Once Man United, Always Man United
Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2551
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
2 มิถุนายน 2551
 
All Blogs
 
20080602 โรนัลโด้...ตำนานเบอร์เจ็ดยูไนเต็ด? เบอร์หนึ่งของโลก?

ก่อนอื่น คงต้องขออนุญาตออกตัวเผื่อไว้สำหรับแฟนๆและไม่แฟนๆของเจ้าหนูโด้นิดนึงนะครับ ข้อเขียนนี้ของผม ไม่ได้มีเจตนามุ่งร้าย หรือมีอคติต่อโรนัลโด้ แต่อย่างใด รวมทั้งมิได้มีเจตนาจะยกยอปอปั้น หรือดันดาราเจ้าหนูโด้ด้วยเช่นกัน หากท่านคาดหวังถึงประเด็นดังกล่าว ก็คงต้องขออภัย เพราะข้อเขียนนี้ มันออกมาจากทัศนคติของผมเอง ซึ่งผ่านการเชียร์ยูไนเต็ดมานานตั้งแต่ก่อนได้แชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยแรกซะอีก ตั้งแต่ก่อนจะไปดึงเอาเอริค คันโตน่ามาร่วมทีม และโดยการที่ผมเอง ก็ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญหรือกูรูฟุตบอลโดยรวม เพราะตามเชียร์ ตามดูแต่ แมนฯยูไนเต็ดเท่านั้น ไม่ได้ตามทีมอื่นหรือลีกอื่นใดเป็นพิเศษ ทำให้ข้อเขียนนี้ น่าจะออกไปในแนวมุมมองจากแฟนผีแดงคนหนึ่งเท่านั้น ที่มีต่อนายคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ซูเปอร์สตาร์อันดับหนึ่งของทีมในตอนนี้ และก็มิได้อัดแน่นเพียบพร้อมด้วยข้อมูลเชิงลึก หรือเชิงสถิติแต่อย่างใด เป็นเพียงความรู้สึกของแฟนแมนฯยูฯคนหนึ่ง เท่านั้นเอง


หลังจากที่ผมได้เห็นฟอร์มครั้งแรกของโรนัลโด้ นั่นก็คือในเกมอุ่นเครื่อง ปรีซีซั่น จำไม่ได้ว่าซีซั่นไหน ที่ยูไนเต็ดยกพลไปเยือนโปรตุเกส เพื่อเตะกับสปอร์ติ้ง ในวันนั้น สกอร์และรูปแบบการเล่นของยูไนเต็ดไม่ใช่ประเด็นที่ผมจะจดจำเท่าไหร่นัก และยังจำผลการแข่งขันไม่ได้ด้วยซ้ำ นั่นเป็นเพราะมีเด็กหนุ่มอยู่คนหนึ่ง ฉายแสงอย่างเจิดจ้าจนบดบังคนอื่นๆเสียมิด เขาเป็นเด็กหนุ่มที่โลดแล่นทางกราบซ้ายและขวา โดยเฉพาะทางฝั่งซ้าย ที่ปั่นหัวนักเตะยูไนเต็ดเป็นว่าเล่น เด็กคนนั้นก็คือ โรนัลโด้นั่นเอง เขาพาแกรี่ เนวิลล์ ที่มีดีกรีเคยเป็นถึงแบ๊คขวาแชมป์ยูซีแอลออกเดินสายทัวร์จนลิ้นห้อย สับโยก โยกสับอย่างเมามัน และในท้ายที่สุด ก็เป็นลูกทีมของท่านเซอร์เองนั่นแหละ ที่ต้องคะยั้นคะยอท่านเซอร์ให้สอยเจ้าโด้มาร่วมทีมซะหลังจากแข่งกันจบ ซึ่งสุดท้ายท่านเซอร์ก็เจียดเงินเกินสิบสองล้านนิดๆ ให้สปอร์ติ้งเพื่อดึงเอาเด็กระเบิดคนนี้มาสู่อ้อมกอดปิศาจแดงในช่วงซัมเมอร์ก่อนจะเปิดฤดูกาล 2003-2004

หลังจากมาถึง เจ้าตัวเองไม่ได้อยากได้เบอร์เจ็ดด้วยซ้ำ แต่เป็นท่านเซอร์ที่จงใจให้โรนัลโด้ใส่เบอร์เจ็ด เพื่อสานต่อตำนานดังของสโมสรต่อไป นั่นคือเหตุผลที่โรนัลโด้ได้ใส่เสื้อตัวนี้ในที่สุด ผมยังจำนัดแรกในสีเสื้อแดงของเขาได้ดี เขาถูกส่งลงมาเป็นตัวสำรองในเกมพบโบลตันหลังจากแฟนๆเรียกร้องชื่อเขาลั่นทั้งสนาม และเมื่อลงมา เขาก็กระชากลากเลื้อยได้เด็ดดวงดีจริงๆ จนแฟนๆทั้งสนามต่างต้องลุกขึ้นปรบมือชอบอกชอบใจ แต่นั่นก็เป็นเพียงนัดเดียวที่เขาโชว์ฟอร์มได้ดี หลังจากนั้น ดูเหมือนเขาจะยังหาจุดยืนที่ลงตัวสำหรับตัวเองและเพื่อนร่วมทีมไม่เจอ ทำให้กลายเป็นจุดอ่อนของทีมอยู่บ่อยๆ ที่เลี้ยงลูกพาลูกไปเจอทางตัน หรือเสียบอลง่ายๆอยู่บ่อยครั้ง รวมทั้งหวงบอล ไม่ออกบอล ไม่จ่ายให้เพื่อน ทำให้เริ่มมีประเด็นขึ้นมาในหมู่แฟนบอลยูไนเต็ดว่า โรนัลโด้นั้น เหมาะกับยูไนเต็ดจริงหรือไม่ การเล่นตามวิถีทางของเขา ทำให้ทีมได้ประโยชน์สูงสุดจริงหรือ หรือเป็นเพียงลูกเล่นแพรวพราวที่ใช้การไม่ได้ในอังกฤษกันแน่

