Once Man United, Always Man United
Group Blog
 
<<
เมษายน 2553
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
12 เมษายน 2553
 
All Blogs
 
20100412 วิพากษ์ BLACKBURN ROVERS vs MAN. UNITED

We are told that “This is The End”

สวัสดีครับ ยังคงหงอยต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่สองย่างเข้าสามติดต่อกันเข้าไปแล้ว สำหรับแฟนๆแมนฯ ยูไนเต็ด นะครับ หลังจากชิงตกรอบก่อนรองชนะเลิศฟุตบอลถ้วยใหญ่ที่สุดของยุโรปไปแบบน่าเจ็บปวด พร้อมๆกับปล่อยให้คู่แข่งแย่งแชมป์ลีกอย่างเชลซีบุกมายัดเยียดความปราชัยให้ถึงถิ่นแถมถีบเราตกบัลลังก์จ่าฝูง ล่าสุด เมื่อคืนที่ผ่านมา ก็ยังออกอาการเจไม่เลิก นั่นคือตื้อ ตัน ทื่อมะลื่อ และหาความคมในการจบไม่สกอร์ไม่เจอ รวมทั้งอาการที่เรียกได้ว่า เร่งไม่ขึ้น หมดมุข อะไรประมาณนั้น หลายๆคนโดยเฉพาะแฟนๆทีมอื่นพากันออกมาตราหน้าทีมเรากันใหญ่ว่า “มันจบแล้ว” แต่สำหรับผม ฟุตบอลไม่ได้มีแค่ปีเดียว และสำหรับทีมชุดนี้ มันคงยังไม่จบง่ายๆ จะด้วยสาเหตุใด ไปติดตามกันเลยครับ

เริ่มจากการจัดตัว กุหลาบเพลิงของแซม อัลลาร์ไดซ์ นัดนี้มาแบบที่เรียกได้ว่า ฟูลทีม สามารถเข็นตัวหลักๆลงมาได้แทบยกกระบิ บวกกับไม่มีเกมกลางสัปดาห์ทำให้ความฟิตแต่ละคนค่อนข้างเต็มถัง แซม อัลลาร์ไดซ์เลือกจัดทีมด้วยระบบ 4-5-1 หรือตามกราฟฟิคออกจะดูเป็น 4-2-3-1 โดยวางพอล โรบินสัน เป็นผู้รักษาประตู ฟูลแบ๊คสองข้างเลือก มิเชล ซัลกาโด้ กับ กาเอล ฌิเวต์ มีคริสโตเฟอร์ แซมบ้า และฟิล โจนส์ เป็นคู่เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ มิดฟิลด์ตัวับสองคนวันนี้ส่ง วินเซนโซ่ เกรลล่า และ สตีเฟ่น เอ็นซองซี่ ยืนคุมพื้นที่ วางสามผู้เล่นอย่าง เบร็ตต์ เอเมอร์ตัน – มอร์เตน กั๊มพส์ พีเดอร์เซ่น – มาร์ติน โอลส์สัน เป็นแผงอยู่หลังกองหน้าตัวเป้าที่ส่ง นิโกล่า คาลินิชยืนค้ำไว้ แต่ในรูปเกมที่เล่นกัน มาร์ติน โอลส์สัน ออกจะยืนสูงรองจากคาลินิช ในรูปแบบที่ออกมาเป็นหน้าต่ำซะด้วยซ้ำไป โดยแผงมิดฟิลด์ที่เหลือสี่คน กระจายกันคุมพื้นที่เพรสซิ่งผู้มาเยือนอย่างขยันขันแข็ง

ส่วนทางด้านแชมป์เก่า ที่ปีนี้ทำท่าจะฟาดแห้วถ้วยใบนี้ซะแล้วนั้น หลังจากเวย์น รูนี่ย์ ดาวยิงตัวกลั่นต้องโขยกเขยกออกจากอัลลิอันซ์ อารีน่า เมื่อกลางดึกวันพุธแล้ว ก็ต้องนั่งดื่มน้ำใบบัวบกอยู่บนอัฒจรรย์ร่วมสองสัปดาห์ รอวันลงสนามทำศึกผ่าเมืองอย่างกระสันจิต เกมนี้เมื่อทราบดีว่าเบิร์บไม่ใช่กองหน้าประเภทข้ามาคนเดียวในแดนหน้า ท่านเซอร์จึงเลือกแผน 4-4-2 ลงมาทำศึก The war of the roses โดยป๋ายังให้น้าซาร์เฝ้าเสาตามเดิม ฟูลแบ๊คนัดนี้เลือกแกรี่ เนวิลล์ และ จอห์น โอเชีย คู่เซ็นเตอร์ยังคงเป็นเนมานย่า วิดิช และริโอ เฟอร์ดินานด์ แผงมิดฟิลด์ประกอบไปด้วย อันโตนิโอ วาเลนเซีย, พอล สโคลส์, ไรอัน กิ๊กส์ และ หลุยส์ นานี่ มี ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ และ เฟเดริโก้ มาเคด้า เป็นคู่กองหน้า โดยนัดนี้เลือกที่จะพักปาทริซ เอวร่า ไว้ข้างสนามบ้าง หลังจากประพฤติตนเป็นคนเหล็ก ลงเล่นต่อเนื่องมาตลอดจนวิญญาณแทบจะออกจากร่างไปแล้วในนัดหลังๆ

