Once Man United, Always Man United
Group Blog
 
<<
มีนาคม 2553
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
22 มีนาคม 2553
 
All Blogs
 
20100322 วิพากษ์ MAN UNITED vs LIVERPOOL

There’s only one Fletcher, The Real “PRINCE”


สวัสดีครับ แฟนๆกระทู้วิพากษ์ และขาจรทุกๆท่าน มาพบกันวันนี้กับควันหลงสดๆร้อนๆหลังเกมแดงเดือดขบวนที่สองของซีซั่นนี้ เรื่องของผลการแข่งขัน ถ้าจะว่ากันตามความเป็นจริงแล้ว ก็คงไม่ต่างไปจากที่บรรดาสื่อและกูรูทั้งหลายได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า โดยประเมินจากฟอร์มการเล่นล่าสุดของทั้งสองทีม รวมไปทั้งเอฟเฟกต์ต่อเนื่องเรื่องความฟิตความล้าของนักเตะลิเวอร์พูล หลังจากกรำศึกเป็นนัดที่สามในช่วงเพียงเจ็ดวันเท่านั้นเอง แต่สำหรับผมแล้วเรื่องฟอร์มการเล่นล่าสุดของทั้งคู่นั้น ให้ขยำทิ้งลงโถส้วมไปได้เลย เพราะแต่ไหนแต่ไรมาเกมแดงเดือดไม่เคยขึ้นอยู่กับฟอร์มล่าสุดอยู่แล้ว แต่ที่ผมเองคาดการณ์ไว้ว่าน่าจะส่งผลมากที่สุดก็คือ ความล้าของนักเตะนั่นแหละครับ เหมือนๆกับที่เราใส่ไปหมดสองสามก๊อกที่ซาน ซิโร่แล้วมาเร่งไม่ออก โดนทอฟฟี่จัดการไปสามดอกนั่นแหละครับ

มาดูกันที่การจัดทัพนักเตะของผู้จัดการทีมทั้งสองฝั่งกันนะครับ ฝั่งเจ้าบ้านปิศาจแดงที่นอกจากจะได้พักมาเต็มๆแปดวันก่อนเกมแล้วนั้น ท่านเซอร์ยังได้พักนักเตะคีย์แมนอย่างปาร์คไว้ลงเป็นเพียงตัวสำรองเพื่อถนอมความสดไว้บดเกมนี้โดยเฉพาะอีกด้วย ทำให้ท่านเซอร์สามารถส่งชุดใหญ่ที่สุดลงสนามได้เต็มที่ในเกมนี้ นั่นคือผู้รักษาประตูเป็น เอ็ดวิน ฟาน เดอ ซาร์ แผงหลังสี่คนประกอบไปด้วย แกรี่ เนวิลล์, ริโอ เฟอร์ดินานด์, เนมานย่า วิดิช และปาทริซ เอวร่า แผงมิดฟิลด์วันนี้อัดตรงกลางมาสามคน โดยให้ดาร์เรน เฟล็ทเชอร์ และไมเคิล คาร์ริค เป็นไลน์ดีเฟนซีฟหน้าแผงหลัง แล้วจับปาร์ค ชี ซองเป็นตัวฟรีหลังหน้าเป้า กำหนดตัวริมเส้นฝั่งซ้ายเป็นนานี่ ฝั่งขวาเป็นวาเลนเซีย มีหน้าเป้าคือ เวย์น รูนี่ย์ ส่วนขุมกำลังสำรองข้างสนามก็ยังเพียบไปด้วยตัวที่ลงมาเปลี่ยนมิติได้อย่าง สโคลส์, กิ๊กส์, เบอร์บาตอฟ พร้อมกับตัวทดแทนอย่างโอแบร์กตอง, ราฟาเอล, เอแวนส์ และคุสแซ็ค

