แปลหนังสือ อนาคต (ไม่) สดใส
แปลหนังสืออนาคต (ไม่) สดใส

เมื่อสัปดาห์ก่อน มีนักแปลท่านหนึ่งบ่นในหน้า FB ของ TheTranslators and Interpreters Association of Thailand (TIAT) ใช้ชื่อหัวข้อว่า “อย่าทำให้วงการนี้น่าอยู่น้อยลงไปกว่านี้เลยครับ”

สรุปสั้นๆ คือ นักแปลส่งงานแปลหนังสือให้สำนักพิมพ์แล้วก็คาดหวังจะได้ค่าแปลภายใน 1-3 เดือนเหมือนที่เคยแต่สำนักพิมพ์นี้ตอบมาว่า “หนังสือจะวางจำหน่ายสิ้นปีเมื่อวางจำหน่ายแล้วถึงจะทำสัญญาแปล แล้วจึงจะทำเรื่องเบิกค่าตอบแทนให้ได้” เท่ากับว่ากระบวนการทั้งหมดใช้เวลา 1 ปี

ที่นักแปลท่านนี้ไม่ได้ตะขิดตะขวงใจตั้งแต่แรกเพราะไม่เคยโดนสำนักพิมพ์อื่นเบี้ยวค่าแปล พอเจอแบบนี้ก็เงิบ

หลังจากนั้นก็มีคอมเมนท์ต่างๆนาๆ ที่น่าสนใจคือ ของคุณสุรพันธ์ ซึ่งเป็นกรรมการสมาคมที่ให้ความเห็นในทางเดียวกับสิ่งที่เราบอกนักแปลรุ่นน้องๆ มาตลอด คือ นักแปลต้องทำตัวเหมือนเป็นเจ้าของกิจการหรือ SME ต้องมี business acumen (ใครที่อ่านบล็อกก่อนหน้านี้เรื่องทนายมาเป็นนักแปล อดีตทนายท่านนั้นก็เรียกนักแปลว่าเป็น SME) คือ

- ต้องมีการทำประมาณการรายรับว่าเดือนนี้ทั้งเดือนกะจะมีงานมูลค่ารวมเท่าไหร่ ถ้าจังหวะเงียบๆ ก็ต้องพิจารณาหาทางเพิ่มรายได้ เช่น เพิ่มช่องทางโฆษณา โปรโมชั่น แปล 10 หน้า แถม 2 หน้า อันนี้ขยายทำประมาณการของทั้งปีได้ด้วยซึ่งจะให้ประโยชน์เรื่องการวางแผนภาษี ถ้าต้นปี งานกระหน่ำขนาดนี้ จะต้องซื้อ LTFหรือ RMF เพิ่มจากปกติไหม หรือจะต้องหาช่องทางอื่นมาลดหย่อนภาษีเพิ่มไหม

พูดถึงเพิ่มช่องทางโฆษณา ก่อนเราบินมาเมลเบิร์น(ตอนนี้นั่งทำงานอยู่นี่แล้วนะ สิ้นปีที่แล้วเรากลับไปปิดบัญชีทำงบการเงินบริษัทที่กรุงเทพเสร็จ เพิ่งบินกลับมา เตรียมปิดบัญชีของออสเตรเลียเพลียจุง) ได้รับโทรศัพท์จากอินเดีย โทรมาเสนอบริการโฆษณาเพื่อให้เข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้นเขาก็บอกว่าโทรมาหา NC Translation เราตอบไปว่า เราไม่ต้องการโฆษณาอะไรอีกเพราะทุกวันนี้งานล้นมือทำไม่ทันแล้ว ลูกค้างอนไปหลายราย ปลายสายอึ้ง เงียบไปหลายวินาที เราวางสายแล้ว ก็ขำตัวเองมีแต่คนอยากได้ลูกค้าเพิ่ม เราสิ ไม่ต้องการเยอะไปกว่านี้เพราะห่วงคุณภาพงาน เรายังยึดหลักสเกลเล็กอยู่

