แหล่งกบดาน
<<
ตุลาคม 2555
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
25 ตุลาคม 2555

[Books] Millennium Series #2 and #3 : Stieg Larsson

Perfect numbers, like perfect individuals, are very rare. - Descartes

หลังจากอ่าน The Girl with the Dragon Tattoo ไปเมื่อปีที่แล้วแล้ว ก็ฝ่ออยู่นานว่าจะอ่านอีกสองเล่มที่เหลือในชุดดีมั้ย เพราะรู้สึกว่ามันโหดเกินไปสำหรับเรา แต่คนที่รสนิยมคล้ายกับเราก็เชียร์จังเลย เลยเอาฟะ ลองอีกสักตั้ง ผลปรากฏว่า เฮ้ย!!! สุดยอดดดด!! ไม่ได้อ่านต้องเสียดายมากๆๆๆๆๆ


คำเตือน 1: บล็อกงวดนี้ไม่ใช่รีวิว ไม่มีการบอกเล่าเรื่องราวเรื่องย่อ แต่เป็นการระบายความรู้สึกหลังอ่านมากกว่า และเนื่องจากจริงๆอ่านจบมาตั้งนานแล้ว เพิ่งจะได้เอาโน้ตความรู้สึกในคินเดิลมาเขียนจริงจัง ดังนั้นความคิดจะมั่วซั่วไม่สดใหม่ โปรดทำใจ

คำเตือน 2 : สปอยผลลัพธ์สำคัญบางส่วนจากเล่มแรก และสปอยเล่มสอง-สามหมดเปลือก ไม่มีป้ายดำอะไรทั้งสิ้น ดังนั้น ไม่แนะนำให้เลื่อนลงไปดูถ้ายังอ่านไม่จบ



Pippy Longstocking
สาเหตุที่สองเล่มนี้อารมณ์ความชอบเราพุ่งปรู๊ดจากเล่มแรก ก็เพราะตัวเด่นเป็นลิสเบ็ธ ไม่ใช่ KFB (Kalle F***ing Blomkvist ตามที่ลิสเบ็ธชอบเรียก) เรื่องราวเกือบทั้งหมดในเล่มสองและสามวนเวียนอยู่รอบตัวลิสเบ็ธเป็นหลัก เล่มสามอาจจะหลุดจอไปบ้าง แต่บทกระจายไปตัวละครอื่นๆจนยังไงก็ต้องบอกว่าตัวเด่นคือลิสเบ็ธอยู่ดี ที่สำคัญการบรรยายความคิดส่วนใหญ่ในเรื่องก็เป็นลิสเบ็ธด้วย วิธีคิดของเธอน่าสนใจมากๆ นับถือคนเขียนที่ใส่รายละเอียดพวกนี้ เพราะทำให้เราเชื่อได้ว่าลิสเบ็ธเป็นอัจฉริยะที่มีเอกลักษณ์จริงๆ

ความลำเอียง
บอกตรงๆว่า หนึ่งในสี่ส่วนแรกของเล่มสองไม่มีเนื้อหาสาระอะไรเลย นอกจากแสดงความเป็นลิสเบ็ธ ทำให้รู้ว่าตัวเองลำเอียงอย่างแรง ลองนึกดูนะ ถ้าเป็นตัวละครตัวอื่น เรามีหวังด่าเช็ดไปแล้ว ใส่มาทำไม เหตุการณ์แต่ละอย่างไม่ได้เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับเนื้อเรื่องหรือพล็อตเลย แต่นี่เรากลับชอบ ไม่ว่าจะลิสเบ็ธ makeover ลิสเบ็ธท่องเที่ยว ลิสเบ็ธซื้อบ้าน อ่านอย่างเพลิดเพลินจนไม่ได้คิดเลยว่ามันใส่มาทำไม(ฟะ)