ท่านเซอร์เองก็คงรับทราบและต้องปรับต้องจูนโรนัลโด้เป็นปีๆ เพื่อเพิ่มทัศนคติในการเล่นเป็นทีมร่วมกับเพื่อนๆ และลดอีโก้ส่วนตัวในสนามลงบ้าง ผลจากการปรับดังกล่าว ทำให้ในช่วงสอง-สามปีแรก ท่านเซอร์ต้องทนฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ว่าเขาลำเอียงต่อโรนัลโด้เกินไป ให้ลงสนามอยู่ได้ทั้งๆที่ฟอร์มไม่ดี เลี้ยงไม่ผ่าน เปิดไม่แม่น ยิงได้น้อย และยังเล่นแบบวันแมนโชว์มากเกินไป แต่ท่านเซอร์ก็อดทนฟูมฟักโรนัลโด้ต่อไป ท่ามกลางมรสุมที่พัดผ่านเข้ามา ทั้งการขาดหายของถ้วยแชมป์ลีกที่ยาวนานถึงสามปี ถือว่านานที่สุดตั้งแต่ได้ชูถ้วยพรีเมียร์ลีกมาเลยทีเดียว ทั้งการถูกคาดหมายว่าสอบตกในการเป็นตัวแทน เดวิด เบ๊คแฮม ทั้งปัญหาระหว่างทีมชาติอังกฤษและโปรตุเกส ที่เขากลายเป็นชนวนทำให้รูนี่ย์ถูกไล่ออกจากเกมดังกล่าว และเขากลายเป็นผู้ร้ายในสายตาคนอังกฤษทั้งประเทศทันที รวมทั้งการมีปากเสียงกับเฮียรุดในสนามซ้อม ซึ่งสุดท้าย เรื่องบานปลายลุกลามใหญ่โตไปจนทำให้เฮียรุดทะเลาะกับท่านเซอร์ในหลายๆเรื่อง และย้ายทีมไปสวมเสื้อสีขาวแทน ทั้งหมดทั้งปวงนั้น ทำให้ท่านเซอร์ต้องคอยประคับประคองลูกรักคนนี้อย่างเต็มที่ จนฝ่าฟันทุกๆอย่างมาได้ในที่สุด


เมื่อย่างเข้าขวบปีที่สี่ในสีเสื้อยูไนเต็ด ในฤดูกาลที่ 2006-2007 โรนัลโด้เริ่มตอบคำถามของทุกๆคน และแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่ท่านเซอร์เล็งเห็นไว้เมื่อสามสี่ปีที่แล้ว เขาตอบทุกๆคำถามด้วยลีลา, ฝีเท้าและประตู ฤดูกาลนี้ เขาทำคนเดียว 23 ประตูในทุกรายการและอีก 20 แอสซิสต์ กลบเสียงวิพากษ์วิจารณ์ด้วยการคว้ารางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมของปีและผู้เล่นดาวรุ่งยอดเยี่ยมของปีในอังกฤษไปครองอย่างสมภาคภูมิ และในฤดูกาลถัดมาที่เพิ่งรูดม่านปิดฉากลงไป เขาทำคนเดียว 42 ลูกในทุกรายการ กับอีก 8 แอสซิสต์ นั่นทำให้เขาดังระเบิดอย่างแท้จริงในที่สุด หลายๆคนเริ่มยกให้เขาเป็นตำนานสืบทอดหมายเลขเจ็ดอย่างเต็มตัวไปแล้ว ทั้งๆที่เพิ่งอายุ 23 ขวบเท่านั้นเอง ชื่อเสียง และเกียรติยศเริ่มไหลมาเทมาไม่ขาดสาย กวาดรางวัลส่วนตัวอย่างต่อเนื่อง และหลังจากที่พาทีมคว้าแชมป์ยุโรปถ้วยหูกางเมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว แถมยังยิงอีกหนึ่งประตูเป็นการส่งท้าย นั่นยิ่งดันชื่อของเขาในลิสต์แคนดิเดตบัลลง ดอร์ให้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้นไปอีกพอสมควร และส่งผลให้ทีมดังๆ เริ่มไล่ล่าหาลายเซนต์เขาอย่างหนักหน่วงมากขึ้นเรื่อยๆ จนท่านเซอร์เองเริ่มร้อนก้น นั่งไม่ติดบ้างแล้ว


