Once Man United, Always Man United
Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2554
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728 
 
2 กุมภาพันธ์ 2554
 
All Blogs
 
20110112 วิพากษ์ ครึ่งทาง...ฤดูกาลที่สุดคาดเดา

สวัสดีปีใหม่ครับ ทุกๆท่าน หลังจากที่ได้เขียนบทความล่าสุดไป เมื่อสิ้นเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา ซึ่งบทความนั้นเขียนขึ้นมาบนข้อเท็จจริงที่ว่า แมนฯ ยูไนเต็ดของเราโชว์ฟอร์มได้ไม่นิ่งเอามากๆ เสียประตูง่ายๆบ่อยๆช่วงท้ายเกม ในขณะที่แชมป์เก่ายังเพลิดเพลินกับการกระซวกประตูนัดละสี่-ห้า-หก ลูกทุกๆนัด คู่แข่งแย่งแชมป์แต่ละทีมก็อิมพอร์ตซุปตาร์เข้าทีมกันจ้าละหวั่น ผลัดกันสำแดงผลงานได้อย่างน่าดูชม บทความเมื่อตอนนั้นจึงออกมาในรูปของความไม่มั่นอกไม่มั่นใจว่าเราจะสามารถยืนระยะต่อกรกับคู่ต่อสู้มากหน้าหลายตาได้จนถึงนัดสุดท้ายหรือไม่

ด้วยความสัตย์จริง ผมเองยังไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยครับ ว่าผ่านไปเพียงสามเดือนจากวันนั้น สถานการณ์ในพรีเมียร์ลีกจะเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างพลิกฝ่ามือ แชมป์เก่านั้นเครื่องน๊อคไปดื้อๆแถมสตาร์ทไม่ติดในลีกมาจนวันนี้ชนิดงงกันไปทั้งบาง ส่วนอาร์เซน่อลนั้นไปๆมาๆก็กลับมามีช่วงดีช่วงร้ายสลับไปสลับมาทำให้ฟอร์มไม่ต่อเนื่อง เรือใบหมื่นล้านนั้นเล่าก็ยังบ่มสปิริตและความคงเส้นคงวาไม่เข้าที่ เล่นผีเข้าผีออกไม่ต่างกัน น้องไก่ก็ไม่น้อยหน้า บทจะชนะก็ชนะได้ทุกทีมบนโลก บทจะแพ้ขึ้นมาก็ไม่ต้องถามหาสาเหตุ ยิ่งลิเวอร์พูลอดีตคู่รักคู่แค้นยิ่งกู่ไม่กลับ ตกต่ำจนต้องแยกทางกับปู่รอยไปเรียบร้อย ในขณะที่ยูไนเต็ดเราถึงแม้จะยังไม่ไฉไลนัก ถึงแม้จะมีวันฟอร์มบู่สุดๆ แต่ก็ยังสู้อดทนเก็บแต้มทีละนิดละหน่อยไล่แซงขึ้นมาจนอยู่บนหัวตารางได้แบบงงกันทั้งสโมสร

วันนี้ เมื่อเวลาและโอกาสมาพบเจอกันโดยบังเอิญ ผมจึงแอบมานั่งเขียนบทความถึงเรื่องราวต่างๆที่ผ่านมาในห้วงสามเดือนของทีมเราให้ทุกๆท่านได้ลองอ่านดูในวันนี้กันครับ อาจจะยาวสักหน่อยก็ต้องขออภัยครับ

1 เริ่มต้นตั้งแต่สถานการณ์ที่ส่งผลโดยตรงต่อสภาพทีมของเรา นั่นก็คือเรื่องของหมูรูนนั่นเอง การงอแงไม่ยอมต่อสัญญาของหมูรูนนั้น ผมมองว่าเป็นเกมมาตรฐานของเอเย่นต์เขานั่นแหละ ผมนั่งพิเคราะห์ดูบุคลิกลักษณะ ดูการแสดงออกรวมทั้งการให้สัมภาษณ์เมื่อครั้งเก่าๆที่ผ่านมา ก็นึกไม่ออกว่าไอ้เรื่องแบบนี้มันจะผ่านการกลั่นกรองออกมาจากมันสมองของเจ้าหมูเองด้วยตัวคนเดียว ผมเชื่อครับว่าต้องมีการปลุกปั่นจากผู้ชักใยแน่นอน ซึ่งก็คงหนีไม่พ้นเอเย่นต์นั่นแหละ แต่ป๋าเราก็รู้จักกดดันคืนเหมือนกันครับ คือเอาเรื่องที่ไม่ยอมต่อสัญญาให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อไปเลยหลังจากที่รูนี่ย์ดันปากพล่อยบอกว่าไม่ได้เจ็บอะไร เมื่อตอนโดนป๋าถอดออกจากเกมก่อนหน้านั้น ทีนี้สุดท้ายผมว่าพอเห็นปฏิกิริยาแฟนบอลเมื่อได้ยินคำให้สัมภาษณ์ของป๋า เจ้าหมูเองก็คงร้อนใจมากเหมือนกัน จนสุดท้ายทั้งสองฝั่งจึงยอมหันมาจูบปากต่อสัญญาด้วยค่าแรงที่ไม่เป็นที่เปิดเผยนั่นเองครับ หลังจากนั้น รูนี่ย์ก็ถูกส่งไปล้างน้ำถึงแดนลุงแซม นัยว่าให้เรื่องมันซาแล้วค่อยกลับมาเผชิญความจริงกันอีกครั้ง ซึ่งก็ได้ผลดีมากๆ ทำให้กระแสมันลดลงไปได้มากทีเดียว และเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้สถานการณ์ในแคมป์เราไม่บานปลายไปมาก ซึ่งในที่สุดทุกอย่างก็(ดูเหมือนว่า)กลับมาเข้าที่เข้าทางของมันอีกครั้งแล้วในตอนนี้

