เมษายน 2558

 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
13
15
16
17
19
21
22
24
25
26
28
29
30
 
 
All Blog
อย่าพึ่งเชื่อใคร..!!

  แทบไม่น่าเชื่อ.. หากจะมีใครมาบอกกับเราว่า

ความจริงแล้ว ของที่เรามี ของที่เราใช้อยู่ มันไม่ใช่ของเรา..

แม้แต่ ตัวตนของเรามันก็ยังไม่ใช่ของเราเลย..  จะนับประสาอะไรกับ บุคคลที่อยู่รอบข้างเรา

พ่อ แม่ พี่น้อง เพื่อน ญาติโกโหติกา ทั้งหลายเหล่านั้น แน่นอนพวกเขาย่อมไม่ใช่ของเราแน่ๆ..

คำกล่าวแบบนี้ ย่อมขัดแย้งกับมโนสำนึกขั้นพื้นฐาน ของเราอย่างรุนแรง..

จะมีคำถามที่ตามมาอย่างมากมาย เช่น เวลาที่เราหิว หากไม่ใช่เราหิวแล้วใครกันหล่ะที่หิว..?

แล้วเวลาที่เราเจ็บ ใครกันหล่ะที่กำลังเจ็บ ใครกันที่กำลังร้องโอดโอย ใครกันที่กำลัง

รับทุกขเวทนานี้อยู่..?

 

แม้แต่เวลาที่เรากำลังมีความสุข มีความลิงโลด หัวใจคับพองไปด้วยมวลสารแห่งความปลื้มปิติ

ก็ตัวเราไม่ใช่หรือที่กำลังเสวยสุข กำลังโอบกอดความหอมหวานนั้นเอาไว้..

 

หากจะมาใส่ความคิดความเชื่อกันแบบนี้ บอกตรงๆว่า รับไม่ได้..!!

ก็เห็นกันอยู่โต้งๆว่า มีเรากำลังสุข กำลังทุกข์ กำลังกิน กำลังอ่าน กำลังหายใจอยู่ชัดๆ

แล้วจะมาบอกว่า ตัวเราไม่ใช่ของเรา ได้อย่างไร..?

 

แล้วหากจะบอกว่า นี่เป็นหลักปฏิบัติของพระพุทธศาสนา ด้วยแล้ว ก็ยิ่งไม่เข้าใจกันใหญ่

ชาวพุทธที่มี ภูมิธรรม น้อยๆไม่เคยเสียสละเวลามาศึกษาหาความรู้ในเชิงลึก

ก็ย่อมเกิดความรู้สึกขัดแย้งขึ้นมาในใจ อย่างแน่นอน

ย่อมเกิดความคิดต่อต้านถ้อยคำดังกล่าวอยู่ลึกๆบ้าง เกิดความสงสัยลังเล

ในหลักปฏิบัติทางศาสนาบ้าง และนั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิด หรือเป็นเรื่องที่คิดไม่ได้..

 

หากเรามาดูเป้าหมายสุงสุดของพระพุทธศาสนา ว่าอยู่ที่ใด แล้วลอง ย้อนรอยความคิด ดูว่า

พระพุทธศาสนานั้นวางจุดมุ่งหมายของมนุษย์ทุกคน ( เน้นว่าทุกคนในโลก ) ที่จะต้องไปให้ถึง

ให้ได้ในชีวิตนี้ นั้นคือ พระนิพพาน

นิพพาน เป็น สิ่งที่เราท่านทั่งหลายมีสิทธ์ที่จะได้สัมผัสทุกคน หากเราได้สิทธ์เกิดมาเป็นคน

โดยไม่เกี่ยงชนชาติ ศาสนา ฐานะยากดีมีจน หรือ สติปัญญา

นิพพาน เป็น สภาวะที่สงบเย็น เป็นสุขอย่างยิ่ง เป็นรสเหนือรส ไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดได้

เหมือนการอธิบายเหลี่ยมมุมของอัญมณี หรือ ความตื้นลึกของมหาสมุทร

เป็นสภาวะที่ปราศจากเครื่องร้อยรัดใดๆ เป็นอิสระจากแรงดึงดูดสุขทุกข์ของโลกอย่างสิ้นเชิง

เป็นสภาวะที่ผู้ที่เข้าถึงจะกลายเป็น หนึ่งเดียวกับธรรมชาติ ไร้ตัวตน แต่เป็นอย่างนั้นเอง

เป็น ความว่างอย่างยิ่ง ว่างจากอัตตา ว่างจากโลกธรรมทั้งหลาย..

 

และที่สำคัญคือ ไม่ต้องรอให้ตายเสียก่อนถึงค่อยเจอ.. ถึงค่อยสัมผัสได้..

 

จาก นิยามเหล่านี้นี่เอง ที่ทำให้เกิดคำกล่าวที่ว่า จริงๆแล้ว ตัวตนของเราไม่มีจริง

มีแต่สภาพของธรรมชาติหนึ่งที่รวมตัวกันขึ้นมาเป็นกลุ่มเป็นก้อน  แล้วก็สืบทอดเหตุปัจจัย

ไปตามวิถีแห่ง พระไตรลักษณ์ สุดท้ายก็เดินหน้าสู่ความแตกดับไม่มีเหลือ..

แต่หากยังมีเชื้อแห่งความอยาก ตัณหาและอวิชชา ก็เป็นเหตุให้ต้องกลับมามีภพชาติอีก

เพื่อรองรับอำนาจอันยิ่งใหญ่ของ กรรม ที่เป็นเหมือน แม่งาน ของระบบธรรมชาติ ต่อไป

จนกว่าจะผ่าน การพัฒนาตัวตนของจิตวิญญาณ ให้ข้ามพ้น กรรมดีกรรมชั่วทั้งหลาย

เข้าสู่สภาวะแห่ง พระนิพพาน ได้ก็เป้นการยุติบทบาท นักเดินทาง ของเราเพียงเท่านี้..

 

ดังนั้นหากวันนี้เรายังคิดว่า ตัวตนของเรามีจริง ของๆเราก็มีจริง ก็ไม่เป็นไร..

จนกว่าวันหนึ่งที่เราจะฉลาดพอที่จะสำนึกไดว่า ที่เรากำลังสุข กำลังทุกข์ สลับไปสลับมา

หมุนเวียนอยู่อย่างนี้ก็เพราะ ความคิดที่ว่า มีเรา ยังมีของเรา นี่แหละ

หากสักวันหนึ่งที่เราต้องเจ็บตัวเจ็บใจอย่างหนัก เพราะมีตัวเราของเรา เมื่อไหร่แล้วละก้อ..

ขอให้รู้เอาไว้ว่า ที่พระศาสดา ท่านสอนให้ละความเป็นตัวเป็นตน ของเราทิ้งไปซะ

เพื่อความไม่ต้องแบกต้องหามความมีความเป็นของเราเอาไว้นั้น จริงเสียยิ่งกว่าจริง..

แต่่อย่าพึ่งเชื่อใคร.. หากวันนี้เรายังไม่เคยพิสูจน์คำพูดเหล่านั้นให้ประจักษ์แจ้ง แก่หัวใจตน..

 

 

 




Create Date : 12 เมษายน 2558
Last Update : 12 เมษายน 2558 23:09:12 น.
Counter : 497 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

นายสมมุติ
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 19 คน [?]