พราวชมพูแพร้วเพริศ สุดบรรเจิด“ทะเลบัวแดง” แห่งหนองหาน/ปิ่น บุตรี

 


โดย : ปิ่น บุตรี (pinn109@hotmail.com)



 โลกสีชมพูที่ทะเลบัวแดง หนองหาน อ.กุมภวาปี

       อุดรธานีไม่มีทะเลน้ำเค็ม

       แต่ในหนาวนี้ หนาวหน้า หรือหนาวไหนๆ จังหวัดอุดรเขามีทะเลแบบทูอินวัน(2 in 1) ให้เราๆท่านๆได้ไปตื่นตะลึงกับความอลังการเพริศแพร้วของธรรมชาติกัน ที่ “หนองหาน” อ.กุมภวาปี

       ผาแดง นางไอ่

       หนองหาน เป็นต้นกำเนิดของลำน้ำปาวที่ไหลผ่าน อ.กุมภวาปี สู่ จ.กาฬสินธุ์ ผ่านไปลงยังลำน้ำชี ด้วยความเป็นเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีมาแต่โบร่ำโบราณ ทำให้ที่นี่มีความเชื่อว่าต้นกำเนิดของหนองหานมาจากนิทานพื้นบ้าน ตำนานรัก “ผาแดง นางไอ่” ที่เล่าขานกันสืบต่อๆมาว่า

       ...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เจ้าเมืองขอมมีธิดานางหนึ่งชื่อ“นางไอ่” ซึ่งมีสิริโฉมงดงามเป็นที่หมายปองของเจ้าชายเมืองต่างๆ มีอยู่ปีหนึ่งเมืองขอมประสบปัญหาฝนแล้งหนัก เจ้าเมืองขอมจึงจัดการแข่งขันบั้งไฟเพื่อเสียงทายขอฝนขึ้น โดยมีกติกาว่า ใครที่ยิงบั้งไฟขึ้นสูงสุดจะได้ธิดาคือนางไอ่ไปเป็นภรรยา

       การแข่งขันครั้งนี้มี 2 บุคคลสำคัญเข้าร่วมคือ “ท้าวผาแดง”แห่งเมืองผาโพง กับ“ท้าวภังคี” โอรสของพญานาคใต้บาดาลที่ปลอมตัวเป็นมนุษย์มาเข้าร่วมแข่งขัน ซึ่งผลปรากฏว่าท้าวผาแดงชนะ ในขณะที่ท้าวภังคีผู้แพ้หลังได้ยลโฉมความงามของนางไอ่แล้วก็เกิดความรักอันสุดจะหักห้ามใจได้ จึงได้ปลอมตัวเป็นกระรอกเผือกลอบเข้าไปอาศัยอยู่ในสวนดอกไม้ของนางไอ่เพื่อหวังจะได้ใกล้ชิดนาง




 แสงแห่งวันใหม่ที่ท่าเรือบ้านเดียม

       แต่ด้วยผลกรรมจากชาติปางก่อนทำให้นางไอ่เกิดความคิดวิปริตต้องการกินเนื้อกระรอกเผือก จึงให้นายพรานจับกระรอกเผือกนำเนื้อมาปรุงเป็นอาหารแจกจ่ายผู้คนไปทั้ง ขณะที่ท้าวภังคีก่อนตายก็ได้สาปแช่งเอาไว้ว่าผู้ใดที่กินเนื้อกระรอกของตนจะต้องล่มจมลงใต้บาดาลพร้อมกับบ้านเมือง นั่นจึงทำให้หลังจากชาวเมืองกินเนื้อกระรอกเผือกแล้ว ในคืนนั้นได้เกิดพายุใหญ่ แผ่นดินไหว น้ำท่วม ถล่มเมืองทั้งเมืองล่มจมลงไปในท้องบาดาลที่เชื่อกันว่าคือหนองหานในทุกวันนี้

       ส่วนท้าวผาแดงกับนางไอ่ด้วยความรักทั้งคู่ได้ควบม้าหนีน้ำ และหนีจากการตามไล่ล่าของพญานาคราชบิดาของท้าวภังคีที่โกรธแค้นเนื่องจากลูกของตนถูกฆ่า ซึ่งพญาราคราชได้ไล่ล่าตามล้างแค้นท้าวผาแดงกับนางไอ่มาทุกๆชาติ แต่พญานาคราชก็ไม่สามารถเอาชนะในพลังแห่งรักของทั้งคู่ได้...