นอกจากเรื่องของรูนี่ย์แล้วยังมีเรื่องของวาเลนเซีย ที่ดันดวงแตกขึ้นมาในเกมแชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อขาหักสะบั้นจากการเข้าสกัดของคู่ต่อสู้ที่ดูเหมือนเป็นช็อตที่ม่มีอะไรแท้ๆ นั่นทำให้อาการทางปีกของเราเริ่มส่อเค้าจะมีปัญหาขึ้นมาเหมือนกัน แต่ในตอนนั้นยังมีตัวเลือกอยู่พอสมควร ปัญหาเรื่องดังกล่าวจึงยังดูไกลตัว แล้วพอล่วงเข้าปลายปีมานั่นแหละ นานี่มีอาการเจ็บ กิ๊กส์สภาพร่างกายไม่ไหวที่จะลงอย่างต่อเนื่อง อบต.เองก็ต้องรอเก็บเกี่ยวประสบการณ์อีกมาก ไม่นับถึงเบเบ้ที่ยังดูด้อยเลเวลไปพอควรสำหรับการลงเป็นตัวจริงให้กับทัพ เร้ด อาร์มี่ ของเรา เหลือแต่เพียง อาตี๋ปาร์คคนเดียวที่พอฝากผีฝากไข้ได้ในตอนนี้ แต่ก็ดันต้องมายื่นใบลากิจ ไปรับใช้ชาติที่กาตาร์ในช่วงมกราคมอีกยาวเลย อาการทางปีกจึงน่าเป็นห่วงมากในระยะนี้ ดีที่นานี่หายเจ็บกลับมาช่วยทีมได้ทัน ไม่งั้นอาการคงน่าเป็นห่วงมากกว่านี้ เห็นทีว่าป๋าคงต้องประคบประหงมนานี่มากๆหน่อยในช่วงนี้ ไม่งั้นเกิดลาป่วยไปอีกคนนี่คงดูไม่จืดเป็นแน่ครับ สำหรับทั้งสองกราบของเรา

2 เกริ่นนำมาพอสมควรแล้ว เรามาเริ่มกันที่การชำแหละฟอร์มของเร้ด อาร์มี่กันก่อนเลย หลังจากสิ้นเดือนกันยายนเป็นต้นมา เราก็ประสบกับการเสมออีกสองนัดรวดในลีก ก่อนจะเข้าเบรกชนะได้ถึง 9 นัด เสมอไป 3 นัด นั่นคือในสามเดือนที่ผ่านมา เราชนะ 9 เสมอ 5 ยังไม่แพ้ในลีก ทำคะแนนแซงพรวดพราดขึ้นมาอยู่หัวตาราง ในขณะที่สถานการณ์ในแชมเปี้ยนส์ ลีกก็สามารถเข้ารอบเป็นที่หนึ่งในสาย ไปรอพบกับโอลิมปิก มาร์กเซย์ในรอบต่อไป ส่วนลีกคัพนั้นก็ตกรอบเรียบร้อยโรงเรียนค้อน ก่อนจะมาผ่านเข้ารอบ 4 ของเอฟ เอ คัพ ด้วยการปราบอริเก่าอย่าลิเวอร์พูลในเกมสุดดราม่าเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่า ในบรรดาเกมที่ผ่านมานั้น ฟอร์มของเรายังไม่ถึงกับกระฉูดมากนัก ออกจะเป็นการเล่นแบบรักษาตัวรักษาสกอร์มากเกินไปด้วยซ้ำ จนหลายครั้งการเพลย์เซฟในช่วงท้ายนั้น นำมาซึ่งการเสียค่าโง่แบบที่ต้องเรียกว่า ช้ามมมจายยย กันเลยทีเดียว

แมนฯ ยูไนเต็ด ในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา อาการที่น่าเป็นห่วงก็คือแผงกองหลังครับ การที่ริโอ เฟอร์ดินานด์มีอาการบาดเจ็บ และต้องพักสลับลงเล่น แถมในบางช่วงก็ต้องไร้เงาเนมานย่า วิดิช ที่ไม่สบายบ้าง ต้องพักบ้าง ทำให้โอกาสตกเป็นของจอนนี่ เอแวนส์ และคริส สมอลลิ่ง หลายๆครั้งที่เอแวนส์ยังไม่สามารถควานหาฟอร์มเก่งของตัวเองเมื่อสองปีที่แล้วได้เลย กลายเป็นว่าต้องให้คู่ขาในแดนหลังช่วยซ้อนช่วยแก้ไขช็อตหลุดๆเป็นประจำ โดยเฉพาะข้อที่สำคัญที่สุดคือ ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา น้องแวนซ์แกเกิดอาการเหวอกับการประกบตัวในการป้องกันลูกกลางอากาศมากๆ ทำให้เรามักเสียประตูจากการถูกบอมบ์ยาวเข้ากรอบโทษเป็นประจำ ประการต่อมาก็คือ การยืนตำแหน่งของคู่เซ็นเตอร์ที่ไม่ใช่คู่หลัก ทำให้หลายๆครั้งเกิดช่องว่างในการเจาะทะลุแนวรับเข้ามาตรงกลาง ยังดีที่การเสียประตูในลักษณะนี้ยังเกิดขึ้นไม่มาก แต่ในภาพรวมก็ถือได้ว่าในปีนี้เกมรับเราค่อนข้างมีปัญหานะครับ

เมื่อผ่านไปสักพัก ริโอและวิดิชเริ่มคืนทัพได้อย่างต่อเนื่อง นั่นก็ทำให้สถานการณ์ในแผงหลังเริ่มเข้าที่เข้าทางมากขึ้น แต่ก็ยังมีปัญาที่แบ๊คขวา คือการที่โอเช เจ็บ บราวน์เจ็บ ทำให้โอกาสทางนี้ตกเป็นของเจ้าหนูราฟาเอล ซึ่งก็ไม่ได้ทำให้แม่ยกน้องเงาะขวาผิดหวัง เขาร่ายฟอร์มน่าชื่นอกชื่นใจให้ได้เห็นกันเรื่อยมา จะมีบ้างก็คืออารมณ์ที่ยังร้อนและยังขาดความเก๋า ที่เชื่อขนมป๋ากินได้เลยครับ ว่าอีกไม่นานกระดูกมันจะแข็งปั๋งแน่นอน แต่ก็นั่นแหละ เมื่อเหลือตัวเลือกที่ไว้ใจได้เพียงคนเดียว ทำให้น้าแกรี่ต้องถูกเข็นลงมาบ้าง เป็นการสลับให้ราฟาเอลได้พัก ไม่งั้นก็กรอบตายกันพอดี ซึ่งนั่นคงไม่ต้องบอก ว่าน่าเป็นห่วงแค่ไหน ยังดีที่เกมที่น้าแกลงนี่ เรายังไม่แพ้นะครับ แต่ก็รอดจุดโทษ รอดใบแดงหวุดหวิดมาตั้งสองนัดเหมือนกันแหละ