- ประเมินรายจ่าย เช่น ค่าซอฟท์แวร์ ทั้ง Microsoft ทั้ง CAT tools ต่างๆ ค่าหมึกปริ้นท์เตอร์ค่าอินเตอร์เน็ต ค่ามือถือ ค่าไฟ ค่าเดินทางไปประชุมกับลูกค้า (นักแปลก็ต้องไปพบลูกค้าเป็นบางครั้งกรณีงานซับซ้อน) ค่าสมาชิกสมาคมวิชาชีพ ค่าอบรมสัมนา etc.

พูดไปแล้วก็นึกได้ เดือนมกราคมเราจ่ายค่าแรงนักแปลไป 142,xxxบาท ทั้งหมด 7 คน เหลือกำไรนิดเดียว เห็นตัวเลขแล้วจะเป็นลม แต่เราคำนวณไว้แล้วว่าจะฟื้นกำไรได้ในเดือนมีนาคมและเมษายนตอนที่เราออกใบแจ้งหนี้ลูกค้า2 งวดสุดท้าย

ที่ค่าแรงนักแปลไปกองกันอยู่เดือนมกราคมเพราะถ้าเป็นงานโปรเจ็กต์พิเศษ นักแปลทำแค่งานนี้งานเดียว เราจะจ่ายนักแปลภายใน 3-5 วันสำหรับชิ้นแรก ส่วนชิ้นที่สองอาจจะจ่ายภายใน 15-30 วัน ที่ทำอย่างนี้เพราะเรานึกถึงใจนักแปลว่า นักแปลก็คนต้องกินข้าว ต้องใช้เงิน ถ้ายอดไม่เยอะ เช่น น้อยกว่า 50,000 บาท เราจ่ายเต็มหลังส่งงานภายในกำหนดเครดิตเทอม อันนี้ส่วนหนึ่งเพราะเราไว้ใจฝีมือนักแปลด้วยเลยไม่จำเป็นต้องดึงค่าแปลไว้เป็นตัวประกันผลงาน

- คำนวณกระแสเงินสด ถึงมีรายได้ก็จริงตามที่ปรากฏในหน้าใบแจ้งหนี้ แต่อย่าลืมว่า กว่าจะถึงรอบรับชำระเงินอย่างน้อยต้อง 30 วัน ถ้าจะซื้อข้าวกิน(ร้านธรรมดานะ ไม่ใช่เหลารูดบัตรได้) มันต้องใช้เงินสด ซื้อของเล็กๆ น้อยๆต้องใช้เงินสด จ่ายเงิน vendor บางเจ้า ไม่รับ credit ก็ต้องจ่ายเงินสด ดังนั้น ต้องมีเงินสดไว้ให้พอใช้ด้วยไม่งั้นจะขาดสภาพคล่อง

- เช็คเครดิตลูกค้า ว่ามีประวัติไม่จ่ายเงินนักแปลรายอื่นๆ หรือเปล่า หรือเครดิตเทอมยาวไปมั้ย เช่น 45 วัน ตัดรับใบแจ้งหนี้ทุกวันที่ 15 สรุปเสร็จสรรพกว่าจะได้เงินปาเข้าไป 60 วัน (เยี่ยม)

- ประเมินความเสี่ยง เช่น ค่าเสียโอกาส รับงานนี้แล้วจะไม่เหลือเวลารับงานลูกค้าประจำจะเสี่ยงไหม อาจเสียลูกค้าประจำได้นะ หรือรับงานนี้แล้ว มีแนวโน้มจะมีข้อยุ่งยากต่างๆ ตามมาไหม ถ้ามี สามารถเพิ่ม contingency cost เข้าไปในต้นทุนที่เรียกเก็บกับลูกค้าได้ไหม etc.