       และนั่นก็คือตำนานความรักของผาแดงนางไอ่กับต้นกำเนิดหนองหาน ที่วันนี้ชาวบ้านแถบนี้ต่างเชื่อกันว่ายามลงเรือ ห้ามพูดเรื่องผาแดง-นางไอ่ เพราะจะทำให้เกิดอุบัติเหตุเรือล่ม ดังนั้นใครที่สงสัยหรือคาใจในเรื่องนี้ ควรสอบถามกับชาวบ้านในช่วงก่อนหรือหลังลงเรือ เพราะหากสอบถามกับคนเรือหรือชาวชุมชนผู้นำเที่ยวในขณะที่ล่องเรือ

       ถามไปเขาก็บ่ตอบเด้อ 



บัวพ้นน้ำ 2 รูปแบบ

       ชีวิตบัวสาย

       หนองหาน เป็นทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ มีเนื้อที่ประมาณ 22,500 ไร่ พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ใน อ.กุมภวาปี ส่วนที่เหลืออยู่ใน อ.ประจักษ์ศิลปาคม และ อ.กู่แก้ว

       หนองหาน เป็นหนึ่งในพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญของภาคอีสานที่มีหลากหลายทางชีวภาพ ประกอบด้วย พืชน้ำ นกนานาพันธุ์ และพันธุ์ปลาหลากหลายชนิด จนมีคำกล่าวในอดีตว่า ชาวบ้านที่นี่ “ทำนาบนหัวเรือ” ซึ่งหมายถึงการที่ชาวบ้านที่นี่ไปจับปลาในหนองหานมาแลกข้าวเอาไว้บริโภคในครัวเรือน ดังการปลูกข้าวบนหัวเรือ

       ส่วนพืชพันธุ์ไม้น้ำอันโดดเด่นอย่าง “บัวสาย” หรือ “บัวแดง” เดิมนั้นมีบานเป็นท้องทุ่งในปริมาณหนึ่งที่ไม่ได้มากมายละลานตระการตาเหมือนทุกวันนี้ แต่ในช่วงราว 7-8 ปีที่ผ่านมา ธรรมชาติที่นี่ได้เนรมิตให้เกิดท้องทุ่งบัวแดงอันสุดอลังการขึ้น โดยพี่“ไพรสิทธิ์ สุขรมย์” ประธานสภาผู้ประสานงานกลุ่มเรือบริการท่องเที่ยว ได้เล่าถึงวงจรชีวิตของทุ่งบัวแดงในช่วงหลังให้ผมฟังว่า




 เห็นบัวขาว พราวอยู่ในบึงใหญ่

       “ในช่วงหน้าร้อนหลังผ่านช่วงดอกบัวบาน(ในช่วงหน้าหนาว) บัวจะเริ่มเน่าเหง้าบัวจะลอยขึ้นมา เป็นช่วงบัวเน่า(ราวเดือน เม.ย.-พ.ค.) แมลงจะมาวางไข่และอาศัยอยู่ในราก เหง้า ของบัวที่เน่าเหล่านี้ จากนั้นนกต่างๆจะบินมากินแมลง พวกมันจะจิกกินจนเหง้าบัวแตกกระจายเมล็ดบัวตกจมลงในน้ำ เกิดเป็นบัวต้นใหม่ขึ้นมาในช่วงหน้าฝน

