happy memories
Group Blog
 
<<
มีนาคม 2559
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
7 มีนาคม 2559
 
All Blogs
 
เสพงานศิลป์ ๒๔๗





ภาพจากเวบ deviantart.com





"ฉันได้จากโลกนี้ไปแล้วโดยไม่เสียใจ

เพราะฉันได้อุทิศชีวิตของฉันให้กับ

บางสิ่งที่เป็นประโยชน์

ในฐานะเป็นผู้รับใช้ที่ต่ำต้อย

ในงานศิลปของฉัน

ชีวิตนั้นสั้น....แต่ศิลปะยืนยาว


ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี





Romance - Yuhki Kuramoto








พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย



พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ปฐมภูมิศิลปินแผ่นดิน



วันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ พระองค์ผู้ทรงมีพระปรีชาสามารถในศิลปกรรมด้านต่าง ๆ หลายสาขา โดยเฉพาะด้านกวีนิพนธ์นั้นได้รับการยกย่องว่า ในรัชกาลของพระองค์เป็นยุคทองของวรรณคดีที่มีละครและฟ้อนรำ โดยมีกวีคนสำคัญในรัชกาลร่วมสมัยกับพระองค์หลายคน เช่น กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (รัชกาลที่ ๓) สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส สุนทรภู่ พระยาตรัง และนายนรินทรธิเบศร์ (อิน) เป็นต้น พระราชนิพนธ์ที่รู้จักกันดี ได้แก่ รามเกียรติ์ อุณรุท และอิเหนา ไกรทอง สังข์ทอง ไชยเชษฐ์ หลวิชัยคาวี มณีพิชัย สังข์ศิลป์ชัย เป็นต้น และพระราชนิพนธ์บทพากย์โขนอีกหลายชุด เช่น ชุดนางลอย ชุดนาคบาศ และชุดพรหมาสตร์ นั้นล้วนเป็นวรรณคดีไทยที่นำมาใช้แสดงโขนและละครมาตลอดจนวันนี้





ศิลปินแห่งชาติปี ๒๕๕๘



พระองค์โปรดด้านดนตรีมาก เครื่องดนตรีที่ทรงถนัดและโปรดปรานคือ ซอสามสาย ซึ่งซอคู่พระหัตถ์ที่สำคัญได้พระราชทานนามว่า“ซอสายฟ้าฟาด” และเพลงพระราชนิพนธ์ที่มีชื่อเสียงรู้จักกันดีคือ “เพลงบุหลันลอยเลื่อน” หรือ “บุหลัน (เลื่อน) ลอยฟ้า” แต่คนมักเรียกว่า “เพลงทรงพระสุบิน” ด้วยเพลงนี้มีต้นเพลงมาจากพระสุบิน (ฝัน) ของพระองค์เองที่สุบินว่า พระองค์เสด็จไปดินแดนที่สวยงามดุจสวรรค์ ณ ที่นั้นได้ปรากฏพระจันทร์งามกระจ่างลอยมาใกล้พระองค์ พร้อมกับมีเสียงทิพยดนตรีแว่วไพเราะยิ่งจนพระองค์ประทับแน่นในพระราชหฤทัย เมื่อทรงตื่นบรรทมพระองค์ยังทรงจดจำเพลงนั้นได้ จึงเรียกพนักงานดนตรีมาต่อเพลงนั้นไว้ และทรงอนุญาตให้นำออกเผยแพร่ทำให้เพลงนี้รู้จักกันแพร่หลายมาจนทุกวันนี้





ซอสามสาย-สายฟ้าฟาด



นอกจากนี้ พระปรีชาสามารถทางดนตรีแล้วพระองค์ยังทรงแสดงฝีพระหัตถ์ปั้นพระพักตร์พระพุทธธรรมิศรราชโลกธาตุดิลก และทรงสลักบานประตูพระวิหารพระศรีศากยมุนี วัดสุทัศนเทพวรารามคู่หน้าด้วยพระองค์เองร่วมกับกรมหมื่นจิตรภักดีและทรงแกะไม้รักเป็นหน้าพระใหญ่และพระน้อยคู่หนึ่งคือพระยารักใหญ่ และพระยารักน้อย





ร.๒-บานประตูวัดสุทัศน์



ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณใน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เป็นองค์ปฐมศิลปินแห่งรัตนโกสินทร์และทรงส่งเสริมสนับสนุนศิลปินได้เจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๘ คณะรัฐมนตรีจึงมีมติให้วันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ของทุกปีเป็นวันศิลปินแห่งชาติ เพื่อคัดเลือกศิลปินผู้มีความสามารถ มีผลงานสร้างสรรค์และพัฒนาเป็นที่ยอมรับของวงการและมีผลงานเป็นประโยชน์ต่อสังคม





วรรณคดี-สังข์ทอง-เจ้าเงาะ



สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติปัจจุบันคือ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ได้พิจารณาผลงานเพื่อเชิดชูเกียรติ ส่งเสริมสนับสนุน และช่วยเหลือศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่มีคุณค่าของแผ่นดินไทย ประกาศรางวัลศิลปินแห่งชาติครั้งแรกเมื่อพ.ศ. ๒๕๒๘ และดำเนินงานต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันนี้ ๓o ปีแล้ว ได้ประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติศิลปินแห่งชาติรวมแล้ว ๒๖๖ คน เสียชีวิตไปแล้ว ๑o๓ คน





วรรณคดี-สังข์ทอง-ตีคลี



ศิลปินแห่งชาตินี้คัดเลือกจากศิลปิน ๔ สาขาได้แก่ สาขาศิลปะทัศนศิลป์ เป็นศิลปะที่มองเห็นได้ด้วยตาเป็นศิลปะสองมิติ หรือสามมิติ

ศิลปกรรมนั้นแสดงถึงภูมิปัญญาของผู้สร้างสรรค์และมีเอกลักษณ์โดดเด่น เช่นจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ ภาพถ่าย และสื่อประสม

สาขาศิลปะสถาปัตยกรรม เป็นงานออกแบบสถาปัตยกรรม งานออกแบบและงานก่อสร้างต่าง ๆ สาขาศิลปะการแสดง เป็นศิลปะที่เกี่ยวข้องกับการแสดง ทั้งแบบดั้งเดิม หรือพัฒนาขึ้นใหม่ ได้แก่ ละคร, ดนตรี, การแสดงพื้นบ้าน





ศิลปินเข้ารับเข็มศิลปินแห่งชาติ



สาขาวรรณศิลป์ เป็นนักประพันธ์ที่เขียนงานกวีนิพนธ์ นวนิยาย เรื่องสั้น บันเทิงคดี และสารคดี ดังนั้นศิลปินแห่งชาติทุกท่านจึงเป็นปราชญ์ทางความรู้ความสามารถจากการที่ศิลปินได้อุตสาหะอุทิศตนสร้างสรรค์ผลงานด้านศิลปะไว้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่งสำหรับประเทศและวงการศิลปินนานาประเทศ





สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯทรงมีปฏิสันถารกับศิลปินแห่งชาติ



ภาพและข้อมูลจาก
naewna.com














“ชมงานศิลป์ ชิมข้าวแช่” ที่ร้านลาเตลิเยร์ เดอ มารศี



มูลนิธิหม่อมเจ้าหญิงมารศีสุขุมพันธุ์ บริพัตร ชวนสัมผัสเมนูคลายร้อนสูตรพิเศษและเพลินอารมณ์ไปกับ ผลงานศิลปะแนวเซอร์เรียลลิสต์ที่งดงามยิ่งในเทศกาล “ชมงานศิลป์ ชิมข้าวแช่” ลิ้มรส “ข้าวแช่องค์หญิง” สูตรต้นเครื่องพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิมลฉัตร ในบรรยากาศสบายๆ สไตล์อาร์ตแกลเลอรี พร้อมอิ่มเอมใจ ไปกับภาพเขียนฝีพระหัตถ์จำลองของ หม่อมเจ้ามารศีสุขุมพันธุ์ บริพัตร ศิลปินชาวไทยที่ประทับอยู่ทางตอนใต้ ของประเทศฝรั่งเศสกว่า ๔o ปี ในวันศุกร์-เสาร์ที่ ๑๘-๑๙ และ ๒๕-๒๖ มีนาคมนี้ ที่ร้านลาเตลิเยร์ เดอ มารศี หอศิลป์กรุงเทพฯ