อ่านสัญญาด้วยว่ามีเงื่อนไขอะไรที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ อย่างสัญญาว่าจ้างทั่วไปของบางบริษัท ระบุว่าจะชำระเงินให้ผู้รับจ้างต่อเมื่อบริษัทได้รับชำระเงินจากลูกค้าแล้ว  อันนี้เป็นเงื่อนไข back to back เราเพิ่งเจอเงื่อนไขนี้ ก็บอกลูกค้าว่า ไม่เซ็น เนื่องจากถ้าเราส่งงานแปลในส่วนของเราเสร็จภายในกำหนดระยะเวลาก็ถือว่าเราทำหน้าที่ตามสัญญาเรียบร้อยแล้วฉะนั้นบริษัทต้องชำระเงินให้เราตามที่ตกลงส่วนลูกค้าของบริษัทจะจ่ายหรือไม่จ่ายบริษัท ก็ไม่ใช่ปัญหาของเรา ทนายของบริษัทเขาใส่เงื่อนไขนี้เพราะเขาห่วงว่ากรณีผู้รับจ้างทำงานไม่ดีพอบริษัทเอางานไปส่งลูกค้า แล้วลูกค้าไม่จ่ายเงิน บริษัทอยู่ตรงกลางจะแก้ปัญหายังไง แต่บริษัทบอกทนายของบริษัทว่านักแปล (เรา) ทำให้หลายงานแล้วก่อนที่จะมีการบังคับเซ็นสัญญาจ้าง ไม่ต้องห่วงเรื่องรับประกันผลงาน เงื่อนไขนั้นเลยเป็นอันขีดฆ่าออก

หรืออย่างกรณีให้รับผิดโดยไม่จำกัดถ้านักแปลรับไหวก็รับ แต่เราไม่รับ บ้าป่าว แปลงาน 10,000 บาทจะให้รับผิดชอบไม่สิ้นสุด เราเสีย potential customers ไป 2-3 รายเพราะเราไม่รับเงื่อนไขข้อนี้ แหม่ แคร์ตายละ เกิดยอมรับเงื่อนไขแล้ววันนึงมีปัญหา โดนเรียกร้องค่าเสียหายเกินกว่าจะจ่ายไหว นักแปลมีสิทธิ์หมดตัวนะจะคุ้มมั้ย แต่ลูกค้าหลายคนก็ให้เราตัดเงื่อนไขนี้ออกได้เพราะที่เราอธิบายมันสมเหตุสมผล

- วางแผนกำลังคน เห็นนักแปลเป็น SME พอมีโปรเจ็กต์ใหญ่ๆ ก็ต้องสรรหาบุคลากรกันมั่ง เราก็เพิ่งหามา9 คนสำหรับงานแปลโรงไฟฟ้า ทั้งหมดนี้เราคัดแล้วโดยการให้ทำแบบทดสอบ เลยไม่ห่วงเรื่องฝีมือ ได้ระดับอาจารย์มาแปลให้เราถึง 3 คน ต้องเรียกว่าท่านไม่เกี่ยงงานถ้าเนื้อหาน่าสนใจและอยู่ในสาขาที่ถนัด (ตอนเราคัดนักแปล มีบางคนเมลมาบ่นก่อนเลยว่าให้ค่าแปลน้อย คำละ 1.5 บาท ตกหน้าละ 600-800 บาท ทั้งที่เรายังไม่เห็นฝีมือคนถามเลยว่า ส่งงานแปลมาแล้ว ถ้าเราให้ 1.5 บาท เราจะเสียดายเงินมั้ย) นี่เราตรวจงานไปบ้างแล้ว รู้สึกโชคดีมากๆ ที่ได้คนเก่งๆ มาช่วยงาน แทบไม่มีอะไรจะแก้ แค่เติมเล็กน้อย จัดรูปแบบนิดหน่อยเกลานิดหน่อย (แต่จบงานนี้เราบอกลูกค้าว่าไม่เอาแล้วนะ ไม่ถนัดโปรเจ็กต์มหากาพย์หลักหลายแสน แค่หลักหลายหมื่นก็ทำไม่ค่อยจะทันอยู่แล้ว  จะให้ลูกค้าไปจ้างนักแปลตรงเลย ไม่ต้องผ่านเรา เราจะส่งโพรไฟล์นักแปลที่เราคัดแล้วไปให้พร้อมคอมเมนต์) (นักแปลที่ไม่รับโปรเจ็กต์นี้จากเรา หึหึ คิดผิดแล้วล่ะ เพราะลูกค้ารายนี้มีรายงานโรงไฟฟ้าปีละหลายสิบเล่ม มูลค่าแปลเล่มละหลายแสนบาท จ่ายเงินตรงเวลา ไม่ต่อราคาด้วยเพราะเราไม่ลด)