       “ช่วงที่บัวเน่าจะมีพืชน้ำจำพวก สนม ไหลมาอยู่กลางน้ำแทนที่ดอกบัวสายบาน พืชน้ำพวกนี้จะมีรากที่ยาวแผ่สยายถึงพื้นดินใต้น้ำ รากของพวกมันจะทำหน้าที่เป็นเหมือนไม้กวาด ช่วยกวาดศัตรูตัวสำคัญของบัวคือสาหร่าย วัชพืชใต้น้ำ และหน้าดินให้โล่ง ใต้น้ำจึงไม่มีสิ่งดักขวางยามเมล็ดบัวตกลงสู่พื้นดิน พวกมันจึงสามารถเกิดและเติบโตได้เป็นอย่างดีและเป็นจำนวนมากมายมหาศาล

       “ถ้าปีไหนหนองหานมีสนมมาก ปีนั้นดอกบัวก็จะมีมากตาม”

       พี่ไพรสิทธิ์บอกกับผมก่อนอธิบายต่อว่า จากนั้นในช่วงหน้าฝนที่บัวสายกำลังเติบโตใต้น้ำ ลมจะพัดพาพง สนม จอก แหน ผักตบ ให้ไหลลอยไปอยู่ริมชายฝั่ง เป็นดังการเปิดทางรอรับการเบ่งบานของทุ่งดอกบัวสาย พอถึงราวๆเดือนตุลาคมบัวจะแตกใบ เริ่มออกดอกตูม เดือนพฤศจิกายนดอกบัวสายจะทยอยกันเบ่งบาน และพร้อมใจกันบานอวดโฉมเต็มท้องน้ำมากที่สุดในช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ โดยบัว 1 ต้นจะมีดอกประมาณ 10 กว่าดอก และบัวดอกหนึ่งจะผลิบานทุกวันต่อเนื่องไปราว 1 สัปดาห์




 แซ่บหลาย ส้มตำสายบัว

       นี่ถือเป็นการสร้างสรรค์ของธรรมชาติที่เดิมทีชาวบ้านที่นี่ก็ยังไม่ได้ให้ความสนใจเท่าไหร่ มองทุ่งดอกบัวที่นี้เป็นเพียงแหล่งหากิน คอยเก็บผลผลิตจากบัว เช่น สายบัว รากบัว หนายบัว(ไหลบัว) ไปขาย ไปทำอาหารกิน ไม่ว่าจะเป็น สายบัวดิบจิ้มน้ำพริก แจ่วบอง แกงส้มสายบัว ผัดสายบัว รวมไปถึงเมนูเด็ดของชาวบ้านแถวนี้ก็คือส้มตำไหลบัว ส้มตำสายบัว ที่เขาใส่ปลาร้าลงไปช่วยเพิ่มรสชาติด้วย ซึ่งผมกินแล้วบอกได้คำเดียวว่า

       “แซ่บหลายเว้ยเฮ้ย”




 รับตะวันเหนือทะเลบัวแดง

       ทะเลบัวแดง

       หลังความเปลี่ยนแปลงของหนองหานจนให้กำเนิดทุ่งดอกบัวสายจำนวนมากขึ้นมาเมื่อไม่กี่ปีมานี้นายรักเกียรติ ศรีลาวงศ์ ผอ.โรงเรียนบ้านเดียม โรงเรียนที่ตั้งอยู่ริมหนองหาน มีโอกาสเดินทางไปเที่ยวชมทุ่งดอกบัวที่ “ทะเลน้อย” จ.พัทลุง เขาพบว่าที่หนองหานบ้านเขาก็มีของดีเช่นกัน แถมมีบัวบานมากกว่าด้วย ผอ.รักเกียรติ จึงนำสิ่งที่เห็นมาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดกับชาวบ้าน ก่อนพัฒนามาสู่กิจกรรมล่องเรือชมทุ่งดอกบัวสายดังในปัจจุบัน

       และด้วยความที่ทุ่งดอกบัวที่นี่พร้อมใจกันออกดอกเป็นจำนวนมหาศาลกินพื้นที่ราวครึ่งหนึ่งของหนองหาน(หมื่นกว่าไร่) เกิดเป็นแหล่งชมทุ่งดอกไม้ตามธรรมชาติ(แห่งใหม่)ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย จึงมีคำเรียกขานท้องทุ่งดอกบัวสายแห่งนี้ตามมาว่า “ทะเลบัวแดง” ขึ้นอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2548 และก็ใช้เรียกติดปากติดหูกันเรื่อยมาจนทุกวันนี้