ส่วนทางฝั่งทีมเยือนลิเวอร์พูลนั้น วันนี้มาในชุดเยือนที่สวยแปลกตา ด้วยเสื้อสีดำขลิบทองสามเส้นบนไหล่ กับกางเกงสีทอง ดูผ่านแสงไฟในอุโมงค์แล้วออกจะน่าเกลียดพิลึก แต่พอได้ออกมาต้องแสงแดดเท่านั้นก็กลายเป็นสวยขึ้นมาทันที (อยากได้แฮะ) เกมนี้ราฟาเอล เบนิเตซ เทรนเนอร์น้องหงส์จัดชุดใหญ่ที่คาดว่าพร้อมที่สุดลงสนามมาสู้ มีโฆเซ่ เรน่า เฝ้าเสา แผงหลังสี่คนประกอบไปด้วยเกล็น จอห์นสัน, เจมี่ คาร์ราเกอร์, ดาเนียล แอ็กเกอร์ และ เอมิเลียโน่ อินซัว ราฟามาวัดกับป๋าช่วงช่วงด้วยแทคติคเดียวกันเป๊ะๆคือ 4-2-3-1 เกมนี้ราฟาส่งลูคัส เลว่า กับฮาเวียร์ มาสเคราโน่ เป็นมิดฟิลด์ตัวรับ วางสตีเฟ่น เจอร์ราร์ดเป็นตัวฟรีหลังเฟร์นานโด ตอร์เรสที่รับบทบาทหน้าเป้า ส่วนตัวริมเส้นทางฝั่งซ้ายเป็นหน้าที่ของมักซี่ โรดริเกรซ ฝังขวาเป็นสัมปทานของเดิร์ก เคาท์

เริ่มเกมมาเครื่องยังไม่ทันร้อน เพิ่งได้ทักทายน้องหงส์ไปพอเจ็บๆคันๆ ยูไนเต็ดเจ้าบ้านก็มาเสียประตูไปก่อนตั้งแต่ไก่โห่แค่ห้านาทีเท่านั้น เมื่อคาร์ริคพยายามพาบอลขึ้นมาตรงกลางสนามแล้วถูกแซะเสียบอลจากด้านหลัง ผู้เล่นยูไนเต็ดหลายคนดันมัวแต่จะเอาฟาล์วในขณะที่ลิเวอร์พูลนั้นไม่ฟังอีร้าค่าอีรมทั้งสิ้น จ่ายบอลสวนขึ้นหน้าทางกราบขวาทันที มีเดิร์ก เคาท์ ควบขึ้นไปสวนแนวรับยูไนเต็ดที่ลงไปไม่ทัน เคาท์รอจังหวะตอร์เรสก่อนจะเปิดเข้าหน้ากรอบซึ่งมีเพียงตอร์เรสเทคโล่งๆคนเดียวส่งบอลเสียบตาข่ายอย่างสวยงาม ลูกนี้ผมไม่อยากโทษว่าเป็นความผิดของใครเป็นการเฉพาะเจาะจงเพราะมันพลาดทั้งกระบิ และจังหวะมันให้ลิเวอร์พูลจริงๆครับ และอยากให้สังเกตจริงๆในการเคลื่อนที่ของตอร์เรสในจังหวะทำประตูนี้ เริ่มจากพอหงส์แดงแซะบอลจากคาร์ริคได้ (โดยน่าจะเป็นเจอร์ราร์ด) และมีการแทงบอลสวนเร็ว ตอร์เรสวิ่งดึงคู่แข่งไปตรงกลางโดยเช็คไลน์ตลอดเวลา ไม่ต่างกับเคาท์ที่วิ่งขึ้นไปรับบอลแทงสวนทางขวาโดยเช็คไลน์ตลอดเวลาเช่นกัน ทำให้จังหวะแทงทะลุของเจอร์ราร์ดไปให้เคาท์นี้ไม่ล้ำหน้าแต่อย่างใด

พอเคาท์ได้บอลก็ควบขึ้นทางขวาทันทีโดยนักเตะยูไนเต็ดยังตั้งกระบวนยืนตำแหน่งกันไม่ทันจากการที่เพิ่งดันขึ้นสูงตามคาร์ริคไปหมาดๆ เคาท์ดึงจังหวะก่อนจะเปิดโค้งเข้าหน้ากรอบ จังหวะนี้ครับ ผมเห็นว่าตอร์เรสเล่นงานไลน์กองหลังสองคนที่เหลือคือริโอกับแกรี่ยังไง (วิดิชขยับมาปิดทางกว้างแล้ว) ตอร์เรสขยับมาข้างหน้าดึงริโอมาคุมตัวเอง ก่อนจะถอยหลังฉีกตัวมาเสาสอง ดึงให้แกรี่ขยับตามมาคุมอีกที (และริโอก็ถูกทิ้งไว้) จากนั้นตอร์เรสก็สอดเข้าด้านหน้าที่ว่างระหว่างแกรี่และริโอที่จังหวะนั้นทั้งคู่ต้องจ้องบอลจากจังหวะเปิดแทนแล้ว ทำให้เมื่อบอลถูกเปิดออกมานั้น จึงมีเพียงตอร์เรสคนเดียวที่ได้ขึ้นโล่งๆระหว่างแกรี่ที่อยู่ข้างหลังและริโอที่อยู่ข้างหน้า จะเห็นว่าการขยับหลอกตำแหน่งการยืนของตอร์เรสนั้นทำได้ดีมากๆ จนสองนักเตะแผงหลังที่น่าจะเก๋าที่สุดของยูไนเต็ดเองก็ยังตามจังหวะเขาไม่ทัน แต่เหนือสิ่งอื่นใด ต้องชมความรู้ใจระหว่างตอร์เรสและเคาท์ด้วยครับ เพราะเคาท์เองก็ต้องรู้จากการซ้อมมานานว่า ตอร์เรสจะขยับมารอที่ตรงไหนในบริเวณหน้ากรอบนั่นเองครับ เป็นจุดนัดพบแน่ๆ ไม่ใช่โยนลวกๆไปงั้นๆแน่นอน

