เรียนแปลหรือไม่เรียนดี

เรียนแปลหรือไม่เรียนดี

สืบเนื่องจากมีเวลาว่างบ้าง(สลับกับทำงานแปล) ได้อ่านกระทู้เก่าๆ มีความเห็นหลายอย่างที่น่าสนใจ

มีคนกล่าวว่าคนที่เรียนโทการแปลจบแล้วส่วนใหญ่จะไม่ได้ทำงานแปลโดยตรง ข้อนี้เราเห็นด้วย

เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมามีการจัดเลี้ยงรุ่นนักเรียนโทการแปลรุ่น 3 ของจุฬาฯที่แถวทองหล่อเพื่อฉลองปีใหม่และสังสรรค์หลังจากไม่ได้นัดกันมา 8 ปี (โอ้ว เราเรียนจบกันมานานมากแล้ว) เรานั่งบันทึกสถิติในใจระหว่างที่เพื่อนๆกำลังเมาท์แตกกันว่าใครทำอะไรกันบ้าง

พี่อ. ทำงานเป็น บ.ก. เกี่ยวกับการจัดแสดงงานออกแบบ

พี่ป. เป็นนักแปลนิยายชื่อเสียงโด่งดัง

พี่น. เขียนนิยายขายดีเป็นเทน้ำเทท่า

พี่ม. ทำงานองค์กรไม่หวังกำไรระหว่างประเทศเหมือนเดิม

พี่อ2.ทำงานบริษัทสินค้าผู้บริโภคอยู่ต่างประเทศ

เพื่อนต. เคยเล่นโฆษณาหลายชิ้นแต่ปัจจุบันทำงานประจำที่บริษัทลอจิสติกส์

น้องต. ทำงานบริษัทเสิร์ชเอนจิ้นยักษ์ใหญ่อยู่ต่างประเทศ แนวๆ localization

เพื่อนก. เรียนต่อ Harvardจบก็กลับมาทำงานองค์กรไม่หวังผลกำไรของญี่ปุ่น

เพื่อนป. จบโทการแปล ปรากฎว่าเรียนทนายต่อ ตอนนี้เป็นทนายความไปแล้ว

เราเองจบแล้วก็ทำงานแปลมาเรื่อยๆ ตอนนี้เป็นนักแปลเต็มเวลา

สรุป10 คน (จากนักเรียน 24คน) ที่นัดเจอกัน มีคนที่ทำงานในสายการแปลอยู่ 4 คน แต่ถ้านับรวมคนที่ไม่มา ร้อยละของคนที่ทำงานแปลอาจจะน้อยกว่านี้ก็ได้

เห็นสถิติคนเรียนจบแล้วมาทำงานแปลน้อยอย่างนี้แล้วจะเรียนการแปลดีมั้ย

หลายๆ คนที่เรียนแปลแล้ว (รวมทั้งเราด้วย) มีความเห็นตรงกันว่า มีความรู้เกี่ยวกับวิธีการแปลเพิ่มขึ้น(practical) เข้าใจทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง(discourse and translation studies) รู้จักใช้เครื่องมือในการแปล(translation tools และ terminology) และรู้จักลำดับความคิดเพื่อจัดการงานแปล(cognitive thinking) (ในวงเล็บมันเป็นชื่อวิชาแต่เราจำเป๊ะๆไม่ได้ ต้องไปดูในใบเกรด) ฉะนั้นเราว่าเรียนแปลก็ได้ประโยชน์

คำถามต่อมาคือ ถ้าไม่เรียนกับสถาบันจะเรียนรู้ด้วยตัวเองได้มั้ย

ได้สิ ถ้าคนเราใฝ่รู้ อะไรมันก็ทำได้หมดแต่จะมีกี่คนกันที่มานั่งอ่านทฤษฎีการแปล ทั้งของ Peter Newmark, Mona Baker, Susan Bassnette,Katharina Reiss และ Danica Seleskovitch

สมัยเรียนเรามีหนังสือเรียนของท่านๆ เหล่านี้เรายังไม่ค่อยอยากจะอ่านเลย เนื้อหามันยากมากๆๆๆๆ