สิ่งที่เขาสร้างมาในซีซั่นที่เพิ่งผ่านพ้นไป ทำให้หลายๆเกจิ เริ่มคิดแล้วว่าเขาน่าจะเป็นตัวเต็งที่จะได้รางวัล บัลลง ดอร์ไปครอบครอง ประกอบกับดาวดังคู่แข่งปีที่แล้วของเขาอย่างเมสซี่ และกาก้าไม่สามารถพาทีมต้นสังกัดไปถึงฝั่งความสำเร็จในปีนี้ แถมยังมีอาการบาดเจ็บรบกวนทำให้โชว์ฟอร์มแย่งแต้มจากเจ้าโด้ได้น้อยเกินไป รวมทั้งไม่ได้มีส่วนร่วมกับรายการชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปกลางปีนี้อีกต่างหาก ก็คงเหลือเพียงแต่ดาวดังที่จะสอดแทรกขึ้นมาจากทีมอื่นๆ เช่น ริเบรี่ หรือ โทนี่ รวมทั้ง ตอร์เรส ทั้งหมดนั้นทำให้โรนัลโด้ถูกจับตามองเป็นอย่างมาก ว่าจะนำพาทัพฝอยทองให้เดินหน้าลึกเข้าไปได้แค่ไหนในศึกชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปที่กำลังจะมาถึง ซึ่งเกจิหลายๆท่านได้ฟันธงล่วงหน้าไว้แล้ว ว่าหากเขาพาโปรตุเกสเข้าไปถึงตำแหน่งแชมป์ยุโรปได้สำเร็จ บัลลงดอร์จะเป็นของเขาอย่างแน่นอนร้อยเปอร์เซนต์ ซึ่งนั่น ก็เป็นเรื่องที่เราต้องติดตามต่อไปในอีกไม่กี่สัปดาห์ที่จะถึงนี้กันครับ

-----------------------------------------------------------

มาว่ากันถึงประเด็นร้อนๆ ที่ไม่เกี่ยวกับบัลลง ดอร์ กันมั่งนะครับ นั่นก็คือ เรื่องที่ว่า โรนัลโด้ ดีพอจะเป็นตำนานเบอร์เจ็ดของแมนฯยูฯหรือยัง และดีพอจะเป็นนักเตะอันดับหนึ่งของโลกหรือยัง เอาล่ะ ในมุมมองของผมคนเดียวนั้น มาดูกันถึงเรื่องตำนานเบอร์เจ็ดของยูไนเต็ดกันก่อนนะครับ

ที่ผ่านมา เบอร์เจ็ดแห่งยูไนเต็ดที่ผมทันได้ดูกับตาตัวเองผ่านทางจอทีวี ก็มี ไบรอัน ร็อบสัน, เอริค คันโตน่า และเดวิด เบ๊คแฮม สำหรับจอร์จ เบสต์น่ะ เกิดไม่ทันดู เลยไม่อยากนำมาคอมเมนต์ครับ ซึ่งสามท่านที่ได้เอ่ยชื่อมานั้น ผมเองได้ดูร็อบสันก็ในช่วงท้ายของชีวิตในสีเสื้อยูไนเต็ดของเขา ทำให้ได้สัมผัสแค่ไม่นานนัก แต่ก็ได้รับรู้ถึงความมุ่งมั่น กระหายในการแย่งบอล และไม่หวาดหวั่นในการเข้าปะทะคู่ต่อสู้เพื่อแย่งบอล นั่นทำให้ร็อบสันต้องเข้าออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น แต่เมื่อกลับมา เขาก็ไม่กลัวที่จะเล่นในแบบดุดันย่างเคย จนได้รับสมญาว่า กัปตันกระดูกเหล็ก นั่นเป็นตำนานที่ผมทันได้เห็นเป็นคนแรก และยังคงเป็นไอด้อลของผม ในแง่มาดของความเป็นผู้นำที่ไม่เกรงกลัวอะไร

คนต่อมา คันโตน่า ไม่ต้องบรรยายสรรพคุณ สำหรับนักเตะคนนี้ ที่บันดาลทุกสิ่งทุกอย่างให้เกิดขึ้นกับยูไนเต็ด เป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จยาวนานต่อเนื่อง เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายของทีม ที่ท่านเซอร์เคยเปรยออกมาตอนแอบซื้อมาจาก ลีดส์ ยูไนเต็ด และนั่นก็กลายมาเป็นความจริงในที่สุด ไม่กี่ขวบปี ที่โลดแล่นให้ยูไนเต็ด ด้วยความเป็นศิลปินลูกหนัง จินตนาการในการเล่นแต่ละช็อตของคันโตน่า จึงเร้าอารมณ์แฟนบอลและเพื่อนร่วมทีมเป็นอย่างยิ่ง หากเปรียบเทียบอารมณ์และลีลากัน เขาก็คือ เลอ ทิสซิเอร์แห่งแดนใต้นั่นแหละครับ คันโตน่าเป็นผู้ที่เติมเต็มให้ทีมของเฟอร์กี้ สามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยแรกได้ เป็นการคว้าแชมป์ลีกสูงสุดครั้งแรกในรอบ 26 ปี ซึ่งท่านเซอร์เคยบอกไว้ว่า เขาก็พูดไม่ถูกว่าทำไมทีมนี้เมื่อปีที่แล้วถึงไม่ได้แชมป์ เขายังไม่อยากเชื่อเหมือนกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เขาเชื่อ ก็คือ คันโตน่านี่แหละ ที่มีส่วนอย่างมากทำให้ลีดส์ปาดหน้ายูไนเต็ดสำเร็จในปีก่อนนั้น และเมื่อเขาย้ายมาร่วมทัพปิศาจ เขาก็ทำให้ปิศาจแดงสมหวังในทันที สิ่งนี้ พิสูจน์ได้จากฤดูกาลกังฟูคิก คันโตน่าถูกแบนยาว และนั่นทำให้ปีนั้น ยูไนเต็ดเป็นดับเบิ้ลรองแชมป์ และเมื่อเขากลับมา เขาก็พาทัพอสูรน้อยชุดที่มีแต่เด็กๆ ไล่แซงนิวคาสเซิล และยังพาลูกทีมคว้าดับเบิ้ลแชมป์ได้อีกด้วยจากประตูชัยของเขาในนัดชิง และทีมชุดนี้เอง ที่คันโตน่าได้ถ่ายทอดทัศนคติต่อฟุตบอลของเขาให้เด็กๆชุดลูกนกได้ฝังในหัวจิตหัวใจและก้าวขึ้นมาประสบความสำเร็จอย่างทุกวันนี้กันหลายต่อหลายคน