3 ทางด้านกองกลาง นี่ก็เป็นอะไรที่ค่อนข้างน่าปวดหัว เพราะยังหาตัวหลักที่เหมาะสมกับแท็คติคแบบเป๊ะๆไม่ได้ สโคลส์กลับมาฟอร์มเด่นอีกครั้ง แต่สภาพร่างกายยืนระยะไม่ไหว คาร์ริคเริ่มกลับคืนสู่ฟอร์มดีๆ แต่ยังไม่ถึงจุดที่ดีที่สุด เฟล็ทเชอร์นั้นเด่นอยู่แล้วเรื่องการเป็นตัวรับทำลายเกมคู่ต่อสู้ แต่อย่าพูดถึงการบงการเกมหรือบัญชารูปเกม อันแดร์สันลุกขึ้นมาจากหลุมกลับมาอันตรายอีกครั้ง ด้วยความขยันและสายตาการจ่ายบอลอันเฉียบคม บนข้อแม้ต้องเป็นตัวรุกหลังกองหน้าเท่านั้น ส่วนกิ๊บสัน...ผมต้องพูดถึงไหมนี่ คือหมอนี่เนี่ย ดูจากวาสนาบารมีแล้ว มันต้องมีอะไรสักอย่างที่เรายังมองไม่เห็นในตัวเขา ทำให้ทีมงานและป๋ายังคงเข็นออกมาอย่างต่อเนื่องหวังให้เขารีดมันออกมาในสนามจริงให้ได้ ผมเชื่อว่าการที่ป๋าเก็บกิ๊บโบ้ไว้ แล้วปล่อยเคลฟเวอร์ลีย์ยืมตัว นั่นแสดงว่ากิ๊บโบ้ยังมีอะไรที่ดีกว่าทอม เพียงแต่เขายังแสดงออกมาในการแข่งขันจริงไม่ได้ ผมมองแบบนี้นะครับ ซึ่งมันจะคืออะไรก็แล้วแต่ แต่ผมเองก็ชักเริ่มไม่มั่นใจเหมือนกันกับกิ๊บสัน เพราะนอกจากจะกล้ายิงไกลแล้ว ดูแกจะไม่กล้าทำอย่างอื่นอีกเลย นอกจากรับบอล ส่งบอล ไปรอบอลในจุดอับ... ถ้ายังเป็นแบบนี้ไปจนจบซีซั่น ผมว่าเราได้เห็นเคลฟเวอร์ลี่ย์กลับมาในซีซั่นหน้าแน่ๆอ่ะครับ

ส่วนปีกของทีมเรา หลังจากนานี่เริ่มร่ายฟอร์มได้ดั่งใจแฟนๆมากขึ้น เขาก็เริ่มได้รับบทบาทมากขึ้น ไม่แน่ว่าการที่วาเลนเซียเจ็บยาวนี่อาจเป็นโอกาสเรียกความมั่นใจของนานี่ก็ได้ เพราะเขากลายเป็นตัวฟรีสองกราบ ความมั่นใจยามเล่นทางกราบขวาที่สั่งสมมากขึ้นเรื่อยๆมันก็ส่งผลให้การเล่นทางฝั่งซ้ายของเขาเริ่มน่ากลัวขึ้นเช่นเดียวกัน เมื่อวาเลนเซียหายกลับมาคิดว่านานี่คงกลับมาเล่นทางซ้ายได้อย่างน่ากลัวกว่าเมื่อก่อนแน่ๆ ส่วนตี๋ปาร์คนี่ก็กลายเป็นบิ๊กเกมเพลเยอร์เรียบร้อย หลังจากส่องประตูทีมใหญ่ได้อย่างต่อเนื่อง และฟอร์มการเล่นเริ่มทำให้ทีมขาดเขาไม่ได้ ปาร์คกลายเป็นฟันเฟืองของทีมทดแทนการขาดหายไปของวาเลนเซียได้อย่างน่าชื่นชม ซึ่งการขาดหายไปของเขาในช่วงมกราคมนี้ ย่อมทำให้เราคิดถึงเขามากแน่นอน ทางด้านกิ๊กส์นั้น ช่วงที่ผ่านมาถือได้ว่าเขาเป็นอีกคนที่ร่ายฟอร์มได้สวนทางอายุเหลือเกิน ทั้งการยืนปีก ทั้งการยืนตัวฟรีตรงกลาง หรือหน้าต่ำ กิ๊กส์ทำได้อย่างกลมกล่อม ซึ่งบรรดาแข้งทางปีกที่กล่าวมานั้น ทำให้ชื่อของ อบต. ค่อนข้างถูกหลงลืมไปจากทีมชีตของป๋า อบต. คงต้องพัฒนาฟอร์มของตัวเองมากกว่านี้อีกเยอะ ถึงจะก้าวผ่านบรรดาแข้งที่กล่าวมาเหล่านี้มาเป็นตัวจริงของทีมได้ในระยะยาว

4 มาดูที่กองหน้า หลังจากรูนี่ย์ยังคงฝืดอย่างต่อเนื่อง จากปัญหาทั้งในหน่วยงานและเรื่องส่วนตัว ซึ่งหลังจากที่เคลียร์ทุกอย่างได้ ก็ดูเหมือนว่ารูนี่ย์ยังต้องการเวลาอีกพอสมควร ถึงจะเรียกสัญชาตญาณและฟอร์มเก่าๆกลับมาได้ และในช่วงนี้ก็กลายเป็นดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ ที่มาขโมยซีนพระเอกไปเรียบร้อย จากการทยอยซัลโวตาข่ายจนแซงขึ้นมานำเป็นดาวซัลโวเดี่ยวของลีกในขณะนี้ และยังมีนานี่ที่คอยแอบยิงประตูอยู่เรื่อยๆ แถมด้วยชิชาริโต้ ตัวสำรองถอดแบบตำนานหมายเลข 20 ของเรา ที่เป็นกำลังเสริมคอยยิงประตูสำคัญเสมอมา บวกกับการมีโอเว่นที่เริ่มหายเจ็บกลับมานั่งสำรองได้ ทำให้กลายเป็นมาเคด้า ที่ต้องหาโอกาสของตัวเองในการออกไปให้ ลา ซามพ์ ยืมตัวลงเล่นในกัลโช่ เซเรีย อา โดยมีสัญญาใจกับแฟนๆเร้ด อาร์มี่ ว่าจะกลับมาทวงตำแหน่งในทีมแน่นอน ไม่ได้ไปแล้วไปลับนะจ๊ะ (ให้มันจริงนะ...กลัวเคส รอสซี่ ปิเก้ มันมาหลอนซ้ำน่ะ)

