แหล่งกบดาน
<<
พฤศจิกายน 2557
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
16 พฤศจิกายน 2557

[Books] A Walk in the Woods: Rediscovering America on the Appalachian Trail - Bill Bryson

"Distance changes utterly when you take the world on foot.”
– Bill Bryson, A Walk in the Wood



นี่เป็นหนังสือขึ้นหิ้งของมนุษย์เดินป่ารุ่นเดอะทั้งหลายในอเมริกา บอกเล่าประสบการณ์จริงของนักเขียนวัยไม่ใช่น้อยที่ไปเดินป่าในเส้นทาง Appalachian Trail (the AT) ยาว 2100 ไมล์ จากรัฐจอร์เจียไปรัฐเมน เราคงจะแฮปปี้กว่านี้ถ้าเป็นการเล่าประสบการณ์อย่างเดียว แต่แน่ละ การเดินป่าในชีวิตจริงไม่ได้หวือหวาตลอดเส้นทางเหมือนในนิยาย ทุกที่มีแต่ป่า ป่า ป่า และภูเขา ภูเขา ภูเขา ดังนั้นหนึ่งในสามของเรื่องจึงเป็นข้อมูลความรู้ น่าเสียดายที่สำหรับเราแล้ว หลายส่วนมันน่าเบื่อ โดยเฉพาะช่วงกระหน่ำตัวเลข เราผ่านเลย สกิมรวมๆเกือบ 20% ละมั้ง เราเลือกอ่านเฉพาะที่สนใจ อย่างเรื่องสัตว์ป่า (ความแตกต่างระหว่างหมีดำกับหมีกริซลี่!) และเรื่องต้นไม้ สนุกดี ส่วนประวัติศาสตร์อเมริกันกับธรณีวิทยาข้ามเกือบหมด

เล่าย่อๆ มันเป็นประสบการณ์เสพติดการเดินป่าของคนเขียน โดยเริ่มต้นตั้งแต่หาซื้ออุปกรณ์ จัดของ ได้เพื่อนร่วมทาง จนกระทั่งก้าวแรก ความลำบากสายตัวแทบขาดในช่วงต้น และการปรับตัวของร่างกาย ความรู้สึกภาคภูมิฮึกเหิมที่ลุงอ้วนซื่อบื้อสองคนได้กลายเป็น "คนภูเขา"

จากนั้นความจริงก็ชีวิตก็ตีแสกหน้า คนเขียนกะเพื่อนฝ่าฟันจนไปถึงจุดหยุดพักแห่งหนึ่ง พอเห็นแผนที่ภาพรวม ถึงได้สำนึกว่าที่ตัวเองลากสังขารมาแทบสิ้นประดาตายเนี่ย คือแค่เศษขี้เล็บของระยะทางทั้งหมด สองลุงเลยตรัสรู้ ตื่น เปลี่ยนแผน เลือกเส้นทางเดินที่สนุกสนานและเหมาะสมกับตัวเองแทน พอครบกำหนดเวลา ต่างฝ่ายแยกย้ายกลับบ้าน พร้อมกับสัญญิงสัญญาว่าเดี๋ยวสิงหานะเราจะมาเดินกันต่อ คราวนี้จะขึ้นไปถึงรัฐเมนให้ได้

ปรากฏว่าผ่านไปไม่กี่อาทิตย์ คนเขียนแกก็ลงแดง เสี้ยนการเดินป่าจนทนไม่ไหว ตะเกียกตะกายไปเดินเองคนเดียวอีกสองเดือน จากนั้นถึงค่อยไปลุยต่อกับเพื่อนตามที่นัดไว้


