าเป็นที่ไหน...คนไทยส่วนใหญ่ตอบได้ เพราะอย่างน้อยไม่ได้มีโอกาสมาเยี่ยมชมแต่ก็ได้เรียนในสมัยเด็กๆ ซึ่งที่นั้นก็คือ "พระที่นั่งวิมานเมฆ" โดยในระหว่างวันที่ 19 - 31 สิงหาคมนี้ ฝ่ายพิพิธภัณฑ์พระที่นั่งวิมานเมฆ สำนักพระราชวัง จัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “วันวาน วันหนึ่ง วันนี้” นำเสนอเรื่องราวความเป็นมาของพระที่นั่งวิมานเมฆตั้งแต่แรกเริ่มถึงปัจจุบัน เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระผู้สถาปนาพระที่นั่งวิมานเมฆ เมื่อ พ.ศ. 2443 และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระผู้ทรงฟื้นคืนชีวิตให้พระที่นั่งวิมานเมฆ เมื่อ พ.ศ. 2525 ในโอกาสฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี






พระที่นั่งวิมานเมฆสร้างขึ้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในพ.ศ. ๒๔๔๓ โดยสร้างด้วยไม้สักทองทั้งหลัง เป็นรูปตัวแอลในภาษาอังกฤษ คือเป็นรูปสองแฉกตั้งฉากกัน ด้านหนึ่งขนานกับอ่างหยก (ทิศใต้) อีกด้านขนานกับคลองร่องไม้หอม (ทิศตะวันออก) แต่ละด้านยาว ๖o เมตร เป็นอาคารสองชั้น เฉพาะบริเวณที่เรียกว่า "แปดเหลี่ยม" สร้างเป็นสามชั้น มีห้องทั้งสิ้น ๗๒ ห้อง ส่วนชั้นที่อยู่ติดดินเป็นชั้นใต้ต่ำสร้างก่ออิฐถือปูน องค์พระที่นั่งได้รับอิทธิพลการก่อสร้างแบบตะวันตก มีลวดลายฉลุงดงามอย่างที่เรียกสถาปัตยกรรมยุคนั้นว่า "ขนมปังขิง" เมื่อสร้างเสร็จได้เสด็จฯ แปรพระราชฐานจากพระบรมมหาราชวังมาประทับเป็นการถาวร ณ พระที่นั่งวิมานเมฆ เป็นเวลาถึง ๕ ปี และเมื่อการก่อสร้างพระที่นั่งอัมพรสถานเสร็จสมบูรณ์ในพุทธศักราช ๒๔๔๙ จึงทรงย้ายไปประทับที่พระที่นั่งอัมพรสถาน จวบจนเสด็จสวรรคตในพุทธศักราช ๒๔๕๓ พระที่นั่งวิมานเมฆก็ปิดลง เพราะเจ้านายฝ่ายในต้องเสด็จฯ กลับไปประทับในพระบรมมหาราชวังตามราชประเพณี






จวบจนพุทธศักราช ๒๕๒๕ ในมหามงคลสมัยสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒oo ปี สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงสำรวจและพบว่าพระที่นั่งวิมานเมฆยังคงอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่ประณีตงดงาม และยังมีภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ รวมถึงศิลปวัตถุส่วนพระองค์ในรัชกาลที่ ๕ อยู่เป็นจำนวนมาก จึงทรงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว บูรณะซ่อมแซมเนื่องจากเป็นพระที่นั่งที่สร้างด้วยไม้สักทอง มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่งดงามประณีตเป็นเลิศและมีคุณค่าต่อประวัติศาสตร์ของชาติไทยเป็นอย่างยิ่ง สมควรอนุรักษ์ไว้เพื่อเป็นมรดกของชาติสืบไป และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำศิลปวัตถุล้ำค่าส่วนพระองค์ใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มาจัดแสดง โดยโปรดเกล้าฯ ให้จัดงาน "๒oo ปีแห่สายสัมพันธ์" เนื่องในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒oo ปี ณ พระที่นั่งวิมานเมฆ เพื่อพระราชทานเลี้ยงแก่อาคันตุกะชาวต่างชาติ และผู้มีเกียรติชาวไทย จำนวน ๕๑๒ คน ในค่ำคืนของวันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๒๕ พระที่นั่งวิมานเมฆ จึงได้กลับสู่สายตาชาวโลกอีกครั้งหลังจากปิดร้าง และไม่ได้ใช้เป็นที่ประทับมายาวนานเกือบ ๖o ปี






ซึ่งนอกจากเป็นที่ประทับของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแล้ว ยังมีเจ้านายฝ่ายในและข้าราชบริพาร ประทับและพักอยู่ เนื่องจากต้องมีหน้าที่ถวายงานในหน้าที่ต่าง ๆ กัน โดยมีที่ประทับ และที่พักแยกเป็นส่วนภายในองค์พระที่นั่ง ซึ่งมีการตกแต่งทาสีภายในแบ่งออกเป็น ๕ สี คือ สีฟ้า สีเขียว สีงาช้าง สีชมพู และสีลูกพีชซึ่งเป็นสีของ "แปดเหลี่ยม" หรือหมู่ห้องที่ประทับส่วนพระองค์ในรัชกาลที่ ๕ การใช้สีต่าง ๆ ทาไม้เพื่อตกแต่งภายใน และรักษาเนื้อไม้นี้ เป็นวิธีการที่ทรงพบเห็นจากที่ประทับรับรอง ในคราวเยือนประเทศยุโรป ซึ่งแต่เดิมไทยเรานิยมใช้น้ำมันทารักษาเนื้อไม้เท่านั้น






นอกจากนิทรรศการ “วันวาน วันหนึ่ง วันนี้” เนื่องในโอกาสงาน “เฉลิม ๘๒ พรรษา มหาราชินี และฉลอง ๒๙ ปี พิพิธภัณฑ์” ที่สวยงามตระการตาแล้ว ยังมีกิจกรรมเด่นคือตามรอย เรื่อง “เงาะป่า” ซึ่งสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ ๕ ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้น ณ ท้องพระโรงพระที่นั่งวิมานเมฆ เมื่อพ.ศ. ๒๔๔๘ ด้วย ซึ่งเป็นแรงบันดาลพระราชหฤทัยจากวิถีชีวิตของพวกเงาะป่าที่เมืองพัทลุง ชื่อ “คะนัง” ที่ทรงนำมาชุบเลี้ยงเป็นมหาดเล็กในวัง รวมทั้งการออกร้านของวิทยาลัยในวังชาย-หญิง, ร้านจิตรลดา, ร้าน ภูฟ้า สินค้าโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา การจำหน่ายแสตมป์ที่ระลึกและแสตมป์ส่วนตัว I-Stamp ของบริษัทไปรษณีย์ไทย


นิทรรศการ “วันวาน วันหนึ่ง วันนี้” เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมฟรีตั้งแต่เวลา ๙.oo - ๑๕.๓o น. ยกเว้นวันจันทร์ที่ ๒๕ สิงหาคม ปิดทำการ
