ส่วนเดวิด เบ๊คแฮม คนนี้ที่เป็นลูกหม้อคนนึงของยูไนเต็ด ก็ได้รับการถ่ายทอดวิทยายุทธจากคันโตน่าพร้อมๆกับเพื่อนร่วมรุ่นคนอื่นๆ เบ๊คแฮมคือตัวอย่างที่ดีของคำว่าพยายาม และคำว่ามุมานะ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาฝึกฝนและทุ่มเท ได้ถูกแสดงออกมาผ่านทางเท้าขวาของเขา และทัศนคติในการเล่นซึ่งภายหลัง ผู้คนรับรู้เรียกขานกันว่า เป็นแพสชั่นของทีม เบ๊คแฮมทำให้เราได้รับรู้ว่า พรแสวงที่ผ่านการเพียรพยายามอย่างหนัก ก็สามารถเอาชนะพรสวรรค์ได้เช่นกัน เท้าขวาของเขา ทำให้เขาเป็นตัวหลัก ทั้งในทีมปิศาจแดง ทีมชาติอังกฤษ ไม่เว้นแม้แต่ เรอัล มาดริด นั่นเอง ที่เป็นแรงบันดาลใจให้เด็กๆได้เจริญรอยตาม เป็นแรงกระตุ้นขับดันเพื่อนร่วมทีมในสนาม และเป็นผู้เรียกขวัญกำลังใจของทีมในยามวิกฤติได้ตลอด รวมทั้งการคัมแบ๊คกลับมาหลังจากเป็นผู้ร้ายในสายตาชาวอังกฤษที่ทำให้พ่ายอาร์เจนติน่าในบอลโลกนั้น ยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ที่มุ่งมั่น ไม่ยอมแพ้ของเขาได้ดีที่สุด และยิ่งตกมันลงไปอีก เมื่อเขาใช้แคแร็คเตอร์ดังกล่าว เอาชนะใจ ผจก.ทีม เรอัล มาดริด จากที่ต้องการดองเขายาว กลับต้องเปลี่ยนใจ หันมาเรียกใช้บริการเขาในที่สุด หลังจากเห็นเขาทุ่มเท ฝึกซ้อมอย่างหนัก ทั้งๆที่ถูกดองยาวนั่นเอง

ทั้งสามคนที่ผมทันได้เห็น ต่างมีแคแร็คเตอร์ที่โดดเด่น เป็นตัวของตัวเองทั้งนั้น อีกทั้งฝีเท้าก็ฉกาจฉกรรจ์ ทัศนคติที่มีต่อเกมฟุตบอลก็เป็นแบบอย่างที่ดีที่น่าดำเนินรอยตาม ทั้งสามคน(นี่นับเฉพาะที่ทันได้ดูนะ) ต่างถูกยกให้เป็นตำนานเบอร์เจ็ดแห่งโอลด์ แทรฟฟอร์ดทั้งสิ้น ทีนี้ โรนัลโด้ล่ะครับ เรื่องฝีเท้านั้น ไม่มีใครเถียงแน่นอน เรื่องความสามารถและลีลาในการเล่น ก็ไม่มีใครคัดค้านเช่นกัน สิ่งที่โรนัลโด้ต้องพิสูจน์ตัวเองว่ามีคุณค่าพอจะถูกยกเป็นตำนานของสโมสร ในสายตาของผมคงเหลือเพียงสองสามเรื่องเท่านั้นครับ นั่นก็คือ

1 ความจงรักภักดีต่อสโมสร เรื่องนี้ค่อนข้างเป็นเรื่องละเอียดอ่อนสำหรับแฟนบอลทุกๆทีม คงไม่มีใครเต็มใจยกนักเตะที่มีข่าวว่าอยากย้ายทีมเรื่อยๆ ขึ้นชั้นมาเป็นตำนานแน่นอน ผมคงไม่เถียงครับว่าโรนัลโด้คงไม่แขวนสตั๊ดที่นี่ และคงไม่เถียงว่าในอีกไม่กี่ปี โรนัลโด้จะย้ายไปเล่นที่อื่น แต่ถ้าหากเขาอยากถูกจดจำในแง่ที่ดี อยากถูกยกเป็นตำนานด้วยความพร้อมเพรียงใจของทุกๆฝ่ายที่นี่ เขาต้องแสดงความพร้อมของตนเองก่อน ไม่ต้องถึงขนาดว่าจะแขวนสตั๊ดที่นี่หรอก แค่บอกอย่างจริงใจว่าเขารัก และจะยืนหยัดอยู่กับสโมสร ตราบเท่าที่เขายังมีสัญญา หรือตราบเท่าที่สโมสรยังต้องการเขา เรื่องของอนาคต มันไม่แน่นอน อันนี้ใครๆก็รู้ครับ แต่ถ้าเอาแต่พูดว่าผมไม่สัญญา ผมฝันอยากไปสเปน หรือผมรักที่นี่ ผมต้องการอยู่ที่นี่ แต่อนาคตมันไม่แน่นอน การพูดเช่นนั้น มันเปรียบเสมือนการปั่นราคาค่าเหนื่อยตัวเอง และยิ่งทำให้ภาพในสายตาแฟนบอลของเขาดูตกต่ำลงไป จนอาจทำให้แฟนบอลรู้สึกเบื่อหน่ายกับท่าทีของเขาในที่สุด