บล็อมควิสต์
สองเล่มนี้เราหมั่นไส้ KFB น้อยลง เพราะ...บทน้อยลงมั้ง แล้วก็ไม่มายุ่งกับลิสเบ็ธเท่าไหร่แล้วด้วย ตามเรื่องคนเขียนพยายามบอกว่าหมอนี่เป็น naïve do-gooder มันก็จริงของเค้า แต่เราไม่ชอบ พยายามจะคิดว่าทำไม ตอนแรกเดาว่าหมั่นไส้ที่หมอนี่โชคดีเกินไป รู้สึกเป็นแฟนตาซีของผู้ชายแบบโอ่เว่อร์ ประมาณทำตัวอีลุ่ยฉุยแฉกไงก็ได้ แต่ในสายตาทุกคนเขายังเป็นพ่อพระ ผู้หญิงแต่ละคนยังยินดีพลีกายให้ แต่คิดดูอีกที พระเอกนักเลงสมัยเก่ามันก็เข้าแก๊ปนี้นี่หว่า แล้วทำไมเรายังอ่านสนุกล่ะ อันนี้ต้องเก็บไปคิดต่อไป

เอาเป็นว่า KFB น่ารักขึ้นละกัน มีบทน่าเอ็นดูให้เราหัวเราะดังๆหลายฉาก อย่างเช่น
- พาสเวิร์ดเข้าคอมพิวเตอร์ ฮามาก นึกออกเลยว่าลิสเบ็ธจะทำหน้าปุเลี่ยนยังไง
- รวมพลอัศวินโต๊ะโง่ (The Knights of the Idiotic Table) ซึ่งจะมากินข้าวด้วยกันปีละครั้งเพื่อสนุกกับการนินทาลิสเบ็ธ แต่ No, you’re no invited.
- บล็อมควิสต์ไปเห็นอพาร์ทเมนท์ของลิสเบ็ธแล้วรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบ อยากจะตามหาตัวลิสเบ็ธแล้วกอดไว้แน่นๆ จากนั้นก็คิดว่าขืนลองละมีหวังโดนลิสเบ็ธกัดชัวร์

ทั้งสองเล่มเห็นชัดเลยว่าว่าหมอพยายามช่วยลิสเบ็ธเต็มที่ และทำตัวดีจนเราเริ่มใจอ่อนเล็กน้อย จากนั้นก็สะดุ้งเฮือกแล้วโวยวายว่า อย่านะ ลิสเบ็ธ อย่าไปตกหลุมมันนะลูก ออกมาห่างๆเร้ว! ดังนั้นตอนที่ลิสเบ็ธสงสัยว่าบล็อมควิสต์หายไปไหนแล้วคิดว่า The son of the bitch is probably out screwing around with some bimbo with big boobs เราถึงกับพยักหน้าหงึกๆตาม

วินาทีที่ดีใจที่สุดคือตอนที่ลิสเบ็ธมองบล็อมควิสต์อยู่พักนึงแล้วสำนึกว่าตัวเองไม่ได้ชอบบล็อมควิสต์ในเชิงชู้สาวอีกต่อไปแล้ว เป็นช่วงเวลาที่อยากยิงสายรุ้ง พุ่งป็อปเปอร์



เปิดบท
- เล่มแรกเป็นสถิติการกระทำรุนแรงกับเพศหญิง ซึ่งเรารู้สึกเหมือนพยายามเล่น shock value จนเฝือ
- เล่มสองเป็นสมการหรือประโยคทางคณิตศาสตร์ เราคิดว่าน่าสนใจกว่าเล่มแรกแบบเทียบกันไม่ติด (ออก nerd นะฉัน)
- เล่มสามแทบจะเป็นสดุดีเพศหญิง เรารู้สึกว่าเว่อร์ และติงต๊อง
สรุปว่าสำหรับเรา มันไม่เวิร์ค

