ไหว้พระงาม ชมจิตรกรรมอลังการรับปีใหม่ ในวัดย่านจอมทอง-บางขุนเทียน
โดย : หนุ่มลูกทุ่ง
       ต้องขอกล่าวคำว่าสวัสดีปีใหม่สำหรับผู้อ่านทุกท่าน ตามธรรมเนียมแบบไทยๆ เมื่อเริ่มต้นวันใหม่ ปีใหม่ คงไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้ไหว้พระเสริมสิริมงคลให้แก่ตนเองและครอบครัว สำหรับปีใหม่นี้ ฉันได้นำเอาทริป “เลียบคลองด่าน ยลอารามงามศิลป์ ถิ่นสวนเก่า(จอมทอง-บางขุนเทียน)” ของกลุ่มภัสสรสัญจร ครั้งที่ 19 นำโดยพี่นัท จุลภัสสร พนมวัน ณ อยุธยา และพี่เกริก เกริกเกียรติ ไพบูลศิลป ที่ฉันได้ไปร่วมทริปมาฝากกัน เผื่อใครอยากจะใช้เป็นเส้นทางไหว้พระในช่วงปีใหม่นี้

       ในครั้งนี้ได้ไปเยือนวัดงามถึง 6 วัดด้วยกัน สำหรับวัดแรกคือ “วัดราชโอรสาราม” วัดงามที่มีความน่าสนใจหลากหลาย อย่างแรกคือวัดแห่งนี้เป็นวัดประจำรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 และยังเป็นวัดตามแบบพระราชนิยมของ ร.3 ที่ทรงโปรดสไตล์แบบจีนและนิยมนำมาผสมผสานกับวัดไทย กลายเป็นวัดไทยสไตล์จีน สังเกตได้จากหน้าบันของโบสถ์และวิหารที่ไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ แต่เป็นหน้าบันแบบเรียบๆ มีการประดับด้วยกระเบื้องเคลือบเป็นลวดลายดอกไม้ หรือสัตว์ต่างๆ เช่นหงส์ หรือมังกรตามแบบจีน


พระประธานในพระอุโบสถวัดราชโอรสฯ


ประชาชนนำหมอนมาถวายพระนอนที่วัดราชโอรสฯ
นอกจากนั้น ซุ้มประตูและตุ๊กตาหินแบบจีนที่ประดับตกแต่งไว้รายรอบวัดก็ยิ่งเพิ่มบรรยากาศความเป็นจีนเข้าไปอีก และหากได้เข้ามาชมภายในพระอุโบสถก็จะพบกับกลิ่นอายของความเป็นจีนผสมไทยอย่างลงตัว ด้วยพระประธานปางสมาธิแบบไทยแท้พระนามว่า "พระพุทธอนันตคุณอดุลญาณบพิตร" ส่วนภาพจิตรกรรมฝาผนังเขียนเป็นลายเครื่องบูชาและสิ่งมงคลแบบจีนไว้จนเต็มผนังทุกด้าน บานประตูวาดลวดลายทวารบาลแบบจีน บานหน้าต่างเป็นลวดลายมังกรห้าเล็บ สีแดงและทองที่ตัดกันนั้นเน้นลวดลายแบบจีนให้โดดเด่นขึ้น

       ความน่าสนใจถัดมาก็คือที่วัดราชโอรสฯ นี้มีทั้งพระวิหารพระนั่ง พระวิหารพระนอน และพระวิหารพระยืน ครบทั้งสามอิริยาบถ วันนี้ฉันจะพาไปชมเฉพาะพระวิหารพระนอนที่เพิ่งบูรณะเสร็จใหม่ล่าสุด ตัววิหารมีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบจีนเช่นเดียวกัน ประตูทางเข้าสู่พระวิหารเป็นประตูรูปวงกลม เชื่อกันว่าจะนำสิ่งดีงามให้แก่ผู้ที่ผ่านประตูนี้เข้ามา สำหรับพระประธานในพระวิหารคือ "พระพุทธไสยาสน์นารถชนินทร์ ชินศากยบรมสมเด็จ สรรเพชญพุทธบพิตร" วัดความยาวจากพระบาทถึงเปลวพระรัศมีได้ 20 ม. สูง 6 ม. ถือว่าเป็นพระนอนงดงามและมีขนาดใหญ่ไม่น้อย และทางวัดยังได้เตรียมหมอน ซึ่งมีทั้งหมอนขวานหมอนหนุนไว้ผู้มากราบไหว้ได้ถวายองค์พระ โดยเชื่อว่าจะทำการงานสิ่งใดก็มักประสบความสำเร็จ และจะมีคนคอยเกื้อหนุนค้ำชู ซึ่งฉันก็เพิ่งเคยเห็นที่นี่เป็นครั้งแรก


