เยือนถิ่น“สกลนคร” แอ่งธรรมะอีสาน ตระการตาปราสาทผึ้ง
เยือนถิ่น“สกลนคร” แอ่งธรรมะอีสาน ตระการตาปราสาทผึ้ง
พระธาตุเชิงชุม พระธาตุคู่บ้านคู่เมืองสกลนคร
      “สกลนคร” จังหวัดหนึ่งในภาคอีสานตอนบนเป็นแหล่งชุมชนตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ตามตำนานเล่าว่า สกลนคร หรือที่ในอดีตเรียกว่า “เมืองหนองหานหลวง” ถูกสร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 16 ยุคที่ขอมเรืองอำนาจในดินแดนแถบนี้ ต่อมา เมื่อขอมเสื่อมอำนาจลง เมืองหนองหานหลวงก็ตกไปอยู่ใต้ความปกครองของอาณาจักรล้านช้าง ที่เรียกชื่อเมืองว่า “เมืองเชียงใหม่หนองหาน” หรือ “เมืองสระหลวง” เมื่ออยู่ภายใต้การปกครองของไทย ในสมัยรัตนโกสินทร์ ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “เมืองสกลทวาปี” จนมาถึงในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงเปลี่ยนชื่อจากเมืองสกลทวาปี เป็น “เมืองสกลนคร” ในปัจจุบัน
       สำหรับตราประจำจังหวัดสกลนคร ก็คือ รูปพระธาตุเชิงชุม มีเบื้องหลังเป็นหนองหาน ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญของจังหวัด และมีปรากฏอยู่ในคำขวัญของจังหวัด ที่ว่า “พระธาตุเชิงชุมคู่บ้าน พระตำหนักภูพานคู่เมือง งามลือเลื่องหนองหาน แลตระการปราสาทผึ้ง สวยสุดซึ้งสาวภูไท ถิ่นมั่นในพุทธธรรม”

เยือนถิ่น“สกลนคร” แอ่งธรรมะอีสาน ตระการตาปราสาทผึ้ง
หลวงพ่อพระองค์แสน
 เมื่อมาถึงสกลนคร สิ่งแรกที่ไม่ควรพลาดก็คือการไปสักการะ “พระธาตุเชิงชุม” ที่ “วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร” ปูชนียสถานคู่บ้านคู่เมือง และเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวสกลนคร รวมถึงชาวพุทธทั่วทุกสารทิศ โดยมีความเชื่อว่า หากได้มาบูชาพระธาตุแห่งนี้ จะถือว่าเป็นสิริมงคลอย่างมาก เนื่องจากเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่พระพุทธเจ้าเคยเสด็จมาเยือนถึงสี่พระองค์ ตามความหมายของคำว่าเชิงชุม ที่แปลว่า การมีรอยเท้ามาชุมนุมกันอยู่ ซึ่งหมายถึงรอยพระพุทธบาท 4 รอย ที่พระพุทธเจ้าทั้ง 4 พระองค์เสด็จมาพระทับไว้บนแผ่นหิน และเชื่อกันว่าแผ่นหินนั้นถูกเก็บรักษาไว้ใต้บาดาลโดยพญาสุวรรณนาค เพื่อรอพระศรีอริยเมตไตรยมาประทับรอยเป็นองค์สุดท้าย

เยือนถิ่น“สกลนคร” แอ่งธรรมะอีสาน ตระการตาปราสาทผึ้ง
ตะวันทองที่หนองหาน ยามเช้า

 ตามตำนานกล่าวไว้ว่า พระเจ้าสุวรรณภิงคาร กษัตริย์ที่ครองเมืองหนองหานหลวงในอดีต เป็นผู้สร้างพระธาตุเชิงชุม แต่พระธาตุองค์ที่เห็นในปัจจุบันเป็นพระธาตุองค์ใหม่ที่สร้างครอบองค์เดิมไว้ ภายในองค์พระธาตุจะมีลักษณะคล้ายถ้ำ และประดิษฐานพระพุทธรูปไว้หลายองค์ ส่วนที่ด้านหน้าซึ่งเป็นทางเข้าองค์พระธาตุ จะเป็นวิหารที่ประดิษฐานหลวงพ่อพระองค์แสน พระพุทธรูปปางมารวิชัยศิลปะเชียงแสน ซึ่งพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของสกลนคร 