 เก็บภาพประทับใจ

       สำหรับกิจกรรมล่องเรือชมทะเลบัวแดง ผมเดินทางมาถึงยังหนองหานตั้งแต่เช้ามืดที่แสงค่อยๆเรื่อเรืองโผล่พ้นขอบฟ้า มองเห็นเรือนำเที่ยว(ท้องแบน)จอดเรียงราย ถามชาวบ้านคนขับเรือได้ความว่ามีอยู่ประมาณ 60 ลำ แสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองเฟื่องฟูของการท่องเที่ยวที่นี่ โดยปีนี้ที่มีบูมมากเพราะมีการเปิดตัวทะเลบัวแดงในระดับจังหวัดอย่างเป็นทางการ จนในวันงานมีคนมาร่วมต่อแถวล่องเรือกันยาวเหยียดจนถึงขนาดเกิดปรากฏการณ์ออกเรือไม่ทันกันเลยทีเดียว

       ครั้นเมื่อถึงเวลาฤกษ์งามยามปลอดก็ได้เวลาลงเรือลอยลำนาวาทัศนาความงามของทะเลบัวแดง โดยมีหนุ่ม“อ๊อด”หรือ“บักฮวก”(ลูกอ๊อด)ในชื่อภาษาถิ่น วัยรุ่นที่ใช้เวลาในวันหยุดมารับจ็อบหาเงินด้วยการขับเรือพานักท่องเที่ยวชมทะเลบัว ซึ่งอ๊อดบอกกับผมว่าในช่วงเทศกาลที่มีเรือวิ่งเข้าวิ่งออกนับสิบๆเที่ยว เขาสามารถทำเงิน(หักค่าใช้จ่ายทั้งหมด)ได้กว่า 1,500 บาทเลยทีเดียว




เตรียมพร้อม

       อ๊อดค่อยๆพาเรือท้องแบนมีหลังคา จุคนเต็มที่ 10 คน ล่องไปตามเส้นทางน้ำชมบัวที่ทางชุมชนกำหนดไว้ ช่วงแรกของเส้นทางทะเลสาบหนองหานต้อนรับผมด้วยภาพดวงตะวันเบิกฟ้าลูกกลมโตเป็นไข่แดงที่ค่อยลอยโผล่พ้นขึ้นมาเหนือพื้นน้ำ

       จากนั้นแสงแห่งตะวันได้เผยให้เห็นถึงความงามแห่งทะเลบัวแดงที่บานดารดาษให้สีชมพูเข้มสดเต็มท้องน้ำนับล้านๆดอก ดูปานประหนึ่งเหนือท้องน้ำหนองหานถูกปูด้วยพรมสีชมพูอันพราวพรั่งสดใส




 ล่องเรือชมบัวไปตามเส้นทางที่กำหนด

       ในดอกบัวที่เห็นออกดอกเบ่งบานสุดลูกหูลูกตาเหมือนๆกันนั้น หากสังเกตให้ดีดอกบัวแต่ละดอกจะมีความเป็นปัจเจกของตัวมันเอง บองดอกชูช่อตรง บางดอกชูช่อเอน บ้างดอกชูช่อโดดเดี่ยว บ้างชูช่อเป็นกลุ่ม บางดอกชูช่อสูง บ้างชูช่อต่ำ ส่วนดอกบัวบางดอกก็ดูแตกต่างเพราะเป็นดอกบัวสีขาวนวลขึ้นแซมอยู่ในดวงบัวสีชมพูสด ในขณะที่บางดอกที่มีน้อยมากอาจดูเหมือนว่ายังไม่บรรลุในธรรมจึงลอยโผล่พ้นเพียงปริ่มๆน้ำ เรียกว่าตรงข้ามกับคนที่มีน้อยมากที่จะเป็นเหมือนดังบัวพ้นน้ำ