หลังจากเสียประตูไปแบบช็อคอารมณ์แฟนๆคาสนามของตัวเอง เกมของยูไนเต็ดก็วูบไปพักหนึ่ง ก่อนจะกลับมาตั้งลำใหม่อีกครั้งในเวลาไม่นานนัก เกมของยูไนเต็ดเกมนี้ไม่ได้เน้นไปที่การเซ็ตเกมรุกเปิดเกมบุกเหมือนสองสามนัดล่าสุดที่ผ่านมาๆ เนื่องจากสาเหตุแรกก็คือการรู้ตัวเองเป็นอย่างดีว่านาทีนี้ ไม่มีใครดวลเดี่ยวๆกับตอร์เรสได้ไหวอีกแล้ว ขืนไปลุยเข้าใส่แบบนั้นก็รังแต่จะมำให้วิดิชต้องรับบทหนักและเสี่ยงต่อใบเหลืองใบแดงอีกเหมือนเดิมนั่นเอง ท่านเซอร์จึงวางหมากเกมนี้มาด้วยแท็คติครัดกุม พยายามให้ลูกทีมพัวพันไล่บี้กดดันผู้เล่นลิเวอร์พูลเมื่อได้บอลทุกจังหวะตลอดเวลา ตั้งแต่หน้ากรอบหงส์แดงเองโดยปาร์ค ชี ซอง จากนั้นก็จะมีด่านสองคือเฟล็ทเชอร์ที่ไล่ทุกตำแหน่งตรงกลางสนาม จนมาเจอตัวซ้อนสุดท้ายคือคาร์ริค ก่อนจะฝ่ามาเจอแผงแบ๊คโฟร์ที่ยืนกันตระหง่านตลอดเวลา แท็คติคนี้ทำให้เกมรุกของลิเวอร์พูลทำอะไรไม่ถนัดเช่นกัน และหากจะขึ้นทางริมเส้น ก็ต้องเจอปีกซ้ายขวาซ้อนฟูลแบ๊คเข้าไปอีก หากจอห์นสันหรืออินซัวจะเติม ก็ต้องลุ้นจังหวะโดนสวนทางกราบด้วยเช่นกัน ซึ่งมันก็เกิดขึ้นจนได้