เกมเริ่มมาก็เป็นนักเตะแบล๊คเบิร์นครับ ที่ออกตัวดริ๊ฟท์วิ่งกันลืมตายทุกผู้ทุกคนกันเลยทีเดียว แผนการเล่นของบิ๊กแซมก็ไม่มีอะไรซับซ้อนซ่อนเงื่อน เมื่อทราบดีและเห็นจากเกมถ่ายทอดสดมาตลอดว่า บรรดานักเตะอสูรแดงนั้น แทบจะลากวิญญาณมาเตะกันแล้วในสามสี่นัดหลังๆ เนื่องจากเตะกันถี่ยิบ และก็ยังเหมือนได้ของขวัญเพิ่ม เมื่อไม่มีรูนี่ย์คอยปั่นป่วนแผงแนวรับ ทำให้บิ๊กแซมไม่ต้องกังวลมากมายกับคู่กองหน้าตราอสูรที่ยังไม่เคยลงเล่นร่วมกันจริงๆจังๆมาก่อนแบบนี้ บิ๊กแซมลูบปากพลางพึมพำว่า ป๋าช่วงช่วงจ๋า ถึงแม้เราจะหนิดหนมกันมากมายแค่ไหน แต่เกมนี้น้องแซมขอก่อนนะจ๊า ว่าแล้วก็จัดลูกทีมลงไปวิ่งบดเพรสซิ่งกันให้ลืมตายทุกตำแหน่งทั่วสนาม เล่นเกมถึงลูกถึงคน ตามบดบี้หายใจรดต้นคอตลอด แถมยังคงปรัชญาลูกหนัง อัลลาร์ไดซ์ ทีวีไดเรกต์อย่างเหนียวแน่น เมื่องัดบอลไดเรกต์สาดไว้ก่อน พ่อสอนไว้ มาเล่นงานแผงหลังยูไนเต็ดอยู่ตลอด

ลูกทีมของเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่หลายต่อหลายคนตรากตรำกรำศึกหนักต่อเนื่องมาตลอดเกือบเดือนเต็มๆ ชนิดสองเกมต่อสัปดาห์ แถมเกมนี้ตัวกลางสองคนยังเป็นผู้เฒ่ากลุ่มเพื่อนเนวิลล์อย่างสโคลส์และกิ๊กส์ รวมทั้งหัวหน้ากลุ่มเนวิลล์เองก็ลงมายืนแบ๊คขวาด้วย สามคนเกินร้อยขวบเข้าให้แบบนี้ เมื่อเจอลูกวิ่งสู้ฟัดลืมตายของบรรดากุหลาบเพลิงทุกๆดอก ก็เล่นเอาไปไม่เป็นเหมือนกัน ช่วงสิบนาทียี่สิบนาทีแรก กิ๊กส์และสโคลส์ถูกกดดันจนจ่ายบอลเสียหลายครั้ง ดีที่ยังเป็นต้นเกม เรี่ยวแรวยังมีให้ไล่เอาบอลคืนมาได้ แต่ก็ทำให้ผมด่าเข้าไปในจอหลายดอกอยู่ เกมนี้เห็นได้ชัดเลยว่า สโคลส์และกิ๊กส์นั้น ไม่สามารถจัดการคอนโทรลเกมตามถนัดได้ เพราะถูกไล่เพรสซิ่งเร็วหนึ่ง ถูกตอดถูกแซะตลอดหนึ่ง แต่ที่สำคัญที่สุดคือการเคลื่อนที่และหาช่องว่างของเพื่อนในเกมนี้ ไม่ได้ช่วยให้การทำงานของมิดฟิลด์เป็นงานที่ง่ายขึ้นเลย

