เมษายน 2560

 
 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
22
23
25
26
28
29
30
 
 
All Blog
หยิบข่าวเล่าธรรม ตอน บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์..?




ทีแรกผู้เขียนคิดว่าจะมองข้ามข่าวนี้ไป

เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องความ หลงผิด ของชาวบ้านกลุ่มหนึ่ง 

ที่ยังใช้ ศรัทธา มานำหน้า ปัญญา ในการดำเนินชีวิต เหมือนกับคนที่ยังกราบไหว้ต้นกล้วย

จอมปลวก จิ้งจกสองหาง หรือ หลักกิโลเมตร ตามที่เคยได้อ่านกันในพื้นที่ข่าวทั่วๆไป



แต่คิดไปคิดมา ก็กลับเห็นอะไรบางอย่างที่พอจะหยิบยกเอามาเล่าเป็นประเด็น ธรรมะ ได้บ้าง

และคิดว่าน่าจะมีประโยชน์หากเอามาเล่าสู่กันฟัง



ข่าว บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ที่มีน้ำสีดำ เกิดที่จังหวัดหนึ่งทางภาคใต้ของประเทศไทย

ไม่ต้องกล่าวชื่อจังหวัดก็คงจะตามหาอ่านเนื้อความกันได้ไม่ยากเย็นนัก

หากดูตามภาพข่าวก็จะเห็นว่าบ่อน้ำที่ว่านี้ มีขนาดไม่ใหญ่นัก 

ที่แปลกไปกว่าบ่อน้ำอื่นๆ ก็คือน้ำในบ่อนี้มีสีดำ นอนนิ่งอยู่ และน้ำในบ่อนี้ไม่เคยเหือดแห้งมาหลายปี



ตามข่าวก็กล่าวถึงเสียงล่ำลือถึง สรรพคุณวิเศษของน้ำในบ่อดังกล่าว

เช่น น้ำในบ่อมีสีดำสนิทก็จริง แต่เวลาตักตวงไปเก็บไว้ น้ำนั้นจะกลายเป็นน้ำสีใสสะอาดขึ้นมาได้เอง

หรือมีสรรพคุณรักษาโรค ทำให้โรคบางชนิดหายไปได้ เมื่อนำไปทาตามผิวหนังหรือเอาไปล้างหน้า

ยิ่งไปกว่านั้น ยังล่ำลือกันว่ามีคนตาบอดนำน้ำจากบ่อดังกล่าวไปล้างตาแล้วกลับหายเป็นปรกติ..



บางคนก็นำภาชนะตักตวงน้ำจากบ่อ ไปดื่มกิน เพราะเชื่อว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ สามารถรักษาโรคได้

ที่สำคัญคือ ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายไม่ต้องเสียเงินเสียทองเพื่อได้ครอบครองน้ำวิเศษนั้น

ใครอยากตักอยากตวงเท่าไหร่ก็ตามสบาย..



ข่าวนี้มีคนพูดต่อๆกันปากต่อปาก จนดัง ขนาดทางหน่วยงานราชการต้องขอมาพิสูจน์ข้อเท็จจริง

ขอเก็บตัวอย่างเพื่อเอาไปทดสอบคุณสมบัติของน้ำจากบ่อดังกล่าวว่าเป็นอย่างไร



ผลก็คือ อุดมไปด้วยเชื้อโรค ไม่สะอาดจริง

และออกโรงเตือนชาวบ้านที่คิดจะนำน้ำดังกล่าวไปบริโภค ว่า อย่าคิดสั้น

เพราะอาจจะทำให้เสียสุขภาพ  ต้องเข้าโรงมดโรงหมอเสียกระตุ้งกระตังกันวุ่นวาย..

บางทีอาจจะอันตรายถึงชีวิตได้..


แต่ก็ไม่ทราบว่า ชาวบ้านผู้มีจิตศรัทธาหนาแน่นจะเชื่อหรือเปล่า..!!



ข่าวดังกล่าวก็มีเนื้อหาประมาณนี้

หากใช้สติปัญญาวิเคราะห์ดูสักหน่อย ข่าวนี้บอกอะไรกับเราได้บ้าง..?



ผู้เขียนไม่ได้ตำหนิชาวบ้านในข่าวที่เขาเชื่อว่าน้ำจากแหล่งน้ำดังกล่าวมีความพิเศษกว่าที่อื่นๆ

และก็ไม่ได้บอกว่าน้ำดังกล่าวมีความศักดิ์สิทธิ์จริงหรือไม่.. 

ประเด็นไม่ได้อยู่ตรงนั้น



แต่อยู่ที่เราเมื่อรับฟังข่าวสารดังกล่าว เมื่อได่เสพข่าวนี้แล้วเรารู้สึกอย่างไรมากกว่า..?



คล้อยตาม ต่อต้าน  หัวเราะขบขัน หรือ ปล่อยวางไม่เอามาเป็นสาระกับชีวิต ฯลฯ



ลองคิดดูว่าหากเป็นเรา ที่เชื่อหรือศรัทธาอะไรอย่างจริงจังแล้ว

หากมีใครมาพูดอะไรเพื่อลดทอนความน่าเชื่อถือของสิ่งนั้น เราจะรู้สึกอย่างไร..