บอลยาวจากหลังของยูไนเต็ดข้ามมาข้างหน้าทางริมเส้นฝั่งขวา ลิเวอร์พูลดักโหม่งได้ แต่บอลมาเข้าทางวาเลนเซีย โดยไม่มีใครคาดคิด วาเลนเซียจิ้มบอลสวนทันทีแล้วควบตามขึ้นหน้า มีเพียงมาสเคราโน่เท่านั้นที่คิดทันแล้วกวดตามไป แต่สปีดของวาเลนเซียก็จัดเสียจนมาสเคราโน่ได้แต่ตามเหนี่ยวแขนจากข้างหลัง โดยที่กองหลังหงส์แดงคนอื่นๆที่น่าจะดักไลน์วิ่งไว้ ก็ได้แต่คุมพื้นที่ป้องกันตัวรุกคนอื่น ปล่อยให้มาสเคราโน่พัวพันวาเลนเซียคนเดียวแล้วก็เอาวาเลนเซียไม่อยู่ วาเลนเซียขืนไว้เต็มที่ก่อนจะได้แตะต่อเข้าไปในกรอบอีกจังหวะโดยมาสเคราโน่ยังคงพยายามเหนี่ยวเอาไว้ จนสุดท้ายพอเข้ามาในกรอบได้ วาเลนเซียก็สะบัดแขนที่ถูกเหนี่ยวเอาไว้แล้วก็ไม่ขืนตัวเองสู้ต่อ ปล่อยตัวให้ล้มไปตามจังหวะเหนี่ยวของมาสเคราโน่นั่นเอง จังหวะนี้กรรมการไม่มีทางเลือกอื่นครับ เพราะวาเลนเซียแอ๊คชั่นได้เข้าตาดีเหลือเกิน โอเคว่าจังหวะการฟาล์วอาจจะหกเต็มสิบแต่จังหวะล้มที่ออกมามันเกือบจะเต็มสิบทีเดียว เว็บบ์จึงต้องเป่านกหวีดปรี๊ดดดดดด และเป็นรูนี่ย์ที่เข้ามาสังหารติดบล๊อคเรน่าก่อนจะตามไปแปซ้ำตุงตาข่าย (เล่นเอาเสียแว๊บบบบ) ในนาทีที่ 12 พร้อมใบเหลืองของมาสเคราโน่จากจังหวะฟาล์วดังกล่าว

ผมดูภาพช้าแล้วก็ไม่น่าแปลกใจที่ราฟาจะบอกว่าวาเลนเซียพุ่งล้ม เพราะจังหวะล้มนั้นมันมีบวกแอ๊คชั่นของวาเลนเซียเข้าไปอีกหน่อย แต่ราฟาเองก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามาสเคราโน่นั้นพยายามเหนี่ยวดึงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่นอกกรอบจนมาถึงในกรอบอันถือเป็นการจงใจขัดขวางการพาบอลไปทำประตูนั่นเอง และหากเทียบกับกรณีแฟร์มาเล่นแล้ว มาสเคราโน่ยังโชคดีที่เว็บบ์ไม่พิจารณาว่าเป็นโปรเฟสชันนั่ล ฟาล์วครับ จังหวะนั้นแฟร์มาเล่นเล่นเบากว่ามาสช์เยอะยังโดนทั้งจุดโทษและเสียใบแดง แต่กรณีมาสช์นี้ เว็บบ์ยังมองให้เป็นการฟาล์วในเขตธรรมดาโดยโดนแค่ใบเหลือง ซึ่งจริงๆหากจะมองให้เป็นธรรมแล้วก็ต้องยอมรับครับ ว่าวาเลนเซียมีโอกาสหลุดเดี่ยวจริงๆ นักเตะหงส์สองคนที่คุมโซนอยู่ก็ไม่พยายามปรี่เข้ามาสกัด ทำให้จังหวะแตะสุดท้ายนั่นหลุดได้จริงๆ และควรจะได้เข้าไปทำประตูแล้ว นั่นจึงควรเป็นโปรเฟสฯ แต่ถ้าจะมีอีกมุมให้มอง ก็คงเป็นว่ากรรมการบางคนอาจพิจารณาให้ได้ฟรีคิกตั้งแต่จุดเกิดเหตุคือนอกกรอบ เพียงแต่ก็ต้องเข้าใจด้วยว่าจังหวะนี้วาเลนเซียเล่นได้ฉลาดกว่า คือเขาพยายามจะเปลี่ยนจากจังหวะลากเข้าไปธรรมดาให้เป็นจังหวะหลุดเดี่ยว และวาเลนเซียก็ทำได้สำเร็จ ส่วนมาสช์นั้นต้องยอมรับว่าพลาดเต็มๆครับ