ภาพและข้อมูลจากเวบ
naewna.com
komchadluek.net
เฟซบุคนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ














เปิดตัวโครงการผลืิตสื่อเฉลิมพระเกียรติฯ ชุด "คีตราชา"


เป็นที่ทราบกันดีว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีความสนพระราชหฤทัยทางด้านดนตรีตั้งแต่ทรง พระเยาว์ ไม่เพียงทรงฟังเพื่อความเพลิดเพลินเท่านั้น หากยังทรงฝึกฝนการเขียนโน้ต การบรรเลงดนตรี คลาสสิกและทรงศึกษาประวัตินักดนตรีที่มีชื่อเสียงทั่วโลก ผลงานการพระราชนิพนธ์เพลง รวมถึงการทรงดนตรีได้หลายประเภทเป็นที่ประจักษ์และยอมรับในระดับสากล ด้วยเหตุนี้สถาบันการดนตรีและศิลปะการแสดงแห่งกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายประกาศนียบัตรเกียรติคุณชั้นสูงให้ทรงดำรงตำแหน่งสมาชิกกิตติมศักดิ์ ลำดับที่ ๒๓ ปรากฏพระนามจารึกไว้ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๗






บทเพลงพระราชนิพนธ์รวม ๔๘ เพลง ต่างมีความหมาย มีเรื่องราวน่าสนใจ บางบทเพลงพระราชทานเพื่อสร้างขวัญกำลังใจในการดำรงชีวิต บางบทเพลงก่อให้เกิดความสุขสนุกสนาน และบางบทเพลงก็เพื่อสร้างแง่คิด ถึงความรู้สึกรักชาติรักแผ่นดิน






เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติและเผยแพร่พระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้านดนตรีให้เป็นที่ประจักษ์ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด และบริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด ได้จัดทำโครงการผลิตสื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ชุด “คีตราชา” โดยจัดงานแถลงข่าวโครงการดังกล่าว พร้อมได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ องคมนตรี พลเรือเอก หม่อมหลวง อัศนี ปราโมช เป็นประธานในงาน และเป็นผู้อำนวยบทเพลงพระราชนิพนธ์ที่บรรเลงโดยวงดนตรีโปรมูซิกา ณ ห้องบอลรูม โรงแรมโฟร์ซีซั่น กรุงเทพฯ ในวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๗ เวลา ๑๕.๐๐ น.






วาปี ภิรมย์ภักดี รองประธานกรรมการ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ในนามคณะผู้จัดทำ โครงการฯ กล่าวว่า “ด้วยตระหนักถึงพระอัจฉริยภาพของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในด้านดนตรีและ บทเพลงพระราชนิพนธ์อันเป็นที่ประจักษ์รับรู้กันอย่างดีในหมู่ชาวไทยว่า เป็นสื่อช่วยจรรโลงจิตใจ สร้างความสุข ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจสร้างสรรค์สิ่งดีงามหลากหลายประการ หลายวาระให้แก่สังคมไทย พระเกียรติคุณนี้ ได้แผ่ไพศาลไปยังนานาอารยประเทศทั่วโลก ทำให้คนไทยเกิดความปลื้มปีติ และนับเป็นอีกหนึ่งพระมหากรุณาธิคุณอย่างมิอาจจะพรรณนาได้ เราจึงมีความตั้งใจอย่างแรงกล้า






ในการจัดทำโครงการผลิตสื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพระเกียรติคุณและ พระอัจฉริยภาพด้านดนตรี ชุด “คีตราชา” ในครั้งนี้ ประกอบด้วยกิจกรรมหลัก ๓ กิจกรรม คือ สารคดีโทรทัศน์เฉลิมพระเกียรติฯ นำเสนอเรื่องราวความประทับใจในบทเพลงพระราชพระราชนิพนธ์ผ่านบุคคลในแวดวงดนตรี โครงการ Pro Musica Junior Camp supported by Boon Rawd Brewery เพื่อพัฒนาวงการดนตรีคลาสสิกของไทย โดยเฟ้นหาตัวแทนเยาวชนจากทั่วประเทศที่ส่วนมากมักขาดโอกาสในการฝึกฝน และ การสนับสนุนด้านดนตรีคลาสสิก มาเข้าอบรมและฝึกฝนการบรรเลงบทเพลงพระราชนิพนธ์ และการผลิต มิวสิควิดีโอ ในชุด “หัวใจของพ่อ” ประพันธ์บทเพลงและการขับร้องโดยศิลปินผู้มากความสามารถ”






สำหรับรายละเอียดของโครงการผลิตสื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพด้านดนตรี ชุด “คีตราชา” ประกอบด้วยกิจกรรมต่างๆ ดังนี้


- สารคดีโทรทัศน์เฉลิมพระเกียรติฯ จำนวน ๑๐ ตอน ตอนละ ๒ นาที เผยแพร่พระปรีชาสามารถด้านดนตรี และถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากเพลงพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้แก่ ใกล้รุ่ง ชะตาชีวิต ลมหนาว แว่ว ดวงใจกับความรัก และแสงเทียน โดยนำเสนอผ่านการสัมภาษณ์บุคคลในแวดวงดนตรี ได้แก่ ๑) ฯพณฯ องคมนตรี พลเรือเอก หม่อมหลวง อัศนี ปราโมช ๒) พงศ์พรหม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ๓) ดร.ภาธร ศรีกรานนท์ ๔) ชัญพงศ์ ทองสว่าง ๕) ชาตรี คงสุวรรณ ๖) ญารินดา บุนนาค ๗) ปาล์มมี่- อีฟ ปานเจริญ ๘) อานนท์ สายแสงจันทร์ หรือปู แบล็คเฮด ๙) ป๊อบ ปองกูล สืบซึ้ง และสารคดี ชุดพิเศษ เรื่อง “คีตราชา”






- โครงการ Pro Musica Junior Camp supported by Boon Rawd Brewery เพื่อพัฒนาวงการดนตรีคลาสสิกของไทย โดยจะเฟ้นหาตัวแทนเยาวชนในท้องถิ่นภูมิภาคทั่วประเทศที่ส่วนมากมักจะขาดโอกาสในการฝึกฝน และการสนับสนุนด้านดนตรีคลาสสิก มาเข้าร่วมอบรมและฝึกฝน บ่มเพาะความสามารถด้านดนตรี โดยเฉพาะการบรรเลงบทเพลงพระราชนิพนธ์ ในช่วงปิดภาคการศึกษา ที่แค้มป์ฝึกอบรมด้านดนตรี ที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งจะมีคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านดนตรีหลาย ๆ ท่าน กรุณาสละเวลาอันมีค่ายิ่ง ในการฝึกสอน ซึ่งเยาวชนเหล่านี้จะมีโอกาสบรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์ ในคอนเสิร์ตที่จะจัดขึ้นราวปลายเดือนตุลาคมนี้ด้วย