“ข้าวแช่องค์หญิง” ปรุงรสจากวัตถุดิบชั้นเยี่ยมที่ผ่านการคัดเลือกอย่างพิถีพิถัน เริ่มจากเครื่องดื่มเรียกน้ำย่อย น้ำอัญชันใบเตยเย็นชื่นใจ ตามด้วยข้าวหอมมะลิ เสิร์ฟพร้อมน้ำลอยดอกมะลิอบควันเทียน อีกทั้งหลากหลาย เครื่องเคียงรสกลมกล่อม กะปิปั้นชุบไข่ทอด หรุ่มพริกหยวกสอดไส้หมูสับ หอมแดงไส้ปลาทอด หมูเค็มฝอย ผัดหวาน และหัวไชโป้วผัดหวาน ครบเครื่องด้วยผักแนมปลอดสารพิษ ทั้งแตงกวา กระชาย พริกชี้ฟ้า และมะม่วง พิมเสน ปิดท้ายด้วยรากบัวแปะก๊วยเย็นฉ่ำรื่นรส พร้อมบัตรอวยพรจากผลงานภาพเขียนของ ท่านหญิงมารศีฯ เป็นที่ระลึก ทั้งหมดราคาชุดละ ๔๙๕ บาท (จำนวนจำกัด ๒o ชุดต่อวัน)

มาอิ่มเอมกายและใจไปกับเทศกาล “ชมงานศิลป์ ชิมข้าวแช่” ที่ร้านลาเตลิเยร์ เดอ มารศี ชั้น ๒ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) ในวันศุกร์และเสาร์ที่ ๑๘-๑๙ และ ๒๕-๒๖ มีนาคมนี้ เวลา ๑๒.oo-๑๕.oo น. รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายสมทบทุนมูลนิธิหม่อมเจ้าหญิงมารศีสุขุมพันธุ์ บริพัตร สนับสนุนการศึกษาด้านศิลปะ สามารถจองโต๊ะล่วงหน้าหรือสั่งจองเป็นชุดของฝากได้ที่ ร้านลาเตลิเยร์ เดอ มารศี โทร. o-๒oo๔-๒๒๕๔ และ o๘-๑๘๔๖-๕๘๙๕



ภาพและข้อมูลจาก
manager.co.th














“หนุมาน” แปลงกายเป็นสินค้าที่ระลึก
วาระ ๙o ปี จิตรกรกวี “อังคาร กัลยาณพงศ์”



ถ้าหากยังมีชีวิตอยู่ ปีนี้จะเป็นปีที่ จิตรกรกวี อังคาร กัลยาณพงศ์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ (กวีนิพนธ์) ปี ๒๕๓๒ และกวีรางวัลซีไรต์ ปี ๒๕๒๙ มีอายุครบ ๙o ปี หลังจากที่เสียชีวิตไปเมื่อวันที่ ๒๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๕

ด้วยเหตุนี้ วาระ ๙o ปี และเดือนกุมภาพันธ์เป็นเดือนเกิดของอังคาร หรือ ท่านอังคาร ที่หลายคนเรียกติดปาก ขวัญ - อ้อมแก้ว กัลยาณพงศ์ ทายาทคนที่ ๒ ของอังคาร ผู้เคยเขียนหนังสือเกี่ยวกับพ่อเรื่อง“พ่ออังคาร ผู้มาจากดาวโลก” แจ้งว่า ในนาม พิพิธภัณฑ์จิตรกร กวี อังคาร กัลยาณพงศ์ ได้จัดทำสินค้าที่ระลึกคอลเลคชั่นพิเศษขึ้นมา โดยการนำผลงานของอังคาร ซึ่งเป็นภาพ หนุมาน (ถือเป็น ลิง สัญลักษณ์ของปีวอก ปีนักษัตรพ.ศ. ๒๕๕๙ )สร้างสรรค์ขึ้นเมื่อปี ๒๕๔๗ ด้วยเทคนิคเกรยอง มาออกแบบลงบน กระเป๋าผ้า,เสื้อยืด และสมุดโน้ต เพื่อให้ผู้ที่สนใจสั่งจอง ผ่านทางเพจ facebook : TheAngkarn และ Email : theangkarn@gmail.com และเบอร์โทร.o๙๒-๒๘๒-๕๙๕๑ ระหว่างวันนี้ - ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๙

ขณะที่ผลงานชื่อ มนุษย์ละลาย (Melt Man) จำนวน ๓ ภาพ ซึ่งถือเป็นผลงานในยุคแรกๆของอังคาร ถูกนำไปจัดแสดงที่ The National Gallery of Singapore หอศิลป์จัดแสดงงานศิลปะร่วมสมัย(จัดแสดงแบบถาวร) ขนาดใหญ่ที่สุดของสิงคโปร์ ขนาด ๖๔,ooo ตารางเมตร หรือเทียบเท่าสนามฟุตบอล ๙ สนาม โดยรวมอาคารยุคโคโลเนียลของสิงคโปร์สองตึกเข้าด้วยกัน ซึ่งได้ฤกษ์เปิดอย่างเป็นทางการไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๘ หลังจากที่เตรียมการมาเป็นเวลาหลายปี

โดยพื้นที่ของ The National Gallery of Singapore แบ่งการจัดแสดงผลงานศิลปะออกเป็น ๒ ส่วนคือ ส่วนที่ ๑ จัดแสดงผลงานของศิลปินในประเทศสิงคโปร์ และส่วนที่ ๒ จัดแสดงผลงานของศิลปินในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งผลงาน มนุษย์ละลาย (Melt Man) หรือ Melt Man ของอังคาร จัดแสดงไว้ในส่วน แกเลอรี่หมายเลข ๑o ของหอศิลป์



























ภาพและข้อมูลจาก
manager.co.th














๑๐๐ พฤกษชาติอวดโฉม ฉลอง ๑๐๐ ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย



เพื่อเชิดชูเกียรติ อาจารย์พันธุ์ศักดิ์ จักกะพาก นิสิตเก่าคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้นำพาชื่อเสียงมาสู่มหาวิทยาลัย และ ศิลปินผู้บรรจงวาดพรรณพฤกษานานาชนิดด้วยสีน้ำได้งดงามราวมีชีวิต

โอกาสที่จะย่างเข้าสู่ปีที่ ๑๐๐ ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย เชิญชม “๑๐๐ พฤกษชาติอวดโฉม ฉลอง ๑๐๐ ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” นิทรรศการแสดง ภาพวาดพฤกษชาติ (Botanical Painting) ผลงาน อาจารย์พันธุ์ศักดิ์ จักกะพาก

ระหว่างวันที่ ๑๕ มีนาคม - ๑๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๙ ณ ห้องนิทรรศสถาน อาคารศิลปวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เปิดนิทรรศการ วันที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ เวลา ๑๗.oo น. โดยมี ศาสตราจารย์ นายแพทย์ภิรมย์ กมลรัตนกุล อธิการบดี เป็นประธาน























ภาพและข้อมูลจาก
manager.co.th














นิทรรศการศิลปกรรมความสัมพันธ์ไทย-จีน "เชียงราย-เฉินตู



นิทรรศการศิลปกรรมความสัมพันธ์ไทย-จีน "เชียงราย-เฉินตู" : Art Exhibition Thailand China Relations, "Chiangrai-Chengdu" ผลงานโดย สมลักษณ์ ปันติบุญ (Somluk Pantiboom), สมพงษ์ สารทรัพย์ (Sompong Sarasap) และ เสงี่ยม ยารังษี (Sa-ngiam Yarangsee) พร้อมศิลปินรับเชิญ ศาสตารจารย์พิเศษอารี สุทธิพันธ์ (Aree Suthiphan,), ดร.กมล ทัศนาญชลี (Kamol Tassananchalee), วิโชค มุกดามณี (Vichoke Mukdamanee), จรูญ บุญสวน (JaroonBoonsuan), Ms. Wu Jiangtao, Mr. TianFeng, Mr.ZhangLitao, Ms. Zheng Chi, Mr. Liu Suihai, Mr. LianXueming, Mr. Chen Xianhui, Mr. Huang Wei จัดแสดงระหว่างวันที่ ๓ - ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๙ ณ หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน : Rajdumnern Contemporary Art Center

สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กรุงเทพฯ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ขัวศิลปะเชียงราย
มีความยินดีขอเรียนเชิญท่านร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิดนิทรรศการศิลปกรรมความสัมพันธ์ไทย-จีน "เชียงราย-เฉินตู" ของ สมลักษณ์ ปันติบุญ, สมพงษ์ สารทรัพย์ และ เสงี่ยม ยารังษี

ศิลปินรับเชิญ ศาสตารจารย์พิเศษอารี สุทธิพันธ์, ดร.กมล ทัศนาญชลี, วิโชค มุกดามณี, จรูญ บุญสวน