แต่ไม่ว่าใครจะมีฟอร์มเป็นอย่างไร คนที่ยังคงเส้นคงวาที่สุดในทีมก็ยังคงเป็นท่านเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน นั่นเอง ที่ประคับประคองทัพ เร้ด อาร์มี่ ฝ่ามรสุมลูกแล้วลูกเล่าตั้งแต่เกมแรกของซีซั่นนี้ มาจนถึงครึ่งทางได้อย่างเกินความคาดหมาย ทั้งๆที่ก็ไม่ได้แต่งเติมเสริมทีมอะไรมากมายนัก แถมฟอร์มของลูกทีมยังทำให้ป๋าก่ายหน้าผากอยู่เลย นี่ยังไม่นับว่ามีสถานการณ์ต่างๆที่รุมกระหน่ำป๋าอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่เคสรูนี่ย์ หรือแม้แต่เอวร่าที่ร่ำๆจะถูกขับออกจากทีมชาติฝรั่งเศส การปิดเทอมยาวของวาเลนเซีย รวมทั้งการคัมแบ๊คที่กลายเป็นฝันร้ายของโอเว่น ฮาร์กรีฟส์ กำลังสำรองชั้นดีอย่างบราวน์และโอเชที่เจ็บยาว แต่ไม่ว่ามีอะไรผ่านเข้ามา ป๋าเราก็ตั้งสติรับมือได้อย่างชาญฉลาดและถูกต้อง นี่แหละคือสิ่งที่สำคัญที่สุดของเรา หากมีใครถามผมว่า ทำไมเราถึงอยู่บนหัวตารางได้ทั้งๆที่ฟอร์มไม่เอาอ่าว หรือถามผมว่า คิดว่าการที่เราขึ้นมาอยู่ที่หนึ่งได้ในตอนนี้เพราะใคร แน่นอนครับ ผมคงตอบว่า เฟอร์กูสัน โดยไม่ต้องคิดให้เสียเวลาเลย

5 ชำแหละรายตำแหน่งกันไปแล้ว มาดูถึงภาพรวมกันดีกว่าครับ จากหลายๆสาเหตุส่วนบุคคลและของทีมที่กล่าวไป ทำให้ป๋าเราประสบปัญหาในการจัดการทีมเป็นอย่างมาก ลองคิดดูว่าถ้าเป็น ผจก.คนอื่น เจอสถานการณ์กองหน้าซุปตาร์ตีนฝืดแต่เรียกร้องสัญญาใหม่, แคมป์ประสบปัญหาเริ่มมองหน้ากันไม่ติด, ปีกขวากำลังหลักขาหักพักยาว, กลางรับขั้นเทพคัมแบ๊คมาแล้วดันกลับไปนอนยาวอีก, อีพวกปล่อยยืมตัวไปดันฟอร์มอย่างเทพทุกคน ผมว่าถ้าเป็น ผจก. คนอื่นมีฮาแล้วครับ แต่นี่เป็นป๋าเรา ย่อมต้องไม่ธรรมดา ป๋าค่อยๆแก้ปัญหาไปทีละเปลาะๆ ค่อยๆจัดทีมแบบมองในภาพรวมถึงความต่อเนื่อง (ยกเว้นลีกคัพ) ดังจะเห็นได้อย่างชัดเจนตรงการจัดผู้เล่นลงสนามในแดนกลาง ซึ่งมักไม่ค่อยซ้ำหน้ากัน โดยมีตัวเลือกหลักได้แก่ พอล สโคลส์, ดาร์เรน เฟล็ทเชอร์, ไมเคิล คาร์ริค, อันแดร์สัน และดาร์รอน กิ๊บสัน ส่วนผู้เล่นด้านกว้างที่เลือกส่งลงไปนั้น มีตัวเลือกได้แก่ นานี่, วาเลนเซีย (ก่อนพักยาว), กิ๊กส์, ปาร์ค และ โอแบร์กตอง ผู้เล่นแดนหน้าหลักคือรูนี่ย์ และเบอร์บาตอฟ มีชิชาริโต้, กิโก้ มาเคด้า (ก่อนยืมตัว) และชิชาริโต้ กับโอเว่นเป็นกำลังสำรอง

ซึ่งการจัดทัพนั้นจะเน้นไปที่การหมุนเวียนนักเตะตามโอกาส และความเหมาะสม ตรงนั้นเองที่เป็นสาเหตุหลักเหมือนเช่นทุกๆปี ที่แดนกลางของเรามักฟอร์มไม่นิ่ง จากการเปลี่ยนหน้ากันลงสนาม จากการเปลี่ยนรูปแบบการเล่นแทบทุกๆนัด เกมเล็กๆ เบาๆ หน่อย ป๋าจะจัด 4-4-2 (กองหลังผมไม่พูดถึงแล้ว เพราะจัดกันตามความฟิต ยืนพื้น 4 ตัวตลอด) หากเป็นเกมหนัก ต้องการบดตรงกลางก็จะจัด 4-5-1 เต็มตัว หรือหากเป็นเกมที่เน้นเกมรุก ได้เล่นในบ้าน ไม่กดดันมาก ก็จะจัด 4-3-3 ซึ่งก็มีบางเกมที่อาจจะจัดตัวออกมาเป็น 4-1-3-2 หรือ 4-4-1-1 ตามแต่รายละเอียดของเกม ซึ่งบทบาทแต่ละคนที่วางไว้ในแต่ละรูปแบบการเล่น ก็เริ่มที่จะกำหนดกันตายตัวมากขึ้น โดยหากเล่นกลาง 5 คน ในระบบ 4-5-1 หรือ 4-1-3-2 หรือ 4-1-4-1 นั้น จะเห็นบทบาทของคาร์ริคยืนห้อยหน้าแผงหลังเต็มตัวมากขึ้น ประโยชน์ของคาร์ริคในกรณีนี้จะเป็นคล้ายๆตัวกวาดหน้าบ้าน เนื่องจากเซนส์บอลทางบอลของคาร์ริคนับว่าดีแทบจะที่สุดของมิดฟิลด์เราแล้ว ทำให้สามารถดักทางบอลของคู่ต่อสู้ที่ทะลักจากการทำลายเกมของมิดฟิลด์ได้ค่อนข้างหมดจด ดังจะเห็นบทบาทของเขาเต็มที่ในเกมชนอาร์เซน่อล ซึ่งบทบาทเขาในรูปแบบการเล่นนี้ ต้องสังเกตดีๆจึงจะเห็นชัด เพราะจะเป็นบทบาทปิดทองหลังพระ คอยเก็บตกและจ่ายขึ้นหน้าให้แผงมิดฟิลด์ แต่จะกลายเป็นตัวสุดท้ายช่วยอีกครั้งในตอนเซ็นเตอร์ขึ้นชนแล้วบอลทะลัก คาร์ริคจะคอยบล็อคจังหวะยิงแถวสอง หรือปิดทางให้บอลของคู่ต่อสู้หน้าพื้นที่อันตรายของเรา