2 ทัศนคติในการเล่น โรนัลโด้ต้องปรับปรุงอีกมาก หากเขาอยากถูกจดจำในแง่ที่ดี ในแง่ตำนานของทีม เขาต้องตั้งใจเล่นฟุตบอลมากกว่านี้ ทุ่มเทให้เกมการเล่น มีสมาธิในเกมมากกว่านี้ เขาต้องยอมรับว่าลีลาการเล่นแบบเขา มันชวนให้คู่ต่อสู้ทำฟาล์ว เขาต้องยอมรับตรงนี้ให้ได้ และต้องยอมรับด้วยว่า การตัดสินที่ไม่ทันเกมของกรรมการก็เป็นส่วนหนึ่งของเกมการแข่งขัน การมัวแต่นั่งทอดอาลัย ค้อนกรรมการ นั่งทุบพื้น หรือหยุดเล่นไปดื้อๆ เมื่อถูกฟาล์วเสียบอลแล้วกรรมการไม่เป่า นอกจากจะเพิ่มน้ำหนักให้การเป็น จอมพุ่ง จอมตบตา ของเขาดูน่าเชื่อถือมากขึ้นแล้ว มันยังทำลายเกมของฝั่งตัวเองด้วย เมื่อตัวเองไม่ไล่บอลที่ตัวเองเสีย แต่กลับโวยวาย แล้วปล่อยให้เพื่อนวิ่งตับแล่บไปไล่บอลแทน อย่างนั้นมันไม่ใช่แคแร็คเตอร์ของผู้ที่น่าจดจำในฐานะตำนานเท่าไหร่นักหรอก

3 การพิสูจน์ตัวเองว่าสามารถคงความสุดยอดไว้ได้ในเกมระยะยาวของสโมสร อีกอย่างน้อยสามสี่ปี เพื่อยืนยันการเป็นตำนานเบอร์เจ็ด ไม่ใช่พอเริ่มดังเด่นอยู่ปีสองปี แล้วก็คิดย้ายออกไปดังที่อื่น อย่างนั้นมันยังไม่ถือเป็นตำนานหรอกครับ มันก็เป็นได้อย่างมากแค่นักเตะสุดยอดคนหนึ่งของโลกที่เคยมาค้าแข้งให้ยูไนเต็ดเท่านั้นเอง เปรียบได้กับ รุด ฟาน นิสเตลรอย ที่เล่นได้สุดยอดจริงๆ สามารถขึ้นชั้นเป็นตำนานได้ง่ายๆ แต่เพียงแค่เรื่องบางอย่างที่เกิดขึ้นระหว่างเขากับท่านเซอร์ ทำให้รุด ไม่สามารถถูกจดจำในฐานะตำนานของทีมได้ เป็นได้แค่หนึ่งในผู้ครองสถิติของสโมสร และเป็นได้แค่ หนึ่งในสุดยอดศูนย์หน้าของโลก ที่เคยมาค้าแข้งกับยูไนเต็ดในช่วงเวลาหนึ่ง คนจะพูดถึงรุด ในแง่ของสถิติการยิงประตู และการเป็นนักเตะกองหน้าระดับสุดยอดคนหนึ่งของโลก แต่จะไม่พูดถึงเขา ในแง่การเป็นตำนานที่ยิ่งใหญ่ของสโมสร

เพียงแค่สองสามอย่างนี้เท่านั้น ที่หากว่าโรนัลโด้สามารถพัฒนาตนเองให้ก้าวไปถึงตรงนั้นได้ ผมเชื่อมั่นว่า เขาจะก้าวขึ้นเป็นตำนานของสโมสรได้แน่นอน และด้วยวัยแค่ 23 ทำให้เขามีโอกาสที่ดีมากๆ ที่จะเป็นตำนานตั้งแต่วัยแค่ 27-28 และเลือกที่จะย้ายทีมก่อนอายุ 30 ได้สบายๆ และเมื่อถึงตอนนั้น เขาก็สามารถกลายเป็นตำนานให้กับสองสโมสรได้ไม่ยากครับ


-------------------------------------------------------------------------

เอาล่ะ มาพูดถึงประเด็นสุดท้าย ซึ่งผมจะพูดสั้นๆ ว่าโรนัลโด้ พร้อมที่จะเป็นนักเตะอันดับหนึ่งของโลกหรือยัง สำหรับเรื่องนี้ ตัวผมเองไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจอยู่แล้ว ว่าใครจะเป็นเบอร์หนึ่ง เบอร์สอง เพราะอย่างไรเสีย ผมก็คงตามดูฟุตบอลอยู่แค่ทีมเดียวเหมือนเดิม ดังนั้น ผมคงจะไม่เปรียบเทียบโด้กับใคร แต่จะพูดในแง่ของความสามารถ และบารมี รวมทั้งรัศมี ที่ดูแล้วสมควรหรือยัง ที่จะเป็นเบอร์หนึ่งของโลก