ผลพวงจากจุดโทษดังกล่าวที่กลายเป็นประตูตีเสมอของเจ้าบ้าน นอกจากจะทำให้รูปการณ์กลับมาเท่ากันแล้ว ยังทำให้ความได้เปรียบที่ลิเวอร์พูลพยายามดึงเอาไว้กับตัวต้องสลายไปด้วย ไม่แปลกที่ตอร์เรสจะโมโหเสียจนไปเตะตำแหน่งจุดโทษจนกระจาย อาจจะโกรธเว็บบ์ด้วย แต่ผมเดาว่าตอร์เรสรู้ดีว่าโอกาสที่จะสร้างขึ้นใหม่จากรูปเกมแบบนี้มันเป็นไปได้ยากแล้ว อุตส่าห์หาจังหวะจนทำได้หนึ่งประตูแต่ก็ยังเสียจุดโทษคืนให้เขาอีก และจากนั้น ลิเวอร์พูลก็ไม่มีโอกาสได้จบสกอร์อีกเลยในครึ่งเวลาแรก ในขณะที่ยูไนเต็ดเจ้าบ้านก็พยายามเล่นรัดกุมเป็นหลัก ทำให้จังหวะรุกก็ยังคงไม่อันตรายหรือวูบวาบมากนัก วาเลนเซียกับนานี่ยังคงเน้นวินัยในการไล่บอลมากกว่าจะพยายามสร้างเกมรุกเดินหน้าขึ้นไป ส่วนคาร์ริคก็ปักหลักห้อยหลังเป็นตัวสุดท้ายของแดนมิดฟิลด์ตลอดเวลาแต่คงด้วยแรงกดดันจากเกมนี้ และจากคาเปลโล่ที่นั่งมองอยู่ คาร์ริคจึงมีลูกเกร็งอยู่บ้าง และจ่ายบอลออกบอลผิดพลาดบ่อยกว่าที่เราเห็นในเกมอื่นๆ

รูปเกมครึ่งแรกและครึ่งหลังไม่ต่างกันมากนัก ลิเวอร์พูลตั้งเกมของตัวเองไม่ได้ เพราะถูกไล่บีบพื้นที่อยู่ตลอด ในขณะที่ต้องแบ่งสมาธิมาเล่นเกมรับอย่างมีวินัยเพราะเจ้าบ้านก็เซ็ตเกมรุกตลอดเหมือนกัน ถึงแม้จะไม่รุกเต็มตัวนัก แต่ลิเวอร์พูลเองก็รู้ตัวว่าจะพลาดให้ไม่ได้เป็นอันขาด เกมของลิวอร์พูลจึงวนอยู่แต่เพียงหน้ากรอบตัวเอง และค่อนไปทางตรงกลางสนาม บอลขึ้นหน้าไปให้ตอร์เรสที่ถูกวิดิชและริโอคุมก็ไม่สามารถสร้างอันตรายได้ เคาท์และมักซี่ถูกตัดออกจากเกม นานๆจึงจะโผล่มาให้เห็น แต่ก็ลงเอยด้วยการเปิดบอลที่ไม่ได้ลุ้น เพราะแผงหลังเจ้าบ้านไม่ปล่อยให้ตอร์เรสได้เล่นง่ายๆอีกแล้ว เกมของทั้งสองฝั่งเล่นแท็คติคเดียวกัน แต่ความแตกต่างมันอยู่ที่สาเหตุเดียวครับ (หากเราไม่มองว่าเล่นบ้านใคร) นั่นก็คือเรี่ยวแรงและความสด เราจะเห็นว่าเกมนี้ เจอร์ราร์ดมีบทบาทน้อยมากๆทั้งรุกและรับ ไม่สามารถเข็นลูกทีมให้ตื่นขึ้นมาได้ ไม่สามารถเค้นฟอร์มของตัวเองให้ทะลุแนวมิดฟิลด์ได้ เกมของเจอร์ราร์ดเงียบเกินไป อีกคนก็คือเคาท์ ที่วิ่งออกเต็มที่แค่ครึ่งชั่วโมงแรกเท่านั้น หลังจากนั้นก็วิ่งน้อยลง ไล่บอลน้อยลง ทั้งๆที่ปกติ เคาท์เองคือคนที่เล่นเหมือนปาร์คในแดนคู่ต้อสู้นะครับ และเป็นคนที่กดดันแผงหลังเราให้ลนลานได้ดีที่สุด