นานี่และวาเลนเซีย คงเคยชินกับภาพเดิมๆในเกมที่มีสโคลส์ลงมาบัญชาการ นั่นคือส่ายไปมาอยู่ข้างๆกรอบเขตโทษคู่ต่อสู้ เพื่อรอจังหวะที่สโคลส์จะวางข้ามมาให้ แล้วควบเข้าจู่โจมคู่ต่อสู้ด้วยความเร็ว แต่เกมนี้ บิ๊กแซมวางแผนการรบมาดี ไม่ยอมให้คู่ฟูลแบ๊คสองข้างเปิดพื้นที่ให้ปีกของยูไนเต็ดได้ยืนโล่งๆ ประกอบกับการวิ่งกดดันไล่บี้สองมิดฟิลด์ผู้เฒ่าก็ทำได้ดี ทำให้การวางเร็วออกปีกในเกมนี้ ไม่ค่อยสัมฤทธิ์ผลมากนัก การเซ็ตบอลขึ้นเกมรุกทางริมเส้นจึงดูจะด้อยพิษสงไปมาก เหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ การที่ฟูลแบ๊คสองข้างของเราเป็นแกรี่ เนวิลล์ กับจอห์น โอเชีย ที่ต้องระมัดระวังเกมริมเส้นของนักเตะแบล๊คเบิร์น คนหนึ่งก็แก่ และวิ่งไล่ไม่ค่อยทัน อีกคนหนึ่งก็ยืนทางซ้ายนับครั้งได้ในช่วงหลัง แถมเพิ่งเป็นตัวจริงครั้งแรกในรอบห้าหกเดือนอีกต่างหาก การเติมเกมรุกของฟูลแบ๊คสองข้างยูไนเต็ดในช่วงแรกจึงไม่ค่อยเกิดขึ้น ทำให้ปีกต้องรับบทหนักในการแหวกฝ่าวงล้อมฟูลแบ๊คและตัวประกบสองสามคนตลอด ซึ่งนั่นเป็นงานที่ง่ายซะที่ไหน

เกมของแบล๊คเบิร์นยังคงเอกลักษณ์ตามปรัชญาฟุตบอลของบิ๊กแซม นั่นคือถนัดบอลไดเรกต์ ตั้งแต่สมัยคุมโบลตัน วันดอร์เรอร์ส แล้ว บิ๊กแซมมักใช้เกมไดเรกต์เล่นงานคู่ต่อสู้ที่เก่งกว่ามาตลอด เมื่อมาอยู่อีวู้ด ปาร์ค ขุมกำลังนักเตะดีขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด เกมไดเรกต์ของแบล๊คเบิร์น โรเวอร์ส จึงทำงานค่อนข้างได้ผลดี และมีประสิทธิภาพมากขึ้น จะเห็นได้ว่า เกมในบ้านคือจุดเด่นของบิ๊กแซม ทั้งซีซั่นนี้เพิ่งแพ้ไปเพียงสองนัดเท่านั้น แถมยังดึงเสมอกับทีมอย่างลิเวอร์พูลและเชลซีได้อีก แล้วกับเราที่เหนื่อยล้ามาตั้งนานแบบนี้ มันจึงทำให้เราค่อนข้างมีปัญหาพอสมควร เมื่อโดนโต้กลับข้ามหัวแดนกลางมา โอลส์สัน, พีเดอร์เซ่น และคาลินิช เป็นตัวทีเด็ด ในการเก็บบอลแดนหน้า บิ๊กแซมมาได้ลูกไม้เกมรุกเพิ่มที่นี่ เมื่อมีนักเตะเบสิคดีอย่างพีเดอร์เซ่น, ดิยุฟ และเอเมอร์ตันอยู่ในทีม ทำให้นอกจากเกมไดเรกต์แล้ว ยังสามารถเลือกใช้ความสามารถเฉพาะตัวของนักเตะเพื่อเจาะแผงหลังคู่ต่อสู้ได้อีกด้วย

แบล๊คเบิร์นตั้งเกมรับอย่างเหนียวแน่น รัดกุม และมีวินัย ตัดบอลได้ปุ๊บก็สวนด้วยเกมไดเรกต์ปั๊บ บอลพรวดเดียวข้ามมาถึงแนวรับทันที ถ้าเป็นลูกโด่งเข้ากลางก็มักจะติดวิดิชกับริโอ ที่คอยปักหลักป้องกัน ถ้าออกปีกก็จะเป็นตัวริมเส้นที่พาบอลควบเข้าหากรอบแล้วเปิดป้อนหรือยิงตามแต่โอกาสจะอำนวย แต่เจ้าถิ่นวันนี้ก็ไม่ได้เน้นจังหวะสุดท้ายมากนัก จึงจบสกอร์ได้ไม่ค่อยคมเท่าไหร่ นอกจากนั้นเจ้าถิ่นยังมีทีเด็ดคือลูกเซ็ตพีซของพีเดอร์เซ่น แต่วันนี้โอกาสน้อยครั้งจึงไม่เป็นประเด็น ที่เป็นปัญหามากๆก็คือ การที่เราต้องตัดฟาล์เกมสวนกลับบริเวณก่อนกลางสนามนั่นล่ะ เจ้าถิ่นให้ พอล โรบินสัน หนุนขึ้นมาเตะฟรีคิกสูงมากๆ ทำให้สามารถหวังผลที่หน้ากรอบได้เลย เจอแบบนี้เข้าไป ริโอกับวิดิชก็ต้องเคี่ยวสมาธิกันสุดๆ ปล่อยให้พลาดไม่ได้เลย จนริโอถึงขนาดนิ้วมือหัก (น่าจะข้อหลุด) ต้องออกมาดัดคืนและใส่เฝือกดามไว้ ก่อนลงสนามกลับมาอีกรอบ แต่โชคดีของยูไนเต็ดก็ยังคงมี เมื่อคริส แซมบ้า เซ็นเตอร์ตัวโหม่งทีเด็ดดันมาเจ็บ ต้องถูกเปลี่ยนออกแล้วให้ ไรอัน เนลเซ่นลงมาทำหน้าที่แทน เกมโหม่งเซ็ตพีซของเจ้าถิ่นเลยดูมีพิษสงน้อยลงไปพอสมควร