ศิลปินจีน Ms. Wu Jiangtao, Mr. TianFeng, Mr.ZhangLitao, Ms. Zheng Chi, Mr. Liu Suihai, Mr. LianXueming, Mr. Chen Xianhui, Mr. Huang Wei

เวลาเปิดทำการ ๑o.oo น.-๑๙.oo น.(เว้นวันจันทร์)
นิทรรศการจะเปิดให้ชมถึงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๙
โทร o๘๑-๙๕o-oo๖๘ / o๙๓-๒๙๒-๕๓๙๗ / o๘๓-๑๕๒-๖o๒๑ / o๘๑-๙๖o-๖๖๘๑























ภาพและข้อมูลจาก
contestwar.com














รามเกียรติ์ ชุดหนุมาน (ปฐมบทแห่งจินตนาการ)



มูลนิธิศาลาเฉลิมกรุง ร่วมกับ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และการท่องเที่ยว แห่งประเทศไทย เชิญชมการแสดงโขน~ศาลาเฉลิมกรุง เรื่องรามเกียรติ์ ชุดหนุมาน (ปฐมบทแห่งจินตนาการ) รอบปฐมทัศน์ ในวันศุกร์ที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ เวลา ๑๙.๓๐ น. ณ โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง ซึ่งการจัดกิจกรรมในครั้งนี้เป็นการดำเนินการตามรอยพระยุคลบาทในการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่งการสืบสานศิลปะการแสดงประจำชาติ “โขน” ซึ่งเป็นหนึ่งในพระราชดำริที่ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะให้ศิลปะการแสดง “โขน” นาฏศิลป์ชั้นสูงของไทย ได้มีผู้สืบสานและได้รับการเผยแพร่ อีกทั้งยังเป็นประโยชน์คุณูปการต่อประเทศชาติ ในการเผยแพร่ความงดงามของศิลปวัฒนธรรมประจำชาติ ให้เผยแพร่สู่สายตาเยาวชนและประชาชนทั้งชาวไทยและประชาคมโลก

เมื่อแรงบันดาลใจคือจุดเริ่มต้นของจินตนาการสรรสร้างให้เกิดสิ่งใหม่ๆ…ความมุ่งมั่น ความรัก ความภักดี กลายเป็นแรงขับเคลื่อน นำไปสู่เป้าหมายแห่งความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ในการแสดงโขน~ศาลาเฉลิมกรุง เรื่องรามเกียรติ์ ชุดหนุมาน (ปฐมบทแห่งจินตนาการ) จับตอนตั้งแต่กำเนิดหนุมาน จนได้เป็นข้าทหารของพระราม ช่วยพระรามรบกับทศกัณฐ์จนชนะ และได้รับประทานสมญาศักดิ์เป็นพระยาอนุชิตจักรกฤษณ์พิพรรธพงศาครองเมือง นพบุรี ถ่ายทอดผ่านการแสดงอันวิจิตรงดงาม ดำเนินเรื่องราวสั้นกระชับด้วยการพากย์เจรจาและเพลงหน้าพาทย์แบบโบราณ ปรับรูปแบบพิเศษใหม่ ด้วยการผสมผสานการแสดงโขนกับระบบเทคนิคพิเศษของฉากการแสดง สร้างสรรค์เพื่อการแสดงชุดนี้โดยเฉพาะ มุ่งเน้นภาพลักษณ์ใหม่ให้มีความร่วมสมัยมากขึ้น แต่ยังคงรักษาอัตลักษณ์เดิมไว้อย่างครบถ้วน กำกับการแสดงโดย ศุภชัย จันทร์สุวรรณ์ (ศิลปินแห่งชาติ) แสดงโดยนักแสดงโขน~ศาลาเฉลิมกรุง ร่วมด้วยศิลปินรับเชิญ ศุภชัย จันทร์สุวรรณ์ (ศิลปินแห่งชาติ) ในบทพระราม และพิศมัย วิไลศักดิ์(ศิลปินแห่งชาติ) ในบทพระอุมา บรรเลงดนตรีไทยโดยวงโรหิตาจล

​ในการนี้ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชา ทินัดดามาตุ เสด็จทอดพระเนตร การแสดงโขน~ศาลาเฉลิมกรุง เรื่องรามเกียรติ์ ชุดหนุมาน (ปฐมบทแห่งจินตนาการ) รอบปฐมทัศน์ ในวันศุกร์ที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ เวลา ๑๙.๓๐ น. ณ โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง โดยรายได้จากการจัดงานฯ นำเข้าสมทบทุนมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย (บัตรราคา ๒,๐๐๐ บาท ทุกที่นั่ง) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ ศาลาเฉลิมกรุง โทร. ๐-๒๒๒๔-๔๔๙๙



ภาพและข้อมูลจาก
gossipthai.com














รวมตัวอวดผลงานก่อนพักทีม ๔ ศิลปินหนุ่ม “ที่ไหนก็ได้”



“การวาดรูปคนเดียวทำให้คุณมีความสุข แต่การวาดรูปกับเพื่อนจะทำให้คุณหัวเราะ”

มาโม(Marrmo) + ดีพี(dp) + วศิน(Wasin) + ภัค (Puck) ๔ หนุ่มที่รวมทีมกันในชื่อ ที่ไหนก็ได้ (Anywhere Everywhere) บอกไว้อย่างนั้น หลังจากตระเวณไปวาดรูปตามที่ต่าง ๆ ด้วยกันมาหลายปี และเคยจัดแสดงผลงานร่วมกันมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อปี ๒๕๕๖

ที่ไหนก็ได้ (ทีม) รวมตัวกันเมื่อปี ๒๕๕๕ เริ่มต้นจากการวาดรูปเล่นเพื่อผ่อนคลายจากรูปแบบงานที่ตายตัวหรือมีโจทย์ต่างๆที่พวกเราต้องเจอ การรวมกันเพื่อปลดปล่อยจินตนาการจึงเป็นสิ่งที่พวกเราสนุกที่จะทำ พวกเราเริ่มต้นงานชิ้นแรกด้วยปากกาเมจิกถูก ๆ บนกระดาษร้อยปอนด์ในสวนสาธารณะ และก็ได้ตระเวณไปทั่วตามพื้นที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นศูนย์อาหารตามห้าง ร้านฟาสต์ฟูด และอีกหลายต่อหลายที่ จากกระดาษก็เริ่มลามไปสู่การวาดภาพบนกำแพง เฟรม แผ่นไม้ ฯลฯ จนเป็นที่มาของชื่อทีมเรา "ที่ไหนก็ได้"

ล่าสุดพวกเขาทั้งทีมมีผลงานมาจัดแสดงร่วมกันอีกเป็นครั้งที่ ๒ ก่อนจะขออนุญาตพักทีมไปโดยไม่มีกำหนด

หลังจากการจัดแสดงครั้งนั้น พวกเราได้รวมตัวกันทำงานในพื้นที่ต่าง ๆ บ้าง ๆ และก็ได้พักห่างหายกันไปใช้ชีวิตในมุมมองตนเอง จนเมื่อปี ๒๕๕๗ ก็ได้คิดวางแผนจะจัดแสดงงานอีกครั้ง จนเป็นชุดงานแสดงที่ทุกท่านได้ชมกันในที่นี้

ไม่มีงานเลี้ยงไหนไม่เลิกลา แม้ภาพที่ทุกท่านได้ชมจสร้างความสุขสนุกสนานให้เรามากแค่ไหน แต่เวลาและหน้าที่บางอย่างของพวกเราก็ทำให้การรวมกลุ่มเป็นไปได้ยากขึ้น แต่ละคนมีสิ่งที่ต้องทำต่างกันออกไป

สุดท้ายพวกเราต้องขอเอ่ยคำลา เพื่อเป็นการพักทีมนี้ไปก่อน และหวังว่าหากวันใดเราเกิดเบื่อการวาดรูปคนเดียวอย่างที่เคย ๆ เป็น วันนั้นเราจะกลับมาอีกครั้ง

ระหว่างนี้ แฟนผลงาน แวะไปชมผลงานของทั้ง ๔ หนุ่มทีมนี้ ได้ในนิทรรศการ ที่ไหนก็ได้ (Anywhere Everywhere) ณ ArtGorillas ArtGallery ชั้นสอง โรงภาพยนตร์ลิโด้ สยามแสควร์



