- อย่าลืมกระจายความเสี่ยง นึกถึงตอนลงทุน อย่าเอาไปเทลงกองใดกองหนึ่งให้กระจายบ้าง หาลูกค้าให้ได้ในหลายๆ sector เช่น healthcare, government, engineering และขยายไปหาลูกค้าในต่างประเทศเผื่อจังหวะงานในประเทศน้อยจะได้พอมีงานจากต่างประเทศมาชดเชยรายได้ที่หายไปได้บ้าง อย่างเรา ช่วงต้นปี งานแปลเอกสารศาลจะเงียบมากพี่ทนายเคยบอกว่า เพราะส่งเอกสารคดีให้ศาลเสร็จตั้งแต่ธันวา กว่าจะมีความคืบหน้าก็อีกหลายเดือน ยังดีที่เรามีงานจากประเทศอื่นๆเข้ามาเรื่อยๆ และมีงานจากลูกค้าไทยกลุ่มอื่นสลับส่งงานมาให้

อีกอย่างหนึ่งที่คุณสุรพันธ์ บอกคือ “ทางเลือกในการทำงานแปลมีมากเหลือเกินถ้าไม่มีงานแปลหนังสือ งานแปลเอกสารที่ให้รายได้สูงกว่าเป็นทางเลือกที่ดีมากไม่ต้องง้อสำนักพิมพ์ ถ้าแปลเป็นอังกฤษไม่เป็น ก็ไปเรียนเพิ่มได้  ผมเชื่อว่าจะมีคอร์สเขียน/คอร์สแปลให้เลือกเรียนเพิ่มขึ้น  ลูกค้า/บริษัทแปลในแวดวงแปลเอกสารที่ดีกว่าและซื่อตรงกว่าสำนักพิมพ์หลายร้อยเท่ามีให้เลือกมากเหลือเกิน  แหล่งงานแปลก็มีดาษดื่น ไม่จำกัดแค่ในเมืองไทยเท่านั้น….ไม่ต้องกลัวตกงานเ  ปลี่ยนไปทำงานแปลอย่างอื่น ในอุตสาหกรรมแปลทั่วโลก literary มีสัดส่วนไม่ถึง 10% ตลาด non-literary/document ที่มีสัดส่วนกว่า 90% รอคุณอยู่”

เรื่องโดนสำนักพิมพ์โกง เราโดนมาแล้ว ยอด 25,000 บาทใครอยากรู้ ไปหาอ่านจากบล็อกเก่า เราขี้เกียจท้าวความตรงนี้ แต่สำนักพิมพ์ดีๆ ก็มี อย่างสำนักพิมพ์ต้นไม้เราแปลเรื่อง 7 Questions Leaders Should Ask and Answer เล่มนี้ไม่ได้พิมพ์ อาจจะเรื่องลิขสิทธิ์หมดอายุ แต่สำนักพิมพ์จ่ายเงินเต็มจำนวน เรื่อง Round-heeled Woman เล่มนี้เรารับช่วงต่อจากรุ่นพี่ที่จุฬาฯ ใช้ชื่อภาษาไทยว่า คุณป้าวัยดึกคึกรัก ลิขสิทธิ์หมดอายุหมดเหมือนกัน ไม่ได้พิมพ์ แต่สำนักพิมพ์เนชั่นบุ๊คส์ก็จ่ายเงินเต็มจำนวน หนังสือเรื่อง Fast Forward MBA in Marketing อันนี้สำนักพิมพ์ AR จ้าง  ไม่ได้พิมพ์เพราะลิขสิทธิ์หมดอายุ แต่ก็ได้เงินค่าแปลเต็มจำนวน

