Once Man United, Always Man United
Group Blog
 
<<
มีนาคม 2552
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
16 มีนาคม 2552
 
All Blogs
 
20090316 วิพากษ์ MAN. UNITED vs LIVERPOOL

แม้ตอนนี้อ่อนแอ สักวันแน่...ต้องทนพิษบาดแผลนี้ได้


สวัสดีครับ มิตรรักแฟนเพลงทุกๆท่าน กลับมาพบกันคราวนี้ด้วยความขมขื่นในหัวใจ รสใบบัวบกยังคงขมปร่าอยู่ที่โคนลิ้น ในขณะที่เพื่อนบ้านผมหลายๆหลังในซอย คงกำลังฉลองกันสุดเหวี่ยงอย่างต่อเนื่องหลังจากที่ค่ำวันเสาร์ ผมได้ยินเสียงเฮลั่นซอยจากหลายๆบ้าน ในจังหวะที่ฟรีคิกของออเรลิโอลอยเสียบตาข่ายเข้าไป จากนั้น เมื่อวานนี้ ผมออกไปซื้อก๋วยเตี๋ยวข้างๆบ้าน ก็พบภาพเสื้อแข่งลิเวอร์พูลแขวนหราหน้าร้าน อืมมมม.....นี่แหละคือความเสียใจ...ความเสียใจมันเป็นอย่างนี้....จำซะใหม่ หลังจากที่ไม่ได้เสียใจกับทีมรักมานานหลายเดือนเต็มที คราวนี้ก็ได้รับกันไปแบบเนื้อๆเน้นๆเต็มๆหัวใจกันเป็นแถว...เฮ้อ เอาล่ะครับ วันนี้ ผมคงไม่พูดถึงเรื่องรูปเกมมากนัก เพราะในบอร์ดนี้ก็คงบรรยายกันไปแบบหมดเปลือกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว วันนี้ ผมคงขอพูดถึงรายละเอียดบางจุดในสยาตาของผมดีกว่า...ย้ำว่า ในสายตาของผมนะครับ


การจัดตัวนัดนี้ ท่านเซอร์นั้นดูเหมือนจะตั้งใจมาดักทางเกมเพรสซิ่งของหงส์แดงโดยเฉพาะ นั่นคือการส่งตัวสดๆลงมาเต็มแผงกลางและหน้า ในขณะที่แผงหลังยังคงเป็นชุด อันทัชเอเบิ้ล T_T ไล่ตั้งแต่ น้าซาร์-โอเชีย, ริโอ, วิดิช,เอวร่า แผงกลางมี โรนัลโด้, คาร์ริค, แอนนี่, ปาร์ค และคู่กองหน้าใช้รูนี่ย์ และเตเวซ ถามว่าสมควรไหม หากต้องตอบในนาทีนั้น ผมก็ตอบตรงๆว่าสมควร เกมเพรสซิ่งของหงส์แดงหากตั้งใจจะลงมาเล่นเพรสซิ่งจริงๆนั้นน่ากลัวมากๆ เกมแรกเราก็เห็นไปแล้ว รับรู้รสชาตไปแล้ว เกมนี้การจัดตัวแบบนี้จึงไม่แปลกอะไร ปัญหามันน่าจะอยู่ที่ดีเทลการเล่นในเกมมากกว่าครับ

สำหรับฝั่งผู้มาเยือน ราฟามีปัญหามากในการส่งสิบเอ็ดผู้เล่นลงสนาม เมื่ออาร์เบลัวเจ็บ อลอนโซ่ก็เจ็บ ซึ่งทั้งคู่เพิ่งมีปัญหาก่อนเกมไม่นาน ทำให้ต้องปรับทัพขนานใหญ่ เรน่าลงสนามได้ แผงหลังต้องปรับคาร์ราเกอร์มายืนฟูลแบ๊คด้านขวา คู่เซ็นเตอร์มีสเคอร์เทลและฮูเปีย ฟูลแบ๊คด้านซ้ายใช้ออเรลิโอ คู่ตรงกลางมีเลว่ากับมาสเคราโน่ เป็นตัวรับ ตัวรุกมีเจอร์ราร์ดตรงกลาง ซ้ายขวามีริเอร่า และเคาท์ หน้าเป้าเลือกตอร์เรส ปัญหาของหงส์แดงที่เราเห็นก่อนเกมนั้น อาจส่งสัญญาณอะไรบางอย่างให้ฝั่งเจ้าบ้านเกิดอาการย่ามใจเกินปกติ (ผมเองยังย่ามใจ แล้วทำไมนักเตะจะไม่รู้สึกล่ะ) ซึ่งนั่นจะสะท้อนออกมาในรูปเกมครับ