ครึ่งแรกเกมของแชมป์เก่ายังคงมีปัญหา ต่อไม่ติด และกดดันเจ้าถิ่นไม่ค่อยได้ ต้องถูกแก้เกมกลับมาในครึ่งหลังจึงจะทำได้ดีขึ้นมาบ้าง แต่ก็ยังครอบครองเกมไม่ได้เบ็ดเสร็จเสียที บิ๊กแซมถอดเอาเอเมอร์ตันออก แล้วส่งเดวิด ดันน์ ลงมาเพิ่มผู้เล่นแข็งๆตรงกลางสนามเพื่อสกรีนบอลให้ได้มากขึ้น แต่แชมป์เก่า ก็ยังเซ็ตบอลของตัวเองได้อยู่เหมือนเดิม การเซ็ตเกมรุกของแชมป์เก่าทำได้ดีมากจากหลังบ้านมาหากลาง แต่พอกลางขึ้นไปเซ็ตบอลต่อให้ปีกหรือกองหน้า ก็จะเสียบอลให้เจ้าถิ่นทุกทีไป หาโอกาสที่การต่อบอลในจังหวะสุดท้ายจะได้จบสวยๆนั้นมีน้อยครั้งมากๆ นานี่ทำผลงานได้ดีมากๆทางซ้าย แต่กับจังหวะที่ต้องจ่ายต่อให้เพื่อน ก็กลับล้มเหลวเกือบหมด ทั้งๆที่เจ้าตัวพยายามเล่นเป็นทีม แต่การให้บอลจากเท้าของนานี่เกมนี้ดันมาห่วยแตกเสียอีก การเปิดบอลของนานี่และวาเลนเซียก็ไม่ดี ไม่สามารถเปิดเข้าเป้าได้เมื่อไม่มีรูนี่ย์มาคอยเปิดเรดาร์ชี้เป้าให้เหมือนเดิม วาเลนเซียมีโอกาสหลุดเดี่ยวเข้าไปยิงแต่ก็ดันยิงไปติดขาโรบินสันอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งๆที่ผมโดดรอเฮแล้วด้วยซ้ำไป

ไรอัน กิ๊กส์ เกมนี้ไม่ได้แสดงบทบาทที่มิดฟิลด์ตัวกลางควรจะเป็นได้มากนัก เขาเก็บบอลกกับตัวไม่ค่อยได้ จ่ายขึ้นหน้าก็หาเพื่อนที่ว่างรอรับบอลไม่ค่อยเจอ วางหาที่ว่างก็ไม่ได้แม่นเหมือนสโคลส์ จะพาบอลไปเองก็ไม่เร็วพอและถูกรุมแย่งไปได้ สุดท้าย ป๋าจึงส่งดาร์รอน กิ๊บสันลงมาแทนเพื่อหาจังหวะจากแถวสองตามที่น้องกิ๊บทำได้(อยู่อย่างเดียวในตอนนี้) แต่เนื่องจากแบล๊คเบิร์นนั้น วางกำลังป้องกันพื้นที่ได้ดีมากๆ ทำให้บุกยึด เอ๊ย... บุกเจาะเข้าไป หรือตั้งป้อมยิงไกลไม่ได้ถนัดนัก แต่ก็ช่วยให้เราสามารถครองเกมได้มากขึ้นเรื่อยๆ กดดันแบล๊คเบิร์นให้ถอยไปตั้งรับได้มากขึ้นเรื่อยๆ ตามเวลาที่ยังเหลือน้อยลง งวดลง เรื่อยๆ แต่ยิ่งบุก ยิ่งกดดัน แล้วทำประตูไม่ได้ ก็กลายเป็นเราที่ต้องรับความเสี่ยงจากเกมโต้กลับ ผมบอกตรงๆว่า โชคดีที่เกมนี้คือเกมอิงลิช พรีเมียร์ลีก หลายครั้งที่จังหวะโต้กลับของเจ้าถิ่น ถูกตัดฟาล์วจากแกรี่ เนวิลล์ หรือพอล สโคลส์ ที่ดูแล้วถ้าเป็นบอลยุโรป สองคนนี้คงไม่สามารถอยู่ได้ครบเก้าสิบนาทีเป็นแน่