เยือนถิ่น“สกลนคร” แอ่งธรรมะอีสาน ตระการตาปราสาทผึ้ง
การทำประมงพื้นบ้านที่หนองหาน
อีกหนึ่งสิ่งที่เมื่อพูดถึงสกลนครแล้วต้องนึกถึงสถานที่แห่งนี้ด้วยเช่นกัน นั่นก็คือ “หนองหาน” (บ้างสะกดเป็นหนองหาร) เป็นทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดของภาคอีสาน และใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศ (รองจากบึงบอระเพ็ด จ.นครสวรรค์) เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืด นกน้ำ และเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่สำคัญของประเทศ ภายในหนองหานประกอบไปด้วยเกาะน้อยใหญ่มากกว่า 30 เกาะ เกาะขนาดใหญ่ที่สุดคือเกาะดอนสวรรค์ ส่วนริมฝั่งด้านหนึ่งของหนองหานจัดเป็นสวนสุขภาพขนาดใหญ่ เรียกว่า “สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์” หรือที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ “สระพังทอง” เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจและออกกำลังกาย 

เยือนถิ่น“สกลนคร” แอ่งธรรมะอีสาน ตระการตาปราสาทผึ้ง
ยามเย็นที่ผานางเมิน ผืนป่าภูพาน
   สำหรับธรรมชาติที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งในสกลนครก็คือผืนป่า“ภูพาน” ที่อยู่ในความดูแลของ “อุทยานแห่งชาติภูพาน” มีเนื้อราว 4 แสนไร่ ช่วยทำให้ฝนตกอย่างสม่ำเสมอและเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารสำคัญที่ใช้ในการทำไร่ทำนาของคนสกลนคร(และนครพนม)
       ในเขตภูพานมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจ เช่น พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ ที่มีการจัดแต่งภูมิทัศน์อย่างเป็นระเบียบสวยงาม ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อย, โค้งปิ้งงู กับถนนโค้งสวยอันคดเคี้ยวไปมาบนเนินเขาที่มีหลักกิโลเมตรยักษ์อดีตหลักกิโลเมตรที่ใหญ่ที่สุดในโลกตั้งโดดเด่น สะดุดตา นอกจากนี้ป่าภูพานยังมี ถ้ำเสรีไทย ผานางเมิน เป็นอีกจุดน่าเที่ยวชม 

เยือนถิ่น“สกลนคร” แอ่งธรรมะอีสาน ตระการตาปราสาทผึ้ง
หลักกิโลเมตรยักษ์ ที่โค้งปิ้งงู
  สกลนครมีชนเผ่าหลักๆที่อาศัยอยู่ 6 ชนเผ่าด้วยกัน แต่ชนเผ่าที่โดดเด่นที่สุดเห็นจะหนีไม่พ้น “ชาวภูไท” หรือ “ผู้ไท” ที่ถูกนำมาเป็นหนึ่งในคำขวัญจังหวัด
       ชาวภูไท เป็นที่รู้จักกันในเรื่องของความสุภาพนุ่มนวล และความงดงามของสตรีชาวภูไท ดั้งเดิมนั้น ชาวภูไทเป็นคนกลุ่มหนึ่งที่เป็นผู้เฝ้าดูแลพระธาตุเชิงชุม ในช่วงที่มีงานบุญทอดผ้าป่าและฉลององค์พระธาตุ ชาวภูไทก็จะมาร่วมร้องและฟ้อนด้วยลีลาอ่อนช้อนสวยงาม เพื่อร่วมฉลองในงานนั้น จนปัจจุบันก็กลายมาเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมอันดีงามของชาวสกลนครด้วย 

เยือนถิ่น“สกลนคร” แอ่งธรรมะอีสาน ตระการตาปราสาทผึ้ง
ระบำรำฟ้อนของสาวภูไท

 สกลนคร นอกจากจะมีความหลากหลายทั้งสถานที่ท่องเที่ยว และวัฒนธรรมแล้ว ยังได้รับการขนานนามว่าเป็น “แอ่งธรรมะแห่งอีสาน" ดังเห็นหลักฐานได้จากวัดวาอารามเก่าแก่ที่มีอยู่มากมาย แสดงถึงความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาที่มีมาตั้งแต่ครั้งอดีต เป็นถิ่นกำเนิดและพำนักของอริยสงฆ์ที่สำคัญของชาวไทยหลายท่าน อาทิ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร พระอาจารย์วัน อุตตโม หลวงปู่หลุย จันทสาโร หลวงปู่เทสก์ เทสก์รังสี เป็นต้น 

เยือนถิ่น“สกลนคร” แอ่งธรรมะอีสาน ตระการตาปราสาทผึ้ง
รูปหล่อหลวงปู่มั่น วัดป่าสุทธาวาส

 ที่ “วัดป่ากลางโนนภู่” เป็นสถานที่ที่พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เคยใช้เป็นที่พักชั่วคราวในช่วงที่ท่านอาพาธเป็นระยะสุดท้าย ก่อนที่จะไปมรณภาพที่วัดป่าสุทธาวาส จึงจัดตั้งเป็น “พิพิธภัณฑ์พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต” ขึ้นที่อาคารไม้แห่งนั้น โดยจัดแสดงเครื่องอัฐบริขารของพระอาจารย์มั่นขณะที่จำพรรษาอยู่ที่วัดนี้ 