ผมเองมองเกมตลอดเก้าสิบนาที ถึงแม้ว่าสกอร์ในช่วงหลังของเกม จะทำให้ผมไม่ต้องการรับรู้รับทราบอะไรทั้งสิ้น แต่ด้วยความที่ต้องการเห็นกับตาว่า เราจะทำอะไรต่อไป จะแก้ปัญหาอย่างไร นั่นทำให้ผมพบว่า ผมยังคงทำร้ายจิตใจตัวเองต่อไป ด้วยการดูทีมรักถูกปู้ยี่ปู้ยำคาบ้านต่อหน้าต่อตาผ่านจอโทรทัศน์ตลอดเก้าสิบนาทีไม่มีขาดตกแม้แต่วินาทีเดียว ซึ่งผมไม่อยากจะบอกเลยครับ ว่าตามความเห็นของผมแล้ว ท่านเซอร์แพ้ด้านแท็คติคให้แก่ราฟาแบบขาดกระจุยในนัดนี้ โอเคเรื่องการจัดตัวอาจไม่ชัดเจนนัก แต่ด้านแผนการเล่น และการแก้เกมแล้ว กระจุยครับ นอกจากท่านเซอร์จะแพ้แล้ว นักเตะในทีมยังแพ้ลิเวอร์พูลอีกด้วยในด้านของเป้าหมายการเล่นที่ขับดันความมุ่งมั่น ความกระหายตลอดเก้าสิบนาที ลิเวอร์พูลแสดงให้เห็นว่าเหนือกว่าอย่างชัดเจน

อาจเป็นเพราะภาพลวงตาในเกมอินเตอร์ มิลานก็เป็นได้ ที่ทำให้เราลืมไปว่า อิบราฮิโมวิช ไม่ใช่ตอร์เรส ซาเน็ตติไม่ใช่เจอร์ราร์ด รวมทั้งการที่แผงกองหลังเราถูกยกยอปอปั้นเต็มที่จนบางที อาจนึกไปว่า ไม่มีใครสามารถจะสอยตาข่ายเราได้ง่ายๆ ซึ่งทั้งสองเหตุผลนั้น ขยำรวมกับความฮึกเหิมที่เล่นในบ้าน กอปรกับตัวผู้เล่นลิเวอร์พูลที่ต้องปรับทัพถึงสองกระบวนท่าเต็มๆก่อนแข่ง นั่นเองที่อาจส่งผลกระทบแบบบิ๊กแบงให้ผู้เล่นของเราย่ามใจจนเกินไป ในขณะที่หงส์แดงซึ่งถูกค่อนขอดมาตลอดว่าหมดหวัง หมดหวัง รอไปเหอะ ยิ่งองค์ประกอบทีมนัดนี้เป็นรองสุดๆ ยิ่งทำให้ทั้งกุนซือและนักเตะยิ่งต้องรอบคอบ ละเอียด และระวังมากกว่าปกติ ทั้งหมดนี้แหละ คือสิ่งที่ก่อให้เกิดทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นผลลัพธ์ในอีกเก้าสิบนาทีต่อมา