6 ดูทางด้านเฟล็ทเชอร์ ปีนี้ปรับบทบาทมาเคลื่อนที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในเกมที่คาร์ริคห้อยต่ำให้แล้ว เฟล็ทเชอร์จะคอยพล่านทำลายเกมคู่ต่อสู้ให้ พร้อมหาช่องทะลุเข้าไปในพื้นที่กรอบโทษคู่ต่อสู้ เมื่อกองหลังเขาถูกกองหน้าเราดึงฉีกพื้นที่คุมออกไป ทำให้เฟล็ทเชอร์มักจะได้โอกาสสอดทะลุเข้าไปยิงมากขึ้น และอานิสงส์ที่คาร์ริคลงไปห้อยต่ำนี้ ยังส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงให้แอนนี่ ที่สามารถดันขึ้นไปเล่นเกมรุกได้เต็มตัวมากขึ้น จากความขยันและความสามารถในการครอบครองบอลและเล่นกับบอลทำให้แอนนี่ เป็นด่านสกรีนเกมรุกคู่ต่อสู้ด่านแรก ตั้งแต่ก่อนล่วงล้ำเส้นกลางสนามเข้ามา ซึ่งเขาก็ทำได้ดีสามารถพลิกจากการตัดบอลเปลี่ยนเป็นเกมรุกได้ในการจ่ายครั้งเดียว และการถูกดันขึ้นสูงมากขึ้นนี่เอง ที่ทำให้คิลเลอร์พาสของเขาทำงานได้ผลมากขึ้น การจ่ายบอลของแอนนี่ไม่ใช่การจ่ายแบบพวกมิดฟิลด์ตัวเชื่อมเกม แต่จะเป็นการจ่ายบอลในลักษณะได้-เสียมากกว่า คือถ้าเข้าเป้าก็หลุดไปยิงได้เลย ดังนั้นการเป็นตัวจ่ายในลักษณะนี้ของแอนนี่เมื่อถูกจับถอยไปยืนต่ำ จึงไม่แปลกที่จะทำให้เขากลายเป็นตัวตลก เพราะจ่ายบอลผิดพลาดแทบตลอด อันเป็นผลมาจากเซนส์บอลของเขาเองนั่นแหละ ที่สัญชาตญาณในการจ่าย มักจะมองหาเพื่อนที่วิ่งทำทางทะลุขึ้นไปข้างหน้า แต่ดันลืมไปว่าตัวเองยืนต่ำ บอลจากแอนนี่ที่ยืนต่ำ จึงถูกตัดได้ง่ายมากๆนั่นเองครับ

การที่คาร์ริคพบบทบาทใหม่ที่ทำให้เล่นได้ง่ายขึ้น ทำให้เขาดูมั่นอกมั่นใจขึ้น ฟอร์มเริ่มกระเตื้องขึ้นมา แม้จะถูกจับลงมาเล่นในรูปแบบ 4-4-2 เหมือนเคย ก็ช่วยให้เขารักษาฟอร์มที่ดีต่อไปได้ ไม่ตกฮวบฮาบเหมือนเมื่อซีซั่นที่แล้วมา อีกทั้งเมื่อเฟล็ทช์และแอนนี่พัฒนาบทบาทตัวเอง เล่นด้วยความมั่นใจมากขึ้น สโคลส์จึงสามารถลดบทบาทตัวเองลงไปได้ และกลายเป็นมิดฟิลด์ตัววางบอลขั้นเทพไปแล้ว เมื่อไม่ต้องพะวงเรื่องการทำเกมรุก หรือห่วงเกมรับมากเหมือนสมัยก่อน ตรงนี้ยิ่งช่วยทำให้สโคลส์มีภาระน้อยลง และจะสามารถลงเล่นได้มากนัดขึ้นแน่นอนครับ

เมื่อมีข้อดี แน่นอนมันย่อมมีข้อด้อย ซึ่งก็หมายถึงฟอร์มของเรามักจะไม่นิ่งนั่นเอง จากการที่เวียนกันลงสนาม เปลี่ยนรูปแบบการเล่นไปมา หากนัดไหนบังเอญมันคลิกกันพอดีทั้งบทบาทนักเตะ, ฟอร์มการเล่น, รูปแบบการเล่น และทางบอลคู่ต่อสู้ เมื่อนั้นเกมจะไหลลื่น สวยงาม การให้บอล การทำชิ่ง การทำทาง การเคลื่อนที่ จะดูเนียนตาไปหมด บอลไปถึงกองหน้าได้ทุกโอกาส ได้ทุกจังหวะ ได้จบสกอร์ ยิ่งถ้ากองหน้าคลิกด้วยแล้ว ก็จะจบเกมแบบกุหลาบไฟนั่นเอง หรือจะเป็นการเน้นการครองบอล คุมพื้นที่ วินัยในการยืนตำแหน่ง ก็จะคล้ายๆกับเกมเจออาร์เซนอลและลิเวอร์พูลเมื่อสุดสัปดาห์ครับ คือเกมไม่หวือหวา แต่แน่นอน มั่นคง รัดกุม (แต่...ทำร้ายใจคนเชียร์เกิ๊น...หัวใจจะวายท้ายเกม) แต่ถ้าหากดันไม่คลิกขึ้นมา ก็จะกลายเป็นเกมสะดุด ต่างคนต่างเล่น ส่งบอลไม่แม่น ให้บอลไม่ผ่าน อ่านทางไม่ขาด แล้วก็ต้องมาลุ้นให้ทำประตูได้ซะทีนั่นแหละครับ