อีกวิชาคือ Discourse ตอนเรียนก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง พอเริ่มทำงานแปลไปที่เรียนๆ มา สมองมันจะดึงออกมาใช้เอง ปัจจุบันนี้เข้าใจถ่องแท้หมดแล้ว

คำตอบสำหรับคำถามนี้ ไม่ตายตัวต้องชั่งน้ำหนักเองว่าเรียนหรือไม่เรียนดี เช่น ค่าเรียนแพง ใช้เวลาเรียนนานการบ้านเยอะ แต่คนสอนดี ทฤษฎีแน่น มีเพื่อนในวงการแปลเป็นอาชีพอิสระที่เลี้ยงตัวได้ในอนาคตเผื่อไม่มีบริษัทไหนจ้างทำงานประจำ

ทีนี้มาคำถามตรงๆเลยว่า ถ้าอยากเป็นนักแปลจำเป็นต้องเรียนแปลไหม

เท่าที่อ่านในเว็บบอร์ดส่วนใหญ่จะบอกว่าไม่จำเป็น

แต่เราเห็นต่างเพราะเป้าหมายลูกค้าเราไม่เหมือนเป้าหมายลูกค้าของนักแปลส่วนใหญ่

ถ้าจะแปลหนังสือสำนักพิมพ์มักจะไม่สนใจว่าเรียนแปลมาหรือเปล่าเนื่องจากผู้แปลต้องส่งตัวอย่างงานแปลให้บ.ก. พิจารณา

แต่สำหรับคนที่เน้นแปลงานเอกสารและโดยเฉพาะคนที่รับงานจากบริษัทต่างประเทศ หลายๆบริษัทจะกำหนดว่านักแปลที่จะสมัครรับงานในสังกัดต้องจบการแปลมาและบางที่กำหนดว่าต้องทำงานแปลมาอย่างน้อย 5 ปี (บริษัท T ในอเมริกา) ในขณะที่บางแห่งกำหนดว่าต้องมีใบรับรองคุณวุฒิที่กำหนด (เช่น NAATI)(บริษัท E ในออสเตรเลีย)

ถ้าไม่เน้นงานเอกสารไม่เน้นลูกค้าในต่างประเทศ ก็ไม่ต้องเรียนแปล รับแค่ลูกค้าในไทย เอาแค่พออยู่ได้

แต่ในระยะยาวถ้าต้องการเป็นนักแปลอินเตอร์รับค่าแปลจากลูกค้าในต่างประเทศที่จ่ายค่าแปลต่อคำในอัตรา 2 เท่าหรือ 3 เท่าของลูกค้าในประเทศไทย (ยกเว้นใช้โปรแกรมช่วยแปลค่าแปลจะผกผันกับเทคโนโลยีที่ใช้) เรียนเถอะ

เราเรียนแปลแล้วเอาวุฒิแปลไปเทียบเพื่อขอรับใบรับรองคุณวุฒิNAATI ตอนนี้ชื่อเราอยู่ในwww.naati.com.au โดยที่ลิงค์นี้ระบุอยู่ในเว็บไซต์ของกระทรวงตรวจคนเข้าเมืองและพลเมืองของประเทศออสเตรเลีย(DIAC) นั่นหมายความว่าถ้านักแปลขี้เกียจ ก็นั่งรองานเดี๋ยวจะมีคนโทรศัพท์หรืออีเมลมาหาเพื่อขอใช้บริการแปลเอกสารเองไม่ต้องไม่วิ่งหาลูกค้าให้เหนื่อย เราได้ลูกค้าวิธีหลายรายแล้ว

คนที่เรียนแปลจะได้เปรียบคนที่ไม่ได้เรียน(ยกเว้นคนที่ไม่ได้เรียนสั่งสมประสบการณ์มานานและทำงานรอบคอบ) จะทำงานแปลโดยพิจารณาทุกปัจจัยได้รอบด้านมากกว่า มองหาเหตุผลในการเลือกคำมาใช้ในงานแปลได้ลึกซึ้ง