ถึงแม้เกมช่วงแรกจะยังเป็นการดูเชิง คุมจังหวะกันของทั้งคู่มากกว่าจะแลกหมัดกันตรงๆ แต่สามารถสังเกตได้ไม่ยากว่า ผู้เล่นยูไนเต็ดไม่สามารถคุกคามหงส์แดงได้เหมือนทีมชีตที่มีสภาพขี่กันอยู่ก่อนลงเตะ โรนัลโด้ถูกวางกับดักทางกราบขวาชนิดที่กลายเป็นหนูถีบจักร นั่นคือซอยยิกๆอยู่ในที่ที่เบนิเตซกำหนดให้ซอยเท่านั้น ไม่ได้มีโอกาสลากไปโน่นมานี่ หรือตัดสนาม หุบเข้ามาเล่นได้ตามถนัด ราฟาเลือกใช้ริเอร่าในเกมรุกน้อยมาก แต่ให้คอยรอง คอยซ้อนช่วยกันกับออเรลิโอ บางครั้งก็มีมาสเคราโน่ หรือเลว่ามาช่วย แท็คติคราฟาก็คือ ไม่เสียบ ไม่สไลด์ ไม่รวบ (หากจะทำ ก็ทำไกลๆหน่อย) แต่วิ่งช่วยกันซ้อนบังไลน์ไม่ให้โด้ทำอะไรได้ถนัด แค่นั้นก็ตัดอาวุธหนักริมเส้นของเจ้าบ้านได้หนึ่งอย่าง

ต่อมาก็คือ การตัดเกมรุกริมเส้นอีกด้าน ซึ่งก็ไม่ต่างกัน คาร์ราเกอร์ และเคาท์ ช่วยกันรอง ช่วยกันซ้อนอย่างไม่มีเหน็ดเหนื่อย กลางรับสองคนก็สามารถสอดรับได้ค่อนข้างดี ปาร์คกับเอวร่าไม่สามารถทำเกมได้ถนัดนัก เพียงแต่ว่าตลอดทั้งเกม หงส์แดงดูจะเทน้ำหนักไปที่การป้องกันโรนัลโด้มากกว่า ทำให้เกมรุกด้านนี้ ยังคงต่อเกมกันให้เห็นได้เป็นระยะๆ ถึงแม้จะไม่อันตรายเท่าไหร่ รูปเกมการป้องกันหงส์แดงในช่วงแรกนั้น ยังเน้นที่แบ๊คโฟร์จะไม่เติมด้วย เพราะต้องการประคองรูปเกมไว้ก่อน ไม่รีบร้อนเร่งเกมกันไปจนทำให้แท็คติคคลายลงได้นั่นเอง


เจ้าบ้านอาจจะโชคดีที่ได้ประตูนำไปก่อน จากความโชคร้ายของเรน่า ที่เบรคแล้ว แต่หยุดไม่อยู่ ตัวไถลไปสอยโดนตี๋ปาร์คที่พร้อมจะลงอยู่แล้ว โด้จึงสอยลูกโทษเข้าไปได้ แต่หลังจากนั้นไม่นาน ยูไนเต็ดที่เริ่มเล่นเกมรุกกันอย่างเพลิดเพลิน ก็เริ่มออกอาการคุมไม่อยู่ เมื่อผู้เล่นแต่ละคน สดยกกล่องมาวิ่งได้ไม่มีหมดก็จริง แต่อย่างที่ผมบอกไปหลายครั้งก่อนหน้านี้ครับ ว่าทีมเราต้องมีคอนดักเตอร์ ซึ่งคอนดักเตอร์คนนั้น ก็ต้องมีพาวเวอร์พอจะดึงจังหวะของทีมทั้งทีมได้ด้วย ไม่ใช่คุมจังหวะอยู่คนเดียวแต่คนอื่นไม่ได้สนอกสนใจเล่นตามจังหวะ คาร์ริคคนเดียวคุมทั้งทีมไม่ได้ครับ ยิ่งการที่คู่ขาคือแอนนี่ ยิ่งไปกันใหญ่ เกมใหญ่ๆแบบนี้ ความกดดัน และแพสชั่นของเกมมันสูงมาก หากสมาธิหลุดแม้นิดเดียว ทุกอย่างสามารถพังครืนลงได้ทันที