       ในเส้นทางสายนี้อ๊อดบอกกับผมว่า ถ้าวันไหนโชคดี จะมีชาวบ้านต้อนฝูงวัวควายลงมาไล่เดินกินสายบัว แต่จะเป็นในเขตพื้นที่ที่ชุมชนกำหนด เพราะมิเช่นนั้นวัวควายจะรุกล้ำเข้ามาทำลายท้องทุ่งดอกบัวในเขตท่องเที่ยวได้




นกน้อยรอคอยเหยื่อ

       อย่างไรก็ดีวันนั้นจะไม่มีโอกาสเห็นวัวควายลงน้ำแม้สักเขาเดียว แต่ผมก็ได้เห็นวิวทิวทัศน์รอบข้างอันงดงาม ท่ามกลางการประดับประดาแวดล้อมของเหล่าดอกบัวพ้นน้ำในแทบทุกจุดของเส้นทาง ภาพของนกตัวใหญ่น้อยออกบินหากินทั้งบินเดี่ยว และบินเป็นฝูง หลายๆตัวยึดคาคบจากราวหลักปักเบ็ด ปักข่ายของชาวบ้าน ปักหลักพักคอยสอดส่องสายตาหาเหยื่อ




 ทำนาบนหัวเรือกันอย่างพร้อมเพรียง

       อีกทั้งได้เห็นภาพชีวิตกลางน้ำสอดแทรกเสริมส่งเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นภาพของชาวบ้านที่พายเรือออกทำประมงพื้นบ้าน โดยมีเรือ 2 ลำ กำลังใช้ไม้ฟาดน้ำกระจายเพื่อล่อปลาให้ว่ายไปยังข่ายดักของตน ภาพของเรือนำเที่ยวที่มีทั้งเรือท้องแบนมีหลังคา และเรือหางยาวนั่งได้ 2-3 คน ค่อยๆแล่นนำและตามกันไปในเส้นทางที่กำหนด นักท่องเที่ยวบางคนด้วยความอยากถ่ายรูปกับดอกบัวอย่างใกล้ชิดจึงพยายามยืดตัวออกจากเรือมาให้ไกลที่สุด ดูเป็นที่น่าหวาดเสียวไม่น้อย

       สำหรับเส้นทางล่องเรือในวันนั้น เป็นเส้นทางวงรอบ(รอบยาว)ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง ซึ่งผมรู้สึกว่ามันช่างเร็วเหลือเกิน เผลอแผล็บเดียวเรือได้แล่นมาเทียบท่าส่งผมขึ้นฝั่งแบบที่หัวใจยังอบอวลไปด้วยกลิ่นอายพราวชมพูสะพรั่งของทะเลบัวแดงแห่งนี้อยู่เลย




ปลาเผา หอยเชื่อรี่ปิ้ง ฝีมือคุณยาย รสแซบหลายเด้อ

       หลังขึ้นฝั่ง ท้องเริ่มหิว ผมเดินหาอาหารกินจากร้านค้าที่มีอยู่มากหลายในแถวข้างทางริมหนองหานที่มีของกินชวนน้ำลายไหลหลายอย่าง ทั้งผลผลิตจากบัว ปลาจากหนองหาน หอยเชอรี่เสียบไม้ปิ้ง ลูกกระบกคั่ว ขนม ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ซึ่งหลังจากอิ่มหนำสำราญ ผมปิดท้ายทริปด้วยการเข้าไปสักการะองค์ “พระธาตุบ้านเดียม” ในวัดพระธาตุบ้านเดียม ที่อยู่ใกล้ๆกัน ชนิดเดินเหงื่อไม่ทันซึมก็ถึงแล้ว




 พระธาตุบ้านเดียม

       พระธาตุบ้านเดียม

       พระธาตุบ้านเดียม เป็นพระธาตุเก่าแก่ที่นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าจะสร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 11-13 องค์พระธาตุปัจจุบันสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2509-10 ตามแบบพระธาตุพนม ด้านหน้าองค์พระธาตุประดิษฐานองค์พระพุทธรูปองค์หลวงปู่ที่ชาวบ้านแถบนี้ให้ความเคารพนับถือมาก ซึ่งทางชุมชนได้จัดสร้างหอสวรรค์ เป็นอาคารไม้โครงเหล็กไว้ให้ขึ้นไปไหว้พระปิดทององค์หลวงปู่ โดยมีข้อแม้ว่าห้ามผู้หญิงเข้าไปปิดทององค์หลวงปู่ด้วยตนเอง แต่ต้องให้คุณลุงที่เฝ้าองค์หลวงปู่มาเป็นตัวแทนปิดให้ ส่วนธูปเทียนทองเปลวที่ใช้สำหรับสักการะองค์หลวงปู่ก็ให้ไหว้เป็นเลขคู่(สอง)หมด