ฉะนั้นไม่มีประโยชน์ที่เราจะไปเปลี่ยนแปลงความคิดความเห็นความเชื่อ

ของใครๆด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำ 

เพราะต่อให้มีหลักฐานหนักแน่นชัดเจนแค่ไหน ก็ยากที่จะไปหักล้างความเชื่อของใครได้ง่ายๆ

และไม่อยากให้เราไปตราหน้าว่าใครๆว่า งมงาย ไร้เหตุผล



เพราะความเชื่อความศรัทธาที่กำลังก่อตัวของเขามันอาจจะเป็น 

สิ่งยึดเหนี่ยวสุดท้าย หรือ ที่พึ่งสุดท้าย ที่เขามีอยู่   ก็เป็นได้..



จงปล่อยให้เขาเชื่อและศรัทธาไปจนกว่าเขาจะ พิสูจน์ความจริงแท้ ได้ด้วยตัวเอง

หาใช่เกิดจากการบอกเล่าจากปากคนอื่น  ให้เขาได้ ประสบการณ์ตรง ด้วยตนเองจะดีที่สุด

จะผิดหรือถูก มันต้องเรียนรู้ด้วยตนเอง..



ส่วนเราจะเชื่อหรือไม่เชื่อ มันเป็นเรื่องของเรา เป็นสิทธิ์ของเรา



บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ในทัศนะของผู้เขียนมีจริงครับ

และมันมีอยู่เพียงสองแหล่งเท่านั้นในโลกนี้

นั่นคือ หยาดเหงื่อ และ น้ำตา ของพ่อแม่ ของบุพการีของเรา



หยาดเหงื่อของพ่อแม่นั้นศักดิ์สิทธิ์นัก 

เพราะสามารถทำให้คนๆหนึ่งหรือหลายคนรอดพ้นจากความอดอยากหิวโหยได้

หยาดเหงื่อที่เกิดจากความเสียสละทุ่มเทเพื่อเลี้ยงดูลูกน้อยให้เติบใหญ่ 

หยาดเหงื่อที่เกิดจากการสั่งสอนอบรมให้เราเป็นคนดี เป็นครูคนแรกที่ไม่เคยเก็บค่าเทอมจากเรา

เป็นเหมือน น้ำศักดิ์สิทธฺิ์ที่ชุบชีวิตของเราจนมีวันนี้ได้ ก็เป็นเพราะสิ่งนี้..



น้ำตาของพ่อแม่

หากใครทำให้ท่านปลื้มปิติจนต้องหลั่งน้ำตาของความปลาบปลื้มยินดีออกมา 

ก็ถือว่าท่านได้โปรยปรายสายฝนอันชุ่มเย็น ราดรดบนหัวใจพ่อแม่ 

ได้ตอบแทนคุณท่านตามฐานะอันสมควร ชีวิตของเราก็มีแต่จะพบความเจริญรุ่งเรือง

ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ เพราะน้ำศักดิ์สิทธิ์ของพ่อแม่คอยประคองป้องกันเราไว้



แต่ในทางกลับกัน ใครก็ตามที่ทำให้น้ำตาของบุพการีต้องหลั่งไหลเพราะความทุกข์โทมนัส

ตรอมใจด้วยความไม่ดำรงตนเป็นดี ฝักใฝ่อบายมุข ทอดทิ้งท่านไม่เหลียวแล

อำนาจของ น้ำศักดิ์สิทธิ์ ก็จะดลบันดาลความล่มจมไม่เจริญงอกงามในชีวิตและหน้าที่การงาน

เพราะบกพร่องต่อคุณธรรมความดี บกพร่องต่อพื้นฐานของคนดีที่ควรทำ..



สุดท้าย ทุกสิ่งก็ต้องแปรปรวนไปตามวิถีแห่งธรรมชาติ

สุดท้าย ไม่ว่าความเชื่อที่หนักแน่นปานศิลาภูผาหินก็ย่อมถูกกาลเวลาย่อยสลายไป

ไม่นานก็จะมีความเชื่อใหม่ๆเกิดขึ้นมาทดสอบ ศรัทธาและปัญญา ของชาวโลกอยู่เรื่อยๆ

โรคภัยไข้เจ็บก็จะพัฒนาความยากในการรักษาอยู่ตลอดเวลา

โรคทางกายเป็นแล้วรักษาได้บ้างไม่ได้บ้าง  เต็มที่ก็แค่ตาย..

แต่โรคทางใจหากไม่รู้จักรักษา เราอาจจะตายทั้งที่ยังหายใจอยู่..



บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ของชาวบ้านในข่าวอาจจะไม่ได้มีเอาไว้รักษาโรคทางกายตามความเชื่ออย่างเดียว

แต่มันอาจจะมีเอาไว้รักษาโรคทางใจ ที่หมอแผนปัจจุบันรักษาให้พวกเขาไม่ได้

แต่สำหรับคนที่เสพข่าวนี้ด้วย ปัญญา มากกว่า อารมณ์ ย่อมเข้าใจดีว่า

อะไรบนโลกใบนี้หากมันไม่หลอกลวงเรา  ก็มีอีกแค่อย่างเดียวเท่านั้นก็คือ.. 

เราหลอกตัวเราเอง..




ขอขอบคุณเจ้าของภาพสวยๆทุกภาพครับ




Create Date : 24 เมษายน 2560
Last Update : 24 เมษายน 2560 3:43:31 น.
Counter : 255 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

นายสมมุติ
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 20 คน [?]