ภาพและข้อมูลจาก
manager.co.th














โชว์งานศิลป์สุดล้ำฝีมือศิลปินดังที่ โซฟิเทล สุขุมวิท



เอส แกลเลอรี โรงแรมโซฟิเทล กรุงเทพ สุขุมวิท จัดแสดงนิทรรศการศิลปะชุดพิเศษที่มีชื่อว่า “Cosmic Portraits” โดย ราฟาเอลโล โซมาซซิ ศิลปินคนดังที่ได้สร้างสรรค์ผลงานภาพ Portraits แบบไม่เหมือนใครมาจัดแสดงให้ให้ผู้ที่หลงรักในงานศิลปะได้รับชมกัน ในหัวข้อที่ชื่อว่า “Cosmic Portraits” ตัวแทนศิลปะรูปลักษณ์ของภาพบุคคลทางกายภาพเหมือนจริงที่แสดงออกมาแบบเป็นรูปเป็นร่าง ถือเป็นการเอาชนะโดยใช้การตีความอันละเอียดอ่อนที่มีต่อบุคลิกภาพของแต่ละคน

นิทรรศการในครั้งนี้จะจัดแสดงผลงานศิลปะของ ราฟาเอลโล โซมาซซิ ศิลปินมากพรสวรรค์ชาวสวิสเซอร์แลนด์ ผู้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่แสดงออกมาในรูปแบบของสัญลักษณ์จากที่พำนักในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยเป็นเวลามากกว่า ๑o ปี

โดยศิลปินอารมณ์ดีผู้เปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณผู้นี้ได้รังสรรค์งานศิลปะในชุด Cosmic Portraits ขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. ๑๙๘๕ ที่ประกอบไปด้วย ผลงานในหัวข้อ พระราชินีอลิซาเบธ, บริจิตต์ บาร์โด, เจ้าหญิงแคโลไลน์แห่งโมนาโค รวมถึงนักสะสมงานศิลปะและเพื่อน ๆ ผู้ที่ราฟาเอลโลได้ทำการวิจัย ภาพเหมือนของบุคคลเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนถึงลักษณะทางกายภาพของแต่ละบุคคล แต่สะท้อนถึงข้อมูลส่วนตัวอย่างละเอียดของแต่ละบุคคลที่เกี่ยวพันกับคุณค่าของสิ่งแวดล้อม

ราฟาเอลโลได้กล่าวว่า “เป็นความโชคดีของผม ที่ผมได้เดินทางมายังประเทศไทยและได้พบกับหมู่บ้านโชคชัย สถานที่ที่เติมเต็มความฝันของผมในฐานะชายหนุ่มคนหนึ่งที่ต้องการหลีกหนีจากความวุ่นวายของทฤษฎีเพิ่มการบริโภคสินค้าเพื่อผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ และหันมาอุทิศตัวให้กับการค้นหาคุณค่าหลักซึ่งส่งเสริมชีวิตของมนุษยชาติ

และในฐานะเจ้าภาพสถานที่ มร.วิลเลี่ยม ฮานดริกแมน ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมโซฟิเทล กรุงเทพ สุขุมวิท ได้พูดถึงงานนิทรรศกาลนี้ว่า “เอส แกลเลอรี (S Gallery) เป็นสถานที่สำหรับจัดแสดงงานศิลปะเพียงแห่งเดียวที่ตั้งอยู่ในโรงแรมหรูระดับห้าดาวในกรุงเทพมหานคร ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะและการออกแบบในสไตล์ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหลักปฏิบัติและปรัชญาทั้งสี่ข้อของโรงแรมโซฟิเทล พื้นที่ของเอส แกลเลอรี จะมีการจัดแสดงนิทรรศงานศิลปะโดยศิลปินที่กำลังสร้างชื่อเสียง และศิลปินอันเลื่องชื่อที่เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีอยู่แล้วทั้งชาวไทยและชาวยุโรปสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป ซึ่งสามารถเข้าถึงผู้ที่ชื่นชอบผลงานศิลปะทุกท่านที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย”

โดยผู้รักงานศิลป์ทุกท่านสามารถเข้ามารับชมงานศิลปะชิ้นพิเศษที่แตกต่างไม่เหมือนใครของราฟาเอลโลนี้ได้ที่ เอส แกลลอรี ชั้นล๊อบบี้ของโรงแรม โซฟิเทล กรุงเทพ สุขุมวิท ได้ในช่วงเวลา ๑o.oo - ๒๒.oo น. ตั้งแต่วันนี้ถึงวันพุธที่ ๖ เมษายนนี้เท่านั้น สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ มาร์ติน เกอร์ลิเย่ร์ ที่ปรึกษางานศิลปะแห่งมูนสตาร์















































ภาพและข้อมูลจาก
manager.co.th














“บทเพลงแห่งมีน” ลีลาในวารีของ “ ปลากัด”
ผ่านภาพถ่าย “ วิศรุต อังคทะวานิช”



อวดโฉมให้ชมกันอีกครั้ง สำหรับลีลาในวารี ของบรรดา “ปลากัด” ผ่านการลั่นชัตเตอร์ของ วิศรุต อังคทะวานิช ช่างภาพวัย ๔๕ ปี ผู้ที่ผลงานถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก ทั้งทางอินเทอร์เน็ต นิตยสาร และสินค้าหลากหลายแบรนด์ กระทั่งฮอตสุด ๆ ทั้งถูกสัมภาษณ์และถูกเชิญไปวิทยากร เมื่อผลไปปรากฏบนจอสมาร์ทโฟนยี่ห้อหนึ่ง

ขณะที่ก่อนหน้านี้ ‘ละลานตาแกลลอรี’ แกลเลอรี่ต้นสังกัด เคยจัดแสดงเดี่ยว( Solo Exhibition)ผลงานภาพถ่ายปลากัดของวิศรุต ผ่านนิทรรศการ Aquacade - ลีลาในวารี และนำไปจัดแสดงตามงาน Art Fair ในหลายประเทศ อาทิ สิงคโปร์ นิวยอร์ก ฮ่องกง ฯลฯ

ล่าสุด ก่อนที่วิตศรุตจะมีนิทรรศการแสดงเดี่ยวครั้งแรกในต่างประเทศที่ประเทศญี่ปุ่น วิศรุตได้นำภาพถ่ายปลากัดชิ้นมาสเตอร์พีช ที่ยังไม่เคยจัดแสดงที่ไหนมาก่อน พิมพ์ลงบนผ้าใบ จำนวน ๓๒ ภาพ และแสดงให้เห็นถึงทักษะและเทคนิคขั้นสูงในการสร้างสรรค์ผลงาน ก่อให้เกิดสุนทรีและแรงบันดาลใจ ดุจบทเพลที่งดงามแห่งเดือนมีนาคม

จัดแสดงให้ชมผ่านนิทรรศการ Symphony Of Betta หรือ บทเพลงแห่งมีน ระหว่างวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ - ๑๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ ณ บริเวณชั้น G ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี

นอกจากนี้จะมี เสวนาและสาธิตการถ่ายภาพปลากัดของวิศรุต ในวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๙ เวลา ๑๔.๓o น. ก่อนที่ในวันเดียวกันจะมีงานเปิดนิทรรศการอย่างเป็นทางการในเวลา ๑๕.oo น.

วิศรุต จบการศึกษาสาขาโฆษณาและประชาสัมพันธ์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เลือกถ่ายภาพปลากัดไทยเนื่องด้วยมีความผูกพันกับปลากัดมาตั้งแต่สมัยที่เคยเลี้ยงเมื่อวัยเยาว์ และปลากัดไทยเองก็มีสีสันที่หลากหลายสวยงาม และมีความเคลื่อนไหวที่พลิ้วสวย ทั้งยังเป็นสัตว์เลี้ยงที่มีความผูกพันกับวิถีชีวิตคนไทยมาแต่เดิม ความพิเศษของภาพปลากัดที่วิศรุตถ่ายนั้นจะมีความโดดเด่นทางด้านความคมชัด สีสันสวยงามและการจับการเคลื่อนไหวของท่วงท่าที่งดงามของปลากัดไทยที่นำเสนอสู่สายตาชาวโลกได้เห็นถึงความงามธรรมชาติของปลากัดไทย โดยภาพถ่ายปลากัดของวิศรุตมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในระดับสากล และเป็นที่กล่าวถึงบนสื่อออนไลน์มาตั้งแต่ปี ๒๕๕๖

จากจุดเริ่มต้นที่เขานำผลงานไปโพสท์ไว้ในเว็บ https://500px.com/bluehand และเว็บอื่นๆที่รวบรวมงานศิลปะ งานออกแบบ และถ่ายภาพ















































ภาพและข้อมูลจาก
manager.co.th














คืนละ ๑o ดอลลาร์สหรัฐ ห้องพักจำลองจากภาพเขียน “ห้องนอนแวนโก๊ะ”