เยือนถิ่น“สกลนคร” แอ่งธรรมะอีสาน ตระการตาปราสาทผึ้ง
อาคารพิพิธภัณฑ์หลวงปู่มั่น

      ส่วนที่ “วัดป่าสุทธาวาส” นั้นเป็นวัดป่าที่สร้างขึ้นเพื่อถวายแด่พระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล และพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ภายในวัดจัดสร้าง “พิพิธภัณฑ์พระอาจารย์มั่น” เพื่อแสดงประวัติความเป็นมาของท่านเครื่องอัฐบริขาร รูปหล่อพระอาจารย์มั่นในท่านั่งสมาธิ และมีตู้กระจกบรรจุอัฐิของท่านที่แปรสภาพเป็นแก้วผลึกสีใส ส่วนที่บริเวณใกล้กันก็มี “พิพิธภัณธ์หลวงปู่หลุย จันทสาโร” หรือที่เรียกว่า “จันทรสารเจติยานุสรณ์” ภายในมีเจดีย์หุ่นขี้ผึ้งรูปเหมือนหลวงปู่หลุย และเครื่องอัฐบริขารของท่าน และมีการจัดนิทรรศการทางพระพุทธศาสนาด้วย 

เยือนถิ่น“สกลนคร” แอ่งธรรมะอีสาน ตระการตาปราสาทผึ้ง
พิพิธภัณฑ์หลวงปู่หลุย

 และที่ “วัดอภัยดำรงธรรม” หรือ “วัดถ้ำพวง” ซึ่งพระอาจารย์วัน อุตตโม เป็นผู้สร้างขึ้น ภายในวัดก็มี “พิพิธภัณฑ์พระอาจารย์วัน อุตตโม” จัดแสดงประวัติของพระอาจารย์วัน มีรูปปั้นของท่านในท่าขัดสมาธิ และจัดแสดงเครื่องอัฐบริขาร ส่วนบริเวณไม่ไกลจากพิพิธภัณฑ์นัก ก็เป็นที่ตั้งของ “สังเวชนียสถาน 4 ตำบล” สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ซึ่งจำลองมาจากประเทศอินเดีย ถือกันว่า หากชาวพุทธคนใดได้ไปกราบไหว้สถานที่เหล่านี้ถึงถิ่นแล้วก็จะถือเป็นสิริมงคลของชีวิต 

เยือนถิ่น“สกลนคร” แอ่งธรรมะอีสาน ตระการตาปราสาทผึ้ง
หนึ่งในสังเวชนียสถาน 4 ที่ วัดอภัยดำรงธรรม

  นอกจากจะเป็นเมืองพุทธแล้ว ส่วนหนึ่งในสกลนครก็มีชุมชนชาวคริสต์ด้วย ซึ่งก็คือ “หมู่บ้านท่าแร่” ที่เป็นชุมชนเก่าแก่ มีอายุกว่า 100 ปี ชาวบ้านที่บ้านท่าแร่แทบทุกหลังคาเรือนจะนับถือศาสนาคริสต์ ภายในหมู่บ้านน่ายลไปด้วยอาคารสถาปัตยกรรมแบบฝรั่งเศสและโบสถ์คริสต์เก่าแก่ โดยเฉพาะกับโบสถ์คริสต์รูปเรือที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว 

เยือนถิ่น“สกลนคร” แอ่งธรรมะอีสาน ตระการตาปราสาทผึ้ง
อาคารสถาปัตยกรรมฝรั่งเศสที่ท่าแร่

ทุกๆปีในวันที่ 25 ธันวาคม ชุมชนท่าแร่จะจัด “ประเพณีแห่ดาว” ขึ้น โดยมีความเชื่อว่า ดาวเป็นสัญลักษณ์ของการเสด็จลงมาประสูติบนโลกมนุษย์ของพระเยซู ในงานจะมีขบวนรถที่ตกแต่งด้วยดวงดาวขนาดใหญ่ ประดับตกแต่งด้วยดวงไฟหลากสีสื่อถึงเรื่องราวการประสูติของพระเยซู จากนั้นก็จะเป็นการเฉลิมฉลองในหมู่ชาวคริสต์ 