พระปรางค์และพระวิหารของวัดหนัง
จากวัดราชโอรส เราเดินลัดเลาะข้ามคลองด่านมายัง “วัดหนังราชวรวิหาร” วัดเก่าแก่อีกแห่งหนึ่งริมคลองด่าน และยังเป็นวัดของพระเกจิอาจารย์ชื่อดังถึง 3 องค์ คือหลวงปู่เอี่ยม หลวงปู่ฉัตร และหลวงปู่ผล โดยเฉพาะ “หลวงปู่เอี่ยม” หรือพระภาวนาโกศลเถระ ถือเป็นพระสงฆ์ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงเคารพศรัทธาเป็นอย่างสูง โดยเมื่อครั้งที่พระองค์เสด็จประพาสยุโรปที่ฝรั่งเศส พระองค์ต้องทรงขึ้นขี่ม้าพยศตัวหนึ่งซึ่งไม่มีใครปราบได้ แต่เมื่อทรงใช้คาถาของหลวงปู่เอี่ยมเสกหญ้าให้ม้ากิน ม้าตัวนั้นก็เชื่องสงบ ทำให้พระองค์สามารถประทับบนหลังม้าตัวนั้นได้อย่างสง่างาม

       ผู้ที่อยากมาสักการะพระเกจิทั้งสามสามารถมากราบไหว้ได้ที่วิหารหลวงปู่ ใกล้กับศาลาการเปรียญ และไม่ควรพลาดชม "พิพิธภัณฑ์เพื่อการศึกษาวัดหนังราชวรวิหาร" พิพิธภัณฑ์ที่เป็นความร่วมมือระหว่างบ้านกับวัด ซึ่งมีทั้งข้าวของมีค่าเก่าแก่ของวัด และเครื่องมือเครื่องใช้ที่แสดงให้เห็น


หุ่นขี้ผึ้งหลวงปู่เอี่ยม แห่งวัดหนัง เกจิอาจารย์ที่รัชกาลที่ 5 ทรงศรัทธาอย่างยิ่ง


พระพุทธรูปทรงเครื่องพระเจ้าจักรพรรดิราชอันงดงามแห่งวัดนางนอง
 ส่วน “วัดนางนองวรวิหาร” ซึ่งอยู่ติดๆ กับวัดหนังนั้น ก็เป็นวัดที่ฉันรอคอยที่จะได้มาเยือน ได้ยินมานานว่าวัดแห่งนี้มีพระพุทธรูปในเครื่องทรงจักพรรดิราชอันงดงามแต่ยังไม่เคยมายลด้วยตาตนเอง ในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสอันดี แล้วก็ไม่ผิดหวังเลยเมื่อได้มาชม เพราะองค์พระพุทธรูปที่ประดิษฐานในพระอุโบสถนั้นงดงามอลังการอย่างยิ่ง องค์พระมีนามว่า “พระพุทธมหาจักรพรรดิ” เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย พุทธศิลป์แบบสุโขทัย ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์คือองค์พระแต่งกายด้วยเครื่องทรงแบบจักรพรรดิ โดยเครื่องทรงทุกชิ้นสามารถแยกออกจากองค์พระได้ และเล่ากันว่า พระพิชัยมงกุฎที่ประดิษฐานไว้เหนือพระเศียรพระประธานนั้น ร.3 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นแทนองค์แรกที่ทรงให้นำไปประดับที่ยอดปรางค์วัดอรุณราชวราราม


ภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องพญาชมพูบดีในวัดนางนอง
ได้เข้ามาในพระอุโบสถแล้วต้องไม่พลาดชมจิตรกรรมฝาผนังที่วาดเป็นเรื่องราวของมหาชมพูบดีสูตร ซึ่งไม่เหมือนวัดใดในประเทศไทย และเป็นพระสูตรที่แสดงถึงความเป็นมาของพระพุทธรูปทรงเครื่องพระเจ้าจักรพรรดิราชว่า ครั้งหนึ่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงพระองค์เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราชปราบทิฏฐิมานะของพญาชมพูบดี ให้กลับมาอยู่ในสัมมาทิฏฐิ พระประธานภายในพระอุโบสถองค์นี้จึงพระพุทธรูปทรงเครื่องพระเจ้าจักรพรรดิ และนอกจากจะได้ชมเรื่องราวของพญาชมพูบดีที่วาดอย่างงดงามแล้ว บนบานประตูหน้าต่างก็มีภาพประดับแบบจีนทั้งเครื่องบูชา เครื่องมงคล เรื่องสามก๊กให้ชมกันด้วย