ห้องนอนของคนจน ๆ จะมีใครสนคนจนอย่างเรา... หลายคนอาจนึกอยากฮำเพลง “ห้องนอนคนจน” ของ สายัณห์ สัญญา ขึ้นมาทันใด... เพราะหากเป็นเมื่อครั้งที่จิตรกรชื่อดังอย่าง วินเซนต์ แวนโก๊ะ ยังมีชีวิตอยู่ ห้องนอนของจิตรกรจน ๆ และถูกหญิงเมินตลอดเช่นเขา คงยากจะมีผู้ใดสนใจอยากเข้าไปพักค้างคืน

แตกต่างจากปัจจุบัน... ในช่วงเวลาของการจัดแสดงนิทรรศการภาพเขียน ห้องนอนของแวนโก๊ะ (Van Gogh's Bedrooms) ณ สถาบันศิลปะแห่งเมืองชิคาโก (The Art Institute of Chicago) ระหว่างวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ - ๑o พฤษภาคม ๒๕๕๙

ขณะเดียวกัน เวบไซต์จองห้องพัก Airbnb ได้มีการเปิดให้จองห้องพัก(อยู่ไม่ไกลสถาบันศิลปะฯ) ซึ่งจำลองมาจากภาพเขียน Bedroom in Arles ของแวนโก๊ะ ในราคาคืนละ ๑o ดอลลาร์สหรัฐ หรือ ๓๖๘ บาท โดยห้องพักถูกออกแบบและตกแต่งนานกว่า ๔ สัปดาห์ โดยทีม ศิลปินและนักออกแบบ ของ Ravenswood Studio

ในช่วงปี ค.ศ. ๑๘๘๘-๑๘๘๙ วินเซนต์ แวนโก๊ะ จิตรกรชื่อดังชาวดัชท์ ได้วาดภาพห้องนอนของเขาที่เมืองอาร์ลส์ในฝรั่งเศส ไว้ ๓ ภาพ โดยแต่ละภาพมีโทนสีที่ใกล้เคียงกัน

ปัจจุบันนี้ ภาพห้องนอนของแวนโก๊ะทั้ง ๓ ภาพ หนึ่งภาพเป็นสมบัติของสถาบันศิลปะแห่งเมืองชิคาโก (The Art Institute of Chicago) ,หนึ่งภาพอยู่ในความครอบครองของพิพิธภัณฑ์วินเซนต์ แวนโก๊ะ ในกรุงอัมสเตอร์ดัม (Van Gogh Museum, Amsterdam) ประเทศเนเธอร์แลนด์ และอีกหนึ่งภาพอยู่ที่ พิพิธภัณฑ์ออร์เซย์ ในกรุงปารีส (Musée d’Orsay, Paris) ประเทศฝรั่งเศส

จากบทความชื่อ “Vincent van Gogh : จิตรกรอัจฉริยะผู้อาภัพ” คอลัมน์ “โลกวิทยาการ” เขียนโดย ศ.ดร. สุทัศน์ ยกส้าน เผยแพร่ผ่านหน้าข่าววิทยาศาสตร์ เวบไซต์ผู้จัดการออนไลน์ เมื่อวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๑ มีข้อมูลบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาพ Bedroom in Arles ด้วยว่า

“ขณะพักอยู่กับ Theo ผู้เป็นน้องชายที่นครปารีส แวนโก๊ะต้องพึ่งพาน้องชายมากในเรื่องเงินทอง เพราะภาพต่าง ที่เขาวาด ไม่ว่าจะเป็นภาพดอกไม้ ภาพนิ่ง หรือภาพทิวทัศน์ ก็ไม่มีใครซื้อ แวนโก๊ะจึงรู้สึกเครียดมาก ที่ไม่มีใครเข้าในผลงานที่แสดงออกซึ่งอารมณ์ทุกอารมณ์ของเขา

ในปี ๒๔๓o แวนโก๊ะได้นำภาพวาดของตนออกแสดงที่ภัตตาคาร La Fourche และที่โรงละคร The'atre Libre และได้แสดงผลงานร่วมกับ Toulouse Lautrec ที่คาบาเรต์ Le Tambourin แม้คนเข้าชมจะมีนับพัน แต่ก็ไม่มีใครซื้อภาพของเขาเลย แวนโก๊ะจึงได้พยายามกำจัดความทุกข์ ความซึมเศร้า ด้วยการดื่มเหล้าหนักยิ่งขึ้น และเมื่ออาการซึมเศร้าทวีความรุนแรง จึงลาน้องชายเพื่อเดินทางไป Arles ซึ่งเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ใกล้ Provence ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๓๑ เพราะอากาศที่นั่นอบอุ่น และค่าครองชีพถูก อีกทั้งอยู่ห่างไกลจากคนที่ชอบวิพากษ์วิจารณ์งานของเขาในแง่ลบ

ขณะอยู่ที่ Arles แวนโก๊ะได้เช่าห้องราคาถูกอยู่ และกินอาหารแต่เพียงน้อยนิด เพราะไม่ค่อยมีเงิน ภายในห้องจึงมีแต่สิ่งที่จำเป็น เช่น เตียง เก้าอี้ และโต๊ะทำงานเท่านั้น ผลงานที่สำคัญในช่วงนี้ คือ ภาพ The Postman Roulin, House of Arles และ Bedroom in Arles กับภาพดอกทานตะวันที่มีสีสดใส เพราะถูกแสงแดดสาดส่อง และเส้นวาดในภาพเหล่านี้มีพลังเพราะแสดงอารมณ์และความรู้สึกมาก ดังเช่นภาพ Night Cafe ที่ แวนโก๊ะปรารภว่าเป็นสถานที่มั่วสุมของคนที่ชอบทำลายตนเอง หรือไม่ก็เป็นที่พบปะของคนบ้า”

ขณะที่ข้อมูลจากแหล่งอื่นได้พูดถึงภาพ Bedroom in Arles เอาไว้ว่า “การได้มองดูภาพ Bedroom in Arles ก็เปรียบเสมือนการได้พักผ่อนสมอง และปลดปล่อยจินตนาการให้เพ้อฝันไกลออกไป

ภาพ Bedroom in Arles ของแวนโก๊ะ ได้กลายมา เป็นภาพที่มีชื่อเสียงในทางศิลปะ ความเรียบง่ายของภาพ แสดงให้เห็นถึง ครรลองของชีวิตที่สมถะ และเรียบง่าย หรือในอีกแง่หนึ่ง อาจกล่าวได้ว่า ภาพนี้ได้แสดงถึงมุมมองของ ศิลปินในยุคโรแมนติกผู้หนึ่ง ซึ่งอุทิศชีวิตทั้งชีวิตเพื่อทุ่มเทให้กับงานศิลปะเท่านั้น”































ภาพและข้อมูลจาก
manager.co.th














Loving Vincent ชีวประวัติ “วินเซนต์ แวนโก๊ะ” บนแผ่นฟิล์ม



ถือเป็นครั้งแรกของโลกที่นำเอาภาพเขียนสีน้ำมันมาสร้างเป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นทั้งเรื่อง สำหรับ Loving Vincent ภาพยนตร์ถ่ายทอดชีวประวัติของจิตรกรชาวดัชท์ชื่อดัง วินเซนต์ แวนโก๊ะ

ภาพยนตร์มีความยาว ๘o นาที ใช้เวลาสร้างนาน ๓ ปี และมีกำหนดสร้างแล้วเสร็จในช่วงปลายปีนี้ ด้วยงบลงทุน ๔.๙ ล้านเหรียญสหรัฐ

BreakThru Films สตูดิโอสร้างภาพยนตร์ซึ่งเคยได้รับรางวัลออสการ์และครั้งนี้ได้นำเรื่องราวของจิตรกรชื่อดังมาถ่ายทอดบนแผ่นฟิล์ม ระดมศิลปินกว่า ๑oo คนจากทั่วโลกมาร่วมงาน ซึ่งพวกเขาเหล่านี้จะนำภาพเขียนกว่า ๑๒o ภาพ จดหมายกว่า ๘oo ฉบับ ของแวนโก๊ะ มาสร้างสรรค์ขึ้นใหม่เพื่อใช้ในการถ่ายทำภาพยนตร์

ในจำนวนนี้มีภาพเขียนทีมีชื่อเสียงของแวนโก๊ะอย่าง Starry Night, Wheat Field Under Clouded Sky และ ภาพ Self-Portrait ที่แวนโก๊ะวาดตัวเองจำนวนหลายภาพรวมอยู่ด้วย









The Starry Night วาดเมื่อปี ค.ศ. ๑๘๘๙
ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่ Museum of Modern Art นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา






Wheatfield Under Thunderclouds วาดเมื่อ ค.ศ. ๑๘๙o
ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่ Van Gogh Museum กรุงอัมสเตอร์ดัม เนเธอร์แลนด์












ภาพและข้อมูลจาก
manager.co.th














“ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ” อนาคตนักสะสมงานศิลปะรายใหญ่ ?