เกมนี้ก็เช่นกันครับ การที่เห็นลิเวอร์พูลไม่บุก ไม่โหมเกม ไม่เร่งเกมสู้ในช่วงแรก นักเตะเราหลายคนเริ่มออกอาการ ยิ่งได้ประตูนำไปก่อน ยิ่งออกอาการหนักขึ้น อาการที่ว่าก็คือ กระเหี้ยนกระหือรือจะเอาเพิ่มให้ได้นั่นเอง ไม่ใช่ไม่ดีนะ แต่มันควรจะอยู่ในร่องในรอย อยู่ในรูปเกมที่คอนโทรลได้ ลิเวอร์พูลเองไม่ได้ตระหนกตกใจ แต่กลับรอคอยจังหวะอย่างอดทน และค่อยๆดันเจอร์ราร์ดสูงขึ้นมาช่วยตอร์เรสข้างหน้าในขณะที่ผู้เล่นริมเส้นคอยประคองเก็บปีกแมนฯยูฯ ลูกที่ตีเสมอได้นั้น คะแนนความผิดเต็มร้อย ผมคงยกให้วิดิชเก้าสิบล่ะครับจังหวะอย่างนั้นวิดิชไม่ควรปล่อยให้บอลตกเด็ดขาด ซึ่งหากเป็นเมื่อก่อน ผมว่าวิดิชโหม่งทิ้งออกข้างไปแล้ว แต่อาจจะเพราะกำลังอยู่ในช่วงย่ามใจในความเหนียวแน่น ทำให้คิดว่าสามารถบังเหลี่ยมตอร์เรสได้มิด กลับโดนตอร์เรสแหย่จากข้างหลังเท้าสะกิดบอลไปข้างหน้าได้ และวิ่งแซงไปยิงหน้าตาเฉย ความผิดพลาดนี้ ผมให้วิดิชเก้าสิบแต้มลบเลยจริงๆ อีกสิบถือเป็นยกให้ความซวยของจังหวะจะโคนก็แล้วกันครับ


หลังจากถูกตีเสมอ แทนที่จะมีสติ กลับมาเล่นในแท็คติคที่คุ้นเคย ก็ไม่... ผมกลับเห็นว่าเรายังคงตั้งหน้าตั้งตาต่อเกมรุก บุกขึ้นไป ทั้งต่อบอลสั้น ทั้งขึ้นทางกราบ ทั้งวางยาว เรียกได้ว่าขุดเอาทุกมิติเกมรุกที่มีอยู่มาใช้แทบตลอด ผมเองยังหวั่นใจลึกๆว่า ทำไมเล่นกันในรูปนี้ ไม่กลัวโดนสวนรึไงกัน เวลาหงส์แดงครองเกมรุกใส่เรา ผมยังอุ่นใจกว่าซะอีก เพราะรู้ว่า หากเราเล่นในเกมรับเราเสียยากครับ แต่ถ้าโดนสวนตอนกำลังรุก อันนั้นน่ากลัวกว่าเยอะ ซึ่งเกมสวนกลับของหงส์แดงนั้นน่ากลัวทุกดอกจริงๆ โอเคครับผมยอมรับว่าการเล่นในบ้านต่อหน้าแฟนๆเจ็ดหมื่นห้าพันบวก รวมทั้งศักดิ์ศรีเร้ดวอร์ที่ค้ำคอ ย่อมต้องทำให้ทีมเล่นเพื่อชนะ และต้องชนะอย่างมีสไตล์ด้วย นั่นละมัง ที่ส่งให้นักเตะของเราพยายามเน้นเกมบุกกันจนผมมองว่า เกินพอดี

การถูกลงโทษก่อนหมดเวลาครึ่งแรกไม่นานนัก ทำให้ผมรู้อนาคตทันที ว่าเกมนี้อย่างเก่งก็คงแชร์แต้มกัน ลูกที่สองที่เสียไป ก็คืออีกตัวอย่างของการเล่นเกมรุกที่เกินพอดี การคุมตัวที่หลวม การหลุดสมาธิในเกมรับ และประมาทเกินไป ลูกจ่ายให้เจอร์ราร์ดหลุดเดี่ยวเข้ามานั้น เอวร่าออกตัวช้ากว่า และพื้นที่ตรงนั้น ทั้งๆที่เหลือบานเบอะ แต่กลับไม่มีใครอีกแล้ว นอกจากเอวร่า เจอร์ราร์ดที่วิ่งแซงมาจึงควบเข้าเขตโทษ เอวร่าก็ต้องพุ่งไปรวบแน่ๆอยู่แล้ว ยิ่งเจ้าตัวไม่ใช่พวกจอมสไลด์แม่นๆด้วยแล้ว ผมยิ่งทำใจพอเห็นเอวร่าเข้าเสียบ แล้วก็ ปรี๊ดดดดดด.... แล้วเจอร์ราร์ดก็ลุกขึ้นมายิงเข้าไปแบบเด็ดขาดตามสไตล์ ทำให้แผนของท่านเซอร์ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ และเกมในครึ่งหลังก็เข้าทางผู้มาเยือนเต็มๆ