คณิตศาสตร์
เล่มสองมีส่วนที่เกี่ยวกับคณิตศาสตร์อยู่หลายตอน ทั้งที่ไม่ใช่พล็อตหลัก แต่เราชอบนะ การนั่งมองลิสเบ็ธที่ไม่เคยสนใจคณิตศาสตร์มาก่อน ค่อยๆหลงใหลในความงามของตัวเลขเป็นอะไรที่ตื่นเต้นแบบเนิร์ดๆอย่างประหลาด เจ้า Fermat’s Theorem นี่วนเวียนในหัวเราเป็นวันเลย เพราะลิสเบ็ธแย้มว่ามันน่าจะเป็นปัญหาปรัชญา แต่แน่นอนว่าสมองเม็ดถั่วเขียวของเราย่อมขบไม่ออก รู้สึกว่าจนปัจจุบันก็ยังไม่มีใครแก้ปัญหาได้ (ใช่ปะ?)

จากที่บรรยายในเรื่องรู้สึกว่า Fermat เท่มาก ข้าราชการธรรมดาที่เป็นนักเลงคณิตศาสตร์ สามารถตั้งโจทย์ที่ทำให้นักคณิตศาสตร์ทั่วโลกคิดหัวแตกก็ยังไขคำตอบไม่ได้ หมอเป็น cocky devil แท้ๆเลย ”I have a truly marvelous demonstration of this proposition which this margin is too narrow to contain.” *หัวเราะพรืด*



เฟมินิสต์
ตอนที่อ่านเล่ม 1 เราไม่เชื่อเลยว่าคนเขียนเรื่องนี้เป็นเฟมินิสต์ เหมือนตรงกันข้ามด้วยซ้ำ พออ่านเล่ม 2 เริ่มเข้าใจขึ้นมาเล็กน้อย เพราะคนเขียนวางให้ผู้หญิงในเรื่องนี้ไม่มีใครเป็นคนชั่วเลย

ซึ่งแปลก

มาก

บางทีก็สงสัยว่าทำไมผู้ชายในเรื่องถึงเกลียดผู้หญิงกันนักหนา แต่ดีใจมากที่ได้เห็นผู้ชายที่มีอคติกับผู้หญิงกลับใจจำนวนหนึ่งคนถ้วน (Holm) โดยไม่ได้มาจากเหตุผลที่ว่าโดนขู่กลัวหัวหด ไม่งั้นเมสเซจของนิยายจะกลายเป็นว่า ผู้ชายเลวๆนั้นเลวอยู่ในสันดาน และรักษาไม่หาย

ชาบูลิสเบ็ธ และอื่นๆ
ตามประสา thriller ช่วงแรกๆตัวเอกจะต้องถูกกระหน่ำซ้ำเติมจนมืดแปดด้าน (อ่านเรื่องนี้แล้วรู้สึกว่านักข่าวเลวๆมันช่างเยอะจริงๆ) ในขณะที่เราอ่านไปร้อง โอ๊ย คนเขียนใจร้าย ไป แต่ลิสเบ็ธกลับคูล นิ่ง เฉยตลอด พอถึงเวลาเธอโต้กลับมันช่างสะจายยยย ไม่ว่าจะฉากลิสเบ็ธไปเยี่ยม Bjurman (โฮะๆๆ) หรือฉากที่สู้กับนักเลงสองตัวนั่นที่เคบินนอกเมือง (ปั๊มกำปั้น โอ้เย!) ยิ่งตอนลิสเบ็ธขึ้นศาล ไคลแม็กซ์ที่สุดของที่สุดแล้ว อ่านไปโบกพู่เชียร์ไปตลอด วะฮะฮ่า เจียนนินี่เจ๋งสุดริด ลิสเบ็ธ you kick serious ass!