ลูกที่แกรี่ เนวิลล์ วิ่งสุดเหยียดทิ้งตัวขวางลูกยิงที่เส้นกรอบโทษนั้น ก็ได้ใจผมมากๆ ไม่นับลูกที่โถมทั้งตัวเข้าไปแท็คคู่ต่อสู้ตามริมเส้นอีกหลายครั้ง นี่คือสิ่งที่ราฟาเอลต้องเรียนรู้และซึมซับให้ได้ การที่แกรี่มีสปีดที่ตกลงไปเยอะแต่ก็ไม่ได้ก่อปัญหามากนักให้เจ้าตัว เพราะดูเจ้าตัวจะยังอ่านจังหวะบอลได้ดี และยังแม่นยำในจังหวะการแท็คเกิ้ล ผมไม่ได้บอกว่าเขาเบียดชนกระแทกแล้วไม่เสียฟาล์ว แต่มันหมายถึงการเสียฟาล์วที่กรรมการดูแล้วไม่ได้อยู่ในจังหวะที่คู่ต่อสู้ได้เปรียบมากนัก คือส่วนใหญ่จะไม่เกิดในจังหวะที่ค่อต่อสู้ครองบอลพาเข้าไป แต่แกรี่มักเลือกจะชนตั้งแต่ก่อนเขาครอบครองบอลได้ อันจะปลอดภัยจากเคส โปรเฟสชันนั่ล และ การเข้าจากข้างหลังนั่นเอง ดังนั้น สิ่งที่แกรี่ทำได้ดีมากๆในเกมนี้ก็คือ ตัดฟาล์ว ตั้งแต่คู่ต่อสู้ยังไม่ได้ครองบอลครับ

ล่วงเข้ามาช่วงท้าย ปาร์ค ชี ซอง ถูกส่งลงมาแทนกิโก้ ในขณะที่ดิยุฟก็ถูกส่งลงมาแทนโอลส์สัน เป็นการเปลี่ยนตัวที่ส่งผลดีต่อรูปเกมของทั้งสองทีม ปาร์คนั้นสามารถเก็บบอลได้ และประสานงานกับเพื่อนในการเซ็ตเกมรุกได้ดีขึ้น ทำให้น่าคิดว่า ถ้าในช่วงที่รูนี่ย์เจ็บนี้ ดันนานี่เป็นหน้าเป้า เอาปาร์คลงมาเล่นทางซ้าย หรือไม่ก็ ให้นานี่ลากเลื้อยทางซ้ายให้หุบเข้ามาได้ แล้วมีปาร์คเป็นหน้าต่ำ วางเบิร์บค้ำไว้ เกมรุกเราจะอันตรายมากกว่านี้หรือไม่ เพราะตั้งแต่ปาร์คลงมา เกมก็เหมือนจะเป็นวันเวย์ของยูไนเต็ดที่ขึงกดดันได้เกือบเต็มพื้นที่ ส่วนดิยุฟ ลงามาครองบอลพานักเตะทีมเยือนออกทัวร์กินวลาได้ดีมากๆ เป็นงานถนัดของเขาอยู่แล้วครับ ในช่วงท้าย โอเชียถูกถอดออกแล้วส่งเอวร่าลงมาแทน แต่ก็ทำอะไรเจ้าถิ่นไม่ได้แม้จะกดดันได้จนหวุดหวิดจะได้เฮ แต่ก็ได้แค่นั้น ไม่สามารถจบสกอร์ได้ และทำให้โอกาสในการป้องกันแชมป์ของเรามันมืดมนลงไปอีก

จบเกม ก็ยังอึ้งไม่หาย กับฟอร์มของทีมรักที่เร่งไม่ขึ้นเอาซะเลย ถึงแม้จะกดดันได้น้ำได้เนื้อมากๆในช่วงท้าย แต่โอกาสจบสกอร์ก็ไม่ได้มีมากมายอะไร กลับเป็นลูกขลุกขลิกๆซะมากกว่าด้วยซ้ำไป และผมคงถือโอกาสนี้ พูดคุยกับทุกๆท่านไปเลยว่า มันเป็นเพราะอะไร ทำทีมเราถึงมีผลงานย่ำแย่ขนาดนี้ ผลงานเดือนเมษายนนี้มันกลับหัวกลับหางกลับทิศทางจากผลงานตั้งแต่ปีใหม่ที่ผ่านมาชนิดกลายเป็นหนังคนละม้วนไปได้อย่างไร หรือนี่จะเป็นอย่างที่หลายๆคนว่าไว้ ว่าเป็นจุดสิ้นสุดยุคยูไนเต็ดเมื่อไม่มีโรนัลโด้ หรือว่านี่คือผลจากการขายโรนัลโด้และเตเวซออกไปพร้อมๆกันอย่างที่หลายๆคนได้ทำนายเอาไว้ หลายคน หลายความคิดเห็น หลายคำทำนาย และหลายคำวิพากษ์วิจารณ์ แต่สำหรับผม ผมมีคำตอบส่วนตัวของผมแล้ว แต่จะถูกใจหรือไม่ถูกใจใคร ก็ขอออกตัวไว้ก่อนนะครับ ว่าเป็นเพียงคำตอบของผมเท่านั้น ส่วนมันจะเป็นความจริงหรือไม่ ก็คงต้องพิสูจน์กันในภายภาคหน้าต่อไป