 องค์หลวงปู่ห้ามผู้หญิงปิดทอง ต้องให้คุณลุงผู้ดูแลองค์พระปิดแทน

       คุณลุงที่เฝ้าองค์หลวงปู่บอกกับผมว่า เหตุที่คนที่นี่ถวายธูป เทียน ทอง เป็นเลขคู่ เพราะมีความเชื่อของชุมชนมาแต่โบราณกาลแล้วว่า การไหว้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่แทนด้วย ทองคำเปลว เทียน และธูป(ตามลำดับ) เป็นเลขคู่ เพราะสิ่งของเหล่านั้นเป็นสิ่งของที่คู่ควรกับพระพุทธเจ้า




 ปลาน้อยรอคอยเป็นปลาร้า

       ครั้นเสร็จสรรพอิ่มบุญจากการไหว้องค์หลวงปู่และองค์พระธาตุบ้านเดียมแล้ว ผมเดินทอดน่องดูสีสันบรรยากาศแผงขายของในลานวัด และบริเวณนอกวัด เห็นได้ชัดถึงอิทธิพลของทะเลบัวแดงแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดอุดรฯ ที่ช่วยสร้างเสริมรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำให้กับชาวบ้านชุมชนแถบนี้ ซึ่งน่าจับตาดูกันต่อไปว่าทิศทางการขับเคลื่อนทางการท่องเที่ยวของทะเลบัวแดงแห่งหนองหานในอนาคตจะเป็นเช่นไร

       เพราะจากสภาพการณ์ที่เห็นและพฤติกรรมของใครบางคนที่ชาวบ้านเล่าให้ฟังว่า พวกเขาคิด(อยาก)จะนำโครงการใหญ่โตมาลงแบบไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม มันก็ช่วยย้ำเตือนให้นึกถึงคำพระที่ว่า “บัวมีสี่เหล่า” ได้เป็นอย่างดี

       *****************************************




 ปีนี้เป็นแรกของการจัดงานวิวาห์ล้านบัว(ภาพ : ททท.)

       ช่วงเวลาที่ทะเลบัวแดงที่บานเต็มที่คือประมาณเดือน ธ.ค.-ก.พ. ในเวลาเช้าไม่เกิน 11 โมง จุดลงเรืออยู่ที่ท่าเรือบ้านเดียม ต.เชียงแหว อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี ค่าบริการเรือพร้อมเสื้อชูชีพ เรือเล็ก(หางยาว)นั่งได้ 2-3 คน 100 บาท/เที่ยว เรือท้องแบนมีหลังคา นั่งได้ 10 คน รอบสั้น 45 - 1 ชม. ราคา 300 บาท/เที่ยว รอบยาว 1.30 - 2 ชม. ราคา 500 บาท นอกจากนี้ที่บ้านเดียมยังมีโฮมสเตย์ไว้บริการ

       ด้วยความสวยงามของพื้นที่ ทำให้ในปีนี้ทาง จ.อุดรธานี ได้จัดงาน“วิวาห์ล้านบัว” ขึ้นเป็นครั้งแรก ณ ทะเลบัวแดง หนองหาน อ.กุมภวาปี ในวันวาเลนไทน์ 14 ก.พ. 55 ภาพในงานมีไฮไลท์อยู่ที่การจดทะเบียนสมรสกลางทะเลบัวแดงนับล้านดอก และพิธีบายศรีสู่ขวัญ ผูกพันมั่นรัก ตามประเพณีพื้นบ้านแบบอีสาน