เมื่อลิเวอร์พูลมาเล่นเกมนี้ด้วยเรี่ยวแรงที่ลดน้อยถอยลงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด แพสชั่นที่เคยนำมาใช้เล่นงานเราตลอดสามนัดหลังสุดก็เกิดขึ้นได้ยาก เมื่อมาพบกับนักเตะเราที่สดยกกล่องจริงๆก็เลยทำให้งานของลิเวอร์พูลกลายเป็นเข็นครกขึ้นภูเขาไปทันที ปาร์ควิ่งไล่ตลอดเวลา ตลอดทุกพื้นที่ในเขตแดนลิเวอร์พูล คาบเกี่ยวกับการไล่บอลของเฟล็ทเชอร์ในบริเวณกึ่งกลางสนาม ทั้งคู่ไล่ล่าบอลอย่างเมามันไม่มีหมดจนนักเตะลิเวอร์พูลคายบอลไม่ค่อยถนัด และเริ่มออกอาการวิ่งไม่ค่อยออกเท่าไหร่ ปาร์คถึงแม้จะเน้นการไล่บอลเสียจนเกมรุกตัวเองขาดๆไป เสียบอลง่ายบ่อยๆ แต่ก็ถือว่าป๋าช่วงช่วงตั้งใจเลือกแท็คติคนี้ลงมาโดยเฉพาะครับ ปาร์คและเฟล็ทช์ ไม่ใช่พวกครองบอลได้ดี พาบอลไปกับตัวได้เก่งอย่างกิ๊กส์ หรือสโคลส์ตอนรุ่งๆ แต่สองคนนี้ได้ลูกสด และลูกพัวพันกัดไม่ปล่อย แท็คเกิ้ลแม่นยำ นี่คือประเด็นแรกที่ท่านเซอร์เลือกลงมาใช้ในเกมนี้ครับ ทำลายเกมหงส์แดงก่อน จากนั้นค่อยไปคิดถึงเกมรุก เล่นแบบมีวินัยในเกมรับมาก่อนเป็นอันดับแรก

สิ่งที่ทุกคนรอคอยมาประสบความสำเร็จในชั่วโมงเต็มๆของเกมพอดี ยูไนเต็ดขึ้นเกมรุกทางขวา บอลถูกถ่ายออกมาให้เฟล็ทเชอร์ที่ถ่างตัวเองมาทางขวา เฟล็ทเชอร์ดึงจังหวะนิดหนึ่งก่อนนักเตะลิเวอร์พูลจะเสียจังหวะเมื่อมีตัวสอดหลังเฟล็ทเชอร์เติมขึ้นไป เฟล็ทเชอร์เห็นดังนั้นจังรีบเปิดเร็วเข้าหน้ากรอบทันที เป็นลูกเปิดที่เฟล็ทเชอร์ถนัดนั่นคือ ลูกเร็วและโค้งต่ำเข้าระยะประมาณห้าหกหลาหน้าเส้นประตูที่ทำให้ผู้รักษาประตูไม่กล้าผวาออกมาตัด และทำให้กองหน้าเราโถมเข้าไปได้เต็มๆ ประกอบกับกองหลังเองก็สกัดออกมายาก รูนี่ย์โถมเข้ามาข้างหน้าดึงตัวประกบเข้ามาได้ แต่มันไปเปิดช่องให้ปาร์คที่สอดเติมเข้ามาข้างหลัง บอลข้ามรูนี่ย์มาตกที่หัวปาร์คที่พุ่งตอร์ปิโดบกส่งบอลตุงตาข่ายอย่างสุดสวย ชนิดแลกด้วยรอยสตั๊ดที่ขมับ แต่เป็นความแช่มชื่นของแฟนๆเจ้าบ้านทุกผู้ทุกนาม

หลังจากเสียประตูนี้ เกมของยูไนเต็ดก็เล่นง่ายขึ้น บีบให้ลิเวอร์พูลต้องเดินหน้าแลกกับการเปิดพื้นที่ในแดนหลัง แต่นักเตะเจ้าบ้านก็เน้นกันไม่มากพอ จึงจบสกอร์ที่สามเพิ่มไม่ได้ รูนี่ย์เริ่มมีสัญชาตญาณกองหน้ามากขึ้น เมื่อเริ่มเห็นแก่ตัว ตรงนี้มันมีข้อดีและเสียครับ ที่ดีก็คือกองหน้าควรเห็นแก่ตัวในระดับหนึ่ง เพื่อคงความกระหายในการทำประตูและจังหวะการจบสกอร์ไม่ให้มันจางหายไป แต่ที่เสียก็คือเรา อาจจะ เสียโอกาสที่ดีกว่า ความน่าจะเป็นที่สูงกว่า ในการจบสกอร์หากรูนี่ย์เลือกที่จะจ่ายให้เพื่อนในตำแหน่งที่ดีกว่า แต่ทั้งนี้ทังนั้น สองข้อที่ว่านี้ มันต้องถูกรูนี่ย์ปรับปรุงร่วมกันผ่านกระบวนการที่เรียกว่า การลงสนาม และ โอกาสในการจบสกอร์ ยิ่งได้ลงมากขึ้น ยิ่งผ่านโอกาสมากขึ้น สุดท้าย รูนี่ย์ก็จะปรับและผสมผสานความเห็นแก่ตัวกับความใจกว้างให้มันกลมกล่อมลงตัวได้ดีที่สุด และนั่นคือสุดยอดปรารถนาที่กองหน้าทุกรายล้วนต่างอนากแสวงหามาให้ตนเองทั้งนั้น