- มิวสิควิดีโอเฉลิมพระเกียรติฯ ในชุด หัวใจของพ่อ การประพันธ์บทเพลง และการขับร้องโดยศิลปินมากความสามารถ ได้แก่ อัสนี โชติกุล และ ปาล์มมี่-อีฟ ปานเจริญ ประพันธ์เนื้อร้องโดย สหภาพดนตรี กำกับโดย ครรชิต สพโชคชัย เพื่อย้ำเตือนให้คนไทยได้ตระหนักถึงพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวนานัปการที่ทรงทำเพื่อคนไทยมาตลอดระยะเวลายาวนาน ถึงเวลาที่คนไทยทุกคนต้องพร้อมกันทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด เพื่อที่เราจะดูแลแผ่นดินที่รักยิ่งของพระเจ้าอยู่หัว และของคนไทยทุกคน






นอกจากนี้ภายในงานมีการเสวนาเรื่อง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับพระปรีชาสามารถทางดนตรี พร้อมชมตัวอย่างสารคดีโทรทัศน์เฉลิมพระเกียรติฯ ชุด “คีตราชา” และ ชมตัวอย่างมิวสิควิดีโอเฉลิม พระเกียรติ ฯ ชุด “หัวใจของพ่อ” การนี้ได้รับเกียรติจากอาจารย์ทัศนา นาควัชระ ผู้อำนวยการโครงการ Pro Musica Junior Camp Supported By Boon Rawd Brewery ร่วมพูดคุยแนะนำโครงการ พร้อมแถลงวัตถุประสงค์ของการจัดโครงการดังกล่าวด้วย






ร่วมชื่นชมพระปรีชาสามารถทางดนตรีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พสกนิกรชาวไทยจะได้ประจักษ์โดยทั่วกัน ผ่านกิจกรรมของโครงการผลิตสื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ชุด “คีตราชา” โดยเริ่มออกอากาศมิวสิควิดีโอเพลง “หัวใจของพ่อ” ในวันที่ ๒๖ มิถุนายน และสารคดีเฉลิม พระเกียรติฯ ชุด “คีตราชา” ระหว่างวันที่ ๑ – ๔ , ๗ – ๑๑ และ ๑๔ กรกฏาคม ๒๕๕๗ ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง ๕ ในรายการฮาร์ดคอร์ข่าว เวลา ๑๘.๐๐ – ๑๘.๓๐ น. และหลังข่าวพระราชสำนัก เวลา ๑๙.๕๕ – ๒๐.๑๕ น. ช่องไทยรัฐทีวี ในรายการพาเหรด บันเทิง เวลา ๑๙.๑๕ – ๑๙.๔๕ น. และช่อง Nation Chanel ในรายการข่าวข้นคนเนชั่น เวลา ๒๑.๓๐ – ๒๒.๔๕ น.



ภาพและข้อมูลจากเวบ
artbangkok.com














เจมส์ จิรายุ เชิญซื้อเสื้อโปโลภาพวาดฝีพระหัตถ์สมเด็จพระเทพฯ


อยู่คู่วงการบันเทิงไทยมาจนครบ ๑๒ ปีแล้ว สำหรับ “ไนน์เอ็นเตอร์เทน” ทางรายการเลยขอฉลองวันเกิดด้วยกิจกรรม “ไนน์เอ็นเตอร์เทน เบิร์ธเดย์ เฟสติวัล ๒o๑๔” ที่แฟน ๆ จะได้พบกับฟรีคอนเสิร์ตจากศิลปินทุกค่าย และที่สำคัญเหนืออื่นใด คือภายในงานทุกคนยังจะได้ซื้อเสื้อโปโลภาพพระสาทิสลักษณ์การ์ตูนในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสมหามงคลทรงเจริญพระชนมายุ ๖o พรรษา ด้วย โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายสมทบทุนมูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ซึ่งตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือเด็กนักเรียนด้อยโอกาสในชนบท และที่พิเศษในปีนี้ยังได้พระเอกสุดฮอต เจมส์-จิรายุ ตั้งศรีสุข ที่ขออาสาเป็นพรีเซนเตอร์ เชิญชวนแฟน ๆ ร่วมซื้อเสื้อโปโลภาพวาดฝีพระหัตถ์อีกด้วย


เจมส์ จิ เผยว่า “รู้สึกเป็นเกียรติและดีใจอย่างมากครับที่ได้เป็นพรีเซ็นเตอร์เสื้อโปโลภาพพระสาทิสลักษณ์การ์ตูนในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ โดยเฉพาะรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายยังถูกนำไปเป็นทุนการศึกษาให้กับน้องที่ด้อยโอกาส ซึ่งสำหรับผมการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญและไม่มีที่สิ้นสุด เรายังต้องเรียนรู้ไปตลอดชีวิต ซึ่งในประเทศไทยยังมีเด็กด้อยโอกาสทางการศึกษาอยู่อีกเป็นจำนวนมาก และเป็นสิ่งที่น่ายินดีที่ผมและทุกคนจะได้ส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กที่ด้อยโอกาส เพียงช่วยกันซื้อเสื้อโปโลภาพพระสาทิสลักษณ์นี้ ในราคาตัวละ ๕oo บาท ทุกคนก็จะได้มีส่วนช่วยเด็กไทยให้มีการศึกษาที่ดีได้แล้วครับ”


ผู้ที่สนใจสั่งจองล่วงหน้าได้ภายในวันที่ ๑-๗ ก.ย.นี้ ที่ร้านเซเว่นฯ ทุกสาขา หรือติดต่อเบอร์ o-๒๗๑๑-๗๖oo และทาง //www.7Catalog.com รวมถึงเดินทางมาซื้อด้วยตัวเองได้ที่งานไนน์เอ็นเตอร์ เทน เบิร์ธเดย์ฯ ที่จะจัดขึ้นในที่ ๒o ก.ย.นี้ ณ ลานพาร์คพารากอน ตั้งแต่เวลา ๑o.oo-๒๒.oo น. นอกจากนี้ยังร่วมสมทบทุนเพิ่มเติมได้ที่ ชื่อบัญชีมูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา รวมน้ำใจคนบันเทิง เลขที่บัญชี o-๖๗๒๑-๓๕๑o-o ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาสวนจิตรลดา.