7 ที่กล่าวมาทั้งหมด ผมกำลังพูดว่า ถึงแม้ฟอร์มจะยังไม่เข้าที่เข้าทาง หลุดเสมอไปมากมาย ถึงแม้จะไม่แพ้แต่มันก็ไม่ดีนักหรอกครับ ผมถือว่าทีมเราค่อนข้างโชคดีมากๆในปีนี้ ที่คู่แข่งต่างพากันออกทะเลกันไปหลายต่อหลายนัด ส่งผลให้เรายึดหัวหาดเป็นจ่าฝูงได้หน้าตาเฉย เชลซีเองที่ผมคาดว่าอันเชล็อตติน่าจะเจอผู้เล่นชุดที่ดีที่สุด และแกเป็นคนเดียวที่รีดศักยภาพนักเตะสูงวัยออกมาได้ดีมากๆ เมื่อโละนักเตะส่วนเกินออกไปก็น่าจะทำให้ทีมมีสมดุลที่ดีขึ้น แต่กลับกลายเป็นว่า ในลีกอังกฤษแล้ว เขาไม่สามารถเข็นลูกทีมสูงวัยให้ยืนระยะได้เหมือนในกัลโช่ หลายคนเริ่มล้า เริ่มเจ็บ และเมื่อกลับมาก็ไม่สามารถเรียกฟอร์มดีๆกลับมาได้ กำลังทดแทนเหลือเพียงเด็กๆที่ยังไม่สามารถทดแทนได้เต็มที่ ทำให้เชลซีแกว่งไปร่วมๆสองเดือนเต็มๆแล้ว ส่วนอาร์เซน่อลก็ยังขาดความเด็ดขาดอยู่ หลายเกมที่ครองเกมได้แต่จบสกอร์ไม่ลง แถมบางเกมใจยังวิ่งหนีหายไปอีกตอนเจอคู่แข่งทำประตูตีตื้น ผมมองว่าอาร์เซน่อลก็ยังขาดเพียงแค่ความเก๋าเท่านั้น ที่จะประคองทีมตัวเองในสถานการณ์ที่กดดันครับ การขายผู้เล่นอายุมากอยู่ตลอดทำให้ความเก๋าเกมตรงนี้ขาดหายไป

ส่วนแมนฯซิตี้นั้น ที่ยังขาดอยู่ก็คือสปิริตของทีม และความคงเส้นคงวา มันชินี่คงต้องทำงานหนักต่อไป เพื่อสร้างทีมสปิริตที่เป็นรากเหง้าของสโมสรขึ้นมาให้ได้ (ดารายอมนั่ง ยอมถูกถอด รักใคร่สามัคคีกันจริงๆ) ไม่ใช่สปิริตจากเพียงแค่การพูดให้สัมภาษณ์ของนักเตะ หากซิตี้สร้างทีมสปิริตขึ้นมาได้จริงๆนั่นแหละ ซิตี้ก็จะน่ากลัวมากๆ ทางด้านสเปอร์สเองยังขาดความนิ่งและความต่อเนื่องของฟอร์มการเล่น ผู้เล่นบางคนบางนัดเล่นดีใจหายแต่นัดต่อมากลับหายไปทั้งเกมก็มี จ่าแฮร์รี่ยังต้องสร้างสมดุลในทีมและหารูปแบบที่เหมาะสมต่อการเล่นในระยะยาวหลายๆรูปแบบผสมผสานกันให้ได้ จึงจะได้ความต่อเนื่องที่ยืดหยุ่นสำหรับหลายๆลักษณะเกมครับ

วกมาลิเวอร์พูลกันบ้าง ผมเองไม่เชื่อแต่แรกแล้วว่าฮ็อดจ์สันจะเป็นคนที่ใช่ของหงส์แดง ซึ่งที่ผ่านมาก็ชัดเจนว่าเขาเหมาะกับทีมระดับกลางๆเท่านั้น ลิเวอร์พูลเองขาดความสำเร็จและขาดการบริหารจัดการสมัยใหม่มานานจนตามหลังหลายๆทีมไปไกล นักเตะที่มีอยู่ผมก็ไม่คิดว่าดัลกลิชจะวางเป็นตัวหลักในระยะยาวได้เกินครึ่งทีม จริงๆสิ่งที่ลิเวอร์พูลขาดไปอย่างมากในตอนนี้ก็คือความเป็นเร้ด แมชชีนนี่แหละ ผจก. หลายคนผ่านเข้ามาและสร้างหงส์แดงในรูปแบบของตน ที่ไม่ใช่เร้ดแมชชีนแบบเดิม แล้วเขาก็จากไป และมันวนลูปเป็นเช่นนี้สะสมเรื้อรังมานาน ดัลกลิชคงต้องอาศัยเวลาค่อยๆสร้างระบบทีมขึ้นมาใหม่ หากใครยังสงสัยในดัลกลิช ผมจะถามว่า ในวันนี้ ยังจะมีใครที่รู้จักความเป็นเร้ด แมชชีนได้ดีเท่าดัลกลิชอีกหรือครับ ผมไม่มองว่าบอลของดัลกลิชล้าสมัยนะ เพราะสไตล์เร้ด แมชชีนของแท้ที่ผมเคยดูน่ะ มันโมเดิร์นในตัวมันเองอยู่แล้ว สิ่งที่ยากสำหรับดัลกลิชนอกจากเรื่องที่ว่าจะสร้างมันขึ้นมาอย่างไร ใช้เวลานานเท่าไหร่ มันก็คือเรื่องที่ว่า ทีมอื่นๆเขาก็พัฒนาระบบทีมและรูปแบบการเล่นไปเยอะเหมือนกันในห้วง 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งถึงแม้ดัลกลิชจะสร้างระบบเร้ด แมชชีนให้สามารถคัมแบ๊คกลับมาได้จริง แต่มันก็คงไม่ง่ายที่ทีมอื่นๆจะยอมให้ดัลกลิชคว้าแชมป์ไปครองสบายๆเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว

8 จากสิ่งที่เกิดขึ้นในครึ่งฤดูกาลแรกที่ผ่านมา หากจะถามผมตอนนี้ ว่าทิศทางของครึ่งฤดูกาลที่เหลือของยูไนเต็ดนั้นจะเป็นอย่างไร จะสามารถคว้าแชมป์มาครองได้ไหม ผมคงให้คำตอบไม่ได้ ไม่ได้แม้แต่จะคาดคะเนเหตุการณ์ เพราะแค่ที่ผ่านมา ก็แสดงให้เห็นไปแล้วว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งหมดกับทุกๆทีมในศึกพรีเมียร์ลีก ดังนั้น สิ่งที่แมนฯ ยูไนเต็ดต้องทำมีเพียงประการเดียว ไม่ต้องพะวงคนอื่น และหันมาพยายามประคับประคองทีมตัวเองให้เก็บเกี่ยวชัยชนะให้ได้อย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญที่สุดก็คืออย่าไปแพ้ให้กับบรรดาทีมลุ้นแชมป์ด้วยกันเองที่ตอนนี้มีให้เห็นถึงอีก 4 ทีมด้วยกัน ทั้งนี้ทั้งนั้น ปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงให้มากที่สุดก็คือ ต้องเน้นผลการแข่งขันเป็นหลักไว้ก่อน ตามมาด้วยการเซฟสภาพนักเตะของทีม เพราะตอนนี้กำลังสำรองของเราเริ่มที่จะมีปัญหา ในขณะที่ตารางแข่งเริ่มที่จะถี่ยิบขึ้นเรื่อยๆ เพราะมันยังเหลือให้ลุ้นกันอีกถึง สาม ถ้วยรางวัลในปีนี้ เราคงจะได้เห็นรูปแบบการเล่นเพลย์เซฟบ่อยขึ้น ขึ้นนำแล้วหันมาอุดหลายเกมมากขึ้น แฟนๆอาจจะอึดอัดมากขึ้นกับการลุ้นการเชียร์ แต่เชื่อเถอะครับ ตราบใดที่มันยังไม่ คลิก แล้วล่ะก็... มันก็จะเป็นแบบนี้ต่อไปครับ

นั่นคือสิ่งที่เราควรจะทำ แล้วคู่แข่งล่ะ คู่แข่งก็พาเหรดกันเสริมทีมเพิ่มอย่างสนุกสนาน ซิตี้ได้เซโก้มาแล้ว สเปอร์สกำลังต่อรองเพื่อขอตัวเบ๊คแฮมมาเล่นให้ได้ถึงกลางมีนาคม อาร์เซน่อลได้อองรีมาติวเข้มกองหน้า และอาจจะได้แฟร์มาเล่นคัมแบ๊คมาในเร็วๆนี้ ส่วนเชลซีเห็นข่าวว่าเสี่ยหมีกำลังจะขยับอีกครั้งหลังจากเห็นขุมกำลังสำรองขึ้นมาทดแทนไม่ได้ และถ้าเสี่ยขยับจริง เชลซีก็จะน่ากลัวขึ้นอีกเยอะ สิ่งเหล่านั้นล้วนแล้วแต่ส่งผลให้พวกเขามีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นแน่ แต่ในเมื่อเราประกาศว่าจะไม่ช้อปเพิ่มในเดือนนี้ นั่นยิ่งทำให้เราต้องหันมามุ่งมั่นกับทีมที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน พยายามเก็บสามคะแนนให้ได้อย่างต่อเนื่อง อย่าให้มีใครเจ็บใครแบนเพิ่ม และรอผู้เล่นที่ได้รับบาดเจ็บ ที่ออกไปช่วยชาติ ที่ฟอร์มตก ทยอยกลับคืนสู่ทีม หากเราได้วาเลนเซีย ได้ปาร์ค ได้รูนี่ย์ ที่อยู่ในฟอร์มดีๆกลับมาเร็วๆ ผมว่าขุมกำลังที่มีอยู่บวกกับมันสมองของท่านเซอร์และสต๊าฟฟ์โค้ช ก็น่าจะช่วยให้เราสามารถลุ้นทีมรักได้ยาวๆแน่นอนครับ

10 แต่ถ้าถามว่าผมยังต้องการอะไรเพิ่มอีกน่ะหรือ บอกตรงๆครับ เห็นอ๊าดเลอร์แบะท่าขนาดนี้ ป๋ายังใจเย็นอยู่ได้อย่างไรกัน ถ้าผมเป็นป๋านี่มีล็อคเป้าจับมือเซ็นล่วงหน้าแน่นอนครับ หรือป๋าอาจจะมองว่ารอให้หมดสัญญาแล้วค่อยคว้ามาแบบฟรีๆหรือเปล่า เพราะเจ้าตัวก็แสดงท่าทางว่าอยากมาซะเหลือเกิน (ส่วนเอามาแล้วจะจัดการกับนายทวารทั้งหลายในทีมอย่างไร ให้เป็นดุลพินิจป๋า//ฮ่าฮ่าฮ่า) ซึ่งนอกจากอ๊าดเลอร์ที่อยากได้แล้ว ผมเองยังอยากเห็นแบ๊คขวาสำรองดีๆอีกสักคน เพราะแกรี่เองก็ท่าทางไม่ไหวจะเคลียร์ โอเชกับบราวน์เองก็เจ็บถี่เจ็บยาวเหลือเกิน ริทชี่ เดอ ลาทก็ไม่รู้หายไปไหน ทำให้แบ๊คขวาเราตอนนี้เป็นตำแหน่งที่เสี่ยงมากๆกับการไม่มีอะไหล่ทดแทน อีกตำแหน่งที่ถ้าได้มาก็ดีก็คือมิดฟิลด์สักคนที่มีคลาสหน่อยๆ อายุสัก 26-27 เอามาเป็นกำลังหลักในช่วงสามสี่ปีข้างหน้าทดแทนพอล สโคลส์ ที่น่าจะรีไทร์ปีนี้ปีหน้า กิ๊กส์เองก็คงมาช่วยตรงกลางได้อีกแค่ปีนี้ปีหน้าเช่นกัน ส่วนคาร์ริคเองปีนี้ก็ 30 แล้ว แถมเริ่มจะมีอาการเจ็บบ่อยขึ้น ทำให้เหลือเฟล็ทเชอร์ที่อายุ 27 เป็นตัวหลักยืนระยะยาวๆได้แค่คนเดียวเท่านั้น ในช่วง 3-4 ปีข้างหน้านี้ แอนนี่เพิ่ง 23-24 คงต้องอีกสักระยะถึงจะเก็บเกี่ยวประสบการณ์สร้างกระดูกได้มากพอจะเป็นตัวหลักได้จริงๆจังๆ และกิ๊บสันกับเคลฟเวอร์ลี่ย์เอง ถึงตอนนั้นก็ยังไม่แน่ว่าจะขึ้นมาได้หรือเปล่าด้วยซ้ำไป ผมจึงอยากได้มิดฟิลด์คลาสดีๆ อายุ 26-27 สักคนมาเสริมทีมในช่วงฤดูกาลหน้าครับ แหม่...ถ้าได้สไนเดอร์นี่จะแหล่มมากเลยขอบอก แต่ถ้าจะเอาพวกพิสูจน์ตัวเองไปแล้วล่ะก็...พวกโมดริช, ฟาร์ท, ครานชาร์ (ทำไมมีแต่น้องไก่หว่า//ฮ่าฮ่าฮ่า) ก็น่าสนนะ ไม่งั้นก็หนีไปเอาปีกสไตล์โมเดิร์นมาปั้นแทนก็ได้ครับ