เยือนถิ่น“สกลนคร” แอ่งธรรมะอีสาน ตระการตาปราสาทผึ้ง
ขบวนแห่ดาว บ้านท่าแร่

ทางด้านประเพณีที่ขึ้นชื่อของสกลนครอีกงานหนึ่ง ก็คือ “ประเพณีแห่ปราสาทผึ้ง” ซึ่งจะจัดขึ้นในช่วงออกพรรษาของทุกปี ตอนกลางคืนของวันขึ้น 13 ค่ำ คืนก่อนวันแห่ปราสาทผึ้ง ชาวคุ้มวัดต่างๆ ก็จะนำปราสาทผึ้งของตนเองที่ตกแต่งอย่างสวยงามมาตั้งประกวดกันไว้ ณ สนามมิ่งเมือง เพื่อให้ประชาชนได้ชมความงามอย่างใกล้ชิด ส่วนในวันขึ้น 14 ค่ำ จะเป็นวันแห่ขบวนปราสาทผึ้งไปตามถนนเทศบาลสู่วัดพระธาตุเชิงชุม ปราสาทผึ้งแต่ละขบวนจะนำมาตั้งไว้เพื่อเป็นพุทธบูชา ณ บริเวณพระธาตุ และมีการแสดงรำฟ้อน งานเฉลิมฉลองต่างๆ เข้ามาร่วมในงานอีกด้วย 

เยือนถิ่น“สกลนคร” แอ่งธรรมะอีสาน ตระการตาปราสาทผึ้ง
ปราสาทผึ้งงามประเพณีชื่อดังของสกล

 ส่วนของฝากของกินของจังหวัดสกลนครก็มีให้เลือกอยู่ไม่น้อย แต่ที่ขึ้นชื่อลือชา และเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดไปแล้วก็คงจะเป็น “โคขุนโพนยางคำ” และ “ข้าวฮาง”
       “โคขุนโพนยางคำ” เป็นโคเนื้อลูกผสมไทย-ฝรั่งเศส เกิดขึ้นจากการส่งเสริมของหน่วยงานรัฐให้มีการพัฒนาพันธุ์โคเนื้อของไทยให้ได้รับความสนใจและเป็นอาหารที่ขายได้ จากนั้นก็มีการจัดตั้งเป็นสหกรณ์การเลี้ยงปศุสัตว์ขึ้นที่บ้านโพนยางคำ อ.เมือง จ.สกลนคร จนกระทั่งในปัจจุบัน โคขุนโพนยางคำเป็นเนื้อโคขุนที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดยมีเอกลักษณ์เฉพาะอยู่ที่เป็นเนื้อที่มีรสชาติดี มีคุณภาพตามมาตรฐาน และราคาไม่แพง


เยือนถิ่น“สกลนคร” แอ่งธรรมะอีสาน ตระการตาปราสาทผึ้ง
เนื้อโคขุนโพนยางคำจากสกลที่ผ่านการแปรรูปแล้ว

 ส่วน “ข้าวฮาง” โอท็อปขึ้นชื่อของของสกลนคร เป็นข้าวสารแปรรูปที่เป็นภูมิปัญญาของชาวไทยอีสานมาตั้งแต่เดิม โดยการนำเอาข้าวเปลือกมาแช่น้ำไว้ เพื่อกระตุ้นให้สารอาหารต่างๆ จากเปลือกข้าวซึมเข้าไปในเมล็ดข้าว แล้วจึงนำมานึ่ง เพื่อจัดเก็บสารอาหารให้คงไว้ แล้วนำข้าวเปลือกไปตากให้แห้ง และนำไปสีโดยเครื่องสีข้าวกะเทาะเปลือก ทำให้รำข้าวและเส้นใยอาหารยังอยู่ในเมล็ดข้าวอย่างครบครัน จึงมีคุณค่าทางอาหารสูงกว่าข้าวสารทั่วๆ ไป หากว่าซื้อไปเป็นของฝากติดไม้ติดมือให้กับเพื่อนฝูงและคนในครอบครัว ก็จะได้สุขภาพดีกันถ้วนหน้า 

เยือนถิ่น“สกลนคร” แอ่งธรรมะอีสาน ตระการตาปราสาทผึ้ง
กระบวนการผลิตข้าวฮาง ข้าวคุณภาพดีของสกล

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

ผู้สนใจเที่ยวจังหวัดสกลนคร สามารถสอบถามข้อมูลการเดินทาง ที่พัก ร้านอาหาร และข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวเพิ่มเติมได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) สำนักงานนครพนม (ดูแลพื้นที่จังหวัดสกลนคร) โทร. 0-4251-3490




ที่มา://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9540000123530



Create Date : 01 ตุลาคม 2557
Last Update : 1 ตุลาคม 2557 22:24:50 น.
Counter : 1248 Pageviews.

1 comments
  
thx u crab
โดย: Kavanich96 วันที่: 2 ตุลาคม 2557 เวลา:3:29:30 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

bobobull
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]



Fight.. Fight !!
ตุลาคม 2557

 
 
 
2
3
4
5
6
7
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
All Blog