เพราะนาทีนี้เขาคือเจ้าของ รางวัลออสการ์นำชาย ปี ๒o๑๖ ชื่อของ ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ นักแสดงหนุ่มวัย ๔๑ ปี ผู้รับบทเป็น 'ฮิวจ์ กลาส' ในภาพยนตร์เรื่อง ต้องรอด (The Revenant) จึงถูกพูดถึงมากเป็นพิเศษ

รวมถึงเรื่องราวเกี่ยวกับเขาในด้านอื่นๆ แม้กระทั่งด้านของการเป็นผู้รักงานศิลปะ นักสะสมงานศิลปะ และมีรสนิยมที่ดีในการเสพและเลือกงานศิลปะ

บ่อยครั้งที่นักแสดงหนุ่มใช้เวลาไปกับการดูงานศิลปะ ตามเทศกาลแสดงศิลปะและงานประมูลศิลปะครั้งใหญ่ และเมื่อปี ค.ศ. ๒o๑๕ ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ยังมีรายชื่ออยู่ในบรรดานักสะสมงานศิลปะ ๒oo คน ของนิตยสาร ARTnews นิตยสารศิลปะที่มีชื่อเสียงของอเมริกา

ดังนั้น วันนี้หลายคนอาจรู้จักเขา ในฐานะนักแสดงที่มีชื่อเสียงระดับรางวัลออสการ์ แต่ในอนาคตอาจเป็นไปได้ว่าหลายคนจะได้รู้จักเขาในฐานะ “นักสะสมงานศิลปะรายใหญ่”









ภาพวาดพอร์เทรตของนักแสดงหนุ่ม
วาดโดย จิตรกรที่มีชื่อเสียงชาวอเมริกัน Elizabeth Peyton






Untitled (Boxing Ring) วาดโดย Jean-Michel Basquiat เมื่อปี ค.ศ. ๑๙๘๑
หนึ่งในผลงานศิลปะสะสมของนักแสดงหนุ่ม






Fillette โดย Pablo Picasso สร้างสรรค์เมื่อ ปี ค.ศ. ๑๙๓๙-๔o





Tiger ภาพวาดสีน้ำมัน โดยศิลปินจีน Zeng Fanzhi





Fillette โดย Pablo Picasso สร้างสรรค์เมื่อปี ค.ศ. ๑๙๓๙-๔o





Nachlass โดย Jean-Pierre Roy สร้างสรรค์เมื่อปี ค.ศ. ๒o๑๕



ภาพและข้อมูลจาก
manager.co.th














ลูกสาวและงานศิลป์ “รักแท้” ของ ๒ คุณแม่นักวาดภาพประกอบ



รักแท้มีอยู่จริงหรือไม่ ? รักแท้มีอยู่ที่ไหน ? ถ้านำคำถามเหล่านี้ไปถาม ๒ คุณแม่นักวาดภาพประกอบ พิมพ์จิต ตปนียะ และ ปิ่นนุช ปิ่นจินดา คงได้รับคำตอบไม่แตกต่างกันว่า “ลูกสาวและการทำงานศิลปะ”

เพราะทั้ง ๒ สิ่งนี้ คือสิ่งที่พิมพ์จิตและปิ่นนุช รักและทุ่มเทเวลาให้มากที่สุดในช่วงหลายปีมานี้ ส่วนหนึ่งยืนยันได้จากผลงานศิลปะที่ทั้งคู่นำมาจัดแสดงร่วมกันล่าสุดผ่านนิทรรศการ My True Love

พิมพ์จิต จบการศึกษาในระดับปริญญาตรีและโท คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ปัจจุบันเป็นสอนศิลปะอยู่ที่ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เริ่มสนใจทำงานภาพประกอบมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๕๔o หลังจากที่ผลงานของเธอได้รับรางวัลจากประกวดในนามมูลนิธิเด็ก จากนั้นก็เริ่มมีผลงานไปปรากฏอยู่ในหลายที่หลายทาง อาทิ บนการ์ดโทรศัพท์ และหนังสือเด็กของหลากหลายสำนักพิมพ์

ในช่วงที่เรียนในระดับปริญญาโท พิมพ์จิตเคยทำวิจัยเกี่ยวกับการออกแบบภาพประกอบนิทานสำหรับเด็กตาบอด เมื่อ ๔ ปีที่แล้ว เธอทำ ส.ค.ส. ให้กับเด็กตาบอดทั่วประเทศ จัดกิจกรรมขึ้นในหลายสถานที่ พร้อมกับชวนคนตาปกติมาร่วมออกแบบ

แต่ถ้าเป็นงานศิลปะส่วนตัวที่ไม่ต้องมีโจทย์ของคนอื่นมาคอยกำหนด พิมพ์จิตชอบที่จะวาดภาพใบหน้าคน

“ชอบวาดใบหน้าคนมาตั้งแต่ตอนที่เรียนปริญญาตรีแล้ว เพราะเราเป็นคนที่ชอบมองหน้าคนและสงสัยว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่”

เมื่อปิ่นนุช ชักชวนเธอมาแสดงผลงานร่วมกันภายใต้แนวคิด My True Love เธอมองไปที่ใบหน้าของคนที่เธอรัก นั่นก็คือลูกสาว ๒ คน

น้องขิม วัย ๑๒ ปี เด็กหญิงใบหน้าเรียบนิ่ง ที่บ่อยครั้งทำให้ผู้เป็นแม่อย่างพิมพ์จิตยากจะคาดเดาได้ว่าลูกคนนี้กำลังคิดอะไรอยู่ ถูกถ่ายทอดผ่านภาพวาดใบหน้าที่อาศัยดวงตาเป็นสื่อ และน้องซอ วัย ๑o ปี ผู้เปรียบเป็นพลังงานจลน์ของแม่ เพราะเธอเป็นเด็กหญิงที่ไม่ชอบอยู่นิ่ง มีกิจกรรมให้ทำอยู่ตลอดเวลา ถูกถ่ายทอดภาพภาพของเด็กผู้หญิงหญิงผมเปีย เอียงหัวเกือบจะหลุดเฟรมภาพ

ขณะที่อีกหลายๆภาพในบรรดาผลงานทั้ง ๑๕ ภาพของพิมพ์จิต ไม่ได้เจาะจงภาพวาดใบหน้าลูกสาวคนใดคนหนึ่ง แต่นำเอาแววตาของลูก ความรู้สึกเวลาที่ตัวเองนึกถึงลูกมาถ่ายทอด โดยเลือกใช้โทนสีหวานๆอย่างโทนสีพาสเทล สื่อแทนเด็กผู้หญิง

บางภาพเพื่อให้เกิดพื้นผิวที่แตกต่างบนภาพ นอกจากวาดด้วยสีอะคริลิคแล้ว ยังอาศัยเทคนิคการปัก ของการทำงานฝีมือ มาปักเป็นภาพเส้นผม เกสรดอกไม้ ฯลฯ

“ผลงานของดิฉันไม่ได้ซับซ้อน หรือดูยาก ดูปุ๊บเห็นปั๊บ ว่าภาพนี้ ใบหน้านี้ กำลังยิ้ม งอน หรือมีความทุกข์อยู่นะ บางภาพไม่มีปาก เพราะต้องการสื่อผ่านดวงตา แนวคิดคล้ายกันกับคิตตี้ ถ้าคนมองมีความสุข เราก็จะเห็นคิตตี้ยิ้ม ถ้าเรามีความทุกข์ เราก็


























ปิ่นนุช จบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาศิลปศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโท สาขาวิชาทัศนศิลป์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

ผลงานของปิ่นนุชเป็นที่คุ้นตาของหลายคนมานาน เพราะที่ผ่านมาเธอมีผลงานภาพประกอบปรากฏอยู่ในนิตยสาร นิทาน และหนังสือของนักเขียนชื่อดังหลายคน เคยเป็นวิทยากร อาจารย์พิเศษสอนด้านวาดภาพประกอบให้กับหลายสถาบัน เคยจัดนิทรรศการแสดงเดี่ยวผลงานมาแล้ว ๕ ครั้ง นิทรรศการแสดงเดี่ยวครั้งล่าสุดคือ นิทรรศการ In Love ณ หอศิลป์จามจุรี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี ๒๕๕๕ ก่อนที่เธอจะแต่งงานมีครอบครัว