ส่วนเรื่องเบ๊คแฮมนั้นผมว่าผมเข้าใจหัวอกป๋าดี ว่าป๋าค่อนข้างขมขื่นกับเรื่องนี้มากแค่ไหน เพราะถ้าไม่ติดที่เรื่องของภาพลักษณ์ในการควบคุมวินัยลูกทีมที่ป๋าเคร่งครัดมากๆ (คู่นี้จากกันไม่ค่อยดี) รวมถึงเรื่องที่เบ๊คแฮมประกาศจุดยืนเคียงข้างแฟนบอลในวันที่สวมเสื้อเอ ซี มิลานมาถึงถิ่นเราล่ะก็ ป๋าอาจจะพอมีทางพิจารณาเป็นทางเลือกหนึ่ง แต่ในเมื่อมันมีที่มาที่ไปอย่างที่ว่ามานั่น มันก็คงเป็นไปไม่ได้ครับ ที่ป๋าจะนำเบ๊คแฮมกลับมาแล้วมีความเสี่ยงที่อาจจะเกิด side effect ขึ้นในแคมป์ หรือแม้แต่รอยร้าวที่มากขึ้นระหว่างบอร์ดบริหารกับแฟนบอล โดยมีเบ๊คแฮมเป็นเหมือนลิ่มตอกอยู่ตรงกลาง ผมมองว่าไหนๆมันก็มาถึงวันนี้แล้ว เราก็ควรจะเก็บเบ๊คแฮมไว้ให้เป็นภาพความทรงจำที่ดีของพวกเราดีกว่าครับ นึกถึงภาพดีๆของเขาที่เคยทุ่มเทให้กับสโมสรมายาวนาน แล้วเรามาลุ้นให้เมื่อถึงวันที่เขาแขวนสตั๊ดเมื่อไหร่ ให้สโมสรพิจารณาจัดเทสติโมเนี่ยลให้เขาที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด โดยมีโอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์เป็นแขกรับเชิญพิเศษร่วมลงเตะพร้อมๆกับเพื่อนๆคลาสออฟ 92 ที่วันนั้นก็น่าจะแขวนรองเท้ากันไปหมดแล้ว ซึ่งผมเชื่อว่า ถ้าแมทช์ดังกล่าวเกิดขึ้นได้จริง ภาพในวันนั้นจะเป็นภาพที่ติดตาตรึงใจและเรียกทั้งรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และน้ำตาจากแฟนๆทั่วทั้งโลกได้มากมายทีเดียวครับ

11 บทความในวันนี้เนื้อหาอาจจะแปลกๆไปบ้าง เหตุที่ทิ้งช่วงมานานทำให้ไม่สามารถลงเจาะลึกได้ เพราะผมเกรงว่ามันจะเป็นการพูดไม่ครอบคลุมทั่วถึงน่ะครับ บางรายละเอียดเกิดขึ้นในเกมหนึ่ง แต่เกมถัดมามันก็เปลี่ยนไป มันคงไม่ชอบธรรมนัก หากจะพูดในรายละเอียดจากบางเกม แล้วละเลยไม่พูดถึงรายละเอียดในแง่มุมอื่นที่เกิดขึ้นในเกมต่อๆมา ผมจึงเลี่ยงที่จะลงลึกในรายละเอียด แต่หันมาพูดในภาพรวมกว้างๆแทน ซึ่งก็หวังว่าผู้อ่านจะได้อรรถรสในการอ่านไปอีกแบบหนึ่งนะครับ และหากท่านใดต้องการขุดคุ้ยในประเด็นใดเพิ่มเติม วันนี้ผมน่าจะมีเวลา อาจจะถึงพรุ่งนี้ด้วย (ผมเริ่มเขียนบทความนี้เมื่อวาน แต่มาเสร็จเอาวันนี้) เพราะผมต้องส่งแผนงานปีนี้ในวันนี้ และมีเวลาวันสองวันก่อนจะทราบว่ต้องแก้ไขหรือปรับแผนตรงไหนอย่างไร ถ้ามีประเด็นอะไรเพิ่มเติม จะพยายามมาตอบให้นะครับ



สวัสดีครับ

สงบใจ



Create Date : 02 กุมภาพันธ์ 2554
Last Update : 2 กุมภาพันธ์ 2554 11:42:59 น. 6 comments
Counter : 318 Pageviews.

 


โดย: จีนี่ในกระจกแก้ว วันที่: 4 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:19:06:45 น.  

 
สุขสันต์วันเกิดครับ ขอให้มีสุขภาพร่างกายเเข็งเเรง
คิดสิ่งใดก็ขอให้สมปรารถนาเเละมีความสุขในทุกๆวันครับ


โดย: Don't try this at home. วันที่: 4 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:19:23:09 น.  

 


โดย: nootikky วันที่: 4 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:20:01:32 น.  

 
Happy birthday ka

ขอให้มีความสุขมากๆ สุขภาพแข็งแรง ร่ำรวยๆ และได้เป็นที่รักของทุกๆคนนะคะ


โดย: Sugar lip วันที่: 4 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:23:51:23 น.  

 


โดย: veerar วันที่: 4 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:23:57:21 น.  

 
Photobucket


โดย: pinkyrose วันที่: 5 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:0:09:41 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

สงบใจ
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add สงบใจ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.