ตอนจบลงท้ายได้ดีมาก เกือบจะเป็นปรัชญาเลยทีเดียว ประทับใจ

บางคนบอกว่าเวลาอ่านหนังสือบางเรื่อง เสียงในหัวเป็นคนโน้นคนนี้บ้าง สำหรับเล่มนี้ เราอ่านด้วยเสียงของ อ.อาราคาวะ ฮิโรมุ นั่นคือ เห็นเนื้อเรื่องเป็นภาพการ์ตูนที่ อ.วาด มันช่างเข้ากันสุดๆ โดยเฉพาะเวลาขำๆนี่ฮาก๊าก อย่างตอนหนีแมรี่เอลเลนนี่ มันใช่เลย

ถึงจะหยอดมุกเป็นระยะๆ บางตอนก็โคตรปวดใจ อย่างช่วงที่พูดถึงประวัติการล้างผลาญธรรมชาติของอเมริกา ต้นไม้อายุเกือบพันปี ถูกขายในราคาแค่ $2 ต่อต้น หรือสัตว์ที่คิดว่าสูญพันธุ์ไปแล้วหลายสิบปี โผล่หน้าออกมา แล้วเจอพวกส่องสัตว์ยิงโป้ง ปิดฉากถาวร หอยแมลงภู่ที่ถูกลืมแต่จำนวนกำลังลดน้อยลงทุกวันๆ ทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนที่ฆ่าสัตว์ได้มากที่สุด การจ่ายรางวัลเกือบแสนดอลล์ต่อปีให้นักล่าสัตว์ที่ฆ่านกฮูกแสนกว่าตัวเพื่อเซฟผลผลิตของชาวนาที่อาจจะเสียหายไปสักพันกว่าดอลล์

ในเรื่องบอกว่าทุกปีในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ จะมีนักเดินป่าประมาณ 2000 คนท้าทายตัวเองกับ AT คือเริ่มจากภูเขา Springer สถานีใต้สุด ขึ้นไปภูเขา Katahdin สถานีเหนือสุด แต่คนที่ทำสำเร็จจริงๆมีไม่เกิน 10% ครึ่งหนึ่งถอดใจก่อนพ้นเวอร์จิเนียกลาง (น้อยกว่า 1/3 ของระยะทาง) และหนึ่งในสี่ม้วนเต็นท์กลับบ้านตั้งแต่อาทิตย์แรก พวกที่สามารถเดินทั้งเส้นทางได้ในฤดูกาลเดียวเรียกว่า thru-hiker ในจำนวนนั้นมีหลายคนที่เราโคตรประทับใจ อย่างคุณปู่อายุแปดสิบ, หนุ่มตาบอดกับหมานำทาง, คุณป้าจอมเพี้ยนวัยหกสิบที่อุปกรณ์ห่วยแตกจนน่าตกใจ (แกเดินสำเร็จสองครั้งอีกต่างหาก), หนุ่มอ้วนหนักสามร้อยปอนด์ที่มาเดินลดน้ำหนัก (คิดได้ไงอะ), รวมทั้งคนโปรดของเรา คุณนักเดินป่าผู้หลงทางเชี่ยวราวกับเรียวกะ แบบ...แค่แกเดินออกจากห้องน้ำก็เลี้ยวผิดทางแล้ว =_=;

เราเคยไป Great Smoky Mountain ที่พูดถึงในหนังสือด้วย เลยรู้สึกระลึกความหลังนิดหน่อย แต่เราขับรถไปแบบสะดวกสบาย นอนโรงแรมไม่ได้แค้มปิ้งกลางแจ้ง เดินป่าแค่ตอนกลางวัน แบบที่คนเขียนดูถูกไว้ในเรื่องแหละ 555 แต่สำหรับเรา แค่นั้นก็ได้บรรยากาศเพียงพอแล้ว แต่เราก็เข้าใจความรู้สึกของคนเขียนเรื่องนี้ ที่บอกว่ากลับเข้าเมืองแล้วตะลึงกับความศิวิไลซ์ ตอนเราไปเยลโลว์สโตน หลุดจากป่ามาเจอเมืองนอกอุทยานฯหนแรก ตื่นตะลึงมาก เพราะหมกป่า เห็นแต่ต้นไม้ ก้อนหิน กวาง และไบซันมาหลายวัน เรากับเพื่อนชี้ชวนกันดูร้าน the GAP อย่างกับเป็นจุดท่องเที่ยว