การเสียอีกสองประตูต่อมา มันไม่มีอะไรให้พูดถึงมากนัก นอกจากเป็นการลงโทษตัวเองนั่นแหละ ที่เล่นเกมรุกเปิดพื้นที่ข้างหน้าแผงหลังมากเหลือเกินจนเสียประตูง่ายๆทุกครั้งไป ลูกที่สามก็ต้องเสียวิดิชไปอีกจากใบแดง ลูกที่สี่ก็ถูกโต้กลับ การเปลี่ยนตัวไม่ได้ช่วยอะไรเลยในเกมนี้ เพราะทุกอย่างเข้าทางผู้มาเยือนไปตั้งแต่ปลายครึ่งแรกแล้ว และการเปลี่ยนตัวก็เกิดขึ้นช้ามากเกินไป แทนที่จะทำตั้งแต่หกสิบนาทีแรก นี่รอจนสิบห้านาทีสุดท้าย และรูปเกมมันไม่ได้เข้าทางเราเลย ต่อให้เล่นอีกร้อยนาที ผมก็มองว่าโรนัลโด้ก็ทำได้เท่านี้ ดีที่สุดก็คือฟรีคิกนั่นแหละ ยิ่งการประสานงานในการเข้าทำไม่ต้องพูดถึง ปีกหุบไม่ได้ก็จบ รูนี่ย์ถูกถ่างออกมากเกินไป เตเวซโดดเดี่ยวเกินไป การเปลี่ยนตัวลงมาตอนนั้นหงส์แดงก็แพ็คไปแล้วและเวลาเหลือน้อยเต็มที เปลี่ยนช้าซะจนลงมาปุ๊บก็เสียอีกประตูปั๊บ อย่าโทษจังหวะเลย เราเปลี่ยนช้าเกินไปเองแหละ และหมดโอกาสแล้วที่จะพลิกรูปเกมกลับมา

ทุกสิ่งทุกอย่างในเกมนี้ ผมมองว่ามันเริ่มมาจาก “แพสชั่น” ที่มากเกินพอดีของเรา ความมั่นใจที่มากเกินไป และความย่ามใจ การจัดเอาพวกสดๆลงมาไม่ใช่ข้อเสีย มันคือการต่อกรกับเกมเพรสซิ่งหงส์แดงที่ป๋าวางหมากมาแต่แรก แต่ปัญหามันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ผมมองว่า มันเกิดจาก การที่ไม่มีคอนดักเตอร์ คาร์ริคเองไม่สามารถคุมแพสชั่นที่ล้นเหลือของทั้งทีมได้ด้วยตัวคนเดียว ไปๆมาๆ กลับเร่งเกมตามไปด้วยอีกคน แอนนี่มองหาแต่จังหวะแทงบอลขึ้นหน้า กะคิลเลอร์อย่างเดียวเลย คาร์ริคเองได้บอลก็หาที่ว่างวางยาวหาเพื่อนทันที เพราะเพื่อนเองก็วิ่งนำไปรอบอลกันหมดแล้ว ไม่มีใครมารอเซ็ตบอล ต่อบอล ดึงจังหวะกันบ้างเหมือนที่เคย


เกมที่เราเล่นในวันนี้ อยากจะย้อนกลับไปเมื่อปีที่แล้วเหลือเกินครับ เกมกับบาร์ซ่า, ลียง, ลิเวอร์พูล เราเล่นแบบไหน ผลลัพธ์เป็นอย่างไร แท็คติคและวินัยในเกมเป็นอย่างไร ผมอยากเห็นแบบนั้นครับ ในเกมใหญ่ๆ แพสชั่นสูงมากๆแบบนี้ ถึงแม้จะเล่นเกมรุกเข้าใส่ เพื่อเอ็นเตอร์เทนผู้ชมบ้าง แต่มันก็ควรอยู่ในวิสัยที่สามารถป้องกันตัวเองได้ด้วย ไม่ใช่ปล่อยภาระให้แผงหลังรับผิดชอบเพียวๆ ตอร์เรสนะครับไม่ใช่อี้หมูอี้หมาที่ไหน ลำพังการเอาวิดิชมาดวลตัวตัวกับตอร์เรส ผมถามหน่อย มีใครจะบร้าวางหมากมาเล่นแบบนั้นกันแต่แรก วิดิชชนะ สกอร์ก็เสมอตัว ตอร์เรสรอจังหวะต่อไปกับชั่วโมงนาทีที่เหลือ แต่เมื่อไหร่ที่ตอร์เรสชนะ คุณใส่สกอร์ได้เลย ในเมื่อไม่มีใครรองวิดิชอีกแล้ว