เรื่องประเด็นซาล่าเราเดาถูกเกือบหมดเลย เล่มสองไม่ค่อยรู้สึกอะไรกับหมอนี่นะ แต่เล่มสามที่โรงพยาบาลซาล่าน่ากลัวมาก เข้ามาขู่ลิสเบ็ธแต่ละทีสยองแบบหลังเย็นวาบ เพราะฉะนั้นตอนที่โดนยิงทิ้งเหมือนหมานี่ เราเหวอสิบตลบ บอกตรงๆ คิดว่าเล่มนี้จะเป็นการสู้กับซาล่าซะอีก ประมาณศึกสายเลือด แต่ปรากฏว่าผิดคาดหงายหลัง จากนั้นก็ขนลุกซู่ มันจะต้องสนุกมากๆแน่เลยเล่มนี้!!

ตัวละครอีกตัวที่ชอบคือ Modig รู้สึกเธอธรรมดาดี ทำให้เราลุ้นเอาใจช่วยตลอด และชอบมาก No security is a match for a stupid employee! นึกถึงในชุด Vorkosigan ที่ไมลส์เจาะระบบของ ImpSec เลย

คนเขียน
เราชอบฝีมือคนเขียน แต่สารภาพว่าหลายอย่างอ่านแล้วอยากทึ้งผม คือจะละเอียดไปถึงหนายยย อย่างตัวละครที่เป็นภารโรง จะออกมามีบทแค่ขี้ตา พ่อต้องไล่ประวัติตั้งแต่ตัวเท่ากำปั้นมาถึงปัจจุบันเชียว อ่านแล้วจะบ้า

ขอโทษคนเขียนด้วยจริงๆที่จะบอกว่า ดีใจที่หนังสือมันจบแค่นี้ เพราะเรามองเห็นเลาๆว่าในเล่มต่อๆไปบล็อมควิสต์จะยังมีบทบาท แฟนที่คบกันอยู่จะต้องตาย และสุดท้ายก็กลับมาได้ลิสเบ็ธ ซึ่งเราต้องขอเอาหัวโขกกำแพงป๊อกๆแล้วร้องว่าไม่ๆๆๆๆๆ ดังนั้น เอวังที่เล่มสามนี่แหละ สมควรแล้ว สาธุ


สรุปว่า เป็นซีรี่ส์ที่มันส์สุดๆ ขอให้อดทนอ่านส่วนแหวะแหยะหยึยของเล่มหนึ่งให้ผ่านไปก่อน เล่มสองเล่มสามจะไม่มีอะไรชวนอ้วกขนาดนั้นแล้ว (หรือว่าเทียบกับเล่มหนึ่งเลยดูเด็กๆไป?)

ใครเป็นแฟนหนังสือชุดนี้ แนะนำแฟนไซต์ของคุณ Nas ข้อมูลแน่นปึ้กมาก แต่ขอเตือนว่ามีสปอยนะคะ


ป.ล. เพิ่งสังเกตว่า รูปทั้งหมดในเอ็นทรีนี้เป็นลิสเบ็ธ เราออกนอกหน้าไปมั้ยนะ





Create Date : 25 ตุลาคม 2555
Last Update : 25 ตุลาคม 2555 21:42:44 น. 2 comments
Counter : 3658 Pageviews.  

 
ดูรูปแล้วโหดเกินไป! แต่มีภาพยนต์หมดเลยหรือคีะ


โดย: jackfruit_k วันที่: 26 ตุลาคม 2555 เวลา:8:32:51 น.  

 
ภาคสองสามไม่โหดหรือแหวะเท่าภาคแรกค่ะ เรื่องนี้มีเสน่ห์ที่ตัวละครน่ะค่ะเราว่า

ภาพที่เอามาเป็นหนังของสวีเดนน่ะค่ะ ของฮอลีวู้ดมีทำภาคแรกออกไปแล้ว ภาคสองสามคงตามมา เราไม่ไปดูหนังภาคแรกค่ะ ทำใจไม่ได้ แต่ภาคสองสามนี่ไม่แน่


โดย: Froggie วันที่: 26 ตุลาคม 2555 เวลา:11:06:04 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิกช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Froggie
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 29 คน [?]





[Add Froggie's blog to your web]