สำหรับผม อย่างที่ผมบอกไปหลายครั้งก่อนหน้านี้ การขายโรนัลโด้ กับเตเวซ มันไม่ใช่เรื่องผิด ไม่ควรมีประเด็นให้ต้องวิพากษ์วิจารณ์กันในเรื่องนี้เลย โรนัลโด้เขามีทางของเขาอยู่แล้ว ปีที่เราขอร้องให้เขาอยู่ช่วยในปีที่แล้วนั้นก็เห็นๆกันอยู่ ว่าแรงขับของโด้มันตกลง มันดร็อปลงไปจากเดิม ผลงานของโด้เองก็ไม่สามารถพุ่งขึ้นไปเทียบปีก่อนหน้านั้นได้ จนหลายๆคนบอกว่า โรนัลโด้ไม่สามารถก้าวข้ามเส้นที่ตัวเองขีดเอาไว้ในปีก่อนได้อีกแล้ว เพราะมันสุดยอดเกินไป ดังนั้นการลาจากของโรนัลโด้ คือสิ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้ และเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้วของทั้งสองฝ่าย ส่วนเตเวซ ก็อย่างที่บอกไปครับ แม้แต่เบอร์บาตอฟที่เรายอมวอดวายควักสามสิบกว่าล้านปอนด์จ่ายออกไปนั้น ยังไม่สามารถการันตีตำแหน่งตัวจริงในทีมได้ แล้วเตเวซล่ะ จะเอาอะไรมาการันตีตำแหน่งให้ ฟอร์มในปีสุดท้ายที่เล่นให้เราก็บ่งบอกเป็นอย่างดีว่า ถ้าเตเวซไม่ได้ลงสม่ำเสมอ ฟอร์มก็จะขาดๆหายๆ แล้วมันจะมีประโยชน์อะไร ถ้าจะเก็บเขาไว้เป็นตัวเลือกอันดับสาม ที่เจ้าตัวก็ไม่ชอบใจอยู่แล้ว นี่ยังไม่นับเรื่องค่าเหนื่อยที่เจ้าตัวเรียกร้องจนทะลุเพดานด้วยนะ การลาจากกับเตเวซจึงเป็นเรื่องของการเจรจาต่อรองที่ไม่สามารถหาข้อยุติที่สมเหตุสมผลได้ สุดท้ายก็ต้องโบกมือบ๊ายบายกันไป

หากจะหาข้อวิพากษ์วิจารณ์จากการปล่อยสตาร์ดังสองรายนี้ออกไปนั้น ก็คงหนีไม่พ้นความจริงที่ว่า เงินจากการขายโรนัลโด้กว่า 80 ล้านปอนด์ รวมกับเงินที่ตอนสุดท้ายเราตั้งใจจะเจรจากับเตเวซกว่า 20ล้านปอนด์ รวมกันร่วม 100 ล้านปอนด์ เราเอาไปวอดวายอะไรกับแค่วาเลนเซีย และโอแบร์กตอง ไม่นับโอเว่นที่ได้มาฟรีๆ สามคนนี้หากจะนับคุณประโยชน์กันจริงๆแล้วมันไม่ต่างอะไรกับการขายเครื่องบินแล้วซื้อรถไฟ เพราะมันคนละตำแหน่ง คนละอรรถประโยชน์กัน แต่ผมมีคำตอบให้ คำตอบก็คือ สองในสามคนนี้คือการซื้อแก้ปัญหาในระยะยาวที่หวังผลการปรับตัวและสร้างสมดุลให้ทีม (ส่วนโอเว่นคือการเติมกำลังสำรองเท่านั้น) ซึ่งทั้งหมดสามเคสนี้ เผาคลังแสงของเราไปเพียงนิดเดียวเท่านั้น เทียบกับเงินที่ได้มาจากโรนัลโด้ และที่เตรียมไว้คุยกับตาเคีย ไอ้ส่วนที่ยังเหลืออยู่มหาศาลนั้น ทุกๆท่านขอให้ย้อนกลับไปพิจารณากันอีกที จะพบว่า เป้าหมายใหญ่ของเราในซัมเมอร์ที่ผ่านมาคือ ริเบรี่ และ เบนเซม่า ต่างหาก ใช่ไหมครับ ที่ตกเป็นถูกข่าวตามเกี้ยวจริงๆจังๆจากป๋าเรา