หมู่พระประธานที่วัดบางขุนเทียนนอก
       ย้ายจากวัดละแวกคลองด่านมายังกลุ่มวัดริมคลองบางขุนเทียนกันบ้าง ที่นี่มีของดีให้ชมกันถึง 3 วัด คือวัดบางขุนเทียนนอก วัดบางขุนเทียนกลาง และวัดบางขุนเทียนใน ซึ่งหากดูจากชื่อวัดแล้วหลายคนอาจจะคิดว่าเป็นวัดบ้านๆ แต่แท้จริงแล้วมีของดีซ่อนไว้มากมายทีเดียว

       มาเริ่มกันจาก “วัดบางขุนเทียนนอก” ที่อยู่ในซอยจอมทอง 19 วัดนี้เดิมชื่อว่าวัดยมโลก เชื่อว่าเป็นวัดเก่าแก่ตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย มีเรื่องเล่าว่าเดิมพี่น้องสองคนช่วยกันสร้างวัดแห่งนี้ขึ้น คนหนึ่งสร้างโบสถ์คนหนึ่งสร้างวิหาร แต่ภายหลังทั้งสองกลับต้องการแยกเป็นสองวัด จึงแบ่งเขตพื้นที่กัน วัดหนึ่งคือวัดบางขุนเทียนนอก ส่วนอีกวัดคือวัดบางขุนเทียนกลางซึ่งอยู่ติดกันนั่นเอง


แม้จะลบเลือนไปมากแต่ยังมองเห็นความงามของจิตรกรรมฝาผนังวัดบางขุนเทียนนอก
       ศิลปกรรมของวัดที่เห็นในปัจจุบันเป็นแบบผสมผสานระหว่างสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ โดยได้รับการบูรณะในสมัยรัชกาลที่ 3 หน้าบันของอุโบสถไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ แต่ประดับด้วยลวดลายเครื่องกระเบื้อง ภายในประดิษฐานพระประธานปางมารวิชัย ที่มีพระพุทธรูปบริวารรายล้อมอีก 15 องค์ สิ่งที่น่าสนใจคือ ภาพจิตรกรรมในพระอุโบสถที่เก่าแก่ เขียนเล่าเรื่องราวพุทธประวัติ แต่ลบเลือนไปมากเนื่องจากความชื้น ยังคงเหลือภาพบางส่วนในช่วงบนของผนังที่ยังเห็นความงดงาม และไม่ควรพลาดชมภาพจิตรกรรมบนบานหน้าต่างที่วาดเป็นคนหญิงชายเชื้อชาติต่างๆ ที่เข้ามาในประเทศสยาม มีทั้งคนจีน แขก มอญ ฯลฯ


พระอุโบสถวัดบางขุนเทียนกลาง
       ส่วน “วัดบางขุนเทียนกลาง” ที่มาของการสร้างวัดได้เกริ่นให้ฟังไปบ้างแล้วว่าแต่เดิมสร้างขึ้นมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย โดยผู้ที่เคยร่วมสร้างวัดบางขุนเทียนนอก วัดบางขุนเทียนกลางถูกทอดทิ้งให้รกร้างมานานจนกระทั่งในช่วงปลายสมัยรัชกาลที่ 4 พระอธิการวัดได้ปฏิสังขรณ์ขึ้นมาใหม่ สิ่งที่น่าสนใจในวัดคือ พระอุโบสถที่มีหน้าบันและการประดับลายที่กรอบประตูหน้าต่างด้วยเครื่องกระเบื้องที่สวยงาม แสดงถึงรูปแบบศิลปกรรมตามแบบพระราชนิยมในรัชกาลที่ 3 พระประธานในพระอุโบสถมีพระนามว่า “หลวงพ่อฉัตรทอง” เป็นที่เคารพของชาวบ้านในย่านบางขุนเทียนมายาวนาน