ปัจจุบันปิ่นนุชมีสถานะเป็นคุณแม่ แม้จะเลี้ยงลูกเป็นงานหลัก แต่เธอยังทำงานภาพประกอบ ควบคู่ไปกับการสอนศิลปะเด็ก ให้กับเด็ก ๆ ละแวกบ้าน และเป็นอาจารย์สอนพิเศษด้านการทำภาพประกอบ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

ผลงานศิลปะของเธอที่นำจัดแสดงร่วมกับพิมพ์จิต ในนิทรรศการครั้งนี้มีทั้งภาพวาดด้วยสีอะคริลิค ภาพวาดบนหนังสือพิมพ์ และภาพวาดที่ต้องอาศัยเทคนิคการตัดแปะ

เด็กหญิงที่ปรากฏในภาพแต่ละภาพ ยังคงเป็นเด็กผู้หญิงผมยาวใส่กระโปรงแบบที่เราคุ้นตาในผลงานส่วนใหญ่ที่ผ่านมาของปิ่นนุช เพราะเธอไม่ได้เจาะจงวาดภาพ น้องนิทาน วัย ๓ ขวบครึ่ง ลูกสาวคนเดียวของตัวเองลงไปในงาน อย่างไรก็ตามผลงานทั้งหมด เป็นผลงานที่เธอสร้างสรรค์ขึ้นระหว่างที่ต้องเลี้ยงลูกและทำงานศิลปะไปด้วย เป็นผลงานที่ทำขึ้นเพื่อประกอบ คอลัมน์ “เรื่องผีที่แม่เล่า” และ “เรือชีวิต” ของ นิตยสารพลอยแกมเพชร

“มันคือผลงานศิลปะที่เป็นบทสรุปของ ๔ ปีที่ผ่านมาของเรา เพราะระหว่างที่เราต้องเลี้ยงลูก เราต้องทำงานพวกนี้ไปด้วย คำว่า My True Love ต้องการสื่อว่าลูกและการทำงานศิลปะ คือสองอย่างที่เป็นรักแท้ในชีวิตของเรา และยังล้อกันกับคำ Two Love เพราะนิทรรศการครั้งนี้มีศิลปินแสดงร่วมกันสองคน

เราไม่ได้วาดรูปลูก แต่หลายๆภาพเราเอาความรู้สึกบางอย่างเวลาอยู่กับลูกมาใส่ไว้ในงาน ที่ผ่านมามีวาดรูปลูกไว้บ้างเหมือนกัน แต่รูปเด็กวาดยากนะคะ ในความรู้สึกของเรา บางครั้งวาดแล้ว ก็เรารู้สึกว่ามันยังไม่เหมือน รูปยังไม่มีอารมณ์ของความเป็นเด็กมากขนาดนั้น

แต่งานชุดหน้าอยากจะทำเกี่ยวกับลูก เพราะเด็กเขาจะมีพฤติกรรมที่น่าเอามาทำงานศิลปะหลายอย่าง น่าจะสนุกมากเลย นิทานเขาชอบไปสวนสัตว์มาก ๆ ไปไม่รู้จักเบื่อเลย และชอบเล่นทราย”














การมีลูกทำให้ปิ่นนุชต้องปรับเปลี่ยนทั้งในเรื่องการใช้ชีวิตและวิธีการทำงานศิลปะ “จากแต่ก่อนเวลาทำงานศิลปะ จะนอนหรือตื่นกี่โมงกี่ยามก็ได้ แต่พอมีลูกไม่ได้แล้ว ไม่ไหวมันจะน็อค พอลูกหลับเราก็หลับ พอหกโมงลูกตื่นเราต้องรีบตื่นด้วยแล้ว ต้องแอบขโมยเวลาที่ลูกหลับตอนกลางวันมาทำงานศิลปะ

ลูกทำให้เวลาของการทำงานศิลปะลดลงไป และบางครั้งต้องเปลี่ยนจากการทำงานชิ้นใหญ่มาทำชิ้นที่ทำเสร็จได้ภายในวันเดียว”

แต่ในอีกด้านลูกก็มีส่วนช่วยในการทำงานศิลปะ “เวลาลูกเล่น เราจะแอบขโมยของลูกมาโดยไม่รู้ตัว เขาจะชอบฉีกกระดาษ มาตัดแปะ มากๆ ชอบสีอะคริลิค สีน้ำ บางทีเราก็เอาเฟรมให้เขาทำงานแล้วเราก็เอามาทำต่อ เราได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ จากลูก”

อารมณ์ที่เป็นอิสระและความรักที่ถ่ายทอดผ่านผลงาน คือสิ่งที่ปิ่นนุชอยากเชิญชวนให้ทุกคนมาสัมผัสผ่านการชมผลงานของเธอ

“บางอย่างเราไม่ได้ตั้งใจที่วาดออกมา แต่พอออกมาเป็นผลงานแล้วมันเป็นยังไง อยากให้มาเก็บอารมณ์ของความรักในขณะที่เราถ่ายทอดออกมา”

นิทรรศการศิลปะ My True Love โดย พิมพ์จิต ตปนียะ และ ปิ่นนุช ปิ่นจินดา ณ ชั้น ๒ สมบัติเพิ่มพูนแกลเลอรี่ ถ.สุขุมวิท ซอย ๑ แขวงคลองเตย เขตวัฒนา กรุงเทพฯ โทร o-๒๒๕๔-๖o๔o-6 (BTS สถานี: เพลินจิต สามารถจอดรถได้ในบริเวณแกลเลอรี่)















ภาพและข้อมูลจาก
manager.co.th














My true Love



สมบัติเพิ่มพูน แกลเลอรีมีความภูมิใจขอเสนอนิทรรศการภาพเขียนจากศิลปินหญิงนักเล่าเรื่องผู้ช่ำชองอยู่ในวงการศิลปะภาพประกอบมามากกว่า ๑๕ ปี พิมพ์จิต ตปนียะ และ ปิ่นนุช ปิ่นจินดา นำผลงานภาพเขียนขนาดกะทัดรัดกว่า ๕o ชิ้น มาแสดงนิทรรศการภายใต้ชื่อนิทรรศการศิลปะ “My True Love”

ต่างคนบนโลกล้วนค้นหาความหมายของชีวิตในหนทางที่แตกต่างกันไป บางคนอาจค้นเข้าไปข้างในจิตใจตนเอง บ้างออกเดินทางสู่โลกกว้างเพื่อตามหาความหมายนั้น หากผู้หญิงบางคนได้ค้นพบส่วนหนึ่งที่แสนสำคัญต่อลมหายใจอันแสนสุข ความสุขที่เกิดขึ้นจากความรักที่ศิลปินทั้ง 2 คนมีต่อลูกสาวและการทำงานศิลปะ ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นผลงานภายใต้ชื่อนิทรรศการศิลปะ “My True Love”

พิมพ์จิต ตปนียะ ได้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะ “My True Love” ภายใต้การได้รับความรักและการให้ความรัก ในผลงานจิตรกรรม ที่แสดงออกต่างกันในกิริยาสายตาของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ให้ผู้มองได้จินตนาการตามว่าเด็กผู้หญิงคนนี้กำลังคิดหรือรู้สึกอย่างไรโดยไม่ต้องอธิบายหรือสื่อสารเพิ่มเติมซึ่งงานทุกชิ้นเกิดจากการสะสมเรื่องราว การสังเกตและจดจำภาพประทับใจจากเด็กผู้หญิงสองคนอันเป็นที่รักและถ่ายทอดออกมาให้เกิดความรู้สึกในภาพรวมให้น่าเอ็นดู และเต็มไปด้วยความสดใสของความรักจริง ปิ่นนุช ปิ่นจินดา รวบรวมเอาเรื่องเล่าที่เธอสร้างสรรค์ขึ้นในห้วงเวลา ๕ ปี ที่เธอวุ่นวายอยู่กับการถักทอรังและดูแลลูกน้อย ออกมาเป็นผลงานศิลปะขนาดกระทัดรัดที่ถูกสร้างขึ้นในระหว่างการสร้างครอบครัวเล็ก ๆ ไปพร้อม ๆ กัน เด็กหญิงน้อยที่เธอได้เฝ้าดูการเติบโตขึ้น ได้ค่อย ๆ เรียนค่อยๆรู้ซึ่งกันและกัน นำพาเอาความหมายใหม่เข้ามาในชีวิตของเธอ