รูปเกมที่เราเล่นแล้วทำผลลัพธ์ได้ดีกับทีมใหญ่ๆปีที่แล้ว เราลืมไปหมดแล้วครับ เราแพ็คเกม เราบีบพื้นที่ เราเพรสซิ่งในแดน และปล่อยให้คู่ต่อสู้ครองเกมในพื้นที่ที่เราคอนโทรลได้ ผลคือ เขายิงเราไม่ได้ (ยกเว้นน้องเบนซ์ไว้ลูกนึง ที่ยิงแบบยอดมนุษย์) แต่เกมโต้กลับของเราที่คมกริบยามคู่ต่อสู้เปิดพื้นที่ให้ มันคืออาวุธที่หนักที่สุดแล้วที่เรามี แต่ปีนี้ เราลืมไปแล้ว เราเปิดเกมบุกใส่หงส์แดงสองนัด เปิดเกมบุกใส่อาร์เซน่อล ทีมที่สามารถลงโทษเราได้อย่างเจ็บแสบ คุณกระบี่ฯเคยคอมเม้นต์ไว้ว่า แผงหลังเราหายใจได้ด้วยกองกลาง ดังนั้น เมื่อเกมนี้ กลางเราดันไปลุยสูงตลอดเวลา ก็เท่ากับเราถอดเครื่องหายใจออกจากแผงหลังของตัวเองนั่นแหละ


สุดท้าย การที่จัดเอาเกมบี้ เอาความสดมาเล่นกับหงส์โดยที่ไม่สามารถคุมเกมตัวเองได้ มันก็เป็นดาบที่ย้อนมาแทงตัวเองได้อย่างเจ็บแสบที่สุด เมื่อยิงเขาแบบโอเพ่นเพลย์ไม่ได้เลย แต่กลับถูกเขายิงโอเพ่นซะสองเม็ด มองแค่นั้นเราก็แพ้แล้วครับ วิดิชนี่คือยอดคน คือยอดแผงหลัง แต่ไม่ใช่ว่าเขาแค่คนเดียวจะจัดการทุกอย่างเองได้หมด องค์ประกอบมันก็ต้องเอื้อด้วย อย่างที่ทราบกันครับ วิดิชได้ลูกแข็งแกร่ง เหนียวแน่น กลางอากาศสุดยอด แต่ทางบอลแค่ดีพอใช้ ความเร็วก็ไม่จัด ออกตัวนี่ไม่ต้องพูดถึง การที่เขาต้องรับภาระเดี่ยวๆกับเจอร์ราร์ด กับตอร์เรส โดยไม่มีใครรองใครซ้อน ก็เท่ากับเรายื่นใบเหลืองใบแดงให้เขาล่วงหน้าก่อนเกมนั่นแหละ เพราหลุดเมื่อไหร่ วิดิชก็ต้องฟาล์ว และการเป็นคนสุดท้าย ก็เท่ากับรอรับโทษได้เลย ผมเองยังชื่นชมที่ท่านเซอร์ไม่โทษวิดิชมากนัก แค่บอกว่าเป็นความผิดพลาด เพราะการที่วิดิชต้องมาอยู่ในสภาพนี้ มันก็มาจากทีมที่ผลักภาระทั้งหมดมาที่เขานั่นแหละ ให้เป็นคนอื่น ต่อให้ลูกแรกไม่พลาด มันก็ต้องพลาดลูกอื่นอีกเหมือนกัน