อย่างไรก็ตาม หลายๆคนคงรู้ว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงขาลง (แต่จะเผาจริงเมื่อไหร่ไม่รู้) แม่ค้าตลาดนัดยังบ่นหลายบริษัทตอนนี้พยายามดึงเช็คเพราะว่ากระแสเงินสดไม่พอจากปัญหาเศรษฐกิจ แล้วช่วงปีที่แล้วมีข่าวออกมาเป็นระลอกว่าวงการหนังสือสื่อสิ่งพิมพ์กำลังจะอยู่ไม่ได้ด้วยต้นทุนที่มากขึ้น ความนิยมของลูกค้าที่เปลี่ยนไป (เช่น เน้น e-book แทนที่จะซื้อเป็นเล่มๆ) คนจำนวนไม่น้อยอ่านภาษาอังกฤษได้แตกฉานจึงเลิกอ่านหนังสือแปล etc. เราว่านักแปลหนังสือที่คิดจะทำเป็นอาชีพประจำเพื่อเลี้ยงชีวิต  อนาคตไม่ค่อยสดใสเท่าไหร่นะ  ขอให้วางแผนการเงินให้รอบคอบ





Create Date : 12 กุมภาพันธ์ 2559
Last Update : 12 กุมภาพันธ์ 2559 18:24:37 น.
Counter : 1432 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Valentine's Month



Natchaon
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 294 คน [?]



Sawaddee ka. My name is Nat. I am a certified translator. I have been in the translation industry since 2004.

I graduated a master degree in English-Thai translation from Chulalongkorn University, Thailand.

I have the following accreditation:
- NAATI Accreditation for EN < > TH translation (Australia)
- Court Expert Registration for EN < > TH translation (Thailand)
- Member (MCIL), Chartered Institute of Linguists (U.K.)

See details about my services here https://www.nctranslation.net
https://www.expertthai.net

For a quick quote, email your document to natchaon@yahoo.com.

รับแปลเอกสารวีซ่าออสเตรเลียพร้อมประทับตรา NAATI ปรึกษาฟรีที่ natchaon@yahoo.com หรือ Line: Natchaon.NAATI

See below my locations:
- Melbourne: 18 Feb - 30 June 2018
(Last update: 15 Feb 2018)

NAATI ออสเตรเลีย, NAATI เมลเบิร์น, NAATI ประเทศไทย, NAATI กรุงเทพ, แปลเอกสารพร้อมประทับตรา NAATI, แปลเอกสารโดยนักแปล NAATI, NAATI Australia, NAATI Melbourne, NAATI Thailand, NAATI Bangkok, NAATI translation, NAATI accredited translation, Australia Visa, Partner Visa, Fiance Visa, Prospective Visa, Skilled Migrant, Student Visa, Work Visa, Work and Travel Visa, Online Visa, วีซ่าออสเตรเลีย, วีซ่าแต่งงาน, วีซ่าคู่หมั้น, วีซ่าทำงาน, วีซ่านักเรียน, วีซ่าทำงานและท่องเที่ยว, วีซ่าออนไลน์
Thai – English translation, English – Thai Translation, แปลอังกฤษเป็นไทย, แปลไทยเป็นอังกฤษ

*บทความทั้งหมดในบล็อกนี้ สงวนลิขสิทธิ์ทุกประการ*
กุมภาพันธ์ 2559

 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
13
14
15
16
17
18
20
21
23
24
25
26
27
28
29
 
 
All Blog