สองรายที่ว่ามา ทำให้เราทุ่มสมาธิไปในการเจรจาอย่างยาวนาน แต่สุดท้าย เราก็พลาดไป เหมือนๆกับที่พลาดโรนัลดินโญ่ พลาดร็อบเบน และเอสเซียงนั่นเอง ก็คือไม่กล้าทุ่มเงินทุนลงไปสู้ นี่เองคือสิ่งที่ก่อให้เกิดปัญหาตามมาในซีซั่นนี้ เมื่อขุมกำลังเราไม่พร้อมจะรับมือฤดูกาลที่หนักหน่วงยาวนาน ผสานกับการเปลี่ยนแปลงแท็คติคที่เห็นเป็นรูปธรรมได้มากขึ้นจากการเล่น 4-3-3 (4-5-1) ซึ่งต้องการเพียงหน้าเป้าคนเดียวในเกมเกือบครึ่งที่ลงเล่นปีนี้ นี่อาจเป็นเหตุผลที่เราไม่ทุ่มให้เคสเบนเซม่าเท่าริเบรี่ แต่เมื่อสุดท้ายริเบรี่ไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากถ้ำเสือ มันจึงเป็นหายนะของแท็คติคนี้ย่อมๆ เพราะวาเลนเซียนั้นไม่ใช่ปีกที่ตอบสนองต่อแท็คติค 4-3-3 ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากนัก ส่วนที่ผ่านมาทำได้ดีนั้นก็ต้องยกความดีความชอบให้รูนี่ย์มากกว่า และสังเกตได้เลยว่า พอไม่มีรูนี่ย์ค้ำข้างหน้า การเปิดของวาเลนเซียก็ไม่มีเป้าหมายเช่นกัน แล้วเมื่อปีกไม่ใช่ปีกที่ตอบสนองแท็คติคนี้อย่างเต็มตัว เกมรุกของแท็คติคดังกล่าวจึงไม่สามารถก้าวไปสู่ความมีประสิทธิภาพเต็มที่อย่างที่หวังไว้ได้

ยิ่งเมื่อไม่มีรูนี่ย์ เบิร์บก็ยิ่งไม่ใช่คำตอบของแท็คติคนี้เลย เบิร์บทะลุทะลวงฝ่าไปไม่ได้ สปีดไม่จัด และไม่แข็งแกร่งพอจะเก็บบอลขืนสู้แรงเบียดของกองหลังเพื่อรอเพื่อนๆสอดมารับได้ นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมแท็คติคนี้ถึงใช้ไม่ได้ผลกับเบิร์บ ครั้นจะกลับมาเล่น 4-4-2 เพื่อเอื้อให้เบิร์บทำงานได้สะดวกตามถนัดมากขึ้น ก็ปรากฏว่า คู่ขาเขาตอนนี้ก็เหลือเพียง มาเคด้า กับ ดิยุฟให้เลือก แล้วก็อย่างที่เห็นๆกันไปว่า กระดูกสองคนนี้ยังแข็งไม่พอที่จะบดกับแนวรับเก๋าๆ แข็งๆ ได้ ทำให้สุดท้ายก็ไม่สามารถประสานงานกันได้อยู่ดี แถมที่สำคัญที่สุดก็คือ การปรับมาเล่น 4-4-2 นั้น จะทำได้กับเพียงทีมที่ไม่แข็งมากนักเท่านั้น เพราะกองกลางของเราก็ไม่ได้มีความสามารถสูงมากซะจนจะใช้เพียงแค่สองคนไปต่อกรกับพวกที่กองกลางแข็งๆได้ ดังนั้น 4-4-2 จึงใช่คำตอบที่ถูกต้องในเกมยุโรปใหญ่ๆเลย เพียงแค่จิตนาการว่า คาร์ริค-เฟล็ทช์ หรือจะเป็น คาร์ริค-ฮาร์กรีฟส์ หรือ เฟล็ทช์-สโคลส์ ก็แล้วแต่ เลือกเพียงแค่สองคน ไปสู้กับพวก ชาบี-อิเนียสต้า-ยาย่า / กาก้า-อลอนโซ่-ลาส / เดโก้-แลมพส์-บัลลัค / สไนเดอร์-ม็อตต้า-กัมบิอาสโซ่ เห็นภาพไหมครับ ว่าทำไม 4-3-3 (4-5-1) จึงจำเป็นสำหรับเรามากในเกมใหญ่ๆ

เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ มันก็ส่งผลให้เกิดเอ็ฟเฟ็คท์ที่รุนแรงในช่วงท้ายๆปีนี้ เมื่อรูนี่ย์ที่เป็นตัวเดียวในทีมที่ตอบสนองต่อ 4-5-1 ต้องมาเจ็บไป เกมกับเสือใต้และเชลซีก็เลยเป็นอย่างที่เห็น แถมเมื่อเราไม่มีตัวสำรองตำแหน่งกองหน้าที่เก๋าพอให้ลือก การจัดเด็กมาคู่เบิร์บก็เป็นอย่างที่เห็นเช่นกัน ว่าทั้งรุ่นพี่รุ่นน้อง ประสานงากันวุ่นวาย วิ่งทางนี้ส่งทางโน้น วิ่งแล้วไม่ให้ ให้ไปแล้วก็ไม่วิ่ง วิ่งล้ำหน้าไม่ดูไลน์แล้วยังหันมาเรียกบอล โอย...ผมเห็นด่ากันตลอดเกม ดูไม่จืดจริงๆครับ นี่ถ้าน้องหมูกลับมาไม่ได้ ผมคงต้องเห็นทีมรักเราจบอันดับสามแน่นอนในปีนี้ เฮ้อ....พูดแล้วก็เศร้านะครับ เทพีแห่งโชคที่หนุนหลังมาตลอดในช่วงต้นปี เราพลาดมากี่ครั้ง เชลซีและอาร์เซน่อลก็พลาดตามให้มาโดยตลอด มาถึงสี่ห้านัดสุดท้ายแบบนี้ เทพีแห่งโชคเริ่มแปรพักตร์มาอยู่ฝั่งอาร์เซน่อลบ้างแล้ว เห็นพ่อสตั๊ดชมพูยิงช่วงทดเจ็บไม่รู้กี่นัดต่อกี่นัด คว้าสามแต้มเต็มๆไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ก็ให้สะท้อนใจ เฮ้อ... หลายคนบอกว่านี่คือการปิดซีซั่นของผีแดงไปแล้ว ตามรูนี่ย์ไปติดๆ