การเปลี่ยนตัวในเกมนี้คงไม่ใช่ประเด็นใหญ่ เมื่อตัวที่ถูกส่งลงมาไม่ได้สร้างความแตกต่างให้เกมมากนัก อาจจะมีผลกระทบต่อรูปเกมบ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับทำให้เป็นจุดเปลี่ยนที่รูปเกมจะพลิกกลับได้ อาควิลานี่ถูกส่งลงมาแทนเคาท์ แต่ก็เงียบไป บาเบลลงมาแทนมักซี่ ซึ่งสร้างความวูบวาบได้บ้างแต่ก็ไม่เหลือบ่ากว่าแรงแนวรับเจ้าบ้านเท่าไหร่ ส่วนเบนายูนที่ผมกลัวนักกลัวหนานั้น ก็ลงมาแทนลูคัสเพื่อเพิ่มมิติเกมรุกแต่ก็ช้าไปแล้ว แถมยังทำโอกาสทองนาทีสุดท้ายหลุดมือเมื่อโหม่งบอลทะลักจากเท้าตอร์เรสไปให้น้าซาร์รับง่ายๆซะงั้น ทางฝั่งเจ้าบ้าน กิ๊กส์ที่ลงมาแทนนานี่ก็ไม่ได้สร้างความแตกต่างเท่าไหร่ เพราะนานี่เองเกมนี้ก็ไม่ได้เน้นเกมรุกหรือการจบสกอร์มากนัก ช่วยเกมรับซะมากกว่า แถมเอวร่ายังเติมได้น่ากลัวมากกว่าซะอีก สโคลส์เองที่มาแทนปาร์คก็เพื่อคุมจังหวะเกม และเน้นการวางบอลยาวที่หลังๆเริ่มไม่แม่นยำเอาซะเลย ซึ่งสโคลส์ก็ทำได้ดี จากนั้น ลิเวอร์พูลโหมบุกเป็นพายุแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ จบเกมด้วยชัยชนะของเจ้าบ้านครั้งแรกในรอบสี่เกม

หลังเกมนี้ ทุกคนคงเห็นด้วย ว่าสามเกมที่ผ่านมา เราพ่ายลิเวอร์พูลหมดรูปเพราะเกมตรงกลางเราไม่สมบูรณ์เท่าเขา สิ่งที่น่าตกใจคือท่านเซอร์เองก็บอกว่าสามเกมที่ผ่านมานั้น เฟล็ทเชอร์ไม่ได้ลงสนามทั้งหมดเลย น่าเหลือเชื่อไหมครับ เกมแดงเดือดที่ไร้เงาเฟล็ทเชอร์ทำไมมันส่งผลรุนแรงขนาดนั้น แต่ยังมีอีกสิ่งหนึ่งครับ นั่นก็คือปาร์คในวันนี้ได้กลับมาอยู่ในฟอร์มที่พีคที่สุดอีกครั้ง ซึ่งช่วยงานเฟล็ทเชอร์ได้ดีมากๆ และเป็นตัวหลักไล่บอลในแดนหน้าได้ดีที่สุด เกมนี้จะเป็นรองก็แค่เฟล็ทเชอร์เท่านั้น ถึงแม้ปาร์คจะไล่บอลได้ดีมากๆ และทำประตูชัยได้ แต่ผมขอยกเฟล็ทเชอร์ให้เป็นคนที่เด่นที่สุดในเกม ในขณะที่คาร์ริคมัวแต่สาละวนกับการเป็นสต๊อปเปอร์หน้าแผงหลังและสกรีนเป็นตัวสุดท้ายรวมทั้งเซ็ตจังหวะเกมจากแดนหลัง ถึงแม้ปาร์คจะไล่บอลข้างหน้าจนทำให้นักเตะลิเวอร์พูลตั้งเกมจากหลังไม่ค่อยติด แต่ผู้ที่รับภาระหนักที่สุดตรงกลางนั้นเป็นเฟล็ทเชอร์ครับ ไล่บอลทั้งซ้ายและขวา ทั้งหน้าและหลัง เป็นตัวไล่บอลซ้อนรองจากปาร์ค และเป็นตัวไล่บอลตัวแรกให้คาร์ริค เฟล็ทเชอร์นาทีนี้ทำหน้าที่ได้สมบูรณ์แบบจริงๆ รวมทั้งการถ่างออกไปทางขวาในครึ่งหลังคือหนึ่งแอสซิสต์ประตูชัยด้วยซ้ำไป