ผลจากเกมนี้ คงพอทำให้แฟนผีแดงหลายๆคน ที่ยังโหยหาเกมเอ็นเตอร์เทนแบบย้อนยุคได้เข้าใจอะไรมากขึ้น ฟุตบอลในปัจจุบันนี้ ยุคที่ทีมใหญ่ๆในลีกมีกุนซือเขี้ยวๆจากต่างชาติมาคุม มันไม่เปิดโอกาสให้เราผิดพลาดได้มากนัก บุกน่ะบุกได้ แต่มันต้องคอนโทรลได้ด้วย ไม่งั้นพอพลาดปุ๊บ บอลเข้าทางเขาทันที แล้วเราเขี้ยวพอจะเอาคืนจากทีมพวกนี้รึเปล่า จากที่สกอร์ตามหลัง ซึ่งที่ผ่านๆมา คำตอบคือ ไม่ ครับ ดังนั้น การรู้เขารู้เรา จึงเป็นคำตอบที่ดีที่สุด เล่นกับทีมเหล่านี้ เราต้องรู้ตัวเอง รู้จุดแข็งจุดอ่อนตัวเอง และต้องมีสมาธิรอบคอบตลอดทั้งเกม ซึ่งจะสังเกตได้ว่า เกมแดงเดือดที่ผ่านๆมา ประตูจะเกิดขึ้นจากความผิดพลาดเป็นส่วนใหญ่ และหงส์แดงเรียนรู้ตรงนั้นมามากแล้ว ปีนี้ เขาปิดข้อผิดพลาดได้มากกว่าเรา เขาคือผู้ชนะ ในขณะที่เราลืมบางสิ่งบางอย่างไป และเราคือผู้แพ้ จากทั้งสองเกม



การย่ำเท้าอยู่กับอดีต อาจมีความหมายในบางวงการ แต่กับฟุตบอลลีก มันไม่มีประโยชน์อะไรที่จะทำเช่นนั้น เกมมันจบลงแล้ว ผ่านไปแล้ว ทำได้อย่างเดียวคือลืมมันไปซะ และตั้งต้นกันใหม่ ผมผ่านมาเยอะ เจ็บมาก็แยะ... แต่ทำให้รู้ว่า แมนฯยูฯ ไม่ใช่ทีมคงกระพัน ไม่ใช่ทีมที่ยืนระยะพีคได้นาน แมนฯยูฯจะมีช่วงออฟฟอร์มทุกๆปีเสมอบางปีสองสามครั้งด้วยซ้ำไป แต่จุดเด่นของเราคือการคัมแบ๊กได้เร็วมากต่างหาก เราพร้อมกลับมาได้เสมอ และผมหวังว่า หลังจากเกมนี้ เราก็จะกลับมาได้อีกครั้ง และหวังต่อไปอีกว่า การกลับมาคราวนี้ อย่างน้อย ก็จะทำให้เราสามารถเข้าใกล้แชมปืได้เต็มที่มากกว่านี้ อย่าลืมว่า เมื่อมกราคม ทุกๆท่าน ยังบอกว่าอยากนำหน้าหงส์สักหกแต้มก่อนแข่ง แพ้จะได้ไม่เสียหายมาก ตอนนี้ทุกๆท่านได้ในสิ่งที่ร้องขอไปแล้ว นำหน้าเจ็ดแต้มพร้อมเกมในมือหนึ่งนัด ตอนนี้ถึงจะเลหือแค่สี่ แต่ก็ยังมีอีกเกม ซึ่งหากยังพลาดแชมป์อีก โทษตัวเองก็แล้วกันครับ


วิพากษ์วันนี้ อาจไม่ตรงใจหลายๆท่าน และอาจออกแนวทำร้ายจิตใจด้วยซ้ำไป แต่ยังคงออกมาจากใจผมเหมือนเดิม และหวังว่าวันนี้ ผมจะพอหาเวลาว่างมาคุยกับทุกๆท่านได้นะครับ
สงบใจ



Create Date : 16 มีนาคม 2552
Last Update : 16 มีนาคม 2552 10:23:37 น. 1 comments
Counter : 226 Pageviews.

 
เข้ามาอ่านครับ ...


ช่วงที่แพ้ใหม่ ๆ


ต้องเก็บตัวเงียบเลยครับ ...


สายเข้า ก็ไม่รับ เพราะรู้อยู่แล้วว่าใครโทรมา ...




โดย: d_yong IP: 125.25.56.160 วันที่: 20 มีนาคม 2552 เวลา:12:17:56 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

สงบใจ
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add สงบใจ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.