ซึ่งคำตอบของผมก็คือ ยัง ครับ หากเรามองในแง่ประสิทธิภาพ และภาพรวม เราคงบอกได้ว่า โรนัลโด้ เป็นผู้เล่นที่ครบเครื่อง และอันตรายที่สุดคนหนึ่งของโลก อันนั้นแน่นอน ผมยอมรับอย่างเต็มใจในจุดนี้ แต่หากจะถามผมว่า เป็นเบอร์หนึ่งหรือยัง ผมเองคงตอบว่ายัง หรือถึงแม้จะเป็นได้ แต่ก็น่าจะเป็นเพราะคนอื่นดร็อปไปมากกว่า มากกว่าที่จะเป็นเพราะโรนัลโด้โดดเด่นจนแซงคนอื่นทั้งหมดขึ้นมาครับ เพราะอะไรน่ะหรือ

ก็เพราะว่า โรนัลโด้ ยังคงมีอีโก้ส่วนตัวไว้มากเกินไปในสนาม หลายๆจังหวะ ที่เลือกเล่นยาก และไม่สำเร็จ แทนที่จะเลือกเล่นง่ายๆ แต่ตัวเองไม่เด่น นั่นแหละคือเรื่องแรกที่ผมมอง และเรื่องนี้ผมมองเป็นประเด็นหลักด้วย หากคู่ต่อสู้จะหยุดโรนัลโด้ แค่ประกบคนหนึ่งให้ดักทางวิ่ง ซ้อนอีกคนหนึ่งให้เก็บในจังหวะที่คนแรกหลุด นั่นก็สามารถลดทอนอำนาจทำลายล้างของโรนัลโด้ได้เกินครึ่ง เพราะทัศนคติของโรนัลโด้ ยังมีอีโก้สูงเกินไปนั่นเอง หากเขาปรับลดเรื่องนี้ลง เล่นในแบบกาก้าหรือเชสเพิ่มขึ้นบ้าง เมื่อเห็นตัวประกบ ตัวซ้อน รีบจ่ายให้ตัวว่างทันที และเคลื่อนที่หนีไปในที่ว่างอื่นเพื่อรับบอลต่อ หากเขาทำได้แบบนี้จนเป็นธรรมชาติสลับกับการขึ้นเองเมื่อมีจังหวะ ทำให้ตัวเองมีหลายทางเลือกในการเล่น และคู่ต่อสู้คาดเดาแนวทางเราไม่ถูก นั่นจะทำให้การหยุดโรนัลโด้ยากยิ่งขึ้นไปกว่าเดิมเยอะ และนั่นจะเพิ่มความอันตรายของเขาได้มากขึ้นทีเดียวและน่าจะทำให้ชื่อชั้นของเขาโด่งดังในแง่ประสิทธิภาพของทีมมากยิ่งขึ้นไปอีก

นอกจากนี้ รัศมีและบารมี ซึ่งเป็นแคแร็คเตอร์ที่คนให้ความสำคัญในแง่อิมเมจและภาพลักษณ์ของความเป็นดาราเบอร์หนึ่งของโลก นั่นคือสิ่งที่โรนัลโด้ต้องรีบปรับปรุง เขาต้องมีสมาธิเพียงแค่ฟุตบอล มุ่งสมาธิเพียงในเกมที่เล่นและไม่ใส่ใจต่อเกมตุกติกของคู่แข่ง ก้มหน้าก้มตาเล่นเหมือนเมสซี่ เหมือนเอสเซียง อย่างซีดานเองก็เพิ่งมาหลุดจังๆแค่ครั้งเดียว แต่เป็นครั้งที่เห็นกันทั้งโลก ซึ่งการณ์กลับกลายเป็นว่าสุดท้ายคนก็เลือกที่จะกังขาว่ามาเตรัซซี่พูดอะไรออกไป มากกว่าจะซ้ำเติมซีดาน ซึ่งหากเทียบกับเจ้าโด้ การพลาดจุดโทษนัดชิงสองสามสัปดาห์ก่อน ลูกนั้นหากทำให้ทีมพลาดแชมป์ คนที่ไม่ได้เป็นแฟนแมนฯยูฯ และเชลซี จะสงสารโรนัลโด้ อย่างที่สงสารเทอร์รี่หรือไม่ เราคงทราบคำตอบกันดี นั่นเป็นปัญหาจากภาพพจน์ในสนามของโรนัลโด้นั่นเองครับ หากโรนัลโด้ต้องการให้ผู้คนทั่วโลกยอมรับเขาเป็นเบอร์หนึ่งอย่างเต็มใจ เขาต้องปรับปรุงภาพพจน์ตัวเองขนานใหญ่ เริ่มจากโชว์ลีลาแต่พองาม เน้นการเล่นเพื่อประโยชน์สูงสุดของทีมเป็นหลัก มุมานะมีสมาธิจดจ่อกับเกมเต็มร้อยให้ได้เป็นนิสัยถาวร อย่ามัวแต่คิดถึงแต่การตัดสินของกรรมการ ที่เหลือก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้คนที่จะตัดสินใจ อย่าเอาเรื่องนี้มาเป็นกังวลจนเสียสมาธิในเกมครับ เพราะเรื่องฝีเท้าเพียวๆ นั้น ผมยอมรับอยู่แล้ว ว่าเขาสุดยอด ครบเครื่องที่สุด