เราเคยตรวจแก้งานแปล(มันเป็นกระบวนการมาตรฐานของบริษัทแปลในออสเตรเลียคืองานแปลทุกชิ้นต้องส่งไปให้นักแปลอีกคนตรวจเสมอ) สคริปต์วิทยุประชาสัมพันธ์โครงการเงินช่วยเหลือของรัฐบาล อ่านงานแปลแล้วไม่ผิด แต่เพี้ยน เรามองว่างานชิ้นนี้เป็นงานของรัฐบาลข้อความต้องถูกต้องยิ่งเป็นเรื่องเงินด้วย เพี้ยนนิดเดียว รัฐบาลอาจโดนฟ้องได้ ส่วนนี้เรามีเถียงกับคนแปลด้วย คือคนแปลก็บอกว่านี่เป็นงานโฆษณาภาษายาวมากไม่ได้ แต่เรามองเรื่องความถูกต้องเป็นหลักเพราะเป็นงานของราชการ ยังไงแปลให้ถูกต้องก่อนแล้วค่อยทอนแต่ความถูกต้องยังต้องอยู่ ต้องเลือกว่าจะสละส่วนไหนเพื่อรักษาส่วนไหน อีกเรื่องคือระดับของคำ ข้อความประชาสัมพันธ์นี้เน้นกลุ่มผู้ฟังส่วนใหญ่ไม่ใช่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเราเลยแก้ส่วนของสรรพนาม งานนี้ทำให้เรารู้ว่าผู้แปลอาจลืมพิจารณาปัจจัยตามหลักวาทกรรม

อีกงานคือคำบรรยายเกี่ยวกับธนาคารในออสเตรเลีย แค่ 2 หน้าแต่เราแก้พรุนเลยงานนี้ที่เห็นชัดคือ ขาด consistency คำเฉพาะคำเดียว พออยู่คนละที่คนแปลแปลคนละอย่าง เวลาทำงานจริงๆต้องทำรายการศัพท์ไว้ จะได้รู้ว่าคำนี้ในงานแปลชิ้นนี้ ภาษาปลายทางแปลว่าอย่างนี้คำแปลจะได้เหมือนกันตลอดทั้งงาน เราแก้ไปก็เดาไปว่าสงสัยคนแปลจะได้ใบรับรองคุณวุฒิมาด้วยการสอบ แต่ไม่ได้เรียนการแปลมา (หมายเหตุการสอบแปลเพื่อรับใบรับรอง ไม่ได้ทดสอบความรู้เรื่องทฤษฎีการแปล เพียงแค่ทำแบบทดสอบเพื่อให้คนตรวจตรวจถ้าผ่านก็คือผ่าน)

งานที่ได้รับความเห็นบาดใจที่สุดคืองานแปลคดีของศาลสหพันธ์ของออสเตรเลียเมื่อปีที่แล้ว ทนายความในไทยที่ทำงานนี้ร่วมกับทนายความในออสเตรเลียโทรมาหาเราว่าต้องการคนแปลที่ใบรับรองคุณวุฒิของออสเตรเลีย พอได้เจอหน้า ลูกค้าก็เล่าให้ฟังว่าทนายความที่ออสเตรเลียส่งงานแปลที่แปลโดยนักแปลคนไทยที่มีใบรับรองคุณวุฒิของออสเตรเลียที่อยู่ในประเทศออสเตรเลียแล้วปรากฎว่าอ่านไม่รู้เรื่อง โยนทิ้งถังขยะเลย แล้วบอกเพื่อนร่วมงานว่าต้องหาคนใหม่แปล

เราอธิบายให้ลูกค้าฟังว่า (1) ใบรับรองคุณวุฒิของออสเตรเลียไม่ได้กำหนดว่าต้องจบการแปลมาถึงจะได้ใครๆ ก็ไปสอบเพื่อรับใบนี้ได้ ข้อสอบไม่ได้ยากเลย (2) คนที่ได้ใบรับรองคุณวุฒินี้มาไม่ได้หมายความว่าจะแปลได้ในทุกหัวข้อคนที่งานนี้อาจจะไม่ถนัดงานกฏหมายก็ได้แต่เนื่องจากค่าแปลอาจจะถูกว่าคนอื่นเลยได้รับการว่าจ้าง (3) คนแปลอาจจะอยู่ออสเตรเลียนานจนภาษาไทยฝืดแปลแล้วแต่เรียบเรียงคำไม่เป็นธรรมชาติ