สำหรับลิเวอร์พูลนั้น ความพ่ายแพ้ในเกมนี้ไม่ได้สื่ออะไรมากนักนอกจากความสดและความฟิตที่เป็นรองเจ้าถิ่นอย่างมาก ความมุ่งมั่นเพียงอย่างเดียวจึงไม่สามารถจุดแพสชั่นให้ติดได้ การเข้าถึงบอลก็ช้ากว่าเจ้าถิ่นอยู่ครึ่งก้าว และนั่นคือที่มาที่ครึ่งแรกลิเวอร์พูลเสียไปสามเหลือง แต่ครึ่งหลังราฟาปรับตรงนี้มาได้ดีขึ้นหน่อย การเข้าถึงบอลเริ่มสูสีกัน ทำให้นักเตะเจ้าบ้านเริ่มจะเสียเหลืองบ้าง เกมนี้บอกตรงๆเป็นเกมที่อึดอัด รูปเกมออกตึงๆทั้งสองฝ่าย ต่างเน้นระมัดระวังมากกว่าจะผลีผลามบุกอย่างเมามัน อรรถรสความมันอาจต่ำไปบ้าง แต่ผู้ที่นิยมดูบอลตามแท็คติคด้วยก็คงชอบ เพราะนี่คือการวัดกันที่วินัยในเกมอย่างแท้จริง และสุดท้ายทั้งสองฝ่ายพลาดคนละครั้ง ยูไนเต็ดพลาดที่จังหวะพาบอลขึ้นหน้าแล้วเสียบอลโดนสวนเร็ว ในขณะที่ลิเวอร์พูลพลาดเพราะมาสช์ตามไม่ทันรวมทั้งกองหลังคนอื่นๆไม่ช่วยเข้าสกัดตั้งแต่วาเลนเซียอยู่นอกเขต ส่วนประตูชัยควรให้เครดิตฝั่งเจ้าบ้านมากกว่าจะโทษนักเตะทีมเยือน แต่ถ้าหากจะหาให้ได้ ก็คงเป็นคำถามว่าทำไมปล่อยให้เฟล็ทช์ได้เปิดง่ายๆโล่งๆแบบนั้น

ภาพรวมหลังเกมสัปดาห์นี้ เชลซีที่เริ่มออกอาการเร่งไม่ขึ้น ก็มาถูกแบล๊คเบิร์นตีเสมอใน 20 นาทีสุดท้ายจนได้ ทำให้ยูไนเต็ดกลายเป็นจ่าฝูงแบบเต็มตัวไม่ต้องกังวลถึงเกมตกค้างของเชลซีอีกต่อไป สัปดาห์นี้ จ่าฝูง แมนฯ ยูไนเต็ด ยึดหัวหาดที่ 69 แต้ม ตามมาด้วยอาร์เซน่อลที่ 67 แต้ม สองทีมนี้แข่งเท่ากันที่ 31 นัด ตามมาด้วยเชลซีที่สามมีคะแนน 65 แต้ม และแข่งที่ 30 นัด โดยเชลซีจะมีเกมตกค้างให้เล่นกลางสัปดาห์นี้ ซึ่งเราคงต้องออกแรงเชียร์เจ้าบ้านปอร์ทสมัธอย่างสุดกำลัง หวังให้พวกเขาสร้างปาฏิหารย์ให้ได้ เพื่อแผ้วทางสู่ตำแหน่งแชมป์สี่สมัยติดต่อกันเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ผู้ดีของเราได้สำเร็จ


แล้วมาลุ้นกันครับ

สงบใจ



Create Date : 22 มีนาคม 2553
Last Update : 22 มีนาคม 2553 10:14:16 น. 2 comments
Counter : 227 Pageviews.

 


โดย: หาแฟนตัวเป็นเกลียว วันที่: 22 มีนาคม 2553 เวลา:10:35:56 น.  

 
เยี่ยมไปเลยครับป๋าหงบ รอแช่งกลางสัปดาห์เหมือนกัน


โดย: แมงปอบินเดี่ยว IP: 222.123.193.236 วันที่: 22 มีนาคม 2553 เวลา:11:32:49 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

สงบใจ
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add สงบใจ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.