       ผู้สนใจเที่ยวหนองหานหรือเที่ยวงานวิวาห์ล้านบัวสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สนง.เทศบาล ต.เชียงแหว โทร. 0-4223-6022 และสามารถสอบถามข้อมูลที่พัก ร้านอาหาร การเดินทาง และสถานที่ท่องเที่ยวเชื่อมโยงกับหนองหานในจังหวัดอุดรฯ ได้ที่ ททท.อุดรธานี 0-4232-5406-7


ที่มา: //www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9550000017835







Free TextEditor



Create Date : 09 กุมภาพันธ์ 2555
Last Update : 9 กุมภาพันธ์ 2555 11:15:59 น.
Counter : 2429 Pageviews.

9 comments
Share to Facebook
  
อโมฆํ ทิวสํ กยิรา อปฺเปน พหุเกน วา
เวลาแต่ละวัน อย่าให้ผ่านไปเปล่า จะน้อยหรือมาก ก็ให้ได้อะไรบ้าง

ใช้เวลาอย่างมีคุณค่า ตลอดไป...นะคะ



ปอป้าเพิ่งดูข่าว วิวาห์กลางบึงบัว เมื่อคืนนี้เอง...ค่ะ
ยังคิดอยู่ในใจว่า แล้่วจะไปทำบึงเค้าเปลี่ยนสภาพหรือเปล่า
คิดดูละกัน ว่ากว่าจะถ่อไปถึงกลางบึง เพื่อทำพิธี และเก็บภาพสวย
จะต้องมีบัวกี่กอ กี่ดอกที่ต้องชอกช้ำ....ก็ว่ากันไป...นะคะ

ภาพถ่าย สวยทุกภาพเลย...ค่ะ
เรื่องราว ก็ให้ความรู้ดีมากด้วย...ชอบมาก...ค่ะ

โหวต...ค่ะ

โดย: พรหมญาณี วันที่: 9 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:11:41:32 น.
  
.. มาแปะ
โดย: MC TROMUST วันที่: 9 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:11:59:18 น.
  

โดย: Kavanich96 วันที่: 10 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:8:19:42 น.
  
วายเมเถว ปุริโส ยาว อตฺถสฺส นิปฺปทา

เป็นคนควรพยายามเรื่อยไป จนกว่าผลที่หมายจะสำเร็จ

มีความสุขกับผลแห่งความพยายามในกิจอันสุจริต ตลอดไป...นะคะ



โดย: พรหมญาณี วันที่: 10 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:13:15:12 น.
  
แวะมาทักทาย..ยามเช้าค่ะ..^^


โดย: Lika ka วันที่: 11 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:7:44:46 น.
  
..
โดย: bobobull วันที่: 11 เมษายน 2555 เวลา:23:21:28 น.
  
อกิลาสุ วินฺเท หทยสฺส สนฺตึ
คนขยันวุ่นกับงาน จะได้ความสงบใจ

พัฒนาความสงบที่ได้จากการทำงานให้เกิดปัญญาณ ตลอดไป...นะคะ



โดย: พรหมญาณี วันที่: 19 เมษายน 2555 เวลา:11:14:56 น.
  
กยิรา เจ กยิราเถนํ
ถ้าจะทำ ก็ควรทำให้จริง

มีความอุตสาหะและมุ่งมั่นในทุกสัมมากิจ ตลอดไป...นะคะ



โดย: พรหมญาณี วันที่: 20 เมษายน 2555 เวลา:10:48:33 น.
  
น เว อนตฺถกุสเลน อตฺถจริยา สุขาวหา
คนฉลาดไม่ถูกเรื่อง ถึงจะพยายามทำประโยชน์ ก็ไม่สัมฤทธิ์ผลให้เกิดสุข

ใช้ความฉลาดให้ถูกกาลเทศะ ตลอดไป...นะคะ



โดย: พรหมญาณี วันที่: 23 เมษายน 2555 เวลา:12:19:16 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

bobobull
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]



Fight.. Fight !!
กุมภาพันธ์ 2555

 
 
 
1
2
3
4
5
7
8
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
 
 
All Blog