แต่สำหรับผม มันจะปิดก็ต่อเมื่อแต้มที่เหลือมันไม่พอให้ไล่ทันเท่านั้นครับ ตอนนี้โอกาสยังมีก็สู้ก็เชียร์กันต่อไป จะน้อยแค่ไหนก็ต้องสู้ ไม่ให้ใครมาดูถูกเอาง่ายๆว่าไม่มีศักดิ์ศรี และถึงแม้ว่าเราอาจจะจบฤดูกาลด้วยความว่างเปล่า แต่ผมไม่คิดว่าทีมนี้จะมาถึงจุดจบ โอเคว่า หลายคนอาจมาถึงทางตันแห่งอายุ หลายคนฟอร์มอาจจะไปเตะตูดป๋าจนอาจถูกลอยแพออกไป แต่ผมเชื่อว่า ในภาพรวมทีมนี้ยังมีอนาคตยาวไกล หลายๆคนยังเด็กและพร้อมที่จะเติบโตขึ้นมาแบกทีมไว้แทนรุ่นพี่แล้วเดินหน้าต่อไป ที่สำคัญที่สุดก็คือ ปีนี้ จะเป็นปีที่อาจเป็นจุดพลิกผันในตลาดซื้อขายนักเตะของเรา ที่ผ่านมาเราเติมปีละคน ปีละคน ที่ไม่ใช่สตาร์ดัง แต่ดันประสบความสำเร็จต่อเนื่องจนผู้บริหารอาจเคยตัวกับการใช้จ่ายแบบนี้ จนไม่อนาทรร้อนใจเมื่อพลาดเป้าหมายใหญ่สองเป้าหมายตอนปิดซีซั่น ความตกต่ำของฟอร์มของทีมเราในปีนี้ จึงอาจจะกระตุ้นให้ผู้บริหารได้คิดหนักอีกครั้ง ว่าบางที การทุ่มเงินลงตลาดบ้าง ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นเช่นกัน

แล้วสุดท้าย เราจะเดินไปในทิศทางใด ประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวแค่ไหน อย่างไร ต้องมาติดตามกัน เหลือแค่สี่นัดเท่านั้นเองครับ และการเปลี่ยนแปลงทีมในตอนปิดซีซั่น จะเป็นอย่างไร ยิ่งน่าจับตามอง หลังจากผมบอกไปตอนปิดซีซั่นก่อนแล้วครั้งหนึ่งว่า โรนัลโด้ไปแล้ว ต้องมีบิ๊กเนมเข้ามา ไม่งั้น ป๋าเรานี่แหละ จะโดนด่า แล้วป๋าก็โดนด่าจริงๆซะด้วย พวกเกลเซอร์นี่ไม่ต้องพูดถึง โดนซะเสียยิ่งกว่าเสีย นี่เลยยิ่งทำให้ตลาดปีนี้ น่าจับตามองอีกครั้งครับ ว่าป๋าจะช็อปอย่างไร

แล้วมาลุ้นกันครับ

สงบใจ



Create Date : 12 เมษายน 2553
Last Update : 12 เมษายน 2553 10:34:53 น. 1 comments
Counter : 265 Pageviews.

 
ผู้เฒ่ากลุ่มเพื่อนเนวิลล์อย่างสโคลส์และกิ๊กส์ รวมทั้งหัวหน้ากลุ่มเนวิลล์เอง สามคนเกินร้อยขวบ
5 5 5 จริงด้วย
กิ๊กส์ 36 แล้วนิ
ใครแก่สุด หว่า

อ่านที่น้าหงบวิเคราะห์ก็เข้าใจและเห็นด้วยครับ เบิร์บกับมาเคด้า หุ หุ
แต่ก็ยังมองโลกแง่ดี เหมือนกับตะก่อน มองว่า นานี่ ไม่แจ่ม ตอนนี้เริ่มทอประกาย

อีกอย่าง เห็นด้วยที่ป๋าพัก เอวิร่า บ้าง
ท่าจะใช้งานหนักไม่ค่อยได้พักเลย

เกมพรีเมียร์ ยังไม่จบ ยังลุ้นต่อไปครับน้าหงบ
นัดดาร์บี้ ขอให้ หมูรูนนี่ ลงให้ได้


โดย: yyswim วันที่: 12 เมษายน 2553 เวลา:13:11:07 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

สงบใจ
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add สงบใจ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.