ซึ่ง บทสรุปของเรื่องนี้ในสายตาผมก็คือ โรนัลโด้ ยังไปไม่ถึงจุดที่จะถูกเรียกว่า เป็นตำนานเบอร์เจ็ดแห่งโอลด์ แทรฟฟอร์ด และยังไม่ถึงคำว่า เบอร์หนึ่งของโลก แต่เขายังคงเดินอยู่บนเส้นทางดังกล่าวแน่นอน เพียงแต่ เขาจะก้าวไปให้ถึงจุดนั้นได้หรือไม่ ตัวเขาเองคือผู้ที่จะให้คำตอบได้ดีที่สุด และเวลาเท่านั้น ที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ในเรื่องนี้ครับ



สงบใจ



Create Date : 02 มิถุนายน 2551
Last Update : 2 มิถุนายน 2551 9:13:47 น. 6 comments
Counter : 448 Pageviews.

 
เป็น 1ในตำนานเบอร์7 ได้นะผมว่า

แต่เบอร์ 7 ที่ดีที่สุดตลอดกาล

"ก๊องโต้" คนเดียวเท่านั้น

โรนัลโด้พลิกเกมไม่ได้ครึ่งคันโตน่าเลยนะ ยุคนี้แมนยู เก่งยกทีม

ส่วน ระดับโลกนี่ โนคอมเม้นน


โดย: นายแมมมอส วันที่: 2 มิถุนายน 2551 เวลา:9:35:41 น.  

 
ขอ 40 ล้านปอนด์บวกโรบินโญ่สำหรับตำนานคนนี้ครับ

โด้มันยังไม่พร้อมเป็นตำนานของทีมไหนหรอกครับ
ตอนนี้เป็นแสงพลุไฟที่มาเร็ว แต่จะไปเร็วหรือเปล่าคงต้องดูกันยาวๆ


โดย: jonykeano วันที่: 2 มิถุนายน 2551 เวลา:22:23:11 น.  

 
ถึงจะเชียร์แมนยูแต่บอกตามตรงว่าหมั่นไส้เจ้าโด้มากๆ
นัดชิง UCL นี่ถ้าไม่ได้ถ้วย เจ้าโด้คงโดนประนามไปตลอดแน่ๆ

ปล. สงสารเทอรี่จิงๆ


โดย: Fansmith IP: 58.137.141.11 วันที่: 2 กรกฎาคม 2551 เวลา:11:38:16 น.  

 
แมนยู ไม่เคยขาดปีกฝีเท้าดี
โรนัลโด้ ก็เป็นหนึ่งในนั้นครับ
ต้องยอมรับว่า 2 ฤดูกาลที่ผ่านมา โรนัลโด้ สามารถทำผลงานได้ยอดเยี่ยม โดยเฉพาะฤดูกาล 2007/2008
แต่จะขึ้นมาเป็นตำนานเบอร์ 7 ของ แมนยูได้หรือไม่นั้น
มันต้องมีอะไรที่มากกว่านี้ครับ



โดย: Martreff IP: 117.47.88.181 วันที่: 25 กรกฎาคม 2551 เวลา:10:43:03 น.  

 
สุดยอดต้อง
นู๋โด้


โดย: เบียร์ IP: 58.147.46.32 วันที่: 25 พฤศจิกายน 2551 เวลา:11:07:48 น.  

 
โดยส่วนตัวผมคำว่าตำนานสำหรับโด้หมดไปตั้งแต่อ้าปากพูดว่าอยากไปสเปนข้ออ้างที่ว่าแม่อยากเห็นโด้เล่นไห้ชุดขาวก่อนตายมันไช้ไม่ได้เลยซักนิด โด้บอกมันทำไห้แมนยูคุ้มแล้วเป็นคำพูดที่สำรอกชัดๆสิ่งที่มันทำเทียบไม่ได้เลยซักนิดกับสิ่งที่ป๋าทำไห้มันถ้าเป็นทีมอื่นคงขายเลหลังไห้มันไปสับขาหลอกตัวเองไนระดับบอลอบต.ไปนานละ
ป๋าทนโดนด่าโดนไล่อีกสารพัดแต่ป๋าก็ทนและสร้างมันขึ้นมาจนได้ดิบได้ดีจนทุกอย่างในแมนยูพร้อมที่จะประเคนไห้มัน แต่มันบอกอยากไปสเปน แทนที่จะบอกแมนยูคือทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อตัวมันเองนั้นแหละส่วนอยากไปล่าฝันที่ไหนก็ไปบอกป๋าเอาสิไม่เสียหน้าและไม่เสียว่าที่ทำนานด้วย
แต่ดราม่าก็ยังคงซึ่งความคลาสสิคที่อัดอั้นไว้ทุกอารม
จากการที่เราเชียร์และป๋าปั้นโด้จนปีกกล้ายังมีอีกคนที่ไม่เคยอิจฉาโด้เลยเป็นคนที่เต็มใจหลบไห้โด้ไม่เคยบ่นไห้เล่นตำแหน่งใหนก้ได้แค่สั่งมาเป๊นคนที่วิ่งพล่านไปทั้งสนามเพื่อช่วยเพื่อนดีไม่ดีนั้นแล้วแต่คนมองและสิ่งที่สำคัญที่สุดของคนที่จะเป็นตำนานก็คือรักสโมสรโคตรๆแต่เสียงของคนๆนี้มันเบาจนไม่ได้ยินเมื่อเทียบกับความดังของโด้แต่ถึงแม้จะไม่มีไครได้ยินเขาไม่มีไครสนใจเขาแต่เขาก็ยังคงหนักแน่นและเชื่อมั่นสโมสรยังคงวิ่งพล่านในสนามช่วยเพื่อนร่วมทีมแต่เรื่องหลักในการเป็นตำนานก็ยังคงเดินไปอย่างสวยงามและค่อยๆเข้าไปอยู่ในใจของแมนยูทั้งหมดแบบไม่ทันตั้งตัวไม่ทันตั้งตัวจิงๆคับ