น่าเสียดายที่คนเขียนไม่เจอหมีจังๆเลยตลอดเส้นทาง แต่แค่ฟังแกเล่าเรื่องหมี attack! แบบต่างๆก็สยองแล้ว อย่างที่บอกว่ามีหมีออกมากินอาหารตรงโต๊ะปิกนิกแล้วมีแม่เอาน้ำผึ้งทามือลูกให้หมีเลียเพื่อถ่ายวิดิโอ แล้วหมีมันก็ง่ำมือเด็กไปเลย เค้ากลัว ;o; ...คิดอีกที อาจจะดีแล้วก็ได้นะ แกถึงได้รอดชีวิตมาเขียนหนังสือให้เราอ่าน

เราชอบภาษาของคนเขียนทั้งช่วงบรรยายและบทพูด เค้าใช้คำได้น่าสนใจและเปิดจินตนาการดี ขำเป็นพิเศษที่แกบอกว่าเวลาเดินป่า มองอะไรก็คิดถึงของกินไปหมด อย่างเช่น โคลนท่วมเต็มพื้นเหมือนพุดดิ้งชอคโกแล็ต พระจันทร์สีครีมกลมเต็มเหมือนไส้โอรีโอ้ อย่างไรก็ตาม คนเขียนแกปากจัดโพดๆ ด่าโน่นด่านี่จิกกัดให้แสบคันไปตลอดทาง โดยเฉพาะกรมป่าไม้และอุทยานฯของอเมริกา ที่ไม่ได้ใช้เงินทุนทำอะไรที่เป็นประโยชน์เลย (แต่แกชื่นชมผู้พิทักษ์ป่าทั้งหลายนะ) เพราะในอดีตเคยกระดิกตัวด้วยความหวังดี(แต่โง่)จนทำให้สัตว์น้ำตายไปเป็นหมื่นๆตัวและปลาเป็นสิบๆชนิดสูญพันธุ์ในพริบตา

ส่วนที่น่าประทับใจอีกอย่างของหนังสือคือความสัมพันธ์ระหว่างสองลุง พอรู้ว่าเรื่องนี้ได้ทำเป็นหนังด้วยนะ และกำลังจะออกฉายปีหน้านี้ นำแสดงโดยสองปู่ Robert Redford กับ Nick Nolte เราก็รู้สึกว่าไดนามิคมันน่าจะเวิร์คมาก ถ้าเข้าเมืองไทยเราไปดูแน่ๆ

3.5 ดาว








Create Date : 16 พฤศจิกายน 2557
Last Update : 16 พฤศจิกายน 2557 20:10:47 น. 2 comments
Counter : 1686 Pageviews.  

 
รู้จักนักเขียนท่านนี้จากหนังสือ เรื่อง A Short History of Nearly Everything... ไป wiki มาเพิ่งรู้เขียนแนวเดินทาง ท่องเที่ยวตัวยงเลย

หนังน่าจะน่าดูทีเดียว แต่แนวนี้สงสัยคงต้องโรง House RCA ไม่ก็ Lido, Scala เท่านั้นมั้ง


โดย: leehua IP: 1.46.111.73 วันที่: 24 พฤศจิกายน 2557 เวลา:1:26:20 น.  

 
เดาว่าจะต้องขึ้นกรุงเทพไปดูเท่านั้นเหมือนกันค่ะสำหรับเรื่องนี้ ที่อเมริกาก็เดาว่าคนที่ดูคงเป็นเฉพาะกลุ่มเป็นส่วนใหญ่

A Short History of Nearly Everything สนุกมั้ยคะ


โดย: Froggie วันที่: 24 พฤศจิกายน 2557 เวลา:7:16:55 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิกช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Froggie
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 29 คน [?]





[Add Froggie's blog to your web]