มาสัมผัสกลิ่นอายแห่งรักแท้จาก ๒ ความหมายที่มาบรรจบกันได้จากผลงานในชุด “ My True Love” ซึ่งจะจัดขึ้นที่สมบัติเพิ่มพูนแกลเลอรี่ สุขุมวิท ซอย ๑ แขวงคลองเตย เขตวัฒนา กทม ๑o๑๑o. โทร o๒-๒๕๔-๖o๔o-๖ โทรสาร o๒-๒๕๔-๖o๔๘



ภาพและข้อมูลจาก
portfolios.netportfolios.net














1,600 Pandas+ World Tour in Thailand



หลายคนอาจเคยเห็นภาพนี้ผ่านโซเชียลมีเดียแล้ว ภาพแพนด้ามากมายอยู่บนพื้นสนามหญ้าท้องสนามหลวงในกรุงเทพฯ นี่เป็นภาพที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง เป็นเพียงภาพตัวอย่างที่จำลองขึ้นเพื่อประชาสัมพันธ์งานที่จัดขึ้นในโครงการ 1,600 Pandas+ World Tour in Thailand (1,600 แพนด้าพลัส เวิลด์ ทัวร์ อิน ไทยแลนด์)

การทัวร์รอบโลกของแพนด้า จำนวน ๑,๖oo ตัว (1,600 Pandas+ World Tour) เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อพ.ศ. ๒๕๕๑ โดยความร่วมมือระหว่าง กองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) และศิลปินชาวฝรั่งเศส เปาโล กรองจีอง (Paulo Grangeon) ผู้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะแพนด้าน้อยที่ประดิษฐ์ขึ้นจากศิลปะเปเปอร์มาเช่ ด้วยกระดาษรีไซเคิล

เริ่มแรก มร.เปาโลสร้างสรรค์แพนด้าขึ้นมาทั้งหมด ๑,๖oo ตัว ซึ่งเท่ากับจำนวนแพนด้าที่ยังหลงเหลืออยู่ทั่วโลกในช่วงเวลานั้น และตั้งแต่นั้นมาก็ได้พาแพนด้าน้อยเหล่านี้เดินทางไปจัดแสดงแบบแฟลชม็อบ (flash mobs) ตามเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมและสถานที่สำคัญต่าง ๆ กว่า ๑oo แห่ง ในหลายประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ อิตาลี สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี ไต้หวัน ฮ่องกง เกาหลีใต้ มาเลเซีย และล่าสุดประเทศ ไทย เพื่อตอกย้ำความสำคัญของการอนุรักษ์สัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อม สู่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน

โครงการ 1,600 Pandas+ World Tour in Thailand เกิดจากความร่วมมือระหว่าง เซ็นทรัล เอ็มบาสซี และบริษัท AllRightsReserved (ออลไรท์รีเซิร์ฟ) ด้วยความสนับสนุนจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ กรุงเทพมหานคร ร่วมกันจัดทำโครงการนี้ภายใต้แนวคิด For the world we live in and the ones we love เพื่อระดมทุนสนับสนุนการทำงานของ กองทุนสัตว์ป่าโลก สำนักงานประเทศไทย (WWF-Thailand) และสร้างการตระหนักรู้ในการช่วยกันอนุรักษ์สัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อม

“ในครั้งนี้ เรามีความภูมิใจที่จะนำเสนอสุดยอดงานศิลปะผลงานสร้างสรรค์ของศิลปินระดับโลก มาจัดแสดงในประเทศไทยเป็นครั้งแรก กับโครงการ 1,600 Pandas+ World Tour in Thailand" บรม พิจารณ์จิตร กรรมการผู้จัดการ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี กล่าวและว่า นอกจากคนไทยได้สัมผัสความน่ารักของหมีแพนด้าแล้ว ยังมุ่งแสดงออกถึงเจตนารมณ์ในการอนุรักษ์สัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับสัตว์โลกที่ใกล้สูญพันธุ์ นำสู่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน จึงนับเป็นโอกาสดีอย่างยิ่งของคนไทยที่จะมีส่วนร่วมในกิจกรรมดี ๆ เช่นนี้
โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโปรเจค เซ็นทรัล แบงค็อก (Central Bangkok) ซึ่งมีจุดมุ่งหมายในการส่งเสริมการท่องเที่ยวย่านใจกลางเมืองให้เพิ่มมากขึ้น

"เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยว จะให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมและชมงานนิทรรศการที่กำลังจะเกิดขึ้น เพราะนี่คือการเริ่มต้นศักราชใหม่ของเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ที่น่าตื่นเต้นอย่างมาก โดยเป้าหมายในปี ๒๕๕๙ คือการสร้างให้เซ็นทรัล เอ็มบาสซีเป็นศูนย์กลางของศิลปะจากทั่วโลก ทั้งศิลปินคนไทยและต่างชาติ เพื่อมอบประสบการณ์ยิ่งใหญ่ระดับโลกที่เป็นประโยชน์ สร้างแรงบันดาลใจ และความประทับใจให้กับลูกค้า และบุคคลทั่วไป” บรม กล่าวในงานแถลงข่าว ซึ่งจัดขึ้นที่เซ็นทรัล เอ็มบาสซี่ เมื่อวันอังคารที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

นอกจาก วิษณุ เจริญศิลป์ รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, เยาวลักษณ์ เธียรเชาว์ ผู้อำนวยการ WWF-ประเทศไทย (กองทุนสัตว์ป่าโลก สำนักงานประเทศไทย) เข้าร่วมการแถลงข่าวแล้ว ยังมีเซเลบริตี้และดาราชื่อดัง เดินทางมาร่วมงานเพื่อแสดงเจตนารมณ์การอนุรักษ์ฯ ได้แก่ เจนนิส โสภณพนิช ยังพิชิต ควงมากับลูกแฝด น้องณีน-ด.ญ.จาณีน และน้องเจส-ด.ช. เจตจรฎ, พิมพ์พยัพ ศรีกาญจนา, ชุติมณฑน์ สกุลไทย, โบว์-แวนด้า มาพร้อมซุปตาร์น้อยขวัญใจมหาชน มะลิ-ด.ญ.พาขวัญ สหวงษ์ และ ติ๊นา-ศุภนาฏ จิตตลีลา นักแสดงสาวหน้าหล่อที่กำลังมาแรง

หุ่นแพนด้าเป็นที่ถูกใจของเด็ก ๆ มาก ระหว่างผู้ใหญ่แถลงข่าวบนเวที น้องมะลิ อดใจไม่ไหว ช่วยจัดวางแพนด้าน้อยเป็นระยะ ขยับวางตรงนั้นทีตรงนี้ที เป็นภาพที่น่ารักมาก อย่าว่าแต่เด็กเลย ช่างภาพผู้สื่อข่าวบางคนยังเอาผ้าสวมพนักเก้าอี้ที่ทำเป็น ‘หูแพนด้า’ ไปสวมเป็นหมวกก็มี
การจัดแสดงแฟลชม็อบของ 1,600 Pandas+ World Tour in Thailand กำหนดจัดแสดง ๑o แห่งด้วยกัน ระหว่างวันที่ ๔-๑๙ มีนาคม ๒๕๕๙ เริ่มจากสนามหลวง, ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์, ลานกิจกรรมสถานีบีทีเอสช่องนนทรี, หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร, สวนสันติชัยปราการ และป้อมพระสุเมรุ, เสาชิงช้า, สวนลุมพินี, สถานีรถไฟหัวลำโพง และวัดภูเขาทอง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

สถานที่สุดท้ายแห่งที่ ๑o เปิดโอกาสให้คนไทยร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม ด้วยการเข้าไปยัง facebook.com/1600pandasplusth เพื่อแนะนำสถานที่ที่คุณอยากให้นำแพนด้าจำนวน ๑,๖oo ตัว ไปจัดแสดงแฟลชม็อบ

ปิดท้ายความประทับใจด้วยนิทรรศการจัดแสดงแพนด้าสุดอลังการ 1,600 ตัว ระหว่างวันที่ ๒๔ มีนาคม- ๑o เมษายน ๒๕๕๙ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี















ภาพและข้อมูลจาก
FB กรุงเทพธุรกิจวันอาทิตย์




บล็อกนี้อยู่ในหมวดศิลปะ



บีจีจากคุณเนยสีฟ้า ไลน์จากคุณญามี่ กรอบจากคุณ Hawaii_Havaii

Free TextEditor





Create Date : 07 มีนาคม 2559
Last Update : 7 มีนาคม 2559 22:07:16 น. 0 comments
Counter : 2262 Pageviews.

haiku
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 156 คน [?]




New Comments
Friends' blogs
[Add haiku's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.