พอเราเจอหลายๆ เหตุการณ์อย่างนี้ เรายิ่งมั่นใจว่า คิดไม่ผิดที่เรียนแปล

คำถามสุดท้าย เรียนที่ไหนดี

เห็นมีบอร์ดหนึ่งเถียงกันเรื่องสถาบันของรัฐที่นั่นมีชื่อเสียงมากกว่า หางานทำง่ายกว่า ถ้าไม่ใช่ที่นี่ฝีมือจะด้อยกว่า เถียงกันเมามันด้วยภาษาพ่อขุน

ส่วนตัวแล้ว เราว่าที่ไหนก็ได้แต่ให้ดูวิชาที่เรียน อาจารย์ผู้สอนการรับรองคุณวุฒิ ชื่อเสียงของสถาบัน คิดให้ยาวๆว่าจะเรียนไปทำอะไร ถ้าจะเรียนเพื่อ go inter ควรเลือกสถาบันที่มีชื่อเสียงและมีผู้สอนที่มีความเชี่ยวชาญ หน่วยงานรับรองคุณวุฒิบางประเทศกำหนดว่าคนที่จะขอรับรองวุฒิต้องจบจากสถาบันการศึกษาที่รัฐบาลรับรองหมายความว่าถ้าไปเรียนตามคอร์สที่บริษัทแปลเปิดสอนเอง หน่วยงานฯจะไม่รับรองคุณวุฒิให้ ฉะนั้นตรวจสอบหน่วยงานเหล่านี้ก่อนก็ได้เช่น ถ้าอยากได้ใบรับรองคุณวุฒิของญี่ปุ่น (ญี่ปุ่นไทย ญี่ปุ่นอังกฤษ ก็แล้วแต่)เขากำหนดว่าต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง แล้วค่อยมาหาที่เรียนแปลที่เหมาะสม

สนใจพูดคุยเรื่องการแปล อีเมลมาที่ natchaon@yahoo.com

ณัชชาอร ชูเชิดศักดิ์ NAATI No. 67061 ออสเตรเลีย




Create Date : 17 มกราคม 2556
Last Update : 29 กรกฎาคม 2556 22:14:16 น.
Counter : 5415 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

BlogGang Popular Award#13



Natchaon
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 287 คน [?]



Sawaddee ka. My name is Nat. I am a certified translator. I have been in the translation industry since 2004.

I graduated a master degree in English-Thai translation from Chulalongkorn University, Thailand.

I have the following accreditation:
- NAATI Accreditation for EN < > TH translation (Australia)
- Court Expert Registration for EN < > TH translation (Thailand)
- Member (MCIL), Chartered Institute of Linguists (U.K.)

See details about my services here http://www.nctranslation.net
http://www.expertthai.net

For a quick quote, email your document to natchaon@yahoo.com.

รับแปลเอกสารวีซ่าออสเตรเลียพร้อมประทับตรา NAATI ปรึกษาฟรีที่ natchaon@yahoo.com หรือ Line: Natchaon.NAATI

See below my locations:
- Melbourne: Now - 22 Dec 2017
(Last update: 03 Jul 2017)

NAATI ออสเตรเลีย, NAATI เมลเบิร์น, NAATI ประเทศไทย, NAATI กรุงเทพ, แปลเอกสารพร้อมประทับตรา NAATI, แปลเอกสารโดยนักแปล NAATI, NAATI Australia, NAATI Melbourne, NAATI Thailand, NAATI Bangkok, NAATI translation, NAATI accredited translation, Australia Visa, Partner Visa, Fiance Visa, Prospective Visa, Skilled Migrant, Student Visa, Work Visa, Work and Travel Visa, Online Visa, วีซ่าออสเตรเลีย, วีซ่าแต่งงาน, วีซ่าคู่หมั้น, วีซ่าทำงาน, วีซ่านักเรียน, วีซ่าทำงานและท่องเที่ยว, วีซ่าออนไลน์
Thai – English translation, English – Thai Translation, แปลอังกฤษเป็นไทย, แปลไทยเป็นอังกฤษ

*บทความทั้งหมดในบล็อกนี้ สงวนลิขสิทธิ์ทุกประการ*
มกราคม 2556

 
 
1
2
3
4
5
6
7
9
10
11
12
13
14
15
16
18
19
20
21
22
23
24
25
27
29
30
31
 
 
All Blog