พระประธานปางปาลิไลย์ที่วัดบางขุนเทียนใน
       มาถึงวัดสุดท้ายที่เป็นไฮไลต์ของกลุ่มวัดริมคลองบางขุนเทียน “วัดบางขุนเทียนใน” แต่เดิมชื่อว่าวัดขนุน เป็นวัดเก่าแก่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย และจากรูปแบบศิลปกรรมที่ปรากฏแสดงให้เห็นถึงร่องรอยของการบูรณะในสมัยรัตนโกสินทร์ช่วงรัชกาลที่ 3 และรัชกาลที่ 5 สิ่งที่น่าสนใจภายในวัดคือ พระประธานในพระอุโบสถที่เป็นปางป่าเลไลยก์ ซึ่งในกรุงเทพฯ พบเพียง 2 วัดเท่านั้นคือวัดแห่งนี้กับพระอุโบสถเก่าของวัดกัลยาณมิตร

       นอกจากพระประธานปางแปลกไม่เหมือนใครแล้ว ภาพจิตรกรรมของวัดนี้ก็ยังงดงามเป็นที่เลื่องลือ โดยได้รับยกย่องจาก น. ณ ปากน้ำ ผู้เชี่ยวชาญทางศิลปะและโบราณคดีว่ามีความโดดเด่นในรูปแบบที่จัดได้ว่ามีฝีมือชั้นครู ที่สามารถวาดภาพทศชาติชาดกและชาดกเรื่องต่างๆ มาเขียนได้อย่างสอดคล้องกลมกลืน ทั้งยังมีการแสดงวิถีชีวิตของชาวบ้าน การค้าขายสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นที่หาชมได้ยากยิ่ง


ภาพจิตรกรรมฝาผนังในตอนพระพุทธเจ้าชนะมารของวัดบางขุนเทียนใน
       ภาพจิตรกรรมฝาผนังเหล่านี้เขียนขึ้นในช่วงปลายสมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งเป็นช่วงที่กำลังจะเปลี่ยนผ่านไปสู่การรับรูปแบบจิตรกรรมตะวันตกเข้ามา โดยเรื่องราวที่วาดลงบนฝาผนังมีทั้งเรื่องไตรภูมิ ภาพมารผจญ ภาพเทพชุมนุม และเรื่องทศชาติชาดก รวมไปถึงเรื่อง “จุลปทุมชาดก” ที่เล่าเรื่องราวเมื่อครั้งที่พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระปทุมกุมาร มีพระอนุชาหกองค์ ครั้นเมื่อพระราชกุมารทั้งเจ็ดเจริญวัย พระราชบิดาเกิดระแวงเกรงว่าลูกๆ จะคิดร้ายชิงราชสมบัติ จึงเนรเทศพระราชกุมารทั้งเจ็ดพร้อมพระชายาออกจากเมือง ระหว่างรอนแรมกันไป หนทางแสนกันดารนัก ขาดแคลนอาหาร พระราชกุมารทั้งหมดจึงตกลงฆ่าพระชายาคราละองค์ เพื่อนำมาเป็นอาหารแจกจ่ายกันกินประทังชีวิต ซึ่งภาพในเรื่องราวตอนนี้ถูกวาดออกมาได้สยองเป็นธรรมชาติจนฉันไม่อยากให้พลาดชม


ภาพจิตรกรรมเรื่องจุลปทุมชาดก
       และนี่ก็คือเส้นทางเดินเท้าท่องเที่ยวชมวัดงามและภาพจิตรกรรมสวยๆ ในวัดย่านจอมทองและบางขุนเทียนที่ฉันเอามาบอกต่อและอยากให้ทุกคนได้ชมสิ่งสวยงามทรงคุณค่านี้ด้วยกัน

       *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *

       สอบถามรายละเอียดกิจกรรมเดินเท้าท่องเที่ยวชมศิลปวัฒนธรรมของกลุ่มภัสสรสัญจรทริปต่อไปได้ที่ 08 1343 4261


credit by://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9550000157271










Create Date : 04 มกราคม 2556
Last Update : 4 มกราคม 2556 15:15:49 น.
Counter : 2718 Pageviews.

2 comments
  
โดย: Kavanich96 วันที่: 5 มกราคม 2556 เวลา:5:52:34 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะ VIP Friend
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

bobobull
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]



Fight.. Fight !!
มกราคม 2556

 
 
1
2
3
6
7
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
23
25
28
29
 
 
All Blog