เมื่อโด้ย้ายไปตามล่าฝันที่นรกอย่าที่ป๋าเคยบอก
เขาคนนั้นคนที่ยอมไห้เงาของโด้บังจนสนิทเพื่อทีม
เวย์น รูนี่ย์ คือเขาคนนั้น จากการที่ไม่ต้องเกรงใจไครอีกแสงสว่างของรูนี่ย์ก็ส่องแสงออกมาไล่เงาของโด้จนแฟนแมนยูลืมหน้าโด้กันแบบพร้อมเพรียงอย่างรวดเร็วเหมือนขายนักเตะธรรมดาคนนึงไปเท่านั้นได้ตั้ง80ลป.
2009-2010 รูนี่ย์จากที่ไม่ได้เป็นตัวคาดหวังอะไรมากแมนยูจากการขายโด้ไปไม่ได้กองหน้าเพิ่มอีกต่างหากกลายเป็นทีมที่ถูกมองว่ากากไปโดยทันทีมีเพียงรูนี่ย์ที่ออกมาพูดว่าจะเป็นคนยิงประตูแทนโด้เอง ไห้ทีมอื่นเขาตลกขำขันกันไปทั้งโลกแต่รูนี่ย์เองก็เริ่มสานคำพูดที่เอ่ยไว้อย่างองอาจจนทำไห้คนที่หัวเราะต้องอ้าปากค้างกันทั้งโลกจากคนที่เก่งกลายเป็นความหวังทั้งหมดของทีมทันทีจากการล่าประตูและสถิติยิงนัดไหนแมนยูชนะทุกนัดได้เกือบ30เกมส์(เยอะไช่มั้ยครับ)แต่นี่ก็ยังไม่ไช่ตำนานเต๊มตัวแต่บอกแล้วว่าดราม่าคล้ายๆกับ''เอริก เดอะ คิง''เดะในฤดูกาลกังฟูคิก (ตอนมกราคม2553ผมเคยเขียนแปะไว้เรื่องตำนานเบอร์7นี่แหละผมเขียนไว้ว่าจากความจงรักพักดีและความทุ่มเทไห้สโมสร+กับเล่นดีฟอร์มไม่ตกมากอีก4-5ปีรูนี่ย์ได้เป็นตำนานเต๊มตัวแน่แต่บอกแล้วว่าไม่ทันตั้งตัว)จนรูนี่ย์เจ็บ คำที่ว่าไม่ทันตั้งตัวก็ได้แสดงออกมาจนชัดเจนคำว่า ผีขาดรูนี่ย์เหมือนขาดใจ ได้ถูกเอามาไช้ การที่ต้องตกรอบ Uclการที่ต้องแพ้ในPmlไนช่วงของการการันตีแชมป์ ทำไห้ได้รู้ว่ารูนี่ย์มีดีกว่าที่ทำได้แค่วิ่งพล่านทั้งสนามมากมายนัก รูนี่ย์กลายเป็นหัวใจของทีมแบบที่ไครก็อึ้งเป็นตอนไหนก็นึกไม่ออก รูนี่ย์ได้ใจของเพื่อนร่วมทั้งหมดรวมถึงแฟนบอลด้วย จากที่บอกว่า4-5ปีรูนี่ย์เป็นตำนานได้ไม่ยากกลายเป็นว่ารูนี่ย์เอาไปเกือบจะหมดแล้วขาดแค่เรื่องราวที่เป็นอมตะและประกาศศักดาและการบัญชาการทีมในสนาม ต่อจากนี้ไปเขาต้องเขียนเรื่องราวที่เป็นอมตะด้วยตัวเขาเอง ดูจากที่ผ่านมาถ้าไม่ตายซะก่อนรูนี่ย์ต้องทุ่มสุดตัวสุดใจเพื่อเป็นตำนานที่สมบูรณ์แบบมีมุมมีสถานที่ที่แปะเรื่องราวของเขาเอาไว้ซึ่งความภาคภูมิทั้งหมดจะไปตกที่ลูกของเขาด้วย ซึ่งมันเป็นจุดหมายหลักของรูนี่ย์เลย
ขอโทษที่ทำไห้รกกระทู้นะครับทั้งหมดเป็นความรู้สึกของผมเอง


โดย: เดะผี IP: 183.89.185.58 วันที่: 16 เมษายน 2553 เวลา:4:53:17 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

สงบใจ
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add สงบใจ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.