ภาพและข้อมูลจากเวบ
dailynews.co.th


























ภาพและข้อมูลจากสูจิบัตรการแสดงโขน "นาคบาศ"













เปิดคลังมรดกชาติ หยิบเสน่ห์สร้างศิลป์ร่วมสมัย


กระทรวงวัฒนธรรม โดยสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย และกรมศิลปากร ร่วมมือกับหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร จัด นิทรรศการมนต์เสน่ห์ไทย : มรดก + พลังสร้างสรรค์ (Thai Charisma : Heritage + creative Power) ขึ้น ในระหว่างวันที่ ๒๘ สิงหาคม-๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เพื่อเผยแพร่มรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติสู่สาธารณชน ส่งเสริมและพัฒนาการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะร่วมสมัย และเป็นการต่อยอดจากนิทรรศการศิลปะ "ไทยไหลนิ่ง" ในปี พ.ศ. ๒๕๕๕ ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะสิงคโปร์ ส่วนหนึ่งของงาน Thai Cultural Fest อันเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลสิงคโปร์


ในนิทรรศการยังมีการนำโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ที่สำคัญของไทยกว่า 38 รายการมาจัดแสดง ไปพร้อม ๆ กับการจัดแสดงศิลปะร่วมสมัยใหม่โดยศิลปิน ๑๙ ท่าน อาทิ ถวัลย์ ดัชนี, ปัญญา วิจินธนสาร, ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวานิช, จักกาย ศิริบุตร, ดาว วาสิกศิริ, สาครินทร์ เครืออ่อน, บุษราพร ทองชัย, ปานพรรณ ยอดมณี เป็นต้น สะท้อนให้เห็นถึงพลังแห่งความศรัทธาและพลังแห่งการสร้างสรรค์ของช่างโบราณ ผ่านโบราณวัตถุทรงคุณค่าของแผ่นดิน มีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนาน เช่น ภาชนะดินเผารูปวัวเพศผู้ ใช้บรรจุอาหาร ที่ถูกสันนิษฐานว่าใช้ในพิธีกรรมเกี่ยวเนื่องกับกสิกรรมในสมัยยุคก่อนประวัติศาสตร์


ศ.ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวถึงที่มาในฐานะภัณฑารักษ์ของนิทรรศการว่า ได้มีการเตรียมการจัดนิทรรศการนี้กว่า ๒ ปี โดยสืบเนื่องมาจากการจัดงาน "ไทยไหลนิ่ง" ณ ประเทศสิงคโปร์ ที่มีโอกาสนำโบราณวัตถุไปจัดแสดงร่วมกับงานของศิลปินร่วมสมัยของเรา ซึ่งได้รับความสนใจค่อนข้างมาก โดยบางชิ้นได้ขอยืมจากวัดวาอารามในไทยไปจัดแสดง ครั้งนั้นทำให้ศิลปินมีโอกาสได้สัมผัสใกล้ชิดกับโบราณวัตถุ จึงริเริ่มจัดนิทรรศการ "มนต์เสน่ห์ไทย : มรดก + พลังสร้างสรรค์" โดยประสานความร่วมมือกับกรมศิลปากร เพื่อเปิดคลังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ให้ศิลปินได้เข้าไปสำรวจโบราณวัตถุถึง ๗o,ooo ชิ้น ที่ถูกเก็บรักษาเอาไว้ เป็นศิลปะอันแสดงออกให้เห็นถึงฝีไม้ลายมือเชิงช่างชั้นครูที่งดงาม


"เรามองว่าช่างนิรนามโบราณของไทยนั้นมีมนต์เสน่ห์ไม่เหมือนใคร ช่างเหล่านั้นเป็นต้นน้ำที่สามารถจะส่งต่อสืบทอดให้กับศิลปินรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี ประการต่อมา อยากให้สาธารณชนได้เห็นผลงานโบราณที่มีคุณค่าและคุณภาพ การสืบทอดครั้งนี้ยังมองว่า แท้จริงแล้วเวลาดูงานศิลปะ บางครั้งเราแบ่งแยกงานโบราณวัตถุและศิลปะร่วมสมัยออกจากกัน หรือแม้แต่งานวิจิตรศิลป์ก็ถูกแยกออกจากงานช่างฝีมือ ทัศนคติเหล่านี้เป็นการจัดประเภท โดยที่เราได้รับอิทธิพลจากตะวันตกทั้งสิ้น"


ภัณฑารักษ์ยังกล่าวด้วยว่า ผู้ชมจะได้เห็น ๒ นิทรรศการในงานนี้ ได้แก่ การจัดแสดงวัตถุโบราณที่หาชมได้ยาก เช่น ศิวลึงค์ ศิลปะสมัยลพบุรี พระพุทธรูปปางห้ามพระแก่นจันทร์ สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เป็นต้น กับผลงานของศิลปินที่สร้างสรรค์หลังจากได้ชมโบราณวัตถุเหล่านั้น ซึ่งในศิลปินทั้ง ๑๙ ท่าน ไม่ใช่ทั้งหมดที่จับคู่กับโบราณวัตถุ แต่หลายท่านมีโอกาสเข้าไปสร้างงาน ทั้งนี้ยังเป็นนิทรรศการนำร่องที่จะมีการจัดอีกหลายงานในปีหน้า ในบริบทโบราณวัตถุของไทย แสดงคู่กับงานช่างและงานของศิลปินร่วมสมัย เพื่อเพิ่มมูลค่าของงาน ตลอดจนสร้างความภูมิใจให้ทุกคน


การนำโบราณวัตถุมาจัดแสดงกับงานศิลปะร่วมสมัยคราวนี้ เอนก สีหามาตย์ อธิบดีกรมศิลปากร ได้กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า เป็นมิติใหม่ของการจัดแสดง ที่ผ่านมามรดกของชาติไม่ได้มีบทบาท สร้างแรงบันดาลใจและแนวทางให้กับศิลปินได้วิเคราะห์และศึกษางานศิลปะอายุ ๑o,ooo ปี จนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นระยะเวลาอันยาวนาน ถ้าหากมองศิลปะของต่างประเทศ จะเห็นความคาบเกี่ยว เช่น สถาปัตยกรรม หรือประติมากรรม ศิลปินมักจะเอามาผนวกไว้ในงานของเขา ตรงนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่านิทรรศการที่จะเกิดขึ้นก็มีลักษณะการนำองค์ความรู้การออกแบบและแนวคิดของช่างโบราณ ที่นำวิถีชีวิตมาสะท้อนออกมาในรูปศิลปวัตถุ สื่อให้เห็นว่าคนในยุคปัจจุบันเองก็มีวิถีชีวิต ความรู้สึก แสดงออกทางด้านศิลปะ ทว่าที่ผ่านมา ด้วยกฎระเบียบของการเก็บรักษา ทำให้นำโบราณวัตถุออกสู่สาธารณชนขาดช่วงไป


"แนวคิด มรดก + สร้างสรรค์ นั้น เป็นแนวคิดที่มาอยู่เดิม แต่ไม่มีใครหยิบยกขึ้นมาให้เห็นเป็นลักษณะงาน เช่นครั้งนี้ กรมศิลปากรเองมีมรดกทางวัฒนธรรมนับไม่ถ้วน ประเมินมูลค่าไม่ได้ และองค์ความรู้ที่ฝังอยู่ซึ่งยังไม่ได้รับการเปิดเผยมากนัก โบราณวัตถุที่คัดเลือกมาทั้ง ๓๗ ชิ้น เพื่อมาเป็นแรงบันดาลใจ มองว่ายังน้อยไป แต่เป็นการนำร่องที่ดี แสดงให้เห็นว่าเรากำลังหาวิธีการนำเสนองานศิลปะหลากหลายช่องทาง โดยสามารถให้ชิ้นงานร่วมสมัยนั้นสื่อสารกับผู้ชมได้รู้ถึงคุณค่าของมรดกของชาตินั้นถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว" อธิบดีกล่าว


ปัญญา วิจินธนสาร ศิลปินไทยร่วมสมัยชื่อดังที่มีโอกาสจัดแสดงชิ้นงานในนิทรรศการครั้งนี้ เผยว่า ตอนเข้าไปสำรวจคลังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สนใจงานอยู่ชิ้นหนึ่ง เป็นภาพเฉพาะพระพักตร์แกะสลักจากหิน สมัยทวารวดี ที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งจินตนาการถึงตัวองค์ที่ต้องมีขนาดใหญ่กว่านี้มาก ทำให้รู้สึกทึ่งฝีมือช่างโบราณอย่างมาก พุทธลักษณะที่โดดเด่นคือ ความเหลี่ยมของพระพักตร์อันน่าเกรงขาม จึงนำเอาความรู้สึกนี้มาสร้างสรรค์เป็นงานศิลปะร่วมสมัย โดยใช้ฝากระโปงรถ ล้อกับความเหลี่ยม พื้นฝากระโปรงใช้เทคนิคแกะเป็นร่องรอย สะท้อนเนื้อหายุคปัจจุบัน เล่นกับคำว่า "Unhappy" และ "U N happy"


"มีสัญลักษณ์ที่โดดเด่นอยู่ในงานคือ งู และนก แสดงถึงเรื่องราวปัจจุบันคือ องค์กร ที่ดูเหมือนจะปกป้อง และในเวลาเดียวกันก็เหมือนเข้าไปแทรกแซง ซึ่งโครงสร้างของงานได้รับแรงบันดาลใจจากภาพมารผจญของพระพุทธเจ้า" ทั้งนี้ยังเผยด้วยว่าเป็นเทคนิคใหม่ที่คิดค้นมานาน แต่ยังไม่มีโอกาสได้นำมาใช้ โดยคาดหวังว่าคนรุ่นใหม่จะเห็นคุณค่าของโบราณวัตถุผ่านงานศิลปะร่วมสมัย พร้อม ๆ กับสัมผัสของจริงในวันงาน.







ภาพและข้อมูลจากเวบ
bacc.or.th
thaipost.net
m-culture.go.th












ผลงานอาจารย์ปัญญา วิจินธนสาร



Print in ANGKOR WAT 2014


นิทรรศการ Print in ANGKOR WAT 2014 โดย ศิลปินและนักศึกษา 78 ท่าน เปิดงานในวันอังคารที่ 9 กันยายน 2557 เวลา 18.00 น. ณ หอศิลป์กรุงไทย อาคารสาขาเยาวราช ถ. เยาวราช กรุงเทพฯ


นิทรรศการผลงานภาพพิมพ์ จิตรกรรม สื่อผสม และประติมากรรม โดย คณาจารย์ นักศึกษาคณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร คณาจารย์จากสถาบันต่าง ๆ และศิลปินอิสระ จำนวน ๗๘ ท่านผู้เข้าร่วมโครงการศึกษาประวัติศาสตร์และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อการสร้างสรรค์ศิลปะภาพพิมพ์ เนื่องในโอกาสครบรอบ ๔๘ ปี ของภาควิชาภาพพิมพ์ คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ณ ประเทศกัมพูชา นิทรรศการครั้งนี้มีผลงานหลากหลายเทคนิค ซึ่งศิลปินสร้างสรรค์จากการไปศึกษาและสัมผัสกับความงดงามของศิลปะขอม จำนวน ๒๒o ภาพ ศิลปินในโครงการ อาทิ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ สันติ เล็กสุขุม, ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ปรีชา เถาทอง, ศาสตราจารย์เกียรติคุณ พิษณุ ศุภนิมิตร, รศ.กัญญา เจริญศุภกุล, รศ.ปริญญา ตันติสุข, อ.ปัญญา วิจินธนสาร


นิทรรศการฯ กำหนดจัดแสดง ตั้งแต่ วันที่ ๙ - ๓o กันยายน ๒๕๕๗

ณ หอศิลป์กรุงไทย อาคารสาขาเยาวราช

เลขที่ ๒๖o ถ.เยาวราช แขวงจักรวรรดิ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ ๑o๑oo

วันจันทร์-ศุกร์ เวลา ๙.oo-๑๖.oo น. วันเสาร์ เวลา ๙.oo-๑๗.oo น.

(หยุดวันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์)

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ o-๒๒๒๒-o1๑๓๗





ผลงานชัยรัตน์ แสงทอง





"แสงสุวรรณภูมิ"
ศิลปิน อาจารย์ปรีชา เถาทอง






ผลงานคุณทินกร กาษรสุวรรณ



ภาพและข้อมูลจากเวบ
fineart-magazine.com













Asean Eye Culture & Variety 2014


ขอเชิญชมนิทรรศการภาพถ่าย ASEAN EYE CULTURE & VARIETY 2014


ภาพความงดงามของเมืองไทย ผ่านสายตาช่างภาพจาก 10 ประเทศอาเซียน


จัดแสดงตั้งแต่วันที่ ๒๗ ส.ค. - ๒๗ ก.ย. ๒๕๕๗


ณ บริเวณลานหน้าแผนกรังสีวิทยา ชั้น ๑


โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา



ภาพและข้อมูลจากเวบ
ryt9.com
medinfo.psu.ac.th
talung.gimyong.com














ขยายเวลาจัดแสดง Experimental Video Art Exhibition, Thai-European Friendship 2004-2014


วันที่ : ๑๘ กรกฎาคม - ๒๑ กันยายน ๒๕๕๗
สถานที่: ห้องนิทรรศการหลัก ชั้น ๗
โดยฝ่ายนิทรรศการ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ร่วมกับ อาจารย์คมสัน หนูเขียว
พิธีเปิดงาน ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๕๗


เป็นโครงการที่ถูกทำขึ้นทุก ๆ ปี โดยเป็นการนำเสนอผลงานวีดีโอจากประเทศไทย และจากประเทศในแถบยุโรป โดยเริ่มต้นโครงการตั้งแต่ปี ๒oo๔ (ถึงปัจจุบันเป็นเวลา ๑o ปี แล้ว) ซึ่งโครงการนี้ได้มุ่งประเด็นไปที่สุนทรียศาสตร์ และเนื้อหาของเทคนิควีดีโอ อันเป็นมีเดียที่สำคัญประการหนึ่งในโลกศิลปะปัจจุบัน โดยตัวของมันเองมีส่วนร่วมแสดงอย่างมากต่อโลกศิลปะร่วมสมัย หรืออาจจะมากกว่ามีเดียแบบเก่า (เทคนิค Painting, Print making, Sculpture) โดยวีดีโอมักใช้เทคนิคสมัยใหม่ ผ่านการคำนวนทางวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งใช้พื้นฐานของสุนทรีย์ศิลปะเป็นตัวแสดงออก และผลพวงจากสิ่งเหล่านี้นั้นมาจากสภาพแวดล้อมของเรา ๆ ทีมีชีวิตอันเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีในปัจจุบัน โดยในประเทศไทย วีดีโอ อาร์ต (Video Art) ยังไม่ได้ถูกใช้อย่างแพร่หลายในทางศิลปะนัก


โครงการ EVA ในตลอด ๑o ปีของโครงการ มีความตั้งใจที่จะแสดงให้เห็นถึงรูปแบบวีดีโอ ที่ศิลปินใช้ในปัจจุบัน และสำหรับการแสดงในประเทศไทย ทั้งนี้มีมหาวิทยาลัย ๙ แห่ง เข้าโครงการอันประกอบด้วย คณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร, คณะศิลปกรรม มหาวิทยาลัยกรุงเทพ, คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา, วิทยาลัยช่างศิลป ลาดกระบัง, สาขาศิลปกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, คณะวิจิตรศิลป มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา, คณะมนุษย์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี สมุทรปราการ, คณะศิลปวิจิตร สถาบัณฑิตพัฒนศิลป์ ศาลายา


วัตถุประสงค์ของโครงการเป็นการจัดขึ้นทุก ๆ ปีนั้นได้แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายจากผลงาน ทั้งจากผลงานของศิลปินนานาชาติ ผนวกกับผลงานของศิลปินไทย และนักศึกษาในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เพื่อแสดงให้เห็นถึงผลงานที่ทำผ่านเทคนิควีดีโอ โดยเฉพาะผลงานเหล่านี้จะเป็นตัวแสดงถึงสิ่งที่พวกเขาเกี่ยวข้อง ตลอดจนชี้ให้เห็นถึงวิธีคิดทฤษฎีต่าง ๆ โดยเฉพาะในความหลากหลายของพฤติกรรมที่สะท้อน และได้รับอิทธิพลจากเทคโนโลยีที่อยู่รอบ ๆ ตัวพวกเรา ผ่านการรับรู้และสุนทรีย์ทางศิลปะ โดยได้เชิญศิลปินชาวยุโรปผู้ซึ่งอาศัยและทำงานในประเทศเหล่านั้น อาทิ ศิลปินจาก เยอรมนี, ออสเตรีย, อิตาลี, สวิตเซอร์แลนด์, สโลเวเนีย, อังกฤษ และประเทศอื่น ๆ ในบริเวณโดยรอบ โดยสไตล์รูปแบบและขบวนการการทำงานได้บ่งบอกถึงความหลากหลาย โดยเบื้องหลังการแสดงออกผ่านทางวัฒนธรรม ขนมธรรมเนียม ประเพณี และความสนใจของศิลปิน ซึ่งประด็นต่าง ๆ เหล่านั้นชี้ให้เห็นการแก้ปัญหาอันเกี่ยวข้องกับสถานที่ เวลา ตามภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ตลอดทั้งศิลปินต่าง ๆ ที่มีส่วนร่วมในโครงการ ต่างมีความหลากหลายของพื้นเพ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราตั้งใจ เพื่อเป็นการเชื่อมสัมพันธ์ในการทำความเข้าใจของความแตกต่างของวัฒนธรรมตลอดทั้งสุนทรีย์ศิลปะ


เพื่อเปิดโลกทัศน์ในระดับนานาชาติ และเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ในระดับอุดมศึกษาในประเทศไทยด้วยกัน และต่อสถาบันการศึกษาในต่างประเทศให้แน่นแฟ้นมากขึ้น อาทิสถาบัน Academy of Fine Arts, Vienna, Austria, Academy of Media Arts, Cologne, Germany


จุดมุ่งหมายของเราเป็นบริบทหนึ่งที่พิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพการศึกษาในประเทศไทย วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันซึ่งมีส่วนสำคัญต่อระบบการศึกษาศิลปะเป็นอันมาก โดยโครงการเป็นความตั้งใจประการหนึ่งเพื่อเปิดโอกาศแก่นักศึกษาได้ทำความเข้าใจ และรู้จักผลทางเทคโนโลยีในปัจจุบัน ซึ่งที่โครงการถูกทำขึ้นมาตลอดทั้ง ๑o ปีที่ผ่านมา และยังได้ให้การศึกษาเพิ่มความรู้ต่อมีเดียสมัยใหม่แก่นักศึกษาและผู้สนใจ และยังเป็นการร่วมมือเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างศิลปินไทย และศิลปินต่างประเทศด้วยอีกประการหนึ่ง อันได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าโครงการได้ประสบความสำเร็จจากการแสดงที่ผ่านมา โดยหวังว่าในอนาคตตัวโครงการจักนำพาสู่ความเป็นสากลมากยิ่งขึ้น


ภัณฑารักษ์
คมสัน หนูเขียว
พาสเคาร์ เฟนเดริก
ซาบีน่า มาร์ทะ


ศิลปิน

อเล็ก เฮม/ อันจา เคาอท์กาสเนอร์ซ/ อานนท์ ไชยแสนสุข, รัชต์ จุลชาต, ณัทภัทร ธรรมศาสน์, ณภัทร วัฒนกุลจรัส และบวร ขจรพันธุ์พงศ์/ อานนท์ นงเยาวน์/ บาบาร่า สตอร์ม/ บิลลี่ โรอส / โบริส อิมซสเช่/ ชญานิษฐ์ วงศ์ทองดี/ เดเนียร์ เบอร์ฮาดท์/ ดาร์ริอุสซ โควาล์ซขี/ ดาร์วิด ลาซเชอร์/ โดเร็กค์ โรเบอร์/ ดีเตอร์ โควาซ์/ โดริส ชามิสน์/ แอร์เบอท์ มิทเทลล์ชตัดท์/ เอวา วายนิการ์ทเน่อร์/ เอว่ามาเรีย ชาลคเล่อร์/ เกราร์ด ซาฮน์/ เกร์ทรูเดอ์ โมเซอ์-เวกจเนอร์/ จูริอาร์โน่ เวซ/ โกลว์ โบเอค์เล่อร์/ ฮารอล์ด ฮุน และพอลร์ โฮนน์/ เฮซอล คิม/ ไฮดรุนท์ โฮสฟายทด์/ ไฮดรุนท์ โฮสฟายทด์ และคริสท๊อฟ ดาร์อเกอร์/ อิทธิพล เชื้อทอง/ จาน อาร์ท/

ยัน มาฮาเชค์/ เจตน์ อยู่ยิ้ม/ จิฮเย พาร์ค/ โยฮัน ลูร์ฟ/ โจฮันน์ ลูรส/ จูเรีย วายด์เน่อร์/ จุงน์ ยังจ/ คณากร คชาชีวะ/ คาร์ริน ฟิชซทาเร่อร์/ คาร์ อินเกอร์ ลอยซ์/ เคทท์ พิเคอริงจ์/ เคอเทอร์รีนน่า ฮูเบอร์/ แข มังกรวงษ์/ กิตติ ศรมณี/ คมสัน หนูเขียว/ โฆษิต จันทรทิพย์/ ลีน่า ดิทเทอ นิสเซน/ ลีโอพอร์ด เคซ์เล่อร์/ ลีอา/ มากิ ซาตาคิ/ มานูเอล คเนพ/ มาเรีย เพทชเช่ซ์/ มาเตจ์ โมดรเจค/ มาทิอัส นอยอ์โฮเฟอร์/ เมนโน อาเดน/ มีเรียม ไบทาลา/ น้ำฝน อุดมเลิศรักษ์/ นันธนาส อินธิอัมพันธ์/ ณัฐณรัณ บัวลอย/ นวรัตน์ กาญจนินทุ/ นิโคล์ ชาดท์/ นิธิพัฒน์ หอยสังข์ทอง/ นงลักษณ์ ตรีธนาโชติ/ นอร์เบอร์ท พาร์เฟนท์บิสชเร่อร์/ โอริเว่อร์ สเตาทซ์/

อรวรรณ อรุณรักษ์/ ภาณุ แสง - ชูโต/ พาสเคาร์ เฟนเดอร์ริค/ พาสเคาร์ เฟนเดอร์ริค และเบอร์ ฮัพพ์เฟอร์/ พศุตม์ กรรณรัตนสูตร/ ปีเตอร์ คอนราด เบเยอร์/ ฟิลลิปพ์ แมสเซอร์/ พิริยะ อุ้ยไพบูลย์สวัสดิ์/ พุฒิพงศ์ พิสิฐกุลภาคย์/ รีมัส ซากาเลาซคาร์ส/ โรเบอรท์ วาเทอร์/ ซาบีน่า มาร์ทา/ ซูซานเน่ ชูอดา/ ซูซี่ เจร์คูสส์/ เทสซ่า คเนพ/ ธีรวัฒน์ เมษะสิทธิวิทย์/ โทรสเทน ชเนอเดอร์/ ทีน่า เฟงท์ค/ ทินทิน คูเพอร์/ ทักษิณา พิพิธกุล/ อัว โดมินโก เกนัด/ วุฒิกร คงคา/ โยชิฮิสะ นากานิชิ/ ยุทธชัย ตั้งวงษ์เจริญ


นิทรรศการดำเนินงานโดย
ฝ่ายนิทรรศการ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ร่วมกับ อาจารย์คมสัน หนูเขียว


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
๙๓๙ ถนนพระราม ๑ แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ ๑o๓๓o
โทรศัพท์ o๒-๒๑๔-๖๖๓o – ๘ โทรสาร o๒-๒๑๔-๖๖๓๙
bacc.or.th
เฟซบุคหอศิลป์กรุงเทพ



ภาพและข้อมูลจากเวบ
bacc.or.th














ทำไมช่างภาพฝรั่งสนใจ "เครื่องรางในรถแท็กซี่ไทย"


นิทรรศการภาพถ่ายชุดนี้ เป็นการแสดงผลงานภาพถ่ายที่ถ่ายจากภายในรถแท็กซี่ของกรุงเทพฯ ซึ่งศิลปิน/ช่างภาพ เดล คอนสแตนซ์ (Dale Konstanz) ใช้บริการในช่วงเวลา 8 ปีที่ผ่านมา


ภาพถ่ายเหล่านี้จะเน้นนำเสนอเกี่ยวกับการประดับประดาสิ่งต่างๆในรถแท็กซี่ อาทิ เครื่องรางนำโชค ภาพนิ่ง รูปเคารพของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และเครื่องประดับสมัยใหม่ตัวเล็กตัวน้อย ทั้งที่วางเต็มแผงหน้าปัด ห้อยจากกระจกมองหลัง และติดไว้บนเพดานรถ


บรรดาเครื่องรางและสิ่งของต่าง ๆ เหล่านี้ นอกจากมีเ อาไว้ใช้เป็นเครื่องรางคุ้มครองความปลอดภัยของคนขับผู้โดยสาร ใช้เป็นครื่องนำโชคเพื่อให้เงินทองไหลมา และป็นสิ่งหย่อนใจสร้างความเพลิดเพลินสนุกสนานแก่คนขับแท็กซี่ด้วย


ภาพถ่ายของคอนสแตนซ์ เป็นการสะท้อนวัฒนธรรมแบบไทย ๆ แต่ในบริบทที่ร่วมสมัย เป็นสิ่งที่ค่อนข้างคุ้นเคยสำหรับคนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย หรือมาเที่ยวประเทศไทย


แต่ก็มักจะถูกทุกคนมองข้ามหรือไม่ได้ใส่ใจกับมัน โดยเฉพาะสำหรับคนไทย


คอนสแตนซ์หวังเพียงอยากให้ผู้ชมได้รับความสุขจากผลงานภาพถ่ายในนิทรรศการครั้งนี้กลับไป และมีความรู้สึกชื่นชมต่อวัฒนธรรมไทยมากขึ้น


“เครื่องรางในรถแท็กซี่ไทย” โดย เดล คอนสแตนซ์ วันนี้ - ๒๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ ณ People’s Gallery หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร























ภาพและข้อมูลจากเวบ
manager.co.th














รู้สึกสวยงาม "ลายเส้นและลายมือสถาปนิก"


บางแง่มุมในการทำงานของคนทุกสาขาอาชีพ สามารถสร้างความรู้สึกดีหรือแรงบันดาลใจให้กับผู้พบเห็นได้ ดังเช่นภาพสายเส้นงานสถาปัตยกรรม ของ วนิดา พึ่งสุนทร ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (สถาปัตยกรรมแบบประเพณี) ปี ๒๕๔๖ และบันทึกซึ่งถูกเขียนด้วยลายมือเป็นภาษาอังกฤษ ของ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ร้อยเอก กฤษฎา อรุณวงษ์ ณ อยุธยา ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (สถาปัตยกรรมร่วมสมัย) ประจำปี ๒๕๕o และอดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้ล่วงลับ






ซึ่งถูกนำมาจัดแสดงเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ "17 l 80 จาก l เส้น l สู่ l สร้าง" จัดขึ้นในวาระครบรอบ ๘o ปี สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยได้ระดม ๒o ช่างภาพสถาปัตยกรรมมาถ่ายทอดมุมมองของตนเอง โดยมี ตัวตนและผลงานของ ๑๗ สถาปนิกผู้ถูกเลือกให้เป็นศิลปินแห่งชาติ เป็นแบบ






นอกจากจะเป็นนิทรรศการที่ทำให้เราได้มีโอกาสชื่นชมผลงานสถาปัตยกรรมที่สถาปนิกผู้มีชื่อเสียงของไทยเราออกแบบไว้หลายสถานที่ รับเอาแรงบันดาลใจจากปรัชญา แนวคิด ผลงาน รวมไปถึงทัศนคติต่าง ๆ เกี่ยวกับวงการสถาปัตยกรรมในประเทศไทย ยังทำให้เราได้มีโอกาสทำความรู้จักกับงานภาพถ่ายแนวสถาปัตยกรรมของบรรดาช่างภาพผู้เรียกตัวเองว่า Architectural Photographers






ได้แก่ ภิรักษ์ อนุรักษ์เยาวชน, อรัญรัตน์ ประถมรัตน์, พศิน สุดใจ, วีระพล สิงห์น้อย, เกรียงไกร ประทุมซ้าย, สาโรช พระวงศ์, ธีรวัฒน์ วิญญรัตน์, สาวิตตรี อนันต์รัตนสุข, พัฒนภูมิ เพ็ชรกระจ่าง, เฉลิมวัฒน์ วงษ์ชมภู, วีรวุฒิ นนทเวชช์, วิสันต์ ตั้งธัญญา ,สันทนะ เพ็ชรสุข,เชาวฤทธิ์ พูนผล, กฤษฎา บุญเฉลียว, ณัฐพงษ์ พงษ์พิบูล, ศรินยา โทณสุกุมาร, ประยูร เทศประทีป, เกตน์สิรี วงศ์วาร, ดำรง ลี้ไวโรจน์, ศิริชัย เหลืองวิสุทธิ์สิริ และ ปัญณวัฒน์ เดชขจรวุฒิ






นิทรรศการจัดแสดงระหว่างวันนี้ -๓๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สอบถาม สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ โทร. o-๒๓๑๙-๖๕๕๕



ภาพและข้อมูลจากเวบ
manager.co.th














บอกรักแม่ผ่านเสื้อยืดลายสวย


ถือเป็นธรรมเนียมประจำทุกปีของ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ ที่จะเชิญชวนศิลปินนักร้องคนดังมาดีไซน์ลวดลายเสื้อยืดสวย ๆ แทนคำบอกรักแม่ เพื่อจัดจำหน่ายหารายได้เข้ามูลนิธิการกุศล ซึ่งในปีนี้ทำออกมาถึง ๓ แบบ ๓ สไตล์ ใครที่กำลังมองหาของขวัญดี ๆ ที่นอกจากจะใช้ประโยชน์ได้แล้ว ยังได้ร่วมทำการกุศลอีกด้วย


ในปีนี้ ศิลปินนักร้องคนดังที่ได้มาออกแบบลายเสื้อยืดบอกรักแม่ ให้กับโครงการของทางโรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ คือ ๓ หนุ่มหล่อจากเดอะสตาร์ เต้ - ธีระ จรรยาศิริกุล (เต้ เดอะสตาร์ ๑o), ซีดี - กันต์ธีร์ ปิติธัญ (ซีดี เดอะสตาร์ ๑o), ดิว - นัทธพงศ์ พรมสิงห์ (ดิว เดอะ สตาร์ ๙)






ซึ่งศิลปินทั้ง ๓ หนุ่มนั้น ได้รังสรรค์ลวดลายสวย ๆ ในสไตล์ของตัวเอง ถ่ายทอดแรงบันดาลใจมาจากความรักความผูกพันที่มีต่อคุณแม่ ออกมาเป็นลายเส้นสวยๆ ซึ่งทางหนุ่มเต้ ได้กล่าวว่า “ตั้งแต่เด็ก แม่คอยดูแลผมเสมอ แม้ตอนนี้ผมจะงานยุ่ง ไม่ค่อยมีเวลาได้อยู่กับแม่สักเท่าไร แต่แม่ก็ยังคอยเป็นห่วง คอยเอาใจใส่ดูแลผมอยู่ตลอด ดังนั้นผมจึงใช้ภาพของเด็กผู้ชายถือดอกมะลิและลูกโป่งที่มีสัญลักษณ์ของรายการเดอะสตาร์ เป็นของขวัญวันแม่ เพื่อตอบแทนความรักที่แม่มีให้ผม และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผมได้มายืนตรงจุดนี้”






ส่วนซีดีที่ออกแบบเป็นลวดลายหวาน ๆ อย่างดอกมะลิและหัวใจ ได้เล่าว่า “ถึงแม้ว่าพ่อกับแม่ผมจะแยกทางกันตั้งแต่ผมยังเป็นเด็ก แต่ผมไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองขาดแม่ หรือขาดความอบอุ่นเลย เพราะนอกจากพ่อแล้ว คุณป้าเองก็ดูแลผมเป็นอย่างดี เสมือนเป็นคุณแม่ คอยส่งเสริมผมในทุกๆ ด้าน วันแม่ปีนี้ ผมจึงอยากมอบดอกมะลิเพื่อตอบแทนความรักให้กับแม่บังเกิดเกล้าที่ให้กำเนิดผม และคุณป้าที่เลี้ยงดูผมมา เรียกได้ว่าท่านทั้งสองเป็นซุปเปอร์มัมมี่ของผมเลย”






ทางด้านหนุ่มดิว ถ่ายทอดความร็อคในตัวออกมาเป็นลายกราฟฟิกตัวอักษรเท่ ๆ ที่รวมเป็นรูปหัวใจ อันหมายถึงความรักต่อมารดา บอกว่าได้แรงบันดาลใจมาจากการที่ “แม่ดูแลผมมาตั้งแต่เด็ก ลำบากเพื่อผมมาตลอด ถึงตอนนี้ผมโตเป็นผู้ใหญ่ และพอจะช่วยแม่แบ่งเบาภาระได้บ้างแล้ว แต่แม่ก็ยังมองว่าผมเป็นเด็ก พร้อมที่จะกอด พร้อมที่จะช่วยเหลือเสมอ ผมจึงใช้ภาพของเด็กทารกแทนตัวผมเอง อยู่ในอ้อมกอดอันอบอุ่นของแม่ ที่พร้อมจะให้ความรักและพร้อมที่จะสนับสนุนผม ไม่ว่าผมจะทำอะไร”






โดยเสื้อทั้ง ๓ แบบนี้ จะวางจำหน่ายในราคาตัวละ ๓oo บาท ที่ร้านซิงค์เบเกอรี่ ชั้น G ของโรงแรมฯ ในราคา ตัวละ ๓oo บาท เริ่มสั่งจองได้แล้วตั้งแต่วันนี้จนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม ๒๕๕๗ หรือจนกว่าของหมด ซึ่งรายได้จากการจำหน่ายหลังหักค่าใช้จ่ายจะนำไปสมทบทุนศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ (เพื่อมะเร็งเต้านม) โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย สนใจติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือ สั่งจองเสื้อล่วงหน้าได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ โทร. o๒-๑oo-๑๒๓๔ ต่อ ๖๗๕๓-๕๕







ภาพและข้อมูลจากเวบ
manager.co.th




บีจีจากคุณเนยสีฟ้า ไลน์จากคุณญามี่ กรอบจากคุณ Hawaii_Havaii

Free TextEditor




Create Date : 21 สิงหาคม 2557
Last Update : 21 สิงหาคม 2557 12:11:42 น. 0 comments
Counter : 4297 Pageviews.

haiku
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 156 คน [?]




New Comments
Friends